ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
ตอนที่ ๑๘๓๕
สนทนาธรรม ที่ นฤตยะ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เสียงนั้นก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตธรรมดา เราก็บอกว่าได้ยินใช่ไหม ได้ยินมีจริงๆ เพราะว่าขณะนั้นต้องมีเสียงจึงจะกล่าวได้ว่ามีได้ยิน และได้ยินก็ได้ยินเฉพาะเสียงนั้นด้วย ไม่ใช่เสียงอื่น เสียงเป็นสิ่งที่ปรากฏให้ได้ยินใช่ไหม แล้วได้ยินเป็นอะไร ได้ยินมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ได้ยินเป็นอะไร ได้ยินก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีจริงๆ แต่ว่าไม่มีรูปร่างสัณฐานเลย จะไปหารูปร่างของได้ยินหาไม่ได้ แต่เป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ได้ยินเฉพาะเสียง จะไม่ได้ยินอย่างอื่นเลย ได้ยินได้ไหม มีใครได้ยินแข็งไหม ไม่มีใช่ไหม เฉพาะเสียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นในขณะนั้นที่เสียงกำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว สิ่งที่มีจริงไม่ว่าจะเป็นโลกไหนก็ตาม ก็จะต้องต่างกันเป็นสิ่งซึ่งมีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ กับสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมีจริงและก็ไม่มีรูปร่างใดๆ ทั้งสิ้น แต่เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ ไม่ได้มีแต่เฉพาะรูปร่างกาย ซึ่งไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นด้วย ถ้าไม่มีธาตุรู้จะไม่มีสิ่งที่มีชีวิต
เพราะฉะนั้นธาตุรู้เกิดเมื่อไหร่ ก็เป็นสิ่งที่มีชีวิตคือเห็น ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาอย่างนี้ พอธาตุได้ยินเกิดขึ้นก็รู้เฉพาะเสียงว่า เสียงนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นเสียงอื่น นี่คือการศึกษาธรรมในขณะที่ธรรมกำลังมีจริงๆ กำลังปรากฏจริงๆ แล้วศึกษาขณะนั้นก็คือว่า เริ่มเข้าใจในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ จึงชื่อว่าศึกษา ไม่ใช่ไปคิดถึงตัวเลข ไม่ได้ไปคิดถึงคำ ซึ่งขณะนั้นแม้ขณะนี้จิตเห็นก็มี แต่ไปนึกถึงคำว่าจักขุวิญญาณ หรือไปนึกถึงคำว่าจิตเห็น แต่ในขณะนี้ที่เห็นไม่ต้องคิด เห็นมีจริงๆ เห็นเกิดแล้ว แล้วก็เห็นเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น และเห็นก็ต่างกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย
เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่รู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏ ให้ทราบว่าต้องมีธาตุที่รู้หรือเห็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย จะขาดธาตุรู้ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าตายเมื่อไหร่ ธาตุรู้ไม่เกิดที่จิต แม้รูปเหมือนเดิม แต่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึก เพราะฉะนั้นก็มีธาตุ ๒ อย่าง ธาตุ คือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะลักษณะนั้นๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย อย่างแข็งจะเปลี่ยนเป็นเสียงไม่ได้ กลิ่นก็จะเปลี่ยนเป็นรสไม่ได้ เกิดเป็นอย่างไรก็เป็นแต่ละหนึ่งธาตุ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตน และก็ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่ได้ฟังแล้ว เริ่มรู้จักธาตุคือสิ่งที่มีจริง แต่การที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยทั้งๆ ที่มี อย่างแข็งมี เห็นมี ได้ยินมี ทุกวันสิ่งที่มีจริงไม่เคยรู้เลย เป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่าความจริงธาตุชนิดไหนก็เป็นชนิดนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็เข้าใจความเป็นจริงในความหมายของคำว่าอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา การที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราจริงๆ ได้ ก็เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า บังคับไม่ได้ เกิดแล้วไม่มีใครทำ เพราะฉะนั้นก็เป็นความเป็นไปของธาตุแต่ละหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว ซึ่งเกิดสืบต่อจนถึงขณะนี้และขณะต่อไปด้วย ใครจะยับยั้งธาตุหนึ่งธาตุใดไม่ให้เกิดไม่ได้เลย
