ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๓
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ เช่นเดี๋ยวนี้ที่กำลังฟังธรรม มีศีลไหม เพราะเหตุว่าจิตเป็นกุศล จะไม่เป็นศีลได้อย่างไร คำว่าศีล ความหมายที่แท้จริงคือปกติ ถ้าปกติเป็นอกุศล ขณะนั้นกาย วาจา ต้องเป็นอกุศลศีล ไม่ใช่มีใครจะคิดธรรมได้เลย แต่ทรงแสดงความจริงว่าธรรมที่เป็นรูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้ มีจริง สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ก็มีจริง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างแม้รูปธรรม ถ้าไม่มีธาตุรู้จะทำอะไรได้ แต่จิตซึ่งเป็นธาตุรู้หลากหลายมาก และทุกคำต้องศึกษาโดยละเอียดและโดยมั่นคงว่า ถ้าเป็นศีลก็คือกุศลจิต จิตที่ดีงาม แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นกล่าวว่าจะรักษาศีลแล้วจะมีปัญญา ผู้นั้นก็พูดผิด ไม่ทำให้สามารถเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ซึ่งเป็นมัชฌิมพุทธพจน์ ทุกคำมีค่ามากที่ป้องกันความเห็นผิด แต่ประมาทความเห็นผิดไม่ได้เลย เพราะโลภะมี ความเห็นผิดก็เกิดร่วมกับโลภะ อยากจะรู้ อยากจะทำ แต่ว่าเมื่อไม่มีปัญญา ก็ไม่ใช่หนทาง
ด้วยเหตุนี้ การที่จะฟังธรรมจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เข้าใจเมื่อไร ก็เห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ให้เราเห็นผิด เพราะความเห็นผิดง่ายมาก ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด สิ่งที่มีจริง เราจะบอกว่าไม่มีได้ไหม ไม่ได้ เพราะมีจริงๆ แต่เวลานี้เรากำลังมีชื่อ รู้จักชื่อ และเรียกชื่อทุกคำ อย่างบอกว่าเห็น ทุกคนก็รู้ว่ามีเห็น แล้วเห็นเป็นอะไร รู้จักเห็นหรือไม่ ก็ยังไม่รู้จักเห็น เพราะเหตุว่าแต่ก่อนเห็นเป็นเรา ซึ่งถูกหรือผิด ก็ต้องผิด แต่เมื่อได้ฟัง เห็นไม่ใช่เรา แต่เห็นมีจริง ต้องมั่นคงว่าเห็นเป็นเห็น เพราะฉะนั้นไม่ว่าได้ยินคำใดก็ตาม สิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ต้องรู้ความจริงว่าเป็นอะไรอย่างแน่นอนและไม่สับสน เพราะเหตุว่าเวลานี้เป็นธรรมทั้งหมดมากมาย แต่ไม่รู้ความจริง กำลังเริ่มได้ยินแต่เพียงชื่อแต่ละชื่อ เช่นสติ บางคนเมื่อฟังธรรมก็คิดว่าเมื่อไรจะมีสติ ต้องการสติ แล้วรู้จักคำนี้มาแต่ไหน ก็เพียงได้ยินชื่อเท่านั้น รู้จักหรือไม่ว่าสติไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม และเป็นธรรมที่ต่างกับธรรมอื่นๆ ด้วย จึงมีชื่อเฉพาะว่าสติ แล้วจะเปลี่ยนสติให้เป็นสภาพธรรมอื่น เช่นปัญญา ก็ไม่ได้ เปลี่ยนสภาพธรรมแต่ละหนึ่งไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ถ้าเราเป็นผู้ละเอียด เราก็ศึกษาธรรมแต่ละหนึ่ง แล้วจะไม่สับสนหรือสงสัยว่าจะเป็นกุศลหรือจะเป็นอกุศล เราได้ยินเพียงชื่อ และชื่อทั้งหมดเป็นชื่อของสภาพธรรมที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย เราจึงสับสน เช่นบางคนก็เข้าใจว่าสติเป็นปัญญา เพราะว่าไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดว่าธรรมแต่ละหนึ่งปะปนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ถูกต้องที่สุดคือได้ยินคำใด ต้องศึกษาว่าลักษณะนั้นคืออย่างไร