ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่มณฑา จ.ราชบุรี

    วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ แต่ละคำเปลี่ยนไม่ได้เลย ไม่ได้บอกว่าเป็นคน เป็นสัตว์ แต่บอกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นก็ต้องเป็นสิ่งนั้น จะเป็นสิ่งอื่นไม่ได้ เช่น เห็นต้องเป็นเห็น ได้ยินต้องเป็นได้ยิน เห็นเกิดเพราะมีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด เช่น คนตาบอดไม่เห็น ได้ยินก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นเองตามลำพัง ตามความพอใจไม่ได้ ดังนั้นได้ยินก็เป็นสิ่งหนึ่ง

    ขณะนี้ที่ฟังธรรม ให้เริ่มเข้าใจตามความเป็นจริงว่า กำลังเข้าใจแต่ละสิ่งหนึ่งที่มีจริงๆ ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดแล้วดับไป จึงไม่มีใคร ไม่มีของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย

    ถ้าสงสัยก็ลองพิจารณา อยากได้ยินแล้วจะได้ยินอย่างที่อยากหรือไม่ ถ้าหูหนวกไม่มีโสตปสาท อยากเห็นเหลือเกินแต่ไม่มีจักขุปสาท จะเห็นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ อยากคิดเรื่องที่จะทำให้สนุกสนานไม่เดือดร้อน แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้ต้องคิดเรื่องที่ไม่สบายใจ ความคิดนั้นก็ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจความหมายของธรรม คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งน่าศึกษา น่าเข้าใจมาก เพราะว่าสามารถที่จะรู้จริงตั้งแต่คำแรกว่า สิ่งที่มีจริงไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น แข็งเป็นแข็ง แต่ละหนึ่งเป็นสิ่งซึ่งมีจริง เกิดขึ้นและดับไป

    ผู้ฟัง คนเริ่มสนใจธรรมจะมีคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่จะทำให้ผู้นั้นเกิดปัญญาและเข้าใจความจริงได้ คือเหมือนกับการเริ่มต้น

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าธรรมแล้วก็สนใจ เมื่อสนใจคือหมายความว่า เพื่อเข้าใจให้ถูกต้องว่าธรรมคืออะไร ไม่ใช่สนใจโดยไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร แต่ว่าสนใจที่จะเข้าใจถูกต้องว่าธรรมมีจริงๆ หรือไม่ แล้วธรรมนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ มีแน่นอน จะรู้ว่า รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นธรรม หรือว่าเป็นเรา เช่น เห็น ทุกคนกำลังเห็น ถามว่าเห็นมีจริงๆ หรือไม่ กำลังเห็น ตอบว่าอย่างไร มีจริงๆ ใช่หรือไม่ แล้วเห็นคือเราหรือไม่ หรือว่าเห็นเป็นเห็น เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป แล้วก็มีได้ยินซึ่งไม่ใช่เห็น เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็มีคิดนึกซึ่งไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน เกิดขึ้นแล้วดับไป นี่คือเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ของใครและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    เมื่อศึกษาธรรมมีข้อความว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" อนัตตา หมายความว่าไม่ใช่อัตตา อัตตา คือสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเรา หรือเป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้ แต่ว่าตามความเป็นจริงเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น แม้แต่เพียงเท่านี้ก็ต้องศึกษาจนกระทั่งเป็นความมั่นใจ เพราะว่าจะต้องเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา ทุกอย่างทุกสิ่งที่มีจริงๆ เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป

