ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๖

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ศึกษาธรรมก็เริ่มเป็นคนที่ตรงและรู้ความจริง เพื่อที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นตัวตน เพราะว่าเป็นเราเมื่อไร ก็เพียงระหว่างที่ยังไม่ตายเท่านั้น เมื่อตายแล้วรูปนี้ก็เหมือนรูปนั้นที่เคยเป็นเรา แต่ก็ไม่ใช่เราอีกต่อไป ฉันใด ขณะนี้รูปก่อนจะตายหรือรูปเมื่อตายแล้ว ก็เป็นรูปคือไม่ใช่สภาพรู้ แต่เพราะเหตุว่าสิ่งที่ทำให้เกิดรูปนั้นๆ แต่ละหนึ่งรูปต่างกัน ระหว่างที่มีชีวิตมีรูปที่เกิดจากกรรม มีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ มีรูปที่เกิดจากอาหาร เดินได้ พูดได้ ทำอะไรได้สารพัด แต่เมื่อไม่มีจิตก็ไม่มีรูปที่เกิดจากกรรม ไม่มีรูปที่เกิดจากอาหาร มีเพียงรูปเดียวคือรูปที่เกิดจากอุตุ ซึ่งเมื่อไม่มีจิตแล้ว รูปนั้นก็แปรสภาพไปตามความเย็นความร้อน และเน่าเปื่อย มีน้ำหนองไหล หรือในที่สุดก็จะต้องผุพังจนถึงเป็นกระดูกที่ป่น ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน แต่เมื่อถึงเวลาที่ยังไม่เป็นอย่างนั้น เพราะยังมีสภาพธรรมอื่นค้ำจุนอยู่ ลวงให้เห็นเหมือนกับหุ่นยนต์ที่มีคนชักคือจิต ทำให้เดินไปไหนมาไหนได้ และทำสิ่งต่างๆ ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เหมือนมีชีวิต แต่ความจริงรูปเป็นรูป ไม่ใช่จิตหรือไม่ใช่สภาพรู้ใดๆ

    นี่ก็เป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงอะไรก็ต้องเป็นเรื่องยาวแน่นอน เพราะเหตุว่าเราไม่เคยรู้จักธรรมเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมเพียงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ทีละหนึ่งให้เข้าใจจริงๆ ก็จะทำให้ค่อยๆ พิจารณา เพราะว่าธรรมไม่มีเปลี่ยนเลย ที่กำลังเห็นอยู่นี่ เห็นเป็นคนหรือไม่ นี่คือเริ่มว่าเราเข้าใจธรรมจริงหรือไม่ ถ้าเข้าใจจริงต้องตรงและจริงใจ เห็นเป็นเห็นเท่านั้น ไม่ลืม เห็นเป็นคนไม่ได้ นกเห็นไหม และเห็นเป็นนกหรือไม่ เห็นเป็นเห็น อยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ปลาอยู่ในน้ำเห็นไหม ก็เห็น แต่เห็นไม่ใช่ปลา เห็นเป็นเห็น เพราะฉะนั้นรูปเป็นรูป สภาพที่ไม่รู้อะไรจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ และยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ เช่นได้ยิน เห็น คิดนึก สุขทุกข์ต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้ไม่ใช่รูปซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้อะไร

