ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846


    ตอนที่ ๑๘๔๖

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เมื่อศึกษาธรรมะเริ่มเป็นคนที่ตรง และก็รู้ความจริงนะคะ เพื่อที่จะละการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นตัวตน เพราะว่าเป็นเราเมื่อไหร่คะ ระหว่างที่ยังไม่ตายเท่านั้นเองค่ะ พอตายแล้วรูปนี้ก็เหมือนรูปนั้นแหละที่เคยเป็นเรา แต่ก็ไม่ใช่เราอีกต่อไปฉันใดนะคะ ขณะนี้รูปก่อนจะตายหรือรูปเมื่อตายแล้วก็เป็นรูปคือไม่ใช่สภาพรู้ แต่เพราะเหตุว่า สิ่งที่ทำให้เกิดรูปนั้นๆ แต่ละหนึ่งรูปเนี่ยต่างกันระหว่างที่มีชีวิตนะคะ มีรูปที่เกิดจากกรรม มีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ มีรูปที่เกิดจากอาหาร เดินได้ พูดได้ ทำอะไรได้สารพัดแต่พอไม่มีจิตนะคะ ก็ไม่มีรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีรูปที่เกิดจากอาหาร มีรูปเดียวคือรูปที่เกิดจากอุตุ ซึ่งเมื่อไม่มีจิตแล้วนะคะ รูปนั้นก็แปรสภาพไปตามความเย็นความร้อนเน่าเปื่อยนะคะ มีน้ำหนองไหล หรือว่าในที่สุดก็จะต้องผุ่พังจนถึงเป็นกระดูกที่ป่น ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอนแต่เมื่อถึงเวลาที่ยังไม่เป็นอย่างนั้น เพราะยังมีสภาพธรรมะอื่นค้ำจุนอยู่ ลวงให้เห็นเหมือนกับ หุ่นยนต์เนี่ยค่ะที่มีคนชัก คือจิตนะคะ ทำให้เดินได้ไปโน่นมานี่ทำสิ่งต่างๆ ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เหมือนมีชีวิต แต่ความจริงรูปเป็นรูป ไม่ใช่จิตหรือว่าไม่ใช่สภาพรู้

    นี่ค่ะก็เป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงอะไรก็ต้องเป็นเรื่องยาวแน่นอนนะคะ เพราะเหตุว่าเราไม่เคยรู้จักธรรมะเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมะเพียงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ทีละหนึ่งให้เข้าใจจริงๆ เนี่ย ก็จะทำให้ ค่อยๆ พิจารณา เพราะว่าธรรมะไม่มีเปลี่ยนเลย เห็นเป็นคนหรือเปล่าคะ เห็นเป็นคนหรือเปล่าค่ะที่กำลังเห็นเนี่ย นี่คือเริ่มว่าเราเข้าใจธรรมะจริงๆ หรือเปล่า ถ้าเข้าใจจริงๆ ต้องตรงและก็จริงใจนะคะ เห็นเป็นเห็นค่ะ ไม่ลืม เห็นเป็นคนไม่ได้ นกเห็นไหมคะ แล้วก็เห็นเป็นนกหรือเปล่า เห็นเป็นเห็น อยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ปลาเห็นไหมคะอยู่ในน้ำ เห็น เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่ปลา แต่เห็นเป็นเห็น เพราะฉะนั้นรูปเป็นรูปนะคะ สภาพที่ไม่รู้อะไรจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ยังมีสภาพธรรมะอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ค่ะ ได้ยิน เห็น คิดนึก สุขทุกข์ต่างๆ ทั้งหมดเนี่ย ไม่ใช่รูปซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อะไร