    เมื่อวานนี้เห็นหรือไม่ ได้ยินหรือไม่ คิดนึกหรือไม่ เหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อวานนี้อยู่ไหน เห็นเมื่อวานนี้อยู่ไหน ไม่เหลือเลยใช่หรือไม่ นี่คือความจริงตั้งแต่ขณะเกิด เพียงแค่ขณะแรกที่เกิดก็ไม่ใช่ขณะที่สืบต่อ ไม่ใช่ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ และจะไม่ใช่ขณะที่กำลังเห็นพรุ่งนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีจริงเมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ถ้าศึกษาและสนใจธรรมก็รู้ได้ว่า กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจขึ้น ถ้าไม่ได้พูดถึงสิ่งที่มีจริงขณะนี้ให้เข้าใจ แต่พูดถึงเรื่องอื่นที่ผ่านไปแล้ว หรือที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ชื่อว่าฟังธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง นั่นหมายความว่า ถ้าสนใจธรรมแต่ตั้งต้นโดยไม่ทราบว่าธรรมคืออะไร ก็ไม่มีทางรู้ว่าธรรมคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลย ต้องเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าคืออะไรก่อน มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงโดยไม่ได้ฟังพระธรรมบ้างหรือไม่ เพราะคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายความถึงผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง เมื่อมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะมีเพียงพระองค์เดียว จะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ หรือ ๓ พระองค์ ๔ พระองค์ ได้พร้อมๆ กันเลย

    เพราะเหตุว่ากว่าจะบำเพ็ญพระบารมีถึงกาลที่จะรู้ความจริง และประกอบด้วยพระญาณที่สามารถที่จะแสดงสิ่งที่มี ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะเข้าใจถูกได้ จนกระทั่งเมื่อฟังแล้วเริ่มเข้าใจถูกเป็นปัญญาของตนเอง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้น แต่ด้วยพระมหากรุณาที่ทรงแสดงเรื่องของสิ่งที่มีจริงให้ผู้ฟังได้ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเห็นถูกเป็นความเข้าใจถูกว่า เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา นานหรือไม่กว่าจะรู้ว่า เห็นไม่ใช่เรา ได้ยินก็ไม่ใช่เรา เพราะหมดแล้ว เกิดแล้วดับแล้วทันทีเลย แล้วจะเป็นใคร หรือว่าจะเป็นเราได้อย่างไร

    ถ้ามีการสนทนากันว่าธรรมคืออะไร คนหนึ่งพูดอีกอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็พูดอีกอย่าง แต่คนที่บอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง จะเชื่อใคร เพราะเหตุว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี พูดถึงสิ่งที่ไม่มีจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อมีสิ่งที่มีจริงแล้วไม่พูดถึงให้เข้าใจความจริงของสิ่งนั้น นี่ก็เป็นความต่างกัน สำหรับผู้ที่กล่าวว่าสนใจธรรมต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร

    เมื่อรู้แล้วว่าธรรมคือทุกสิ่งที่มีจริง และมีคนบอกว่าเห็นไม่ใช่ธรรม เชื่อหรือไม่ ได้ยินไม่ใช่ธรรม เชื่อหรือไม่ ผิดแล้วใช่หรือไม่ แล้วจะไปรู้อะไร เพราะเหตุว่าวันหนึ่งๆ ก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย แล้วมีการคิดนึก เท่านี้เอง ต้องมีความมั่นคงว่า เมื่อได้ยินคำว่าธรรม เข้าใจหรือยังว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ พูดถึงธรรมคือพูดถึงสิ่งที่มีจริง ศึกษาธรรมก็รู้ว่าสิ่งที่มีจริงไม่เคยเข้าใจเลยว่า สิ่งนี้เองมีจริงชั่วคราวแสนสั้น เกิดขึ้นแล้วดับไป หลงเข้าใจเห็นขณะนี้ว่าเห็นอยู่ตลอดเวลา หรือว่าเป็นเราที่นั่งอยู่ในขณะนี้ แต่ลืม ลองหลับตาทุกคน มีเราหรือไม่ หรือมีอะไร พูดแล้วพูดอีกจะได้ไม่ลืมว่า เพียงหลับตามีเราหรือไม่ มีตัวเราหรือไม่ ไม่มีเลยใช่หรือไม่ แต่เมื่อลืมตาขึ้น เพราะเหตุใดจึงมีเรานั่งอยู่ที่นี่ มีตั้งหลายอย่างที่กำลังปรากฏ

    แสดงให้รู้ว่า ความจริงแต่ละหนึ่งต้องเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วก็ไม่ชื่อว่าศึกษาพระธรรม แต่ว่าจากการที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาเลย สำหรับเวลาเพียงเล็กน้อยก็ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตามลำดับ คือเริ่มเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ คือรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มทีละเล็กทีละน้อยโดยความไม่ประมาทว่า แม้แต่เพียงจะเข้าใจคำเดียวคือ ธรรม ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเลย พูดถึงแม้ว่าสิ่งนี้กำลังปรากฏ กำลังเผชิญหน้า ความไม่รู้ก็ไม่สามารถจะเข้าใจถูกได้ เพราะว่าเคยสะสมความไม่รู้และการยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มานานแสนนาน