    เพราะฉะนั้นโลกก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย อีกอย่างหนึ่งเป็นสภาพรู้ ซึ่งเมื่อศึกษาธรรม เราก็จะมีภาษาบาลีด้วย เพื่อที่จะได้เป็นคำที่เมื่อเข้าใจแล้วก็ใช้คำนั้นจะได้ง่าย เช่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น เสียงเกิดเป็นเสียง รสเกิดเป็นรส ทั้งหมดไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยสักอย่างเดียว รวมสภาพธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วไม่รู้อะไร ก็ใช้คำว่า "รูป" (รู ปะ) เป็นสิ่งที่มีจริงรวมกันเป็น รูปะ + ธรรม ที่เราใช้คำว่า "รูปธรรม" เพราะฉะนั้นเวลาที่ภาษาไทยใช้คำภาษาบาลีแต่ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ ก็จะใช้คำพูดที่ทำให้คนอื่นพลอยหลงเข้าใจผิดไปด้วย เช่น ความคิดนี้แผนการนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม หมายความว่าอะไร ก็เข้าใจกันไปเอง แต่ไม่ได้เข้าใจว่า "รูปะ + ธรรม" ที่แท้จริงหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็จะทำให้เราได้รู้ความจริงว่า เดิมคำนั้นที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมีความหมายอย่างไร และเราศึกษาธรรมเราก็จะเข้าใจคำนั้นถูกต้องตามความหมายเดิม ไม่ใช่ความหมายซึ่งเลือนมา แล้วเอามาใช้ แต่ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ว่ารูปธรรมหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ นี่เริ่มรู้จักธรรม และเริ่มรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ตรัสรู้และทรงแสดง เป็นที่สุดของความจริงซึ่งเปลี่ยนอีกไม่ได้เลย

    อ.คำปั่น กราบเรียนถามท่านอาจารย์เพิ่มเติมว่า ประโยชน์เกื้อกูลที่ได้ฟังเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องรูปธรรม เรื่องสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ธรรมดาที่สุดเลย รู้กับไม่รู้ อะไรดี

    อ.คำปั่น รู้ต้องดีกว่าไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ฉะนั้นก็เป็นคำตอบสำหรับคุณคำปั่นแล้วใช่ไหม บางคนบอกว่าจะรู้ไปทำไม ก็ไม่รู้ดีหรือ และจะไม่รู้ไปเรื่อยๆ ดีหรือ ถ้าคิดว่าไม่รู้ดีก็จะไม่รู้ต่อไปอีกนานมาก เป็นตอของสังสารวัฏฏ์คือออกจากสังสารวัฏไม่ได้เลย เกิดแล้วตาย ใครรู้บ้างว่าชาติก่อนเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร แต่ชาตินี้ชัดเจน ไม่ใช่คนโน้น ไม่ใช่คนนี้ แต่เป็นเราใช่ไหม ที่ยึดถือว่าเป็นเรา เกิดแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วจะเป็นอะไรอีกก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้ทั้งหมดเลย และยังพอใจที่จะไม่รู้ต่อไป แต่ว่าเห็นความหลากหลายของแต่ละชีวิต ชีวิตที่น่าสงสารเป็นอย่างมากเช่นนี้ เอาไหม เช่นเกิดมาพิการ พิการก็น่าเห็นใจมากเลย แล้วคนนั้นก็ยังสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ลองคิดดูว่าถ้าไม่พิการจะดีกว่าไหม แล้วใครเลือกได้ว่าจะพิการหรือไม่พิการ วันนี้สมบูรณ์แข็งแรงดี ใครจะรู้ว่าเมื่อไรจะเป็นอะไร แขนไม่มี ขาไม่มีเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอนเลย

    เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจากการที่มาเกิดในโลกนี้ ก่อนมาถึงโลกนี้ทราบไหมว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้ ลองพิจารณาดูว่า ก่อนจะเกิดมาก็ไม่ทราบเลยว่าโลกนี้จะเป็นอย่างนี้ น่าแปลก น่าอัศจรรย์ว่า ทำไม อะไร และอย่างไร จึงเกิดในโลกนี้และเป็นอย่างนี้ เหมือนกับว่าเกิดมาไม่คิดอะไรเลยสักอย่างเดียว แต่ความจริงก็น่าแปลกว่าเกิดมาโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าจะเกิด แล้วเกิดมาโลกนี้ก็เป็นอย่างนี้ อะไรทำให้เกิดในโลกนี้ก็ไม่รู้ แต่ถ้าศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จะทราบว่าโลกที่เกิดไม่ได้มีแต่เฉพาะโลกนี้เพียงโลกเดียว เพราะเหตุว่าตามเหตุที่ทำให้เกิด การที่แต่ละคนจะเกิดมาต้องมีเหตุที่ต่างกัน เช่นจะเป็นหญิง จะเป็นชาย จะมีความเข้าใจ สามารถที่จะมีชีวิตที่ไม่เดือดร้อน ก็เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจถูกต้องในความเป็นจริง หรือว่ามีแต่ความทุกข์ทั้งวัน ทั้งๆ ที่มีทุกอย่าง เช่นมีเงินทองมากมาย แต่ก็อยู่ไม่สุข เป็นไปได้ไหม มีเงินทองมากมายจริงแต่ก็อยู่ไม่สุขเพราะกิเลส คือไม่พอ หรือคิดและทำสิ่งซึ่งเดือดร้อน ซึ่งถ้าไม่ทำก็จะเป็นสุขกว่า แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาหลากหลายมาก เป็นชีวิตต่างๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าศึกษาธรรมแล้ว ยามทุกข์ก็ยังสามารถที่จะรู้ว่าเพราะอะไร

    สำหรับผู้ที่ในครั้งอดีตที่ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมและได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วมาก เมื่อได้ฟังธรรมเข้าใจ ก็กล่าวขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง ส ระณัง คัจฉามิ ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ ขอถึงพระสงฆ์คือพระอริยบุคคล สังฆรัตนะ เป็นที่พึ่ง หลังจากที่ได้ฟังธรรมเข้าใจแล้ว

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะได้ฟังธรรม รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ พึ่งพระองค์จริงๆ หรือไม่ ถ้าพึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งอย่างไร ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรมก็ไม่ได้พึ่งเลย เพราะเหตุว่าการพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพึ่งในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ซึ่งทรงแสดงพระธรรม แม้เวลาผ่านไป ๒๕๐๐ กว่าปี ก็ยังมีโอกาสได้ยินได้ฟังคำที่ตรัสที่พระวิหารเชตวัน ที่พระวิหารเวฬุวัน และสถานที่ต่างๆ กับบุคคลต่างๆ ในสมัยพุทธกาล

    การพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พึ่งด้วยการขอให้พ้นทุกข์หรือให้ได้ลาภได้ยศ แต่เพื่อเข้าใจสิ่งซึ่งมีทุกวันแต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร สุขเกิดขึ้นก็ไม่เข้าใจ ทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่เข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งโดยการฟังพระธรรม ก็จะไม่รู้ความจริงว่าทุกอย่างที่เกิดไม่ได้เป็นไปตามที่บุคคลต่างๆ ทำให้ หรือว่าใครอยากจะให้เป็นอย่างนั้นได้ แต่ต้องเป็นไปตามเหตุที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นแน่นอน

    เพราะฉะนั้นมีพระธรรมเป็นที่พึ่งก็ไม่ใช่เพียงฟัง ต้องเป็นเหตุที่กระทำเพื่อที่จะให้ได้ผลตามที่ได้ฟังด้วย เพราะว่าทุกคนไม่อยากมีความทุกข์ แต่ความทุกข์เกิดเพราะอะไร เพราะความไม่รู้ แต่เมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้น ความทุกข์ก็จะค่อยๆ คลายลงไป จนถึงกับสามารถที่จะดับทุกข์ได้ เมื่อนั้นก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่แท้จริง เพราะเหตุว่าได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม ได้พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พึ่งพระธรรม และประพฤติปฏิบัติตามจนดับกิเลสเป็นสมุทเฉทได้ ก็จะเห็นประโยชน์จริงๆ ว่ามีทุกข์เพราะกิเลส แต่สามารถที่จะดับกิเลสได้ เมื่อมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง ศึกษาพระธรรมในระดับใดจึงจะถือได้ว่าเป็นธรรมทายาท เพื่อจะได้สืบทอดต่อไป และให้คนได้เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ คงไม่ต้องเรียกอะไรเลย จะเป็นธรรมทายาทหรือไม่ใช่ธรรมทายาทก็ตาม แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ ถูกต้องตามที่ได้ฟังหรือไม่ และสามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ฟังหรือยัง ขณะนี้ได้ฟังคำว่าทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้ที่มีเดี๋ยวนี้ต้องเกิดขึ้น ไม่เกิดไม่มี เพียงเท่านี้ยังไม่เป็นธรรมทายาทใช่ไหม ต้องเข้าใจจริงๆ แม้เพียงคำเดียวคือคำว่าธรรม ถ้าเข้าใจจริงก็ดับกิเลสได้หมดถึงความเป็นพระอรหันต์