ผู้ฟัง แล้วศึกษานี่หมายถึงเฉพาะปัญญาเจตสิกกับจิตเท่านั้นหรือเปล่าที่ศึกษา
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ศึกษาหรือเปล่า ถ้าพูดถึงอะไรต้องคือเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นเราจำเป็นเรื่อง แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อะไร เพราะฉะนั้นพอพูดถึงคำว่าศึกษา เดี๋ยวนี้ที่กำลังฟังนั่นคือศึกษา เพราะฉะนั้นก็เข้าใจคำว่าศึกษา ศึกษาเมื่อไหร่หมายความว่าเพื่อรู้เพื่อเข้าใจเมื่อนั้น ไม่ว่าวิชาใดทั้งสิ้น ศึกษาเมื่อไหร่คือเพื่อรู้และเพื่อเข้าใจในขณะนั้น ไม่ใช่ขณะอื่น เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ศึกษาอะไร ศึกษาธรรม ศึกษาให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้นเวลาได้ยินคำว่าศึกษาธรรม แม้แต่จะรู้ว่าศึกษาธรรมคืออะไร บางคนก็ไม่รู้ ศึกษาธรรมคืออะไร แต่ถ้ารู้ว่าศึกษาธรรมคือมีสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ แล้วไม่เคยรู้ จากการฟังและเข้าใจ นั่นคือศึกษา รู้เมื่อไหร่ก็คือศึกษาเมื่อนั้น เข้าใจถูกเมื่อไหร่ตามความเป็นจริงก็คือศึกษาเมื่อนั้น คงเคยได้ยินคำในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะเป็นขณะเห็น ขณะได้ยิน ทุกๆ ขณะ แล้วไม่รู้ความจริง ขณะนั้นกำลังโปรยธุลีลงในจิต ธุลีดีไหม แต่ว่าละเอียดมาก ไม่ได้ใหญ่โตเลย ละเอียดจนไม่รู้ตัวว่า ขณะใดก็ตามที่เห็นบ้างได้ยินบ้างแล้วไม่รู้ ขณะนั้นมีธุลีของความไม่รู้ที่สะสมอยู่ในจิต โปรยลงไปสู่จิต แต่พอมากเป็นความไม่พอใจเกินธุลีแล้วใช่ไหม
เพราะฉะนั้นจะปรากฏว่า ปกติไม่รู้เลยว่ามีอกุศลอยู่แล้วแต่เบาบาง แต่พอใหญ่ๆ มากๆ หนักๆ หนาๆ จึงสามารถจะรู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นอกุศล แต่ความจริงก็คือว่ามีการสะสมมาเรื่อยๆ แล้วแต่เหตุปัจจัย ว่ายังไม่ถึงกาลที่จะไม่พอใจ ขุ่นเคือง เพราะว่าเดี๋ยวเสียงดีบ้าง ไม่ดีบ้างใช่ไหม แต่ว่าเวลาที่แม้เสียงดีมีความขุ่นเคืองบ้างไหม เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องตรงตามความเป็นจริงว่า ส่วนใหญ่แล้วขณะใดที่ไม่ได้เข้าใจธรรมแม้มีธรรม ขณะนั้นก็เป็นธุลีของอวิชชา ของความติดข้อง ซึ่งโปรยลงอยู่ในจิตตลอด
เพราะฉะนั้นในสังสารวัฏฏ์นี่จะมีความไม่รู้และความติดข้อง และธุลีซึ่งไม่สะอาดเลยมากน้อยสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นการที่ไม่ประมาท เพราะรู้ว่าวันหนึ่งๆ มีอกุศลมาก ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้รู้ว่าหนทางเดียวที่จะทำให้น้อยก็คือว่าได้เข้าใจธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามการสะสม ซึ่งแม้แต่ประโยคธรรมดาๆ ในพระไตรปิฎก แต่ถ้ามีความเข้าใจก็จะรู้ความจริง เช่น ข้อความที่ว่า ขณะนี้ทุกคนประพฤติตามที่เป็นไป จริงยิ่งกว่าจริงใช่ไหม ตั้งแต่เช้าประพฤติตามที่เป็นไป คือไม่มีการที่เราจะไปเปลี่ยนแปลง หรือจะไปทำอะไร แต่ไม่ได้เข้าใจเลย แม้แต่กายวาจา การเคลื่อนไหวทั้งหมดก็ตามที่เป็นไป เพราะได้สะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นเมื่อสะสมอกุศลมามาก จิตก็คล้อยไปในเรื่องของอกุศล