    ดังนั้น ขอให้มีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่าธรรม ไม่ได้บอกว่าเป็นใครคนใดคนหนึ่ง แต่ลักษณะนั้นมีจริงๆ เกิดขึ้นปรากฏว่าเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตมีการเกิดขึ้น บอกว่าเราเกิด หรือใครเกิด ยังไม่มีใครตั้งชื่อให้เลยใช่หรือไม่ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดชื่อไว้ว่าให้ลูกที่เกิดมาชื่อนั้น ชื่อนี้ ซึ่งถ้ายังไม่มีการเกิดก็ไม่มีที่จะเรียกว่าสิ่งนั้นเป็นชื่อนั้น แต่เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วมีการเกิดดับสืบต่อจากขณะแรกที่เกิดจนกระทั่งถึงขณะนี้ ล้วนเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    ถ้าไม่มีใจ โลกนี้ไม่เดือดร้อนเลย จะเดือดร้อนหรือไม่เมื่อเกิดพายุ ลูกเห็บ ฝนตก น้ำท่วม ไม่มีใครไปรับรู้เลย แต่ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่มีจริงๆ เป็นสิ่งหนึ่งๆ เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้มีแน่นอน กำลังปรากฏ เป็นอื่นได้หรือไม่ เป็นเสียงได้หรือไม่ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เป็นแข็งได้หรือไม่ ไม่ได้ เห็นแข็งไม่ได้แน่นอน หลับตาไม่เห็น แต่กระทบสัมผัสแข็งปรากฏได้โดยไม่ต้องอาศัยตา

    เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ในโลกนี้หรือโลกไหนๆ ก็ตาม มีสภาพที่สามารถที่จะเกิดขึ้นเห็น แล้วก็ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ทั้งวันคือเท่านี้เอง เมื่อวานนี้ก็เห็น แล้วก็คิด แล้วก็สุข แล้วก็ทุกข์ หมดไปแล้ว วันนี้ก็เห็นอีก ต่อไปก็เห็นอีก ได้ยินอีก คิดนึกตลอดไป เพราะฉะนั้นโลกคือ สิ่งที่สามารถที่จะปรากฏว่ามีจริงในขณะที่เกิดขึ้น เเต่ไม่รู้ความจริง ใครรู้ความจริงของเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก

    ทั้งหมดให้เข้าใจให้ถูกต้องในขั้นต้นมั่นคงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย และไม่พ้นจากสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วไม่เคยรู้มาก่อน จะรู้ดีหรือไม่ เท่านั้นเอง ถ้าใครยังคิดว่าไม่ต้องรู้ก็ได้ ก็ไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้คุณของปัญญา ความเห็นที่ถูกต้องว่า ความเห็นถูกสามารถมีได้เมื่อมีการฟังและเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจจริงๆ เกิดมาเห็น ได้ยิน สุข ทุกข์ แล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ ซึ่งหวังได้หรือไม่ว่าจากโลกนี้แล้วจะไปมีปัญญาขั้นนั้นขั้นนี้ ในเมื่อขณะนี้ยังไม่รู้

    เพราะฉะนั้น แต่ละขณะมีประโยชน์ที่ว่ายังไม่ต้องหวังมากมายไกลจนกระทั่งดับกิเลส เพราะเหตุว่าดับกิเลสด้วยความไม่รู้ไม่ได้ ทุกคนไม่ชอบกิเลสประเภทหนึ่งคือโทสะ ความโกรธ ไม่อยากโกรธเลย ทำทุกอย่างเพื่อที่จะไม่โกรธ แต่ห้ามได้หรือไม่ โกรธแล้ว ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าคือธรรม