อย่างคำว่าศรัทธา ได้ยินกันบ่อยในภาษาไทย สติก็ได้ยิน ปัญญาก็ได้ยิน แต่ไม่ศึกษาแล้วคิดเอง ไม่รู้ความละเอียดอย่างยิ่งว่าแต่ละหนึ่งมีตั้งแต่น้อยที่สุด จนถึงเจริญขึ้น จนกระทั่งมีกำลังมาก ขณะที่กำลังฟังเข้าใจ มีสติไหม มี เพราะอะไร ต้องมีเหตุผลกำกับทั้งหมดที่จะต้องตอบได้ ขณะที่เข้าใจไม่ใช่ความไม่เข้าใจ สภาพของความเข้าใจมีลักษณะผ่องใส ซึ่งต่างกับขณะที่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจนี้มีมลทิน กิเลสเป็นมลทิน ทำให้จิตเศร้าหมอง ความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่เข้าใจ กับขณะที่กำลังเข้าใจ ต้องต่างกันแล้ว
ในขณะที่ฟังคือเดี๋ยวนี้เอง ธรรมไม่ใช่ให้เราไปคิดทีหลังเพราะจะลืมหมด ฟังมากกี่คำก็ลืมและไม่รู้ แต่ในขณะที่กำลังฟังนี้เอง เหมือนบุคคลในครั้งพุทธกาลไปเฝ้าฟังพระธรรม ขณะนั้นไม่มีหนังสือ แต่มีสภาพธรรมที่ปรากฏให้ไตร่ตรองว่าเป็นความจริงไหม เพราะฉะนั้นเวลานี้ขณะที่เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ใครตอบได้ นอกจากคนฟังว่าเข้าใจละเอียดเพียงใด มั่นคงเพียงใด คนอื่นตอบได้ไหม ก็ไม่ได้นอกจากตนเอง เพราะฉะนั้นในขณะใดก็ตามที่เข้าใจ เริ่มตั้งแต่ธรรมซึ่งเป็นภาษามคธี เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า ปาละ ดำรงพระศาสนาไม่ให้เคลื่อนไปตามภาษาต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่รู้ความจริงอย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นภาษาที่เราไม่เข้าใจ ถ้าใครพูดถึงคำว่า ธรรม แล้วเรารู้เลย ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องเข้าใจด้วยภาษาของตนว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ไม่มีอะไรมากั้นเลย สิ่งที่มีจริงขณะนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าจะพูดก็คือว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเข้าใจไหม ขณะที่เข้าใจ เป็นความเข้าใจที่เป็นถึงกับอินทรีย์หรือไม่ ใหญ่พอที่จะเจริญเติบโต จนกระทั่งรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรม ประจักษ์จริงๆ ว่าไม่ใช่เราหรือยัง
เพราะฉะนั้นการศึกษาต้องตามลำดับขั้น ที่ใช้คำว่าปริยัติ หมายความว่าเป็นการศึกษาพระพุทธพจน์เท่านั้น ไม่ใช่คำของคนอื่นเลย จึงจะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ ไม่ได้พึ่งคนนั้น ไม่ได้พึ่งคนนี้ แต่พระพุทธพจน์ที่ได้ทรงแสดงเป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็นธรรมรัตนะ สามารถที่จะมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เพราะว่าเข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน แล้วก็จะไม่เข้าใจต่อไปอีกนานแสนนานถ้าเราไม่ไตร่ตรองให้เข้าใจจริงๆ ว่ากำลังพูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง
ขณะนี้ที่เข้าใจ จิตผ่องใสแน่นอน ขณะนั้นไม่มีกิเลสที่เป็นอวิชชาความไม่รู้มาแปดเปื้อน ทำให้เศร้าหมองอีกต่อไป แม้แต่คำเดียวคือสภาพธรรมที่เศร้าหมองที่ทำให้จิตแปดเปื้อนเป็นมลทินก็เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เพราะฉะนั้นขณะใดที่ผ่องใส เป็นความผ่องใสอย่างแท้จริงในขณะที่เข้าใจ ไม่มีความไม่เข้าใจในขณะนั้นเกิดร่วมด้วยได้เลย
