ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๔

    สนทนาธรรม ที่ ศูนย์ปฏิบัติการการบินไทย

    วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่ตัวของแต่ละคนที่ยังมีชีวิตอยู่มีทั้งรูปธาตุและนามธาตุ ทันทีที่เกิดก็มีทั้งรูปธาตุและนามธาตุจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ถ้ามีแต่เพียงรูปอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ ใบหญ้า หรือโต๊ะ หรืออะไรก็ตามที่แข็งที่เรามองเห็นที่ไม่ใช่สภาพรู้ก็เป็นรูปธาตุ ธรรมเปลี่ยนไม่ได้ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จับเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอย่างไร แข็ง แข็งไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธาตุ ไม่เรียกว่าแข็งก็ยังคงเป็นแข็ง สิ่งที่สามารถปรากฏเมื่อกระทบสัมผัสที่เข้าใจว่าเป็นกาย จะมีเพียงลักษณะที่ต่างกันเป็น ๓ อย่าง คือ แข็งหรืออ่อน ใช้คำว่าธาตุดิน หรือปฐวีธาตุ๑ เย็นหรือร้อน ใช้คำว่าเตโชธาตุอีก๑ ตึงหรือไหว ใช้คำว่าวาโยธาตุ๑ แต่ธาตุน้ำไม่ได้ปรากฏสักครั้งเดียวที่กระทบสัมผัส ลองกระทบน้ำแล้วหลับตา มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว แต่ธาตุน้ำที่ไม่ปรากฏเพราะเหตุว่าเป็นธาตุที่เกาะกุมซึมซาบธาตุทั้ง ๓ ไว้ไม่ให้แยกจากกันเลย

    ธาตุทั้ง ๔ คือ มหาภูตรูป ใช้คำว่ารูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานมี ๔ อย่าง คือ ธาตุดิน๑ ธาตุน้ำ๑ ธาตุไฟ๑ และธาตุลม๑ แต่ว่าธาตุน้ำจะไม่มีการเป็นโผฏฐัพพะที่สามารถกระทบหรือสัมผัสได้เลย เพราะฉะนั้นก็แยกสิ่งที่มีจริงโดยละเอียดยิ่งซึ่งไม่เปลี่ยน เวลานี้ธาตุทั้ง ๔ เกาะกุมกันด้วยธาตุน้ำซึ่งทำให้แยกจากกันไม่ได้เลย ไม่ว่าที่ใดก็ตามที่มีรูปหนึ่งรูปใดจะต้องมีมหาภูตรูป ซึ่งเป็นที่อาศัยของรูปนั้นๆ อย่างเช่น เสียง มองไม่เห็นเลย จับเสียงได้หรือไม่ จับไม่ได้ เพราะว่าเสียงไม่แข็ง เสียงไม่อ่อน เสียงไม่เย็น เสียงไม่ร้อน เสียงไม่ตึง เสียงไม่ไหว เพราะเสียงเป็นรูปที่สามารถรู้ได้เมื่อได้ยินเกิดขึ้น ถ้าได้ยินไม่เกิด เสียงปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ที่ตัวนอกจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีอะไรอีกหรือไม่ ธรรมเป็นสิ่งที่น่าคิดไตร่ตรอง เป็นการพิสูจน์ด้วยว่าเราสามารถที่จะคิดเพราะเพียงฟังนั้นไม่พอ แต่ต้องไตร่ตรองอย่างละเอียดด้วย และเป็นความจริงซึ่งรู้ได้ด้วยตัวเองเพราะความจริงนั้นพิสูจน์ได้ทันที เดี๋ยวนี้เอง ที่ตัวมีอะไรอีกนอกจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เเล้วยังมีสิ่งที่สามารถกระทบตาแล้วปรากฏให้เห็นได้

    ทุกคนมองเห็นร่างกายเเต่ละคนใช่หรือไม่ เพราะว่าที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ต้องมีรูปที่เกิดพร้อมกับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อีก ๔ รูป แยกจากกันไม่ได้เลย จากการทรงตรัสรู้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่มองเห็นเหมือนมั่นคงแข็งแรงมาก ความจริงสามารถที่จะแตกย่อยละเอียดยิบเพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่