แต่ถ้าเริ่มสะสมกุศล และปัญญาความเห็นถูก ความเห็นถูกมีกำลังได้ ลองคิดดู เรามีอกุศลมากเป็นธุลี โปรยธุลีลงไปเรื่อย แต่เราก็เกิดกุศลจิตแล้ว ขณะที่มีศรัทธาที่จะฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ซึ่งรู้ว่าเป็นสิ่งที่หายากที่จะได้ฟัง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ยินเพียงคำเดียวว่า ธรรม คือสิ่งที่มีจริง ใครสามารถจะคิดได้ และยิ่งเป็นความละเอียดอย่างยิ่ง ก็เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้สะสมเหตุปัจจัยไว้พอที่จะทำให้เกิดกุศล
แม้ว่าตั้งแต่เด็กมา มีใครเคยคิดบ้างว่าจะฟังธรรม ใช่ไหม ไปโรงเรียนก็สนุกสนาน ชีวิตก็ผ่านมา จนกระทั่งถึงเวลาที่ได้ฟังธรรมก็ต้องมีเหตุด้วย และเมื่อได้ฟังแล้วก็ต่างกันไปอีก บางคนฟังแล้วก็เบื่อ ฟังแล้วก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไร มีแต่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทำไมไม่คิดให้ลึกซึ้งว่า นอกจากตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วมีอะไรอีก ลองหามา แล้วจะไม่ให้พูดถึงตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งมีเพียงเท่านี้ ทุกวัน ทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วจะให้พูดเรื่องอะไร แต่เพราะว่าตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่แหละ ก็มีธรรมอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเพราะเหตุว่ามีการเห็นบ้าง มีการได้ยินบ้างเหล่านี้
เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งแล้วเมื่อไหร่จะได้เข้าใจ ถ้าไม่มีการฟัง เพราะฉะนั้นถ้าคิดจริงๆ ว่ามีแต่ไม่รู้ ควรรู้ไหม นี่ก็แล้วแต่สะสมอวิชชามาหรือปัญญามา ถ้าสะสมอวิชชามาก็จะต้องรู้ไปทำไมเดี๋ยวก็ตายใช่ไหม แต่ว่าเพราะเดี๋ยวก็ตายนี่แหละจึงต้องรู้ก่อนตาย ไม่เช่นนั้นตายไปก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้นการสะสมของแต่ละคน ก็ทำให้มีอัธยาศัยต่างๆ กันไป ด้วยเหตุนี้ถ้าได้สะสมความเห็นประโยชน์ของการฟัง แม้ว่าวันหนึ่งๆ ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เกิดมาจะเต็มไปด้วยอกุศล ก็ยังมีกุศลซึ่งได้เคยกระทำไว้แต่ปางก่อน ทำให้เราสามารถมีกุศล
เพราะฉะนั้นจากอกุศลซึ่งมี เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารอร่อย ตอนเช้าก็อะไรๆ ก็แล้วแต่ที่จะเพลิดเพลินไป มาจนถึงเวลาที่ฟังธรรม ก็ยังมีการได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นกุศลก็มีกำลัง ทั้งๆ ที่ข้างนอกก็มีต้นไม้ดอกไม้สวยงาม น่าจะไปเดินเล่น เดินดู พูดคุยสนทนากัน แต่เราก็ยังฟังธรรม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะบังคับ จะฟังหรือจะไม่ฟัง แต่ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้าเห็นประโยชน์ของการฟังมากกว่านี้ เราจะรู้เลยว่าตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีสาระเลยถ้าไม่ได้เข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะเหตุว่าทุกอย่างมีจริงเพียงชั่วคราว จะคิดว่าเป็นของเราจริงๆ ก็ไม่ใช่ของเรา จะคิดว่าเป็นตัวตนจริงๆ ก็ไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงแต่ว่ามีชั่วคราว แล้วก็หายไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เป็นอย่างนี้ตลอดไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นจากการที่มีโอกาสจะเกิดกุศลได้ยินได้ฟัง ก็แสดงว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องการสะสมของกุศล กุศลสามารถที่จะเพิ่มขึ้น แม้แต่ปัญญาทีละเล็กทีละน้อย ต่อไปก็สามารถที่จะรู้ว่า ที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมด กับปัญญาที่กำลังเข้าใจธรรมในขณะนั้นจริงๆ ตรงกันทุกอย่าง แต่ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย แข็งมีอะไร ไม่เห็นมีอะไร แต่ว่าถ้าได้ฟังแล้ว แข็งต่างกับเสียงไหม ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วคราว เดี๋ยวเป็นเสียง เดี๋ยวเป็นแข็ง เดี๋ยวเป็นกลิ่น เดี๋ยวเป็นรส ก็เท่านั้นเอง แล้วก็หมดไป
เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะรู้สามัญลักษณะ ทุกสิ่งทุกอย่างมีจริงเพียงชั่วคราวแล้วก็หมด ก็จะทำให้ปัญญามีกำลังขึ้น ที่รู้ว่าสามารถประจักษ์ความจริงนี้ได้ ถ้าไม่ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมซึ่งกำลังเกิดดับ จะไม่มีการละการยึดถือว่าเป็นเราได้เลย
อ.คำปั่น สำหรับในส่วนของพระปัจฉิมวาจาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานแก่พุทธบริษัท ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็คือพระองค์ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ก็แสดงถึงความเป็นจริงที่พระองค์ตรัสเตือน เพื่อความเป็นผู้ไม่ประมาทโดยประการทั้งปวง เพราะว่าความไม่ประมาทเป็นเหตุนำมาซึ่งกุศลธรรมทั้งปวง การที่จะมีการอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งถึงความสมบูรณ์พร้อมของปัญญา ก็เพราะว่ามีความไม่ประมาทนั่นเอง
ท่านอาจารย์ ไม่ประมาทที่จะฟังพระธรรม ไม่ประมาทที่จะเข้าใจถูกว่าพระธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง และไม่ประมาทที่จะรู้ว่า ขณะใดก็ตามที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นอกุศลเกิด โปรยธุลีอยู่ทั้งวัน ก็เป็นการที่จะทำให้เราเตือนว่า การฟังธรรมเพื่อเข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่ตัวตนที่จะรีบเร่ง ที่จะเข้าใจถึงการเกิดดับ หรือจะไปประพฤติปฏิบัติด้วยความพากเพียร ด้วยความเป็นตัวตน นี่เป็นความลึกซึ้งของธรรม ที่จะต้องมีความเข้าใจถูกอย่างมั่นคงว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม แล้วธรรมก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เพราะฉะนั้นไม่มีเราที่จะไปเร่งรัดให้ปัญญาเกิดมากๆ ให้สามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ ให้ไม่มีกิเลสเลย เป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ประมาทที่จะรู้ว่าสะสมอกุศลมามากเท่าไหร่ สะสมความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม สะสมความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเรา มากมาย เพราะฉะนั้นด้วยความไม่ประมาทอันนี้ จึงรู้ว่ากว่าที่จะละความไม่รู้และความติดข้อง ความเห็นผิดว่าเป็นเรา ก็ต้องอาศัยกาลเวลาซึ่งเป็นความรู้จริงๆ แล้วก็เข้าใจถูกต้องด้วยว่า ขณะใดก็ตามที่เข้าใจความจริง ขณะนั้นก็คือได้เข้าใจสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่ถ้าขณะใดฟังธรรมด้วยความเป็นตัวตน ไม่ทิ้งความเป็นตัวตน ก็จะมีความต้องการว่าเมื่อไหร่จะรู้ความจริง แล้วก็พากเพียรไปหาวิธีที่จะรู้ความจริง ซึ่งลืมทันทีว่า ธรรมเป็นอนัตตา
นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่ว่า ความเข้าใจต้องเป็นไปกับความเห็นถูกว่าไม่มีเรา แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้าไม่มีการฟังเลยจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ได้ไหม ยกตัวอย่างง่ายๆ แข็งดูเป็นของธรรมดา แต่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก เพราะว่าปรากฏว่ามีจริง เหมือนเสียงปรากฏว่ามีจริง เหมือนกลิ่นปรากฏว่ามีจริง เพราะฉะนั้นในขณะที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีจริง ก็มีสภาพธรรมที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง คือ สภาพที่กำลังรู้สิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นจะประมาทว่าไม่รู้สิ่งนี้ ไม่รู้สิ่งนั้น แต่จะไปทำให้กิเลสหมด แล้วหมดความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องรู้จริงๆ ความเข้าใจคือความเห็นถูกในอะไร ถ้าพูดว่ามีความเห็นถูก ก็ต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แล้วก็เห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นขณะนี้ไม่มี แล้วไปเห็นถูกใช่ไหม แต่ขณะนี้มีเห็น คำถามมาแล้ว แล้วเห็นถูกในเห็นนี้ที่กำลังปรากฏหรือยัง นี่คือความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นถ้าประมาทผิวเผิน แล้วก็คิดว่าหนทางอื่นจะทำให้ละกิเลสได้ นั่นก็คือผิด แต่ต้องเป็นผู้ตรงอย่างยิ่ง ความเห็นถูกในอะไร ในสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ
ขณะนี้มีเห็น มีใครบ้างที่กำลังเห็นถูกในเห็น หรือกำลังคิดเรื่องราวตามที่ได้ยินได้ฟัง หรืออาจจะคิดคำถาม หรือคิดเรื่องอื่นก็ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแม้สิ่งที่มีจริงชั่วขณะนี้ เกิดดับ นี่เป็นสิ่งที่อีกนานกว่าปัญญาจะถึงระดับที่สามารถคลายการยึดถือเมื่อไหร่ สภาพธรรมก็จะปรากฏตามความเป็นจริงได้ แต่ขณะนี้เมื่อความไม่รู้มาก เหมือนความมืดมีมาก แล้วก็จะไปเห็นสิ่งที่มีจริงในความมืดเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องมีแสงสว่างของปัญญาทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะทำให้เห็นถูกในสิ่งที่แม้มีจริงกำลังปรากฏ แต่เราได้ยินคำว่าอวิชชาบ่อยๆ ความไม่รู้ ความไม่รู้ แล้วเราก็เผิน แล้วไม่รู้อะไรก็ไม่รู้ ใช่ไหม แต่ถ้าฟังแล้ว ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ไม่รู้อย่างอื่น แต่สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แล้วไม่รู้ นี่แหละคือความหมายของอวิชชา คือความไม่รู้
เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้มานาน และก็ความรู้ก็ยังไม่ถึงการที่จะเข้าใจถูกของเห็น ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ นี่คือความเป็นจริง เพราะฉะนั้นพระปัจฉิมวาจาก็เตือนให้ทุกคนไม่ประมาท แม้แต่เพียงคำที่ได้ยิน เช่น ธรรมลึกซึ้ง มีจริง แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนดีตราบใดที่เราไม่ได้ไปทำชั่ว หรือไปทำทุจริตใดๆ ที่คนอื่นเห็นว่าไม่สมควร แต่ดีแค่นั้นพอหรือ เพียงแค่ไม่กระทำทุจริต พอไหม ยังมีความดีเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันซึ่งเราไม่เคยสังเกต และก็ไม่เคยรู้เลยว่า เราขาดความดี ทั้งๆ ที่สามารถจะทำได้ แต่ลืมสนิทเลย ได้แต่ฟังธรรม แล้วก็มุ่งที่จะเข้าใจธรรม แต่ลืมความดีเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าลืม อกุศลขณะนั้นก็เกิดเหมือนเดิม ไม่ได้ลดน้อยลง
เพราะฉะนั้นเป็นคนดีเมื่อวานนี้กับวันนี้ก็ดีเท่ากัน แต่ว่าถ้ามีดีขึ้นอีกแม้เล็กๆ น้อยๆ ที่เมื่อวานนี้ระลึกได้ว่า เราควรจะดีได้ตรงนั้น ถ้าเรารู้ แล้วก็เห็นประโยชน์ เราก็เพิ่มกุศล คือไม่ให้โอกาสแก่อกุศล เพราะเหตุว่าอกุศลมีมากแล้วในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นถ้ามีกุศลมากขึ้น ก็จะเป็นทางที่จะทำให้ความไม่ดีที่จะเพิ่มขึ้น ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นแม้แต่จะทำความดีหรือคิดที่จะทำความดีเพิ่มขึ้นอีกนิดๆ หน่อยๆ แล้วลืม กับการที่มุ่งจะทำความดีใหญ่ๆ เราก็ขาดโอกาสที่ว่า ทำความดีให้ถึงพร้อม เพราะว่าจริงๆ แล้ว ดีเท่าไหร่ก็ไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำดีแล้วไม่เข้าใจธรรม ก็ยังขาดประโยชน์ เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่า