เพราะฉะนั้นทั้งหมดเริ่มด้วยศรัทธา ไม่ว่าเป็นสัทธรรม หรือธรรมอื่นๆ ที่จะเจริญขึ้น ต้องอาศัยศรัทธา สภาพจิตที่ผ่องใสในขณะนั้น ฟังแล้วก็เข้าใจ ไม่มีโลภะ ไม่มีวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัยเกิดร่วมด้วย แต่ยังไม่ถึงระดับที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพียงแต่ได้ยินชื่อ มีชื่อมากมาย แต่ความจริงเป็นชื่อของธรรมทั้งนั้น และต้องเข้าใจว่าเมื่อไรที่สามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา ขณะนั้นก็เป็นอีกระดับหนึ่ง ใช้คำว่า ปฏิปัตติ คือถึงเฉพาะลักษณะที่ปรากฏ ซึ่งจะถึงได้ด้วยความเข้าใจจากการที่ได้ฟังมา เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นปกติ จะมีคำกำกับไว้ตลอดว่าเป็นปกติ เพราะเหตุว่าทุกขณะเป็นปกติตามปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอกุศล ก็เป็นปกติ เพราะว่ามีปัจจัยเกิดแล้วเป็นอย่างนี้ จะให้เป็นอย่างอื่นได้อย่างไร
ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงจริงก็จะเริ่มเข้าใจ แม้แต่คำว่า ศรัทธา ขณะใดก็ตามที่เป็นกุศลทุกประเภท ขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้เลย แต่เพราะเหตุว่าเล็กน้อยมาก ยังอ่อนมาก และเกิดแล้ว ดับแล้ว เร็วมาก จึงไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของศรัทธาว่าไม่ใช่เรา แต่เริ่มฟังแล้วว่าศรัทธาต้องต่างกับสภาพธรรมอื่น เพราะฉะนั้นจิตเป็นหนึ่ง เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้ง สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ทางตา กำลังเห็น เป็นหน้าที่ของจิต แต่ก็ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกัน ที่เป็นเจตสิกแต่ละชนิดเกิดร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น เจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภท แต่ละหนึ่งก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งจะเจริญขึ้นเมื่อเป็นธรรมที่เป็นฝ่ายกุศล
ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เพื่อละความยึดถือว่าเป็นเรา ในขั้นของการฟังเห็นว่าเป็นธรรม แต่ยังไม่ใช่การรู้จริงๆ ในลักษณะของธรรม ซึ่งปรากฏความเป็นธรรม และขณะที่รู้นั้นก็ไม่ใช่เรา จึงเริ่มเข้าใจลักษณะของสติ ไม่ใช่ว่าสติคืออะไร แปลว่าอย่างไร เกิดเมื่อไร ก็ยังไม่เห็นเกิดสักที เพียงมีสติขั้นฟังเท่านั้นเอง แต่สติก็จะเจริญขึ้น จนถึงเป็นสตินทรีย์ จนกระทั่งเป็นพละ จนกระทั่งถึงเป็นมรรคมีองค์ ๘ เป็นองค์มรรคด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ทรงแสดง แสดงความจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง ขณะใดก็ตามยังไม่ใช่อินทรีย์ ก็เป็นเพียงสติที่เกิดกับกุศลในขั้นฟังได้ แต่ถ้าเป็นอินทรีย์ สตินทรีย์ วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เกิดร่วมกัน ขาดไม่ได้เลย จึงถึงความเป็นอินทรีย์ คือสามารถที่จะเป็นใหญ่ แม้วิริยะก็เป็นใหญ่ แม้ศรัทธาก็เป็นใหญ่ สติก็เป็นใหญ่ สมาธิก็เป็นใหญ่ ปัญญาก็เป็นใหญ่ และทั้งหมดเป็นใหญ่เพราะปัญญา นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งกว่าจะรู้ความจริงเพื่อละไม่ใช่เพื่อเรารู้ และเป็นความเข้าใจขึ้น แต่ละคำต้องละเอียด
