ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๕
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ คงไม่ลืม ทุกคำมีค่ายิ่ง เพราะเหตุว่ามาจากการที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริง ซึ่งในชีวิตไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏในขณะนี้ได้ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นไม่ประมาทแม้ในการฟังว่ากำลังฟังคำที่ลึกซึ้ง เพราะกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้เอง แต่กว่าจะเข้าใจแต่ละคำได้ เช่น ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนัตตาหมายความว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง จึงไม่ใช่ใคร และไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ต้องพิจารณาด้วยว่าแต่ละคำถูกต้องเป็นความจริงที่สมควรที่จะได้เข้าใจขึ้นๆ หรือว่าจะปล่อยให้ผ่านไปแบบผิวเผิน โดยที่ได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ของใคร เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดมาได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้เรื่อง เหตุการณ์ในโลกนี้ทุกอย่าง แล้วก็จากไป ไม่เหลือเลย เพราะเหตุว่าต่อจากขณะสุดท้ายของชีวิตนี้ ก็เป็นชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ เป็นเรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะให้ทราบว่า เมื่อได้มีความเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็จะเห็นคุณค่าอย่างยิ่งของการที่จะรู้ความจริง
ความจริงเป็นสิ่งที่รู้ยาก แต่ขณะนี้ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งควรที่จะได้รู้ด้วย แต่ต้องอาศัยการฟังและการไตร่ตรอง เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่รู้ยาก เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว โอกาสที่ดีก็คือว่าได้สนทนาธรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นในสิ่งที่ได้ฟัง เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา มีมาก แต่ละคำเข้าใจเพียงใด เพราะฉะนั้นจึงไม่ประมาทในการที่จะรู้ว่า กว่าที่จะได้เข้าใจคำที่ได้ยินลึกซึ้งขึ้นว่าหมายความถึงความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ต้องอาศัยการฟังด้วยความเคารพ คือไตร่ตรอง พิจารณา เป็นความถูกต้อง เพราะเหตุว่าพุทธประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ก็เพื่ออนุเคราะห์ให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงของชาติหนึ่งซึ่งเกิดมา และมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในแต่ละวัน แล้วหมดไป แล้วก็ไม่เหลือเลย จากโลกนี้ไปแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้ติดตามไป แต่เป็นคนใหม่ เรื่องใหม่ โลกใหม่ แต่สิ่งที่สะสมทุกขณะในโลกนี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จึงมีความติดข้องในเรื่องราวของสิ่งที่กำลังปรากฏมากมาย ที่ใช้คำว่า โลภะ คือความติดข้อง โทสะ คือความขุ่นเคืองใจเมื่อได้ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทั้งหมดมาจากความไม่รู้ความจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ทุกชาติไป