ความดีที่เพิ่มขึ้นเพราะเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งเข้าใจธรรมมากเท่าไหร่ ความดีก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น นี่คือการเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ทุกอย่างในชีวิตขณะใดที่เป็นกุศล ขณะใดที่รู้ว่ากุศลเท่านี้ก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าถ้าตราบใดที่ยังดีกว่านี้ไม่ได้ ก็เพราะเหตุว่าไม่ได้สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกที่สามารถจะเป็นปัจจัยทำให้ดีขึ้นได้ แม้เพียงโอกาสเล็กๆ น้อยๆ ก็จะดีขึ้น จากเมื่อวานนี้ที่ควรทำแต่ไม่ทำ แต่ถ้าเมื่อวานนี้น่าจะทำดีตรงนั้นได้ แต่ไม่ทำ วันนี้ก็ยังไม่ทำอีก ก็ประโยชน์ที่ได้รับจากการฟังพระธรรมก็ไม่พอ แต่ถ้าเมื่อวานนี้ไม่ดี ตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ทำ แล้ววันนี้ทำ เพราะฟังธรรม แล้วก็มีปัจจัยปรุงแต่งที่จะทำให้ไม่ลืมว่า แม้ขณะนั้นความดีที่เกิดขึ้นก็ทำให้อกุศลน้อยลง
ก็ต้องรู้ประโยชน์ของการที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏที่มีจริงๆ มีจริงแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็จะรู้ได้อย่างไร ก็คือต้องฟังพระธรรม ใครว่าพระธรรมไม่มีประโยชน์บ้าง มีใช่ไหม แล้วฟังหรือเปล่า นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารู้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ถ้ารู้ว่าประโยชน์มาก แล้วมีโอกาสจะได้ฟัง ย่อมฟัง แต่ว่าถ้ารู้ว่าก็มีประโยชน์ แต่ก็มีโอกาสแต่ก็ไม่ฟัง อันนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า มีศรัทธามากน้อยแค่ไหนในการฟัง และมีการเห็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์จริงๆ อะไรก็กั้นไม่ได้ ถ้าสามารถที่จะฟังก็ฟัง เพราะเหตุว่าการฟังเป็นการเริ่มต้นเท่านั้นเอง ของการที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จากการที่แม้ว่าสิ่งนั้นจะปรากฏทุกวัน ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร แต่ว่าจากการฟังก็จะทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ยิ่งเข้าใจก็จะยิ่งรู้ว่ายังน้อยมากกับพระธรรมที่ได้ทรงแสดง เพื่อที่จะให้ความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้นอีก จนสามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ทรงแสดงไว้
ใครรู้แข็งตอนนี้บ้าง ตรงตามที่ทรงแสดง คือเกิดแล้ว เป็นเพียงสิ่งหนึ่ง เพียงปรากฏ แล้วไม่ใช่ใครด้วย ไม่ใช่อะไรด้วย นี่คือเริ่มรู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่แข็งก็เป็นเสียง ก็มีจริงอีก รู้ความจริงของเสียงหรือยัง ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏว่ามีจริงชั่วคราว แล้วก็หมดแล้ว หมดแล้วจะไปเอาที่ไหนกลับมาอีก จะไปตามรู้ก็ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วทางใจจิตก็มีจริงๆ จิตเกิดขึ้น ถ้าถามว่าจิตอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลย ตอบไม่ได้ แต่ขณะนี้เห็นเมื่อไหร่ นั่นคือจิตเกิดขึ้นเมื่อนั้น ถ้าจิตไม่เกิดไม่มีเห็น ไม่มีการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเลย
เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริง จิตเกิดแน่นอน แต่ละจิตเป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้อะไรปรากฏ ธาตุที่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏนั้นคือจิต เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหน แต่มีปัจจัยให้เกิดอีก เกิดอีก เกิดอีก สืบต่อกัน จนกว่าจะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860