ผู้ฟัง เวลาที่เราเข้าใจธรรม ทำให้มีสภาพจิตใจที่ผ่องใส ก็อยากจะทราบว่าเวลาที่เราทำทาน ก็รู้สึกว่าผ่องใส แตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ปัญญารู้ ไม่ใช่เราไปคิดรู้ เรากำลังฟังความจริง แต่ยังไม่มีสภาพธรรมปรากฏให้เห็นว่าเป็นธรรม ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นการฟัง ถ้าไม่มีสติและไม่มีโสภณเจตสิกอื่น เราไม่เข้าใจสิ่งที่เราฟัง แต่ขณะใดก็ตามที่เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา แม้เพียงเล็กน้อย สติเป็นสติ สติไม่ใช่ผัสสะ ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่เจตสิกอื่นๆ เลย ฟังเรื่องราวให้เข้าใจ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น เจตสิกเกิดดับพร้อมจิตมากมาย ไม่ปรากฏลักษณะของธรรมสักอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของกุศลให้เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่สามารถจะรู้ความต่างว่าลักษณะนั้นแหละเป็นอย่างนั้น เราจะใช้ชื่อว่าอกุศลก็ได้ จะใช้คำหรือไม่ใช้คำ ลักษณะนั้นก็เป็นอย่างนั้น แม้แต่เพียงพูดว่าศรัทธา ซึ่งมีลักษณะที่ผ่องใส ไม่มีกิเลสแปดเปื้อนเศร้าหมอง ก็ฟังไป แต่ไม่ใช่ว่าศรัทธาปรากฏให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรา แต่เป็นศรัทธา เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังฟังเข้าใจ เข้าใจเพียงเท่านี้ว่าลักษณะของสภาพที่เป็นผ่องใส ที่ไม่ใช่เรา จะปรากฏไหม ก็ปรากฏว่าเราเข้าใจ แล้วทำไมไม่ผ่องใส เพราะลักษณะนั้นไม่ได้ปรากฏให้รู้ว่าผ่องใสคืออย่างนี้ ไม่ใช่ผ่องใส ใสๆ แต่หมายความว่าขณะนั้นเพราะเข้าใจ จึงไม่มีกิเลสใดๆ มาทำลายสภาพของความเข้าใจ ซึ่งขณะนั้นไม่มีกิเลสใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเข้ามาเกิดร่วมด้วยได้เลย แต่ว่าเลือกได้ไหมว่าจะให้ศรัทธาปรากฏ ทุกอย่างลืมไม่ได้เลย อนัตตาเป็นคำที่ลืมไม่ได้ หวังได้ไหมว่าสติจะเกิดเมื่อไร อะไรจะเกิดเมื่อไร รู้ไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาสติขณะนี้มี หวังได้ไหมว่าจะรู้ลักษณะของสติ
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่ได้ฟังว่าสติเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ลักษณะของสติก็ยังไม่ได้ปรากฏ เพราะปัญญาเพียงเท่านี้ เพียงเริ่มจะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ลักษณะของสภาพธรรมก็กำลังปรากฏเหมือนเดิม แต่กำลังเริ่มที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยว่าไม่ใช่เรา จนกว่ามีความมั่นคง ซึ่งใช้คำว่า สัจจญาณ ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง กำกับทุกอย่าง ๔๕ พรรษา อุปการะและอนุเคราะห์ไม่ให้เข้าใจผิด อย่างได้ยินคำว่า ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ ยังมีคำกำกับว่า สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ เพราะขณะนี้เป็นปริยัติ ฟังพระธรรมน้อยมากหรือมากแล้ว ก็น้อย ยังไม่เป็นปัจจัยพอที่จะให้กิจญาณ คือสติเกิดขึ้นทำกิจระลึก คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เหมือนพร้อมกันเลย