เพราะฉะนั้นโอกาสของชาติหนึ่งชาติใด ที่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจความจริง ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง แต่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อได้ฟังพระธรรมโดยไม่ประมาท เพราะฉะนั้นแต่ละคำไม่ใช่ผ่านไปเหมือนกับรู้แล้ว เช่น คำว่าธรรม ได้ยินได้ฟังบ่อย เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ที่กำลังฟังเพื่อเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มีจริง ซึ่งธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง แต่หลากหลายมาก เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป โดยไม่รู้เลยตลอดเวลา จนกว่าจะได้ฟังว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้ได้ แล้วถ้าจะศึกษาธรรม ก็คือว่าศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้นั่นเอง
ผู้ฟัง ความไม่รู้ที่เรียกว่าอวิชชา ตามปฏิจจสมุปบาท "ไม่รู้" มาจากไหน
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีสิ่งที่เกิดแล้วไม่รู้ ถูกไหม เห็นเกิดแล้วไม่รู้ ปฏิจจสมุปบาทหมายความถึงธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ถ้าไม่มีธรรมเลย ก็จะไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น แต่ธรรมที่จะเกิดได้ ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะบันดาลได้ แต่ว่าแต่ละหนึ่งธรรมที่เกิด ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงว่าต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งก่อนที่จะรู้ถึงปัจจัย ซึ่งทำให้สภาพธรรมเกิด ก็ต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งก่อน แล้วถึงจะรู้ละเอียดขึ้นว่าหนึ่งนั้นอาศัยปัจจัยอะไรเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งซึ่งได้กล่าวถึงอันดับแรกก็คืออวิชชา ความไม่รู้ ไม่ใช่กล่าวลอยๆ ว่าความไม่รู้ แต่ต้องพิจารณาว่าไม่รู้อะไร ต้องมีสิ่งที่กำลังไม่รู้ ไม่ใช่เพียงแต่ไม่รู้เฉยๆ แต่มีสิ่งที่กำลังไม่รู้ เช่นขณะนี้เห็น เกิดแล้ว ดับแล้ว ไม่ใช่ได้ยิน ก่อนได้ยิน ไม่มีได้ยิน แล้วมีได้ยินเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย แล้วได้ยินก็ดับไป
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง คือแตกย่อยชีวิต ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย เหลือเพียงแต่ละหนึ่งขณะ แล้วก็หนึ่งธรรมจริงๆ จึงสามารถที่จะรู้ได้ ในความหมายของคำว่า อนัตตา ไม่ใช่เรา เพราะว่าเป็นสิ่งที่เพียงเกิดแล้วดับไป แต่ละหนึ่งถ้าไม่เกิดก็ไม่ปรากฏว่ามี แต่ขณะใดที่ปรากฏว่ามี สิ่งนั้นเกิดเพื่อให้รู้ว่ามี เกิดเพื่อให้รู้ว่ามี แล้วก็ดับไป โดยไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นการไม่รู้ความจริง ก็สะสมไปตามสิ่งใดก็ตามที่เกิดปรากฏสั้นมาก เพื่อให้ติดข้องเท่านั้นเอง เพื่อให้ไม่รู้ แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นชีวิตจริงๆ เป็นอย่างนี้ ไม่รู้โดยตลอดตั้งแต่เกิด แม้ในขณะที่กำลังเห็น เห็นเกิดขึ้นให้รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าเห็นเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น เห็นเกิดเพื่อความติดข้อง และความไม่รู้ และยึดถือเห็นว่าเป็นเรา
การศึกษาธรรมที่จะเป็นประโยชน์โดยแท้จริงคือศึกษาทีละคำ เวลากล่าวถึงเห็น กำลังเห็น และเห็นมาแล้วมากด้วย แล้วก็ไม่รู้ความจริงของเห็น เมื่อไม่รู้ความจริงของเห็นขณะนี้ ก็มีปัจจัยที่สภาพธรรมอื่นเกิดต่อ โดยความไม่รู้นั่นเอง เพราะฉะนั้น ไม่รู้นั่นแหละเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สภาพธรรมเกิดขึ้น แต่ทรงแสดงปัจจัยคือสภาพธรรมที่สนับสนุน เกื้อกูล อุดหนุน อาศัยกัน ทำให้สภาพธรรมหนึ่งเกิดขึ้นได้ ละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มีแต่เฉพาะความไม่รู้อย่างเดียว สภาพธรรมมีมากมาย