    การที่จะเข้าใจความจริงจากการฟัง คือฟังเข้าใจแล้วเมื่อใดก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่า เป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและไม่ใช่ของใคร เกิดขึ้นเป็นไปชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป รู้กับไม่รู้ เพียงเท่านี้ ก็แล้วแต่ว่าเห็นประโยชน์หรือไม่ว่ายังไม่ต้องไปถึงการดับกิเลส เพียงแต่เริ่มรู้เพื่อละความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานของอกุศลความไม่ดีไม่งามทุกชนิด เพราะว่าถ้ามีความเห็นถูกคือปัญญา ซึ่งตรงกันข้ามกับความไม่รู้ จะนำไปสู่ทางที่ถูกต้อง ทางที่จะไม่ให้โทษ

    ทุกคนเกิดมาหวังสุข ไม่หวังทุกข์แต่ก็มีเพราะความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมไม่ได้เดือดร้อนเลย นั่งสบายๆ แล้วได้ยิน แล้วก็คิด ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นที่ยุ่งยาก เหนื่อยแล้วเดือดร้อนด้วย แต่ฟังแล้วได้เริ่มเข้าใจว่า กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง และผู้ที่ทรงแสดงความจริงคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือการได้ฟังแล้วเป็นผู้ตรงว่า ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้ความจริงมาก่อน แล้วปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น จนกระทั่งเห็นโทษของความไม่ดีทุกประการ ซึ่งในขณะที่เห็นโทษของความไม่ดี ความดีจะเจริญขึ้นด้วย แต่ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

    จากการที่เป็นคนดีซึ่งดีได้จากการสะสมมา บางคนจิตใจดี ไม่โลภ ไม่โกรธ แต่ไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น จะเป็นคนดี เพียงแค่ทำดีเล็กน้อยแต่ว่าไม่รู้ความจริง เท่ากับผู้นั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ยินคำว่าธรรม ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจความจริงซึ่งเป็นธรรม และไม่มีโอกาสที่จะได้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่เข้าใจว่ารู้จักแล้ว แต่รู้จักเพียงใด พระพุทธรูปไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระคุณ ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมจะรู้พระคุณได้อย่างไร

    พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ถ้าไม่มีพระคุณทั้ง ๓ ไม่มีโอกาสที่ใครจะได้ยินคำว่า ธรรม และไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ด้วย เพราะฉะนั้น การฟังไม่ได้เกิดโทษใดๆ เลยทั้งสิ้น ฟังเรื่องจริงและมีสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจถูกต้อง กับการที่ไม่ฟังแล้วก็ไม่รู้ไปทุกชาติย่อมต่างกัน

    ผู้ฟัง มีคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันว่า เราเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานในการที่จะประสบความสำเร็จ เปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งที่ไม่มีความอยากที่จะได้ อยากจะดี หรือว่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร รู้สึกว่าเขาไม่มีความโลภเท่าเรา อย่างไรจะดีกว่ากัน คืออยากมีหลักในการที่จะใช้ชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจธรรมแล้วบอกว่าเขาไม่มีความโลภ เป็นไปไม่ได้เลย คนที่ไม่มีความโลภคือพระอรหันต์ คนที่มีความติดข้องน้อยลงมาก็ต้องตามลำดับ เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่รู้ความจริงที่จะไม่โลภ ไม่ติดข้อง เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเราใช้คำว่าโลภ มาจากคำว่า โลภะ ในภาษาบาลี ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของคำว่า โลภะ

    อ.คำปั่น โลภะ เป็นธรรมที่มีจริง เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ เมื่อสะสมมากขึ้น มีกำลังมากขึ้นก็ล่วงเป็นทุจริตกรรม เป็นโลภะที่มีกำลัง เป็นการสร้างเหตุที่ไม่ดีให้กับตนเอง เพราะว่าเป็นกิเลสที่มีกำลังมากขึ้น ทำให้กระทำทุจริตกรรมเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน แต่โดยปกติผู้ที่มีการฟัง มีการศึกษาพระธรรม แม้ว่าจะมีความติดข้องต้องการ ท่านก็ไม่มีโลภะถึงขั้นที่จะล่วงเป็นทุจริตกรรม เพราะว่าเห็นโทษของอกุศลที่เกิดขึ้นเป็นไป