เหมือนได้ยินกับเห็นขณะนี้พร้อมกันไหม พร้อม ฉันใด เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดเพราะเข้าใจ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องแยกอะไรเลยทั้งสิ้น ฉันนั้น ไม่ต้องมานั่งคิดว่านี่เป็นสติปัฏฐาน นี่ไม่ใช่สติปัฏฐาน นี่ทวารใด จักขุทวาร หรือมโนทวาร นั่นคือความเป็นเรา แต่ไม่ใช่เป็นความเข้าใจธรรมที่ปรากฏ เวลานี้ก็กำลังปรากฏ แต่ปริยัติก็เป็นปริยัติคือเพียงฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจ แต่สติที่สามารถที่จะเข้าถึง ปฏิคือเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นธรรม ต้องเป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเกิดจากสัจญาณ คือความเข้าใจมั่นคง ไม่ไปไหนเลย เพราะเหตุว่าเป็นอนัตตา
ขณะนี้สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน จะเกิดหรือไม่เกิด ไม่ใช่เรื่องเรา แต่มั่นคงในความเป็นอนัตตา ว่าขณะนี้ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ หรือไม่ เพราะเวลาศึกษาทุกคนบอกว่า จักขุวิญญาณเกิด รู้รูปารมณ์ ก็พูดง่าย สอบได้ด้วย แต่ไม่ได้รู้เลย ไม่มีการแม้จะเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นเพียงสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไม่จริง เป็นธาตุที่สามารถปรากฏ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น จึงรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้มี นี่คือความต่างของธาตุหนึ่งซึ่งปรากฎให้เห็นได้ เราก็ยังเป็นคนนั้นคนนี้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ฟังแล้วเริ่มเข้าใจแล้ว สติขณะขั้นฟังเกิดแล้ว แต่ว่าไม่ต้องไปรอคอย ไม่ต้องไปพยายาม อย่างบางคนเขาบอกว่า เห็นไม่ให้เป็นหน้าต่าง จะทำอย่างไรไม่ให้เห็นว่าเป็นหน้าต่าง เพราะเห็นว่าเป็นคน ก็จริง เห็นดับแล้ว แล้วมีสภาพซึ่งเกิดดับสืบต่อ จำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่เกิดดับ อย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ และก็ยังรู้ด้วยว่าเป็นอะไร
เพราะฉะนั้นการที่จะรู้การเกิดดับ หรือจะรู้ถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ต้องหวัง หวังเป็นเครื่องที่เนิ่นช้า เข้าใจแล้วยังไปหวัง ก็พอดีตอนหวังนั่นก็คือไม่เข้าใจ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะสภาพธรรมอื่นเกื้อกูลอุปถัมภ์ เพราะเหตุว่าปัญญาทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าขณะใดที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศล น่ากลัวไหมคำว่าอกุศล ไม่ได้นำสิ่งที่เป็นสุข หรือว่านำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์มาให้เลย ไม่ว่าจะบางเบาเล็กน้อยสักเท่าไร ตรงกันข้ามกับธรรมฝ่ายดี แม้เล็กน้อยสักเท่าไรก็ไม่ให้โทษเลย มีแต่จะนำความเป็นสิ่งที่ดีมาให้ จนกระทั่งถึงการเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีปริยัติ ถ้าไม่รอบรู้จริงๆ ว่าธรรมทั้งหมดทุกคำต้องสอดคล้องกัน ถ้าใครบอกให้เราไปทำอะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไร ไม่เห็นไม่เข้าใจอะไรเลย