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องเริ่มจากการเป็นผู้ไม่รู้ รู้อย่างอื่นรู้มามาก แต่ว่ารู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม บุคคลใดก็ตามซึ่งอาจจะเข้าใจว่าเป็นผู้รู้ สามารถศึกษา และทำสิ่งต่างๆ ซึ่งคนอื่นชื่นชมว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ แต่บุคคลนั้นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นบุคคลนั้นๆ ไม่สามารถที่จะเห็นถูก เข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่เป็นอวิชชา ความไม่รู้ ซึ่งต้องกล่าวด้วยว่าไม่รู้ในอะไร ไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ กำลังเห็นก็ไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเราเห็น กำลังได้ยินก็ไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเราได้ยิน แต่ถ้าไม่ได้ยิน ได้ยินไม่เกิด จะมีเราได้ยินได้อย่างไร ถ้าเห็นไม่เกิดในขณะนี้ จะมีเราเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ ก็จะทำให้ยึดถือสภาพธรรม ซึ่งเกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกว่าเป็นเรา ไม่ว่าสภาพธรรมใดเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว สืบต่อ โดยการเกิดดับ แต่ไม่ปรากฏการเกิดดับ เพราะเหตุว่าเร็วสุดที่จะประมาณได้ เกิดแล้วดับ และมีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อสนิท จนไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก
ก็เป็นสิ่งซึ่งกว่าจะเข้าใจได้จริงๆ ในแต่ละคำ ก็ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงไหม เพราะเหตุว่ามีปัจจัยให้เกิดเป็นคนนี้ แต่จะเป็นคนนี้ตลอดไปได้นานเท่าไร ก็ตามเหตุ ตามปัจจัย และคนนี้แต่ละหนึ่ง เกิดแล้วเห็นอะไรบ้าง ได้ยินอะไรบ้าง คิดอะไรบ้าง เมื่อวานนี้หมดไปแล้ว เมื่อเช้านี้ก็หมดไปแล้ว เท่ากับว่าเกิดมาได้เห็น ได้ยิน คิดนึก รู้เรื่องรู้ราว รู้เหตุการณ์ต่างๆ แล้วก็จากโลกนี้ไป แล้วลืมหมด ชาติก่อนก็ลืมหมดเลย ชาตินี้ก็เหมือนกัน พอถึงชาติหน้าก็ลืมหมด เพราะฉะนั้นเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อไม่รู้และเพื่อติดข้อง แล้วก็เพื่อที่จะเกิดต่อไปในสังสารวัฏฏ์ ตราบใดที่ยังไม่รู้ ก็เป็นแต่ละคำ ซึ่งแม้แต่ความไม่รู้ก็ต้องตรง และรู้แล้วหรือยัง กำลังเห็น รู้แล้วหรือยัง กำลังได้ยิน รู้แล้วหรือยังว่ากำลังคิด เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมด แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เปลี่ยนความคิดไม่ได้เลย ทุกอย่างเกิดแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ต้องตรงกับคำว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ไม่ว่าคำอะไร เรื่องอะไร เมื่อไร ก็คือเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา อวิชชาก็เป็นอนัตตาด้วย บางคนสงสัยว่าเดี๋ยวนี้อวิชชาอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้คิดอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้เห็นอยู่ที่ไหน แต่ว่าขณะที่เห็น ขณะนี้เอง เห็นแล้วไม่รู้ เพราะฉะนั้นอวิชชาก็อยู่ที่ไม่รู้ความจริงของเห็น ขณะนี้ได้ยินเกิดแล้วดับแล้ว อวิชชาก็ไม่รู้ความจริงของได้ยิน วันหนึ่งๆ อวิชชามากเพียงใด จนกว่าจะมีการฟัง และเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย อวิชชา ความไม่รู้ก็จะค่อยๆ ละคลายลง
ผู้ฟัง มีผู้เขียนมาบอกว่าฟังพระธรรมต้องตามลำดับ มิฉะนั้นความเป็นเราก็จะแทรกเข้ามา เรียนถามว่า ตามลำดับคืออย่างไร แล้วความเป็นเรามีจนเป็นปกติที่ไม่ใช่เราเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ กรุณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ทีละคำก็ได้ สั้นๆ
ผู้ฟัง เขียนมาว่า ฟังพระธรรมต้องตามลำดับ