    รูปที่แยกจากกันอีกไม่ได้เลย มองไม่เห็นด้วย ต้องมีรูปอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป คือ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วมีคำว่า สี หมายความถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เมื่อกระทบตา สีกระทบหูไม่ได้ กระทบแข็งก็ไม่ปรากฏ ต้องกระทบรูปพิเศษรูปหนึ่งที่อยู่ที่กลางตา ไม่ได้อยู่ข้างหลัง ไม่ได้อยู่ที่หู ไม่ได้อยู่ที่แขน แต่รูปนี้อยู่ที่กลางตา มองไม่เห็น แต่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น โดยมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น

    เพราะฉะนั้น รูปธาตุกับนามธาตุแยกกัน ไม่สามารถที่จะปะปนกันได้เลย รูปเป็นรูป นามหรือธาตุรู้เป็นธาตุรู้ รูปจะรู้อะไรๆ ไม่ได้เลยทั้งสิ้น จะกระทบรูป จะตีรูป จะพูดคำไม่น่าฟัง รูปก็ไม่รู้สึก ไม่ได้ยิน ไม่รู้เรื่องอะไรเลยทั้งสิ้น ส่วนนามธาตุก็ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยสักรูปเดียว หาไม่ได้เลย แล้วลองคิดดูว่า ธาตุนั้นสว่างหรือไม่ ถ้าคิดก็จะเข้าใจธรรมแล้วจะรู้ว่าปฏิปัตติธรรมคืออะไร ถ้าไม่มีปริยัติก็ไม่มีทางเลยที่จะเข้าถึงสิ่งที่กำลังมีด้วยปัญญาที่รู้ถูกต้อง ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้แต่ต้องค่อยๆ เข้าใจตรงตามความเป็นจริง เวลาได้ยิน เฉพาะขณะที่ได้ยิน หลับตาก็ยังได้ยิน ใช่หรือไม่

    ขณะที่เสียงปรากฏ สว่างหรือไม่ ไม่สว่างเลย เสียงไม่สว่าง จิตที่ได้ยินไม่สว่าง แม้แต่ขณะนี้ถ้ากล่าวถึงธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่รูป อย่าลืมว่า รูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ธาตุรู้ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น แม้แต่จะเป็นความสว่าง เป็นสี เป็นเสียง เป็นกลิ่น ก็ไม่มีในธาตุรู้ แต่ขณะนี้ธาตุรู้มี เกิดแล้วรู้ เช่น กำลังเห็น ถ้าตาบอดไม่เห็น แม้สิ่งที่ขณะนี้ปรากฏกับคนตาดี มีจริงๆ ให้เห็นได้ แต่คนตาบอดไม่เห็นเพราะไม่มีธาตุรู้ซึ่งเห็น เห็นไม่ใช่เราเลย เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป

    ดังนั้น ถ้าจะแยกจริงๆ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในความต่างกันของ ๒ ธาตุ คือ ธาตุหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ว่าจะมีรูปร่าง สีสัน หรือเป็นเสียง เป็นกลิ่นอะไรต่างๆ แต่รู้อะไรไม่ได้เลย กับอีกธาตุหนึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย เกิดขึ้นต้องรู้ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ได้ยินจะเข้าใจได้ชัดเลยว่าถึงหลับตาก็มีเสียง เเละต้องมีได้ยินด้วย ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงไม่มี ปรากฏไม่ได้เลย แต่ทั้งเสียงและได้ยินในความมืด ถูกต้องหรือไม่ ได้กลิ่น ลิ้มรส หลับตาก็กระทบสัมผัสร่างกาย เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็ปรากฏได้ ไม่ได้สว่างเลย คิดนึกก็ยิ่งชัดเจน ดับไฟมืด เสียงไม่มี กลิ่นไม่มี รสไม่มี แต่คิดเกิดขึ้น กำลังนึกถึงคำและเรื่องราวต่างๆ แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะคิดถึงอะไร แต่ละเอียดยิ่งกว่านั้นคือคิดตลอดเวลา เว้นจากขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    แสดงถึงว่ากว่าจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป กับสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลย แล้วเราหลงเข้าใจว่าเป็นเราเห็น หรือว่าเป็นเราที่มีร่างกาย อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน หรือสีสันวัณณะต่างๆ นี่คือธรรม ซึ่งทุกกาลสมัยสามารถที่จะฟังแล้วเข้าใจได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเข้าใจเป็นของตนเอง จากการไตร่ตรองของตนเอง จากความมั่นใจของตนเอง จากการรู้ว่าสิ่งที่มีจริงนี้สามารถรู้ได้ เพราะมีผู้ที่ได้รู้แล้วมากมายในอดีต แต่ผู้ที่ยังไม่รู้ก็ค่อยๆ อบรมไป เข้าใจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจขึ้น

