ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847


    ตอนที่ ๑๘๔๗

    สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความติดข้อง ไม่หวัง ก็จะไม่ผิดหวัง เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีความติดข้องอยากให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอย่างนั้น แล้วไม่เป็นอย่างที่ต้องการเมื่อไหร่ก็ร้องไห้เด็กนี่ร้องไห้เก่งมากเลยค่ะ เพียงอาหารรสไม่ถูกปาก ไม่ได้อะไร ก็ดิ้นร้องไปก็ได้ใช่ไหมคะ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดเนี่ยก็คือว่าทำไมต้องร้องไห้ ก็เพราะเหตุว่าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทางเดียวนะคะ ที่จะไม่มีทุกข์ก็ต่อเมื่อไม่มีความติดข้องในสิ่งนั้น แต่ก็จะเห็นได้คะว่าความติดข้องเนี่ยลึกและเอียดมากและหลายชั้น ที่ทรงแสดงไว้ก็คือความติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะอะไร เพราะมีทั้งวันใช่ไหมคะ ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาที่ไหนเลยค่ะ เห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้พอใจแหละให้ติดข้องแหละ ถ้าไม่ติดข้อง ไม่ต้องเดือดร้อนเลย ไม่ต้องปลูกต้นไม้สวยๆ เพื่อจะเอาดอกสวยๆ หรือว่าไปทำอะไรที่น่าพอใจนะคะ มากมายเดือดร้อนบางคนเนี่ยค่ะจะใส่เสื้อสักตัวหนึ่งนะคะ ก็ลำบากทั้งคืน นะคะ ไม่ว่าจะซัก จะรีด จะทำอะไรก็ตามแต่ จะเย็บด้วยค่ะ ก็แสดงให้เห็นว่าความติดข้องก็นำมาซึ่งความทุกข์นะคะ แต่ว่าทุกข์ขณะนั้นจะถึงกับทำให้น้ำตาไหลรึเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ให้ทราบว่าถ้าไม่มีความติดข้อง หรือความติดข้องน้อยลง ทุกข์ต้องน้อยลง แต่ว่าในเมื่อความติดข้องเป็นสิ่งที่มีจริงนะคะ บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ใครและไม่ใช่ของใครถ้าศึกษาธรรมะจะเข้าใจคำว่าธรรมะลึกซึ้งขึ้นอีกหมายความว่าสิ่งที่มีจริงนี่คะ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้

    เพราะฉะนั้นใช้คำว่าธาตุ ธา ตุ เนี่ยนะคะ ไม่ใช่ของใคร ไฟร้อนนะคะ เป็นของใครหรือเปล่าคะความร้อนเนี่ย ไม่เป็นของใครเลย ห้ามไม่ให้ร้อนก็ไม่ได้ แล้วก็จะไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ แต่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าได้สามารถเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงนะคะ ว่าแม้แต่ความเป็นทุกข์หรือความเดือดร้อนใจความโศกเศร้า มาจากอะไร ก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ามาจากความติดข้องแต่ความติดข้องก็บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะว่าเป็นธาตุที่มีจริง เหมือนขณะนี้นะคะ เห็นเกิดขึ้นเนี่ย ดูเป็นธรรมดาสำหรับคนที่มีตาใช่ไหมค่ะ มีจักขุปสาทรูปอยู่ที่กลางตาที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิด สิ่งนี้จึงปรากฏว่ามีจริง

    เพราะฉะนั้นธาตุเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ใช่ตา แต่ว่าตาสามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ ทั้งสองอย่างมีจริง เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทุกอย่างที่เป็นธรรมะนี่คะ เป็นธาตุจริงๆ ใช้คำว่า นาๆ ธา ตุ นะคะ หลากหลายมากเพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกแต่ก็ปรุงแต่งทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ตามปัจจัยที่เพิ่มขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ถ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบังคับบัญชาไม่ได้ ความไม่รู้ทำให้เกิดความติดข้อง เพราะฉะนั้นถ้ามีความติดข้องมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่ามีความไม่รู้มากเท่านั้น และในบรรดาความติดข้องทั้งหมดไม่ว่าทางตาชอบสิ่งที่สวยงาม ทางหูชอบเสียงที่เพราะ ทางจมูกชอบกลิ่นหอมนะคะ ทางลิ้นก็ชอบรสอร่อย ทางกายก็ชอบการกระทบสัมผัสกับความสบาย เย็นๆ ไม่ร้อนมากนะคะ ไม่ว่าไม่ใช่เย็นจัด พวกนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามีความติดข้องในทุกอย่างที่ปรากฏ

    แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดคือความติดข้องในความเป็นเรา ที่ว่าเป็นเราเนี่ยมีแน่นอนแต่ละหนึ่งๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่นะคะ ก็ยึดถือสิ่งที่มีเกิดขึ้นว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ ในขณะนี้ใครเห็น ไม่ใช่เห็นเป็นเห็น นั้นคือผู้ที่เข้าใจถูกต้องว่าเห็นไม่ใช่เรา เห็นเป็นธาตุ เห็นเป็นธรรมะ แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจก็คือเราเห็นใช่ไหมคะ เราชอบ เราไม่ชอบ สภาพธรรมะที่มีทั้งหมดนี่คะ กลายเป็นเราเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นระหว่างความรู้กับความไม่รู้เนี่ยก็นำมาซึ่งความแตกต่างคือถ้าไม่รู้ก็มีความติดข้องมากนะคะ เป็นทุกข์มากแต่เวลาที่มีความเห็นถูกความเข้าใจถูกนี่คะ ก็รู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้จริง แต่สามารถเห็นถูกเข้าใจถูกตามความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของใคร แล้วก็ไม่ใช่เราด้วย แม้เป็นเราก็ไม่ใช่ เพราะเหตุว่าเป็นไปเพียงธรรมะแต่ละหนึ่ง ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้นะคะ ก็จะเห็นได้ว่าคนอื่นพลัดพรากจากไป ถ้าบุคคลต่างๆ เหล่านั้นไม่เป็นที่รักก็ไม่เดือดร้อนใช่ไหมคะ แต่ก็บางคนก็มีความสงสารเมตตาได้ ใช่ไหมคะ แต่ว่าถ้าสงสารเมตตาเกินไปบางคนก็เดือดร้อนใจเหมือนกัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสุขทุกข์สลับกันนะคะ ขณะเดียวที่เป็นทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็มีความติดข้องเกิดขึ้น แล้วก็มีอย่างอื่นสลับกันไปมาอย่างในขณะนี้ค่ะรวดเร็วมากสุดจะประมาณได้ ถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริงในขณะที่กำลังพูดเดี๋ยวนี้เราพูดถึงสภาพธรรมะหนึ่งซึ่งเกิดดับ แท้ที่จริงสิ่งนั้นเกิดดับไปเร็วกว่าที่เราคิดมากมาย มหาศาล เพราะฉะนั้นจะแสดงให้เห็นว่าความไม่รู้ความจริงเนี่ยมากมายจริงๆ นะคะ

    เพราะฉะนั้นจากการที่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงเนี่ย ทำให้เราเริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย แต่ความเข้าใจเพียงเล็กน้อยทีละนิดทีละหน่อยนี่คะ ก็จะนำไปสู่ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากการฟัง รอบรู้คือเข้าใจอย่างมั่นคงว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมะ แล้วจะรู้ว่าเรารู้จักธรรมะหรือยัง ไม่ใช่รู้จักอื่นไกลนะคะ เดี๋ยวนี้มีเห็นนี่คะ รู้จักเห็นว่าเห็นเกิด เห็น แล้วก็ดับไป นี่คือเข้าใจธรรมะหรือว่ารู้จักธรรมะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปเข้าใจธรรมะเมื่อศึกษามากๆ ไปแสวงหาที่อื่