    ผู้ฟัง ถ้าเป็นโลภะที่ไม่ได้ไปทางทุจริต เเต่เป็นโลภะที่อยากจะร่ำรวย อยากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เหล่านี้เป็นโลภะอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คือต้องเข้าใจความหมายของโลภะก่อนว่า เป็นความติดข้องต้องการ ไม่ว่าจะอยากรวย อยากสวย อยากสุข อยากอะไรทั้งหมด รวมแล้วอยากนั่นคือสภาพที่ติดข้อง เพราะฉะนั้นจะมีประมาณมากน้อยเท่าไรก็แล้วแต่ ไฟนิดเดียวยังร้อน ไฟที่เผาบ้านเผาเมืองก็ยิ่งร้อน เพราะว่ามีกำลังมากขึ้น ฉันใด ความติดข้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้ามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะที่เห็นแล้วติดข้อง โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริงทุกอย่างมีหลายระดับ ตั้งแต่น้อยมากจนไม่รู้ จนกระทั่งถึงปรากฏให้รู้ได้ว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเมื่อเป็นอกุศล แล้วถ้าเป็นความดีอย่างมากๆ ก็รู้ได้เหมือนกันว่า เป็นความดีที่น่าสรรเสริญหรือน่าชื่นชม ซึ่งจะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนธรรมได้เลย ขณะใดที่เกิดไม่รู้ จะเปลี่ยนให้ไปรู้ไม่ได้ ขณะใดที่ติดข้องเกิดขึ้นจะเปลี่ยนให้เป็นความไม่ติดข้องไม่ได้ ขณะใดที่เป็นความขุ่นเคืองแม้เพียงเล็กน้อย จะเปลี่ยนให้เป็นความต้องการหรือความติดข้องไม่ได้ เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรม ธรรมหนึ่งเป็นหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไป เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

    ดังนั้นก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า คนที่ไม่เห็นอยากเห็นหรือไม่ อยากเห็น เห็นแล้วติดข้อง อยากเห็นต่อไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น ความอยากก็เริ่มต้น ตั้งแต่พอใจในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จนกระทั่งอยากรวย อยากอะไรต่างๆ ก็มาจากสิ่งที่ปรากฏทางตาทั้งนั้น

    ธรรมไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่สามารถเข้าใจถูกตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริงต้องเป็นไปตามลำดับด้วย ที่แต่ละคนมีอกุศลสิ่งที่ไม่ดีมากๆ บางคนโกรธง่าย โกรธเร็ว โกรธแรง บางคนติดข้องพอใจไปหมดทุกอย่างเลย ไปตลาดนัด เห็นอะไรอยากซื้อหมดเลย ไปห้างสรรพสินค้าก็อยู่จนเย็นค่ำ น่าดู น่าซื้อไปหมด

    แสดงให้เห็นว่า มีความติดข้องแม้ในการที่จะเพียงเห็น แต่ว่าเพียงเห็นก็ยังไม่พอ ถ้ามากขึ้นก็อยากได้ ถ้าอยากได้มากก็พยายามขวนขวายในทางที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น และถ้าอยากได้มากยิ่งกว่านั้น แม้ว่าจะเบียดเบียนคนอื่นเพื่อตัวเองก็ทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นกำลังของอกุศลธรรม สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรงว่า ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วจึงจะสามารถละคลายอกุศลขั้นต่อๆ ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความริษยา ความสำคัญตน ความไม่พอใจ หรือพอใจระดับใดก็ตาม จะหมดไปไม่ได้เลย จนกว่าจะรู้ความจริงว่าเป็นธรรม

    ด้วยเหตุนี้ การรู้แจ้งอริยสัจจธรรมหลังจากที่ได้ฟังธรรมเข้าใจแล้ว และการดับกิเลสต้องเป็นตามลำดับขั้น คือขั้นแรก ไม่สงสัยในสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเริ่มเข้าใจตั้งแต่ฟัง ซึ่งจะต้องอบรมไปอีกนานมากกว่าจะเข้าใจแต่ละคำชัดเจน เช่น ขณะนี้เห็น เห็นอะไร ถ้าไม่รู้ก็คือไม่รู้ แต่ถ้าเป็นปัญญา เริ่มคิด เริ่มไตร่ตรอง เริ่มรู้ความจริงตามลำดับว่าเห็นอะไร สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเลยพอจะตอบได้หรือไม่ แต่ถ้าคนที่ฟังแล้วตอบได้แน่นอน และเป็นความจริงซึ่งกำลังปรากฏ เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ คงคิดว่าเพราะอะไรจึงตอบเช่นนี้ แต่ความจริงตรงหรือไม่ เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ เพราะเสียงมี แต่ไม่เห็นเสียง กลิ่นมี ไม่เห็นกลิ่น รสมี ไม่เห็นรส แต่ขณะนี้ไม่ต้องเรียกอะไรเลย ไม่ต้องเรียกว่าเห็น แต่เป็นความจริงในชีวิตซึ่งเกิดแล้วต้องเห็น แต่ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร

    วันนี้เริ่มที่จะเข้าใจว่า เห็นมีจริงๆ และเห็นไม่ใช่เรา และเห็นจะเกิดขึ้นได้ เป็นอย่างนี้ได้ กำลังเห็นได้ ก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิด เช่น ต้องมีจักขุปสาทที่เราใช้คำธรรมดาว่า ตา ถ้าใครตาบอดก็ไม่เห็นแล้ว นี่คือความจริงขณะนี้ว่า แม้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าตาบอดทันทีไม่เห็นแล้ว

    เพราะฉะนั้น เห็น เป็นแต่เพียงชั่วขณะหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น แล้วไม่เคยรู้มาก่อนว่าไม่ใช่เรา เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป ถ้ารู้อย่างนี้ทั่วทั้งหมดในชีวิตไม่ว่าจะโกรธ ไม่ว่าจะรัก ไม่ว่าจะอยากอะไร อย่างไรก็ตาม ถ้ารู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เรา เมื่อนั้นจะคลายความเป็นตัวตน สภาพธรรมก็จะปรากฏตามความเป็นจริงคือ เกิดขึ้นและดับไป ไม่สงสัยเลยในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงความลึกซึ้งของสิ่งที่มีในขณะนี้ ผู้นั้นก็จะดับการยึดถือสภาพที่เกิดดับนี้ว่าเป็นเรา แล้วรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ๔ ซึ่งเด็กนักเรียนก็ตอบกันได้ว่า อริยสัจจ์มีเท่าไร แต่ไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้เองเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นอริยสัจจ์ตามลำดับ

    ดังนั้น ผู้ที่จะสามารถดับความไม่รู้ ความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรม ต้องเป็นผู้ที่ได้ฟังแล้วมีความเข้าใจตามลำดับทีละเล็กทีละน้อย ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เริ่มรู้ว่าเป็นธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ตอนนี้อยากอะไรบ้าง ถ้ารู้จักอยากจะตอบได้เลย แต่ถ้าฟังแล้วก็ยังงงๆ อยากเป็นอย่างไร ต้องอยากมากๆ ถึงจะเป็นอยาก หรือว่าเพียงแต่เห็นและมีความติดข้อง เพียงเท่านั้นก็เป็นความอยากหรือความต้องการ ซึ่งเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ไปสู่มากขึ้นๆ

    ผู้ฟัง อยากทำงานให้ได้ดี

    ท่านอาจารย์ อยากทำงานให้ได้ดี ใครบอกหรือไม่ว่า ไม่ให้อยาก หรืออย่าอยาก อยากเกิดแล้ว เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง เท่านั้นเองที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ควรจะคิดผิดๆ ว่าพระพุทธเจ้าห้ามอะไร หรือไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ นั่นคือผู้นั้นไม่รู้ความจริง แต่ถ้ารู้ความจริงคือ เกิดแล้ว อยากแล้ว เปลี่ยนอยากให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะอยากมีจริงๆ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรา แต่เกิดแล้ว อยากเท่านี้แล้วก็ลืมไป ไปอยากใหม่อีกแล้ว เป็นอีกอยากหนึ่ง เพราะฉะนั้น อยากคืออยาก ไม่ว่าจะอยากอะไรทั้งสิ้นเป็นเพียงธรรมที่มีจริง อาจหาญร่าเริงที่จะเข้าใจถูกว่าไม่มีเรา ทุกอย่างที่มีเป็นธรรมเท่านั้น ทั้งหมด

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    22 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