    ธรรมเป็นเรื่องละเอียด ตอนนี้ก็เข้าใจคำว่ารูป ชึ่งไม่ใช่มีเพียงรูปเดียว อ่อนหรือแข็งเป็นรูปหนึ่ง เย็นหรือร้อนอีกรูปหนึ่ง ตึงหรือไหวรูปหนึ่ง ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ละรูป เป็น ๔ รูปแล้ว และยังมีเสียงอีก ยังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาอีก ยังมีกลิ่นอีก ล้วนแล้วแต่เป็นรูปซึ่งไม่ใช่นามธาตุ คนตายไม่มีจิตเลย แต่รูปมีหรือไม่ รูปมี ยังคงเป็นของคนตายหรือไม่ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เป็นของเราหรือไม่ อนัตตา ไม่ใช่ของเรา มีจริงๆ เพียงแต่แยก เมื่อใดที่รูปนี้ไม่มีจิตเกิด รูปนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นรูปจริงๆ แต่เวลาที่ยังมีจิตเกิดก็เหมือนกับว่านั่งได้ นอนได้ ทำอะไรต่างๆ ก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

    ดังนั้น เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา สามารถที่จะเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยแต่ยังไม่ถึงปฏิปัตติ แม้แต่ปริยัติก็ยังไม่ได้รอบรู้ ถ้ารอบรู้จริงๆ ก็ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ เลยทั้งสิ้น และสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เริ่มเข้าถึงสภาพธรรมทีละหนึ่ง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นขณะนี้สามารถจะรู้ได้ เสียงรู้ได้ ได้ยินรู้ได้ว่าได้ยินไม่ใช่เสียง แล้วเราอยู่ที่ไหน เพียงเป็นธาตุที่เกิดขึ้น ทำกิจหน้าที่แล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย

    ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็เริ่มเข้าใจพระพุทธศาสนา เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ เริ่มเห็นความเป็นรัตนะของพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นศาสตร์อื่นไม่มีทางที่จะเทียบได้เลย

    ผู้ฟัง เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราจะจัดธาตุทั้ง ๖ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ให้เกิดความสมดุล เพื่อทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ไม่เป็นโรค

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเรา ใช่หรือไม่ สภาพธรรมเกิดแล้วดับทันที แต่ละหนึ่งๆ ดับเเล้ว จัดอะไรได้หรือไม่ แต่คิดได้ เพราะฉะนั้น ไม่ลืมที่กล่าวถึงธาตุ ๖ อีกนัยหนึ่ง เพราะทรงแสดงโดยนัยหลากหลายนอกจากธาตุ ๖ ธาตุ ๑๘ ก็มี แต่ละหนึ่งๆ แล้วแต่ว่าจะทรงแสดงโดยประการใด

    ธาตุ ๖ ที่ว่านี้คือ ธาตุดิน๑ ธาตุน้ำ๑ ธาตุไฟ๑ ธาตุลม๑ อากาศธาตุซึ่งแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบ รูปที่เล็กที่สุด ภาษาบาลีใช้คำว่า กลาป ภาษาไทยไม่มีคำที่จะใช้แต่จะเรียกว่า กลุ่มเล็กที่สุด ก็ได้ เพราะว่ามีรูปหลายๆ รูปรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป โต๊ะสามารถที่จะแตกย่อยละเอียดยิบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มั่นคง แม้แต่ภูเขาก็สามารถที่จะแตกย่อยละเอียดยิบเพราะอากาศธาตุ และวิญญาณธาตุอีกหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีวิญญาณธาตุ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น เราทำอะไรได้หรือไม่กับธาตุทั้งหลายซึ่งเกิดแล้วดับแล้วอย่างเร็ว แต่ความคิดมี ซึ่งความคิดไม่ใช่รูปธาตุ รูปธาตุคิดไม่ได้ ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ส่วนธาตุรู้ได้ทรงแสดงไว้ว่า ถ้าจะกล่าวถึงธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ มีหนึ่งคือจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าจิตตะ หมายความถึง ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้าใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นประธาน หมายความว่าต้องมีธาตุรู้ร่วมด้วยซึ่งไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธาน

    แสดงความละเอียดของนามธาตุซึ่งไม่ใช่รูปเลย ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ในความมืดสนิทด้วย ก็เกิดธาตุรู้ขึ้น ขณะนี้เห็นอะไร ไม่ต้องพูดเลยใช่หรือไม่ แต่เห็นมี สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมี ซึ่งธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการที่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ ทรงบัญญัติใช้คำว่า จิตตะ ธาตุที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เสียงแต่ละหนึ่ง มีธาตุที่เกิดขึ้นได้ยินเสียงหนึ่งๆ ๆ แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ธาตุที่กำลังรู้แจ้งเสียง ซึ่งมีเสียงหลากหลายมาก แต่เฉพาะเสียงใดก็ตามที่ปรากฏ จิตรู้แจ้งเสียงนั้น ไม่ใช่เสียงอื่นเลย

    ดังนั้นจึงปรากฏว่าเสียงมีหลายเสียงมากเลย เสียงเล็ก เสียงใหญ่ เสียงดัง เสียงเบา เสียงดนตรีประเภทต่างๆ เพราะมีธาตุที่รู้แจ้งเฉพาะเสียงหนึ่งๆ ๆ สภาพธรรมที่รู้แจ้งเสียงหรืออะไรก็ตามแต่ ใช้คำว่าจิต เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกคนที่เข้าใจว่าเป็นเราก็คือ จิตกับรูป นามธาตุกับรูปธาตุ แต่ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด จะเกิดตามลำพังไม่ได้ ไม่มีใครสามารถจะดลบันดาลได้เลย ต้องมีธาตุหรือธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปธาตุหรือนามธาตุ ไม่มีใครบันดาลให้เกิดขึ้นได้เลย แต่ต้องมีปัจจัยที่อาศัยกันจึงเกิดขึ้นได้

    แม้นามธาตุคือ จิต จะเกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้เลย จะเกิดขึ้นรู้คือเห็น จะเกิดขึ้นได้ยิน จะเกิดขึ้นคิดตามลำพังไม่ได้ แต่ต้องมีนามธาตุอีกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เกิดในจิต สภาพนั้นตรัสเรียกว่า เจตสิกะ ภาษาไทยออกเสียงง่ายๆ ว่า เจตสิก ภาษาบาลีคือ เจตสิกะ หมายความถึง ธาตุที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต จิตรู้อะไร ธาตุนั้นก็รู้ด้วย ไม่แยกจากกันเลย

    เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงจิตก็หมายรวมเจตสิกด้วย และเจตสิกมีต่างกันถึง ๕๒ ประเภท โกรธมีหรือไม่ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ตอนนี้ก็ไม่ยากเลย รูปไม่โกรธแน่ๆ โกรธไม่ได้ รูปไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นโกรธเป็นเจตสิก เพราะว่าจิตบางครั้งไม่ได้มีความโกรธเกิดร่วมด้วย แต่จิตเกิดเมื่อใดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่น ทางตา กำลังเห็นนี่เองคือจิต แต่ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ซึ่งเรายังไม่ได้กล่าวถึง ได้ทรงแสดงโดยละเอียดว่า จิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกี่ประเภท อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท และใครจะรู้ถ้าไม่ศึกษาธรรม ยังไม่ต้องไปถึงปฏิปัตติเลย เพียงเท่านี้กว่าจะเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะนี้เป็นอะไร ต้องอาศัยการฟังตามลำดับขั้นด้วย

    จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน แต่ต่างกันที่ว่า ขณะใดก็ตามซึ่งมีการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ สภาพที่รู้แจ้งสิ่งนั้นเป็นจิต แต่ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เช่น ความรู้สึก วันหนึ่งๆ สังเกตบ้างหรือไม่ คงไม่มีใครสังเกตนอกจากจะเกิดความต่างขึ้น เช่น เสียใจ หรือ ดีใจ ทุกข์ทางกาย เจ็บปวด หรือว่าสุขทางกายก็สบายดี