    เพราะฉะนั้นโลกก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกันเป็นสองอย่าง คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อีกอย่างหนึ่งก็เป็นสภาพรู้ ซึ่งเราศึกษาธรรมะเนี่ยเราก็จะมีภาษาบาลีด้วยนะคะ เพื่อที่จะได้เป็นคำที่เมื่อเข้าใจแล้วก็ใช้คำนั้นจะได้ง่าย เช่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น เสียงเกิดเป็นเสียง รสเกิดเป็นรส ทั้งหมดไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยสักอย่างเดียว รวมสภาพธรรมะที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วไม่รู้อะไรก็ใช้คำว่า รู ปะ แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจริงก็รวมกัน รูปะธรรมะ ที่เราใช้คำว่ารูปธรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่ภาษาไทยใช้คำภาษาบาลีแต่ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจนี่นะคะ ก็จะใช้คำพูดที่ ทำให้คนอื่นพลอยหลงเข้าใจผิดไปด้วยนะคะ ความคิดนี้แผนการนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม หมายความว่าอะไรคะ เข้าใจกันไปเอง แต่ว่าไม่ได้เข้าใจว่า รูปะธรรมะจริงๆ เนี่ยหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะก็จะทำให้เราได้รู้ความจริงนะคะ ว่าเดิมคำนั้นมีความหมายอย่างไร ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง และเราศึกษาธรรมะเราก็จะเข้าใจคำนั้นถูกต้องตามความหมายเดิมไม่ใช่ความหมายซึ่งเลือนมา แล้วเอามาใช้แต่ว่าไม่ได้เข้าใจ สภาพธรรมะที่มีจริงๆ ว่ารูปธรรมนะคะ หมายความถึงสภาพธรรมะที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ นี่เริ่มแล้วนะคะ เริ่มรู้จักธรรมะ แล้วก็เริ่มรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ตรัสรู้และทรงแสดง เป็นที่สุดของความจริงซึ่งเปลี่ยนอีกไม่ได้เลย

    อ.คำปั่น กราบเรียนถามท่านอาจารย์เพิ่มเติมนะครับ หรือว่าประโยชน์เกื้อกูลที่ได้ฟังเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องรูปธรรม เรื่องสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันเนี่ยครับ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ

    ท่านอาจารย์ ธรรมดาที่สุดเลยนะค่ะ รู้กับไม่รู้ อะไรดี

    อ.คำปั่น ครับ รู้ก็ต้องดีกว่าไม่รู้ครับท่านอาจารย์ครับ

    ท่านอาจารย์ ฉะนั้นเป็นคำตอบสำหรับคุณคำปั้นแล้วใช่ไหมคะ บางคนก็บอกจะรู้ไปทำไม ก็ไม่รู้ดีหรอค่ะ แล้วก็จะไม่รู้ไปเรื่อยๆ ดีหรือ ถ้าคิดว่าไม่รู้ดีก็แล้วแต่จะไม่รู้ต่อไปอีกนานมากค่ะ เป็นตอของสารวัฏคือออกจากสารวัฏไม่ได้เลยนะคะ เกิดแล้วตาย ใครรู้บ้างคะว่าชาติก่อนเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร แต่ชาตินี้ชัดเจน ไม่ใช่คนโน้น ไม่ใช่คนนี้ แต่เป็นเรา ใช่ไหมคะที่ยึดถือว่าเป็นเรา เกิดแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วจะเป็นอะไรอีกก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้ทั้งหมดเลย และยังพอใจที่จะไม่รู้ต่อไป แต่ว่าเห็นความหลากหลายของแต่ละชีวิตนะคะ ชีวิตที่น่าสงสารมากๆ เนี่ย เอาไหมคะอย่างนั้น เกิดมาก็พิการ พิการก็น่าเห็นใจมากเลยนะคะ แล้วคนนั้นก็ยังสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ลองคิดดูว่าถ้าไม่พิการจะดีกว่าไหม แล้วใครเลือกได้ จะพิการหรือไม่พิการวันนี้สมบูรณ์แข็งแรงดีนะคะ ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นอะไร แขนไม่มี ขาไม่มีเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยค่ะไม่แน่นอนเลย

    เพราะฉะนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยนะคะ ว่าจากการที่มาเกิดในโลกนี้เนี้ย ก่อนมาถึงโลกนี้รู้ไหมว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้ ลองคิดดูก็แล้วกัน ก่อนจะเกิดมาก็ไม่รู้เลยนะคะ โลกนี้จะเป็นอย่างนี้ น่าแปลก น่าอัศจรรย์ ว่าแล้วทำไม แล้วอะไร แล้วอย่างไร จึงเกิดในโลกนี้แล้วเป็นอย่างนี้ เหมือนกับว่าเกิดมาไม่คิดซะเลยสักอย่างเดียวนะคะ แต่ความจริงก็น่าแปลกว่าเกิดมาโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าจะเกิด แล้วเกิดมาโลกนี้ก็เป็นอย่างนี้ อะไรทำให้เกิดในโลกนี้ก็ไม่รู้ แต่ถ้าศึกษาจริงๆ เข้าใจจริงๆ นะคะ จะรู้ว่าโลกที่เกิดเนี่ยไม่ได้มีแต่เฉพาะโลกนี้ โลกเดียว เพราะเหตุว่าตามเหตุที่ทำให้เกิดการที่แต่ละคนจะเกิดมาเนี่ยต้องมีเหตุที่ต่างกันจะเป็นหญิง จะเป็นชาย จะมีความเข้าใจสามารถที่จะมีชีวิตที่ไม่เดือดร้อนนะคะ เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจถูกต้องในความเป็นจริง หรือว่ามีแต่ความทุกข์ทั้งวัน ทั้งๆ ที่มีทุกอย่างเนี่ย มีเงินทองมากมาย แต่ก็อยู่ไม่สุข เป็นไปได้ไหมคะ มีเงินทองมากมายจริงๆ ค่ะ อยู่ไม่สุขเพราะกิเลส ไม่พอ หรือว่าคิดแล้วก็ทำสิ่งซึ่งเดือดร้อนจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ทำเป็นสุขกว่า ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาหลากหลายมากนะคะ เป็นชีวิตต่างๆ แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ถ้าศึกษาแล้วนี่คะ ยามทุกข์ก็ยังสามารถที่จะรู้ว่าเพราะอะไร

    เพราะฉะนั้นการที่ได้มีโอกาส ได้ยิน ได้ฟังธรรมะนะคะ สำหรับผู้ที่ในครั้งอดีตนี่คะ ได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วมาก เมื่อได้ฟังธรรมะเข้าใจ ก็กล่าวขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พุทธังสะระณังคัจฉามิ ถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมังส ระณังคัจฉามิ ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆังสะระนังคัจฉามิ ขอถึงพระสงฆ์คือพระอริยะบุคคล สังฆรัตนะนะคะ เป็นที่พึ่งแต่หลังจากที่ได้ฟังธรรมะเข้าใจแล้ว

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะได้ฟังธรรมะนี้ค่ะ รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ หรือเปล่า พึ่งพระองค์จริงๆ หรือเปล่า ถ้าพึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งยังไงคะ เห็นไหมคะ ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรมเนี่ย ไม่ได้พึ่งเลย เพราะเหตุว่าการพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพึ่ง ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ซึ่งทรงแสดงพระธรรม แม้เวลาจะผ่านไป ๒๕๐๐ กว่าปีนะคะ ก็ยังมีโอกาสได้ยินได้ฟังคำที่ตรัสที่พระวิหารเชตวัน ที่พระวิหารเวรุวัน และสถานที่ต่างๆ กับบุคคลต่างๆ

    เพราะฉะนั้นการพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พึ่งด้วยการขอให้พ้นทุกข์หรือว่าให้ได้ลาภได้ยศนะคะ แต่เพื่อเข้าใจสิ่งซึ่งมีทุกวันแต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร สุขเกิดขึ้นก็ไม่เข้าใจ ทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างนี่คะ ที่เกิดขึ้นเนี่ยถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งโดยการฟังพระธรรมนะคะ ก็จะไม่รู้ความจริงว่าทุกอย่างที่เกิดเนี่ยไม่ได้เป็นไปตามที่บุคคลโน้นบุคคลนี้ทำให้ หรือว่าใครอยากจะให้เป็นอย่างนั้นแต่ต้องเป็นไปตามเหตุ ที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นมีพระธรรมเป็นที่พึ่งนะคะ ไม่ใช่เพียงฟังค่ะ ต้องเป็นเหตุที่กระทำเพื่อที่จะให้ได้ผลตามที่ได้ฟังด้วย เพราะว่าทุกคนไม่อยากจะมีความทุกข์ แต่ความทุกข์เกิดเพราะอะไร เพราะความไม่รู้ แต่เมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้นนะคะ ความทุกข์ก็จะค่อยๆ คลายลงไป จนถึงกับสามารถที่จะดับทุกข์ได้ เมื่อนั้นก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งจริงๆ เพราะเหตุว่าได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม ได้พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พึ่งพระธรรม จนประพฤติปฏิบัติตามจนดับกิเลสเป็นสมุทเฉทได้ นี่ค่ะก็จะเห็นประโยชน์จริงๆ ว่ามีทุกข์เพราะกิเลส แต่ว่าสามารถที่จะดับกิเลสได้ เมื่อมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์นะคะ ในระดับไหนจึงจะถือได้ว่าเป็นธรรมทายาทเพื่อจะได้สืบทอดต่อไป และให้คนได้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ คงไม่ต้องเรียกอะไรเลยนะคะ จะเป็นธรรมทายาทหรือไม่ใช่ธรรมทายาทก็ตามแต่ แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ ถูกต้องตามที่ได้ฟังหรือเปล่า แล้วสามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ฟังหรือยัง ขณะนี้ได้ฟังคำว่าทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้นะคะ ที่มีเดี๋ยวนี้ต้องเกิดขึ้นไม่เกิดไม่มี แค่นี้ค่ะ ยังไม่เป็นธรรมทายาทใช่ไหมคะ ต้องเข้าใจจริงๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเนี่ยแม้เพียงคำเดียวคือคำว่าธรรมะ ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็ดับกิเลสได้หมดถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงเนี่ยนะคะ ต้องเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยค่ะ จากการฟัง ฟังทีเดียวคำเดียวแล้วจะให้เข้าใจทั้งหมดเนี่ยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะคิดถึงชื่อนะคะ แต่ก็ให้เข้าใจถูกต้องว่าฟังเพื่อเข้าใจ และความเข้าใจระดับไหน เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงละเอียดนะคะ ลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะเข้าใจได้ทันที ด้วยเหตุนี้นะคะ ระดับขั้นของปัญญาจึงมีขั้นปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ เป็นภาษาบาลีค่ะแต่ปริยัติก็คือความรอบรู้คือเข้าใจพระพุทธพจน์ เช่นคำว่าธรรมะ เช่นคำว่าเกิดดับ เช่นคำว่าอนัตตา เกิดดับ คือไม่เที่ยง ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงนะคะ

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดดับนั่นแหละเป็นทุกข์แท้ๆ ซึ่งใครไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสภาพนั้นได้เลย สุขเกิดขึ้นและไม่ยั่งยืนค่ะ สุขเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ใครจะให้สุขยั่งยืนได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่เว้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิด เกิดแล้วดับทั้งนั้น ค่อยๆ ไตร่ตรองนะคะ ทุกข์เกิดขึ้นก็ดับ เห็นเกิดขึ้นก็ดับ ได้ยินเกิดขึ้นก็ดับ เพราะฉะนั้นชีวิตก็คือแต่ละหนึ่งของธรรมะ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วมากไม่มีระหว่างคั่น และก็ไม่หยุดเลยด้วยและก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็ยังต้องมีการเกิดต่อไปอีกนะคะ เพราะว่าถ้ารู้ว่าธรรมะเนี่ยทำไมตอนเกิดแล้วไม่หายไปหมด แต่ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ก็คือสืบมาตั้งแต่ขณะที่เกิดจนถึงขณะนี้ นี่ก็เป็นเรื่องการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจธรรมะที่มีแต่ละประเภท และก็แต่ละหนึ่งนะคะ จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจจากการฟังว่า เป็นธรรมะไม่ใช่เรา นี่คือปริยัติ และเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็สามารถเข้าใจการเกิดดับในขณะนี้ได้ นั้นเป็นปฏิปัตติและปฏิเวธที่แทงตลอดความจริงนะคะ รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วที่เข้าใจว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นเท่านั้นเอง คำว่าธรรมทายาทเป็นภาษาบาลีมาจากคำภาษาบาลีว่า

    อ.คำปั่น ครับ โดยศัพท์ในภาษาบาลีนะครับ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะครับและก็ทาง ยาทะ หมายถึงเป็นผู้รับนะครับ เวลาแปลนะครับ ก็คือแปลจากข้างหลังมาข้างหน้าก็คือเป็นผู้รับซึ่งธรรมะ ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับ

    ท่านอาจารย์ จะรับไหมคะ ให้ไว้แล้วค่ะแต่จะรับไหม อยู่ที่ผู้รับนะคะ เพราะว่าทรงแสดงพระธรรมไว้มากทีเดียวค่ะ เพราะฉะนั้นใครจะเป็นธรรมทายาทก็คือว่า ได้ศึกษา ได้ฟัง ได้เห็นประโยชน์ แล้วก็ได้เข้าใจด้วย แต่ถ้าไม่รับก็คือว่าให้ก็ไม่รับใช่ไหมคะ