ท่านอาจารย์ ฟังพระธรรม พระธรรม ๔๕ พรรษา มีมากทุกคำ ตามลำดับคือแม้แต่คำแรก ฟังพระธรรมใช่ไหม มีคำที่ไม่รู้จักคือคำว่า ธรรม ถ้าถามใครๆ ดูว่า ธรรมคืออะไร ตอบว่าอย่างไร แต่ว่าฟังพระธรรม แม้แต่คำแรกคำเดียว ก็ควรที่จะเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษามคธีหรือภาษาบาลี แต่ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแน่นอนในภาษาไทย ใช้คำว่าสิ่งที่มีจริง ฟังธรรมคือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปฟังชื่อมากมายในพระไตรปิฎก แต่ต้องตามลำดับ คือรู้ว่าฟังธรรม ต้องฟังสิ่งที่มีจริงๆ เพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นก็ไม่สับสนเลย ขณะนี้มีเห็น ฟังเรื่องเห็น ขณะนี้มีคิด ฟังเรื่องคิด นี่คือเริ่มรู้จักธรรม
ก่อนอื่นถ้ายังไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง จะไม่เข้าใจเลยว่าศึกษาอะไร แต่ถ้ารู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เผชิญหน้าทุกขณะตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม ต้องรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะขณะนั้นอย่างอื่นไม่จริง สิ่งที่ไม่ปรากฏจะกล่าวว่าจริงไม่ได้ สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้ว จะรู้ความจริงได้อย่างไร ในเมื่อไม่เหลือเลย สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่มาถึง จะไปรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่มาถึง แต่ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ยากแสนยากที่จะรู้ เพราะเหตุว่าโดยการตรัสรู้จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ทรงตรัสรู้ว่าเพียงปรากฏแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย จึงรู้ยากยิ่ง เพราะเหตุว่าเหมือนว่าไม่มีอะไรสักอย่างที่ดับไป
เพราะฉะนั้นการที่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ มิฉะนั้นจะไม่รู้เลยว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ กับการที่เราคิดเอง ต่างกันมากมาย เพราะเหตุว่าขณะนี้ใครจะคิดว่าเห็นเกิดแล้วดับ แต่ความจริงไม่เปลี่ยนเลย ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุว่าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่มีจริงๆ ว่าแม้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ไม่ใช่มีผู้หนึ่งผู้ใดดลบันดาลได้ แต่ต้องอาศัยปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นพระธรรมกว่าจะฟังได้เข้าใจ จนกระทั่งค่อยๆ น้อมใจด้วยศรัทธาที่เชื่อในคำจริง ทำให้สามารถที่จะอบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ซึ่งละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เมื่อนั้นก็จะทำให้พ้นจากความติดข้อง ซึ่งนำมาสู่อกุศลธรรมมากมาย เพราะการยึดถือว่ามีเรา หรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
ผู้ฟัง มีคนเป็นมะเร็ง รู้ตัวว่าจะต้องตาย เราจะแนะนำผู้ที่เป็นมะเร็ง ซึ่งจะต้องตายนั้น ก่อนตายอย่างไรบ้าง
ท่านอาจารย์ ศึกษาธรรม แล้วมะเร็งเป็นธรรมหรือไม่ ก็ลืมไปเลย เป็นหรือไม่เป็น แล้วเป็นธรรมอะไร นี่คือเราจะต้องเข้าใจว่าอวิชชาอยู่ที่ไหน ขณะใดก็ตามที่แม้ได้ยินได้ฟัง ก็จะต้องรู้ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ แล้วเป็นอะไร ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มี มะเร็งเป็นเห็นหรือไม่ ไม่ใช่ มะเร็งเป็นได้ยินหรือไม่ ก็ไม่ใช่อีก มะเร็งเป็นได้กลิ่นหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ในชีวิตประจำวัน มะเร็งเป็นรสหวาน รสเค็ม หรือไม่ ก็ไม่ใช่ แล้วมะเร็งเป็นอะไร นี่คือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นที่เราศึกษาธรรม แล้วได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นมีจริง แล้วเป็นอะไร ส่วนใหญ่จะมีความรักตัว หรือรักญาติ มิตรสหาย พอรู้ว่าใครเป็นมะเร็ง ก็หาทางใดๆ ก็ตามว่าก่อนจะตาย หรือว่าควรจะเตือนเขาว่าอย่างไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือให้รู้ความจริง ให้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยฟังความจริงของสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจเลย ต่อไปชาติไหนๆ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ซึ่งเป็นความจริงได้ เพราะฉะนั้นแต่ละชาติเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่เข้าใจธรรม ใครก็ตามได้ยินชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ฟังพระธรรม ไม่มีโอกาสที่จะรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการฟังก็ต้องฟังด้วยการที่ต้องเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ฟัง ไม่ใช่ว่าข้ามไปๆ หรือคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าความจริงต้องเข้าใจทุกคำจริงๆ พอได้ยินคำใด ต้องรู้ว่ามีจริงหรือไม่ มีจริงแล้วคืออะไร
เพราะฉะนั้นมีคำตอบหรือยังว่ามะเร็งจริงๆ คืออะไร ถ้าไม่มีก็คือว่าไม่ได้ศึกษาธรรม ถ้าศึกษาธรรมก็ตอบได้ มะเร็งไม่ใช่เห็น มะเร็งไม่ใช่ได้ยิน มะเร็งเป็นคิดหรือไม่ ก็ไม่ใช่ แล้วเป็นอะไร ถ้าศึกษาธรรมก็คือว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าทุกอย่างที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน เปลี่ยนไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็คงจะเป็นการบ้านสำหรับที่จะฟังแล้วรู้ว่าฟังธรรมหรือไม่ ฟังแล้วเข้าใจธรรมหรือไม่ ถ้าฟังแล้วธรรมก็สามารถที่จะตอบได้ ไม่ว่ามีคำถามอะไร ต้องตั้งต้นว่าคืออะไร ท่านที่ฟังมาแล้วคงพอตอบได้ ใช่ไหม มะเร็งไม่ใช่เห็น มะเร็งไม่ใช่ได้ยิน มะเร็งไม่ใช่คิดนึก แล้วเป็นอะไร แล้วก็คนที่เคยเป็นมะเร็งแล้วมีไหม มี คนที่กำลังเป็น มีไหม แล้วคนที่จะเป็นมีไหม แล้วจะเตือนเขาว่าอย่างไร เขายังไม่ได้เป็น แต่จะเป็นได้ไหม เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสทั้งนั้น ที่จะเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่ก็สามารถที่จะมีความเข้าใจถูก เห็นถูก ในสภาพธรรมที่กำลังมี
ผู้ฟัง มีคำถามที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องตาย ก็คือเรื่องเกิด ที่กล่าวว่าตายแล้วต้องไปเกิดอีก ไปเกิดได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็ขออนุญาตถามได้ไหม แทนที่จะตอบ ก็ขอเป็นถามว่าอะไรเกิด ได้ยินคำว่าเกิด ได้ยินคำว่าตาย ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดและศึกษาธรรม ต้องตอบได้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นอะไรเกิด แล้วอะไรตาย ถ้าฟังธรรมแล้วต้องเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็คือฟังเรื่องราวไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะเหตุว่า ยังไม่มั่นคงจริงๆ ว่าธรรมคืออะไร เดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรมหรือไม่ และเป็นธรรมอะไร หลากหลายมากที่จะต้องศึกษา เพราะฉะนั้นแม้แต่เกิดตายมีจริง แต่เมื่อศึกษาธรรมก็ต้องรู้ว่าอะไรเกิดและอะไรตาย ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็คือยังศึกษาไม่พอที่จะเข้าใจได้ว่าอะไรเกิด อะไรตาย เพราะว่าโดยแท้จริงแล้วธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด และสามารถที่จะทำให้เข้าใจแต่ละคำถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อเข้าใจความจริงแต่ละคำ ทีละคำ ก็ยังสามารถที่จะทำให้เข้าใจต่อไปอีก แต่ละคำ ทีละคำด้วย เพราะฉะนั้นเกิดมีจริงแน่นอน แต่ว่าอะไรเกิด