    ดังนั้น ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ หรือดีใจ เสียใจ ไม่ใช่จิตเลย จิตมีหน้าที่อย่างเดียว คือรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น ซึ่งจิตต่างกันไปตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ทำให้จิตหลากหลายเป็นถึง ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภทโดยละเอียด แต่ทุกคนมีไม่ครบ อยากมีจิตประเภทใด ประเภทดีๆ ใช่หรือไม่ แต่ว่าอนัตตาและต้องตามการสะสม เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกตามความเป็นจริงตามลำดับก่อนว่า ไม่ใช่เรา อาจหาญร่าเริงที่จะรู้ว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม ถ้ามิฉะนั้นแล้วหมดกิเลสไม่ได้ อย่างไรๆ ก็ไม่มีทางเลย

    ผู้ฟัง ตามความเข้าใจ เราสามารถที่จะนำนามธาตุไปรับรู้ ไปทำความเข้าใจ ไปพิจารณาโดยแยบคาย ไปทำความเข้าใจกับรูปธาตุที่เหลือทั้งหมด เป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามธรรม ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เราก็เก่งจัง ทำได้หมดทุกอย่าง แต่ว่าทำเห็นได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้เห็นเกิดแล้วเห็น ทำเห็นให้เกิดได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เห็นเกิดขึ้นเอง

    ท่านอาจารย์ เพียงเห็นยังทำไม่ได้เลย แล้วยังจะไปทำอะไรยิ่งกว่านี้ แสดงให้เห็นว่าถ้าเข้าใจจริงๆ ก็จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น ถ้ามีความเข้าใจเกิดขึ้น แม้ปัญญาก็ไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา แต่ต้องอาศัยการฟัง การไตร่ตรอง การเข้าใจ และปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น โดยที่ว่าถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไม่มีเหตุสมควรปัญญาก็เกิดไม่ได้ ไม่มีเหตุสมควรสติก็เกิดไม่ได้ ไม่มีเหตุสมควรคิดอย่างนี้ก็คิดไม่ได้

    ดังนั้น ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา แต่ละคนคิดต่างกันตามการสะสม แลกเปลี่ยนกันหรือขอยืมกันมาสักหน่อยได้หรือไม่ ไม่มีทางจะเป็นไปได้เลยเพราะเหตุว่า เป็นธรรมซึ่งเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยแล้วดับไปเลย ไม่กลับมาอีก ใครก็ทำอะไรไม่ได้แต่เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ ได้

    ผู้ฟัง แสดงว่าที่เห็น หมายถึงว่าเราไม่ได้เห็นว่าเป็นรูป ใช่หรือไม่ เราต้องเห็นในความเป็นไตรลักษณ์ ถูกต้องหรือไม่

    ท่านอาจารย์ คือว่า เห็นเป็นเห็น เข้าใจเป็นเข้าใจ แต่ละหนึ่งเลย คนที่เห็น เห็นกันทั้งนั้นเลย เกิดมาแล้วไม่เห็นมีหรือไม่ ถ้าตาไม่บอดต้องเห็น แต่ว่าเข้าใจเห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้น ปัญญาเป็นหนึ่ง เห็นเป็นหนึ่ง คิดเป็นหนึ่ง ชอบเป็นหนึ่ง ทุกอย่างเป็นแต่ละหนึ่ง คือ เป็นธรรมทั้งหมดเลย

    ฟังเพื่อละความเป็นเรา เพื่อมีความเห็นที่ถูกต้อง ถ้าเรามีก็ต้องเที่ยง ยั่งยืน แต่ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนได้เลยสักอย่างเดียว เลือกเกิดได้หรือไม่ เกิดแล้ว มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดเป็นอย่างนี้ด้วย ไม่เป็นอย่างอื่น

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่ตัวตนด้วย เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป

    ผู้ฟัง มีคำถามว่า "ผมเป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมโดยการเข้าคอร์สตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่เวลาจะกำหนด ๕ วัน ๗ วัน ๙ วันบ้าง ถามว่าการปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิ เดินจงกรม ตามสถานที่ต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำต่อไปหรือไม่"

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ หรือว่าให้ทำ ต้องคิด ต้องไตร่ตรอง และรู้ว่าทำอะไร ถ้าไม่เข้าใจแล้วทำอะไร เพราะว่าส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าใจอะไรเลยแล้วก็ไปทำนั่ง ทำเดิน โดยที่ไม่เข้าใจ จะมีประโยชน์อะไร

    ผู้ฟัง บางคนบอกว่า เวลาเดินเขาก็รู้ว่าเขากำลังเดิน

    ท่านอาจารย์ แล้วอะไรเป็นสิ่งที่มีจริงในขณะที่เดิน ที่เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตนและเป็นอนัตตา ก็ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วก็เป็นเรื่องละ ไม่ใช่เรื่องหวังหรือเรื่องต้องการ ถ้าเราจะศึกษาอย่างอื่น เราจะรู้ว่าเป็นไปเพราะเราต้องการสิ่งนั้น อยากได้ลาภบ้าง ยศบ้าง สรรเสริญบ้าง ทรัพย์สมบัติบ้าง อะไรต่างๆ แต่สำหรับพระธรรมตรงกันข้ามเพราะว่ามีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีทรัพย์สินเงินทองก็หมดไปได้วันหนึ่งวันใด โดยอนัตตา คือไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย และสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นที่พึ่งจริงๆ ยามทุกข์หรือไม่

    ถ้ามีทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์กาย ทุกข์ใจ จะมีเงินทอง มีลาภ มียศ มีสรรเสริญสักเท่าไร สิ่งนั้นช่วยได้หรือไม่ แต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงสามารถทำให้เรามีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก จากการเกิดมาแล้วไม่รู้อะไรเลย เป็นความค่อยๆ เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะถูกชักชวนหรือจะทำอะไรก็ตามนั้นเพื่ออะไร สำหรับพระพุทธศาสนาเพื่อเข้าใจถูก เพื่อเห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ

    เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องละความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้จะละไปได้ต่อเมื่อมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่รู้ก็ไปพอใจติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วคราวแล้วหมดไป เมื่อไรก็ไม่รู้ ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง แต่ไม่มีใครเลยทั้งสิ้นที่รู้ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อใด และอะไรที่เป็นของเราจริงๆ แม้แต่รูปร่างกายเดี๋ยวนี้ซึ่งตั้งเเต่เช้ามาเราทะนุถนอมมากเลยก็ไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรติดตามไปได้เลย แต่ความเข้าใจจะติดตามไป ตามสมควรแก่ความเข้าใจนั้นๆ

    ดังนั้น ความประเสริฐที่ได้รับจากพระธรรม คือได้เข้าใจความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะนำออกไปจากใจได้เมื่อเข้าใจแล้ว ที่เก็บที่ปลอดภัยที่สุดของทั้งกุศลและอกุศลคืออยู่ในจิต ทั้งๆ ที่จิตเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง ไม่มีที่เก็บ ไม่ใช่ตู้นิรภัย แต่ว่าเก็บทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล สะสมมาทำให้แต่ละหนึ่งต่างกัน ไม่ซ้ำกันเลย ถ้าศึกษาเรื่องจิตต่อไปจะทราบได้เลยว่า จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นขณะเดียว จะมี ๒ ขณะเกิดพร้อมกันทันทีไม่ได้ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เมื่อจิตนั้นดับหมดสิ้นไป จึงเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อได้

    เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนคือ แต่ละหนึ่งขณะจิตเท่านั้นเอง ที่เรียกว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังเป็นอยู่ เพราะว่ายังมีจิตเกิดแล้วดับไปทีละหนึ่งขณะสืบต่อกัน ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ เราทำอะไรด้วยความไม่เข้าใจแน่นอน คือไม่รู้ว่าไปทำอะไร ปฏิบัติอะไร แล้วรู้อะไร ซึ่งจะเป็นปัญญาระดับนั้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจก่อน ซึ่งใช้คำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะข้ามปริยัติไปปฏิบัติก็คือว่า ไม่เห็นค่าของแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสและทรงแสดงเพื่อพุทธบริษัท

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    1 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