    อ.คำปั่น ครับในส่วนนี้นะครับ ก็ได้ยินได้ฟังที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่เสมอนะครับ ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบมรดกที่ล้ำค่าให้กับพุทธบริษัทคือพระธรรม แต่ผู้นั้นจะไม่ได้รับประโยชน์เลย ถ้าหากว่าไม่ได้เป็นผู้ฟังไม่ได้ศึกษาพระธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงนะครับเพราะฉะนั้นผู้ที่จะได้รับมรดกที่ล้ำค่าก็คือผู้ที่มีโอกาสได้ฟังความจริงได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะได้ฟัง ยากที่จะเข้าใจแต่ก็ไม่เหลือวิสัยสำหรับผู้ที่มีศรัทธาเห็นประโยชน์นะครับ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษา ในที่สุดความรู้ความเข้าใจก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นนะครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ตอบคำถามของคุณแสงมณีได้ใช่ไหมคะ ว่าจะเป็นธรรมทายาทหรือเปล่า ผู้ที่ศึกษาธรรมนะครับ ก็ได้รับประโยชน์ตามกำลังปัญญาของแต่ละคนแต่ละท่านนะครับ เพราะว่าสะสมมาแตกต่างกัน แต่ขึ้นชื่อว่าปัญญาแล้วนะครับ จะไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย ความเข้าใจถูก เห็นถูก ก็ต้องเป็นความเข้าใจถูก เห็นถูก แล้วก็สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้องนะครับ ก็จะสามารถเกื้อกูลให้ผู้อื่นได้เข้าใจถูก เห็นถูกตามไปด้วยนะครับ

    ท่านอาจารย์ คนอื่นตอบแทนคงไม่ได้ใช่ไหมคะ ว่าที่กำลังฟังเนี่ยจะเป็นธรรมทายาทหรือเปล่าหรือว่าฟังครั้งเดียว ใช่ไหมค่ะ ถ้าฟังครั้งเดียวเนี่ยเป็นธรรมทายาทไหมค่ะ

    อ.คำปั่น ก็ต้องฟังจนกว่าจะเข้าใจอย่างมั่นคงถูกต้องตรงตามความเป็นจริงครับ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เพราะฉะนั้นก็คงชัดเจนนะคะ มรดกมีมาก จะรับแค่ไหน เป็นทายาทรับมานิดๆ หน่อยๆ คือเข้าใจเพียงเล็กน้อยหรือว่าจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าผู้ใดก็ตามที่น้อมรับพระธรรม ศึกษาพระธรรมนะคะ ก็เป็นธรรมทายาทตามกำลังของปัญญา

    อ.คำปั่น ครับ กราบเรียนท่านอาจารย์พอดีได้ฟังประเด็นที่กล่าวถึงการอยู่ไม่สุขกับอยู่เป็นสุขท่านอาจารย์ครับ ก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความละเอียดลึกซึ้งของธรรมะว่าอยู่เป็นทุกข์ อยู่เป็นสุข มีระดับขั้นที่แตกต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ตอนเป็นเด็กใครซนมากเนี่ยผู้ใหญ่จะพูดว่าไงคะ เด็กคนนี้อยู่ไม่สุขใช่ไหมคะ ทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา โตแล้วยังอยู่ไม่สุขหรือเปล่า ค่ะ หรือเพิ่มจากเป็นเด็กอีกตั้งมากมาย เด็กอยู่ไม่สุขเล็กๆ น้อยๆ ใช่ไหมคะวิ่งไปเล่นไป แต่ผู้ใหญ่อยู่ไม่สุขเพราะกิเลสเพิ่มขึ้น ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเนี่ยค่ะ ผู้หลักผู้ใหญ่แต่ก่อนคนโบราณด้วยนี่นะคะ ท่านก็ใช้คำที่มาจากพระพุทธศาสนา แต่ว่าความเข้าใจจะลึกซึ้งแค่ไหนก็อยู่ที่แต่ละคน นอกจากคำว่าอยู่ไม่สุขแล้วยังมีอยู่เย็นเป็นสุข ใช่ไหมค่ะ กิเลสไม่เย็นแน่ แต่ว่าขณะใดก็ตามอยู่เย็นเป็นสุขผู้นั้นก็มีความสงบจากกิเลส จึงสามารถที่จะอยู่เย็นเป็นสุขได้ แต่ก็ถ้าพูดโดยไม่ศึกษา เราก็ไม่รู้ใช่ไหมคะคิดว่าคนนั่งนิ่งๆ เงียบๆ อยู่เย็นเป็นสุข แต่ความจริงไม่ใช่ค่ะจะนั่งเฉยๆ กิเลสไม่อยู่สุข