    การที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงต้องเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจากการฟัง ฟังทีเดียวคำเดียวแล้วจะให้เข้าใจทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะคิดถึงชื่อ ก็ให้เข้าใจถูกต้องว่าฟังเพื่อเข้าใจ และความเข้าใจระดับใด เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงละเอียดและลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะเข้าใจได้ทันที ด้วยเหตุนี้ระดับขั้นของปัญญาจึงมีขั้นปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ คำเหล่านี้เป็นภาษาบาลี ปริยัติคือความรอบรู้คือเข้าใจพระพุทธพจน์ เช่นคำว่าธรรม เช่นคำว่าเกิดดับ เช่นคำว่าอนัตตา "เกิดดับ" คือไม่เที่ยง "ธรรม" คือสิ่งที่มีจริง

    สิ่งที่เกิดดับนั้นเป็นทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งใครไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสภาพนั้นได้เลย สุขเกิดขึ้นและไม่ยั่งยืน เพราะสุขเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ใครจะให้สุขยั่งยืนได้ไหม ก็ไม่ได้ สภาพธรรมเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อมีความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่เว้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิด เกิดแล้วดับทั้งนั้น ค่อยๆ ไตร่ตรอง ทุกข์เกิดขึ้นก็ดับ เห็นเกิดขึ้นก็ดับ ได้ยินเกิดขึ้นก็ดับ เพราะฉะนั้นชีวิตก็คือแต่ละหนึ่งของธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วมาก ไม่มีระหว่างคั่นและไม่หยุดเลยด้วย และเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็ยังต้องมีการเกิดต่อไปอีกเพราะธรรมตอนเกิดแล้วไม่หายไปหมด ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ก็คือสืบมาตั้งแต่ขณะที่เกิดจนถึงขณะนี้ นี่ก็เป็นเรื่องการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจธรรมที่มีแต่ละประเภทและแต่ละหนึ่ง จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจจากการฟังว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี่คือปริยัติ และเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้อย่างแท้จริงก็สามารถเข้าใจการเกิดดับในขณะนี้ได้ นั่นเป็นปฏิปัตติ และปฏิเวธที่แทงตลอดความจริง รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วที่เข้าใจว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

    คุณคำปั่น คำว่าธรรมทายาทเป็นภาษาบาลีมาจากคำภาษาบาลีว่าอะไร

    อ.คำปั่น โดยศัพท์ในภาษาบาลี ธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทายาท (ภาษาบาลีอ่านว่า ทา - ยา - ทะ) หมายถึงเป็นผู้รับ เวลาแปลจะแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า คือเป็นผู้รับซึ่งธรรม ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

    ท่านอาจารย์ จะรับไหม ให้ไว้แล้วแต่จะรับไหม อยู่ที่ผู้รับ ทรงแสดงพระธรรมไว้มากทีเดียว ใครจะเป็นธรรมทายาทก็คือว่า ได้ศึกษา ได้ฟัง ได้เห็นประโยชน์ และได้เข้าใจด้วย ถ้าไม่รับก็คือว่า ให้ก็ไม่รับใช่ไหม