มีท่านผู้หนึ่งในรายการโทรทัศน์ ซึ่งได้ฟังกับหู ท่านก็บอกว่าให้คนที่กำลังยืนอยู่ เอามือซ้ายทาบที่สะดือ แล้วเขาก็ทำกัน หมายความว่าอย่างไร นี่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เท่านี้ก็ไม่คิดกัน เพราะฉะนั้นฟังใคร ไม่ได้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเลย และยังบอกว่าให้เอามือขวาทับมือซ้าย ก็ทำกัน แล้วก็บอกว่าให้เอามือขวาออก ก็ทำกัน แล้วก็บอกให้ยกเท้าขึ้น ก็ทำกัน แล้วบอกว่านี่คือสติสัมปชัญญะ นี่คือฟังใคร เพราะฉะนั้นต้องไตร่ตรองว่าคำใดที่ฟังแล้วเข้าใจ และก็รู้ด้วยว่านั่นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะว่าคนอื่นไม่สามารถที่จะมีวาจาสัจจะ คือกล่าวเมื่อไรก็มีสภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ ให้เข้าใจถูกได้ เป็นประโยชน์ เป็นมรดก ของผู้ที่ได้รับพระธรรมคำสอน โดยความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด จึงสามารถที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้ตามลำดับขั้น จากปริยัติฟังแล้วรอบรู้ว่าสอดคล้องกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่าฟังว่าเป็นอนัตตา แล้วเรามานั่งทำอะไรก็ไม่รู้ เพื่อที่จะเข้าใจธรรม ซึ่งไม่เข้าใจแน่นอน เพราะทำด้วยความเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นปริยัติเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดปฏิปัตติ คือเกิดปัญญาขั้นที่สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟังโดยไม่ต้องคิด หรือถ้าคิดก็รู้ว่าไม่ใช่เห็น คือต้องรู้จนทั่ว จนละเอียดจริงๆ ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา จึงสามารถที่จะละการยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ ซึ่งยากเพราะเหตุว่าเป็นอนัตตา แล้วแต่ปัจจัย เพราะฉะนั้นปัจจัยคือการเข้าใจ การเข้าใจมาจากไหน มาจากการฟังและเข้าใจขึ้น จึงมั่นคงเป็นสัจญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดกิจญาณ คือการรู้จักสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ อีกนัยหนึ่งก็คือปฏิปัตติ และขณะใดก็ตามประจักษ์ว่าสภาพนั้นไม่ใช่เราจริงๆ ก็เป็นปฏิเวธ เป็นกตญาณ
เมื่อศึกษาธรรมแล้วจะไม่มีการที่เข้าใจไขว้เขวหรือเข้าใจผิด เพียงแต่ว่าการไตร่ตรองของเราพอไหม เพราะว่าบางคนบอกว่าละชั่ว ไม่ได้พูดถึงเลย แต่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เป็นเรากำลังพยายามที่จะละ เพราะฉะนั้นละไม่ได้ แม้ว่าจะได้ยินคำว่าละชั่ว ก็ไม่เข้าใจ ดูว่าง่าย เพียงบอกให้ละก็ละ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น บอกอะไรได้ เกิดแล้วสิ่งนั้น ดับแล้วทั้งนั้น สภาพธรรมคือธรรมที่มีลักษณะสภาวะของตน เปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคำว่าศีล เราคิดเอง หรือว่าเราได้ยินได้ฟังมาบ้างเล็กน้อย แล้วตอนนั้นบ้างตอนนี้บ้างก็มาจับรวมกัน แต่ถ้าได้ฟังหรือได้อ่านศึกษาพระไตรปิฎกจริงๆ ท่านพระสารีบุตรทรงแสดงปฏิสัมภิทามรรค ซึ่งเป็นความจริง ถ้าไม่มีจิต ไม่มีเจตสิก มีศีลไหม ก็ไม่มี จิต เจตสิก ใครบังคับได้ไหม ไม่ได้ อกุศลเกิดขึ้นเป็นจิตเป็นเจตสิกหรือไม่ เพราะฉะนั้นคำว่า ศี - ละ โดยแท้จริงแล้ว แสดงถึงปกติ สภาพธรรมที่เป็นปกติ ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้ เวลาที่อกุศลจิตเกิด กายเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เพราะจิตเป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอกุศลศีล เพราะว่าหมายความถึงปกติของอกุศล เมื่อเกิดขึ้นแล้ว กายก็เป็นอกุศล วาจาก็เป็นอกุศล อย่างนี้แล้วจะเป็นเราไหม แล้วเวลาที่อกุศลเกิดก็ไม่รู้ด้วย ทำไปอยู่นั่นแหละอกุศล เพราะไม่รู้ความจริงว่านั่นไม่ใช่เรา แต่เป็นการสะสมของธรรมฝ่ายอกุศล เป็นจิตและเจตสิกซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยเป็นปกติ และวันหนึ่งๆ จะให้เราเป็นปกติอกุศลศีลหรือ ก็ต้องเป็นไปตามจิต
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมาทั้งหมดเป็นส่วนย่อย อย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง แต่ถ้าจะเข้าใจจริงก็คือได้แก่จิตและเจตสิกทั้งหมด ด้วยเหตุนี้อกุศลจิตเกิดขึ้น กายวาจาก็เป็นอกุศลศีล คือปกติของจิตที่เป็นอกุศล วันนี้มีไหม ถ้าศึกษาธรรมโดยไม่ระลึกถึงความจริง เราได้ประโยชน์อะไร เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพียงฟังแล้วคิด แล้วก็เป็นเรา แต่ไม่รู้เลยว่าทรงแสดงความจริงโดยละเอียด ไม่ว่ากับท่านพระสารีบุตรหรือใครก็ตาม เพื่อให้รู้ความจริง ซึ่งเกิดแก่ตน นั่นเป็นปัญญาจริงๆ ที่รู้ว่าเป็นธรรม หรือจะเห็นอะไรก็ตาม ได้ยินอะไรก็ตาม เป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้อกุศลศีลมากไหม รับประทานอาหารเป็นศีลหรือไม่ เพราะมีกายมีวาจาซึ่งเคลื่อนไหวเป็นไปตามจิต ด้วยเหตุนี้ทุกคำที่ได้ยินในภาษาของเรา จะทำให้เข้าใจได้ ชอบอาหารอะไร มีมากมายใช่ไหม จิตเกิดขึ้น ต้องมีอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ และอาหารบนโต๊ะ มีจิตเห็นเกิดขึ้น เพียงเห็นเป็นอุปัตติ เพราะกรรมเป็นปัจจัย เท่านั้น เพียงเห็น แต่คิดดู เห็น เราไม่รู้ความจริง จึงมีความชอบด้วยความเป็นตัวตนติดตามตลอดมา ซึ่งไม่ใช่เห็น แสดงให้เห็นว่าเพียงมีอุปัตติให้เกิดขึ้นเห็นเท่านั้น กิเลสมากมายหลั่งไหลมาแล้ว เป็นสิ่งที่น่าพอใจ นี่เป็นปลาชนิดนั้น นี่เป็นแกงชนิดนี้ และการที่เราจะพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด อารมณ์นั้นที่สะสมมาที่จะชอบในสิ่งนั้น ท่านใช้คำว่าอารัมมณูปนิสสยปัจจัย พอถึงเวลาเราไปเรียนปัจจัย ท่องได้คล่องแคล่ว แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังเอื้อมมือไปเพราะอะไร แสดงความจริงเพื่อละคลายความเป็นตัวตน แต่ไม่ใช่เราคิดเอง แม้แต่ศีลเป็นความจริงต้องรู้ ว่าเป็นจิตและเจตสิก ส่วนรูปไม่รู้อะไร รูปเป็นศีลไม่ได้เลย รูปไม่มีเจตนาที่จะไปฆ่าใคร หรือที่จะพูดสิ่งที่ไม่ดี แต่จิตเกิดขึ้นทำให้รูปที่เกิดจากจิตเป็นไปเพราะจิตประเภทนั้นๆ
ด้วยเหตุนี้จึงมีอกุศลศีล และกุศลศีล และอัพยากตศีล เพราะฉะนั้นธรรมที่ทรงแสดงโดยนัยหลากหลายมาก จะทรงแสดงโดยนัยของธรรมหมวด ๓ คือกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ทั้งหมดสอดคล้องกัน แล้วเราก็ได้ยินเวลาเมื่อไปงานศพทุกครั้ง ก็ได้ยินทุกครั้ง สวดพระอภิธรรม แล้วพระอภิธรรมคืออะไรก็ไม่รู้ และอะไรเป็นอภิธรรมก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860