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าธรรมะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ แม้แต่ภาษาที่เราใช้เนี่ยก็แล้วแต่ว่าเรามีความเข้าใจในคำที่เราใช้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเข้าใจธรรมะแล้วนะคะ ทุกคำพูดก็เป็นธรรมะ อย่างเช่นพูดว่าช่วยชาติให้พ้นภัยใช่ไหมคะ ใครบางคนอาจจะคิดว่าไม่ใช่ธรรมะก็ไม่รู้จักธรรมะจะเป็นธรรมะได้ยังไง แต่ถ้ารู้จักธรรมะทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ แม้แต่คำพูดก็เป็นธรรมะด้วย เพราะเหตุว่า ชา ติ คือการเกิด เกิดเป็นอกุศลก็มี เกิดเป็นกุศลก็มี จะพ้นภัยก็ต่อเมื่อเป็นกุศล ภัยจากการที่ ไม่ต้องเป็นอกุศล และก็ไม่ทำอกุศลกรรมเพราะไม่เป็นอกุศลจิต เพราะฉะนั้นก็ช่วยให้พ้นภัยจากการเกิดด้วย คือการเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสูรกาย พวกนี้นะคะ เป็นผลของอกุศลกรรม คิดหรอคะว่าจะไม่ไปหรือจะไม่เป็นถ้ามีเหตุ

    อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ ช่วยชาติให้พ้นภัย ชาติคือการเกิด การเกิดนี่ก็น่าพิจารณานะครับ ว่าถ้าหากว่าเกิดเป็นกุศล ก็ดีใช่ไหมครับ แต่ถ้าเกิดเป็นอกุศลนั้นไม่ดีแน่นอนยังมีภัยยังเป็นเหตุที่จะทำให้ประสบภัยต่างๆ มากมาย เพราะว่าสิ่งที่จะนำมาซึ่งภัยก็คืออกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้นนะครับ ถ้าเป็นกุศลแล้วไม่สามารถที่จะนำภัยมาให้ได้เลย นี่ก็เป็นความแตกต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นอะไรที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้พ้นจากภัยได้ ก็คือความเข้าใจธรรมะ ปัญญานี้เองนะครับ ที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้พ้นจากภัยคือกิเลสประการต่างๆ คือ อกุศลประการต่างๆ นะครับ

    เพราะว่าเมื่อได้เห็นโทษเห็นภัยของอกุศล ตามความเป็นจริงแล้วนะครับ ก็จะไม่เข้าใกล้อกุศลเหล่านั้นเลยนะครับ ก็ทำให้นึกถึงข้อความหนึ่งที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลนะครับ ที่กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรมะที่เป็นอกุศลธรรมนะครับ ธรรมะ ๓ อย่าง เมื่อเกิดขึ้นแก่โลกย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นเพื่ออยู่ไม่สำราญ นะครับ ซึ่งก็ตรงกับที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ ว่าอยู่ไม่สุข ธรรมที่กล่าวถึงนั่นก็คือธรรมะคือโลภะ ธรรมะคือโทสะ ธรรมะคือโมหะ เมื่อเกิดขึ้นแก่โลกก็เกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เกิดขึ้นเพื่อทุกข์ เกิดขึ้นเพื่ออยู่ไม่สำราญครับ

    ท่านอาจารย์ ใครไม่เคยร้องไห้บ้างค่ะ สักครั้งเดียวมีไหม หรือว่ามีบ่อยๆ บางคนร้องไห้ทุกคืน เพราะอะไรคะ เพราะความติดข้องค่ะไม่ได้สิ่งที่ต้องการเมื่อไหร่ร้องไห้เมื่อนั้น แล้วแต่ว่าถึงกับจะร้องออกมาให้คนอื่นเห็น หรือว่าน้ำตาไม่ปรากฏนะคะ ที่เขาเรียกว่าน้ำตาตกใน คนอื่นมองไม่เห็นเลย แต่ว่าคนนั้นแสนที่จะเป็นทุกข์ก็ได้ ถ้าไม่มีความติดข้องนะคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เป็นธรรมดาค่ะ ทุกอย่างที่เกิดต้องเปลี่ยนแปลง ต้องดับ เกิดแล้วต้องหมดไป ถ้ามีความเข้าใจความเป็นธรรมดาอย่างนี้นะคะ รู้ว่าจะร้องไห้ทำไมในเมื่อสิ่งนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่อย่างนั้นก็ต้องร้องไห้ทั้งวันเลย เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็หมดไปทั้งนั้นไม่มีอะไรเหลือนะคะ แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีความติดข้องไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    29 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