    อ.คำปั่น ในส่วนนี้ก็ได้ยินได้ฟังที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่เสมอว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบมรดกที่ล้ำค่าให้แก่พุทธบริษัทคือพระธรรม แต่ผู้นั้นจะไม่ได้รับประโยชน์เลย ถ้าหากว่าไม่ได้เป็นผู้ฟัง ไม่ได้ศึกษาพระธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะได้รับมรดกที่ล้ำค่าก็คือผู้ที่มีโอกาสได้ฟังความจริง ได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะได้ฟังและยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัยสำหรับผู้ที่มีศรัทธา เห็นประโยชน์ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษา ในที่สุดความรู้ความเข้าใจก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ตอบคำถามของคุณแสงมณีได้ใช่ไหมว่าจะเป็นธรรมทายาทหรือไม่

    อ.คำปั่น ผู้ที่ศึกษาธรรม ก็ได้รับประโยชน์ตามกำลังปัญญาของแต่ละคนแต่ละท่าน เพราะว่าสะสมมาแตกต่างกัน แต่ขึ้นชื่อว่าปัญญาแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย ความเข้าใจถูก เห็นถูก ก็ต้องเป็นความเข้าใจถูก เห็นถูก และสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้อง ก็สามารถเกื้อกูลให้ผู้อื่นได้เข้าใจถูก เห็นถูกตามไปด้วย

    ท่านอาจารย์ คนอื่นตอบแทนคงไม่ได้ว่าที่กำลังฟังจะเป็นธรรมทายาทหรือไม่ หรือว่าฟังครั้งเดียวเป็นธรรมทายาทไหม

    อ.คำปั่น ก็ต้องฟังจนกว่าจะเข้าใจอย่างมั่นคงถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนว่ามรดกมีมาก แต่จะรับเท่าไร เป็นทายาทรับมาเพียงเล็กน้อยคือเข้าใจเพียงเล็กน้อย หรือจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าผู้ใดก็ตามที่น้อมรับพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็เป็นธรรมทายาทตามกำลังของปัญญา

    อ.คำปั่น ได้ฟังประเด็นที่กล่าวถึงการอยู่ไม่สุขกับอยู่เป็นสุข ขอท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความละเอียดลึกซึ้งของธรรมว่าอยู่เป็นทุกข์ อยู่เป็นสุข มีระดับขั้นที่แตกต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ตอนเป็นเด็ก ใครซนมาก ผู้ใหญ่พูดว่าอย่างไร เด็กคนนี้อยู่ไม่สุขใช่ไหม ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน โตแล้วยังอยู่ไม่สุขหรือไม่ หรือยังอยู่ไม่สุขเพิ่มจากเป็นเด็กอีกมากมาย เด็กอยู่ไม่สุขเพียงเล็กน้อย ใช่ไหม เช่นวิ่งไปเล่นไป แต่ผู้ใหญ่อยู่ไม่สุขเพราะกิเลสเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่สมัยก่อนหรือคนโบราณ ท่านก็ใช้คำที่มาจากพระพุทธศาสนา แต่ความเข้าใจจะลึกซึ้งเพียงใดก็อยู่ที่แต่ละคน นอกจากคำว่าอยู่ไม่สุขแล้วยังมีอยู่เย็นเป็นสุขใช่ไหม แต่กิเลสไม่เย็นแน่นอน ขณะใดก็ตามที่อยู่เย็นเป็นสุข ผู้นั้นก็มีความสงบจากกิเลส จึงสามารถที่จะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ถ้าพูดโดยไม่ศึกษาธรรม เราก็ไม่ทราบใช่ไหม คิดว่าคนนั่งนิ่งเงียบเฉย อยู่เย็นเป็นสุข แต่ความจริงไม่ใช่ แม้นั่งนิ่งเฉย แต่กิเลสไม่อยู่สุข

    ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด แม้แต่ภาษาที่เราใช้ก็แล้วแต่ว่าเรามีความเข้าใจในคำที่เราใช้มากน้อยเพียงใด ถ้าเข้าใจธรรมแล้ว ทุกคำพูดก็เป็นธรรม อย่างเช่นพูดว่าช่วยชาติให้พ้นภัย ใครบางคนอาจจะคิดว่าไม่ใช่ธรรม ก็เพราะไม่รู้จักธรรมจะเป็นธรรมได้อย่างไร แต่ถ้ารู้จักธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่คำพูดก็เป็นธรรมด้วย เพราะเหตุว่าชาติ (ชา - ติ) คือการเกิด เกิดเป็นอกุศลก็มี เกิดเป็นกุศลก็มี จะพ้นภัยก็ต่อเมื่อเป็นกุศล ภัยจากการที่ไม่ต้องเป็นอกุศลและไม่ทำอกุศลกรรม เพราะไม่เป็นอกุศลจิต เพราะฉะนั้นก็ช่วยให้พ้นภัยจากการเกิดด้วย คือการเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เหล่านี้เป็นผลของอกุศลกรรม คิดหรือว่าจะไม่ไปหรือจะไม่เป็น ถ้ามีเหตุ

    อ.คำปั่น ช่วยชาติให้พ้นภัย ชาติคือการเกิด การเกิดก็น่าพิจารณาว่า ถ้าหากว่าเกิดเป็นกุศลก็ดีใช่ไหม แต่ถ้าเกิดเป็นอกุศลนั้นไม่ดีแน่นอน ยังมีภัย ยังเป็นเหตุที่จะทำให้ประสบภัยต่างๆ มากมาย เพราะว่าสิ่งที่จะนำมาซึ่งภัยก็คืออกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น ถ้าเป็นกุศลแล้วไม่สามารถที่จะนำภัยมาให้ได้เลย นี่ก็เป็นความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นอะไรที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้พ้นจากภัยได้ ก็คือความเข้าใจธรรม คือปัญญานี้เองที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้พ้นจากภัยคือกิเลสประการต่างๆ คือ อกุศลประการต่างๆ

    เพราะว่าเมื่อได้เห็นโทษเห็นภัยของอกุศลตามความเป็นจริง ก็จะไม่เข้าใกล้อกุศลเหล่านั้นเลย ทำให้นึกถึงข้อความหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็นอกุศลธรรม คือธรรม ๓ อย่าง เมื่อเกิดขึ้นแก่โลกย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นเพื่ออยู่ไม่สำราญ ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่ว่าอยู่ไม่สุข ธรรมที่กล่าวถึงนั่นก็คือธรรมคือโลภะ ธรรมคือโทสะ ธรรมคือโมหะ เมื่อเกิดขึ้นแก่โลกก็เกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เกิดขึ้นเพื่อทุกข์ เกิดขึ้นเพื่ออยู่ไม่สำราญ

    ท่านอาจารย์ ใครไม่เคยร้องไห้บ้าง แม้สักครั้งเดียวมีไหม หรือว่าบ่อยครั้ง บางคนร้องไห้ทุกคืน เพราะอะไร เพราะความติดข้อง คือไม่ได้สิ่งที่ต้องการเมื่อไรก็ร้องไห้เมื่อนั้น แล้วแต่ว่าถึงกับจะร้องออกมาให้คนอื่นเห็น หรือว่าน้ำตาไม่ปรากฏ ที่เขาเรียกว่าน้ำตาตกใน คนอื่นมองไม่เห็นเลย แต่ว่าคนนั้นแสนที่จะเป็นทุกข์ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความติดข้อง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นธรรมดา ทุกอย่างที่เกิดต้องเปลี่ยนแปลง ต้องดับ เกิดแล้วต้องหมดไป ถ้ามีความเข้าใจความเป็นธรรมดาอย่างนี้ ก็รู้ว่าจะร้องไห้ทำไมในเมื่อสิ่งนี้ก็เป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องร้องไห้ทั้งวัน เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็หมดไปทั้งนั้นไม่มีอะไรเหลือ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีความติดข้อง ไม่หวัง ก็จะไม่ผิดหวัง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    25 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