แล้วตายก็มีจริงๆ แต่ว่าอะไรตาย ถ้ายังไม่รู้ แล้วก็ฟังเรื่องราว ตายแล้วเกิดก็ยังสงสัย เช่น คำถามที่ว่าตายแล้วไปเกิด ไปได้อย่างไร อะไรไป นี่ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม อย่าเพิ่งคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรง แต่ละคำที่ได้ยิน จะถามว่าอะไร และเมื่อได้รับคำตอบที่เข้าใจแล้ว ก็จะทำให้เข้าใจคำอื่นๆ ต่อไปด้วย ไม่ลืมว่าการฟังก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังที่มีผู้ถามว่าตายแล้วไปไหน ใช่ไหม เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมคือสิ่งที่มีจริง ตายมีจริง เกิดมีจริง แต่ก่อนอื่นต้องรู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นอะไรเกิด อะไรตาย
ผู้ฟัง รูปกับนาม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขอถามต่อ รูปคืออะไร
ผู้ฟัง รูปเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร อย่างเช่นรูป ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่สภาพรู้ นามเป็นสภาพรู้ ก็คือการได้ยิน การเห็น เป็นนามธรรม ซึ่งไม่มีรูปร่าง
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีรูปธรรมไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ กรุณายกตัวอย่าง
ผู้ฟัง อย่างเช่น สีสันที่ปรากฏทางตา จริงๆ แล้วไม่ใช่สภาพรู้ เสียงก็ไม่ใช่สภาพรู้ ที่รู้นี้ก็เพราะว่ามีจิต เพราะว่าคนตายมีแต่รูป คนตายก็ไม่เห็น คนตายก็ไม่ได้ยิน คนตายก็ไม่รู้เย็น ไม่รู้ร้อน ไม่รู้อ่อน ไม่รู้แข็ง มีแต่จิตที่เป็นสภาพรู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ได้ฟังข้อความเพิ่มเติมว่าธรรมมีจริงๆ แต่หลากหลายมาก ไม่เหมือนกัน ธรรมที่เกิดแล้วไม่รู้อะไรเลยก็มี เช่น เสียงเกิดแล้วเวลานี้ ทุกคนได้ยิน แล้วรู้ว่าพอใช้คำว่า เสียง หมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏว่ามีจริงๆ แต่ว่าเสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย และนอกจากเสียง ก็มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดจริงๆ ปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ แต่ก็ไม่รู้อะไร เช่น แข็ง มีจริงๆ มีใครไม่รู้แข็งบ้างไหม แข็งมี แต่แข็งไม่รู้อะไรเลย แต่ว่าจะบอกว่าแข็งไม่มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น ทรงไว้ซึ่งลักษณะนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือแข็งก็ต้องเป็นแข็ง จะเป็นเสียงไม่ได้ และเสียงก็เป็นแข็งไม่ได้
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งก็เป็นธรรม ซึ่งเกิดปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ เพราะฉะนั้นที่ว่าตายและเกิดคืออะไร ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิดแล้ว มีลักษณะไม่ใช่สภาพรู้ มีหลายอย่างมากมาย เช่น ตา ทุกคนมีตา แต่ตาไม่เห็น ทุกคนมีหู แต่หูก็ไม่ได้ยินอะไร เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดที่มี แต่ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมองเห็น หรือมองไม่เห็นก็ตาม สภาพธรรมนั้นทรงบัญญัติใช้คำเรียกให้เข้าใจกันว่าหมายความถึงสิ่งนั้นซึ่งไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรมในขั้นต้น การศึกษาธรรมจะละเอียดขึ้นๆ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะตอบได้ด้วยตนเอง สิ่งที่เกิดมีจริงๆ มีลักษณะที่ต่างกัน เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย กับธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่ว่าเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้บอกว่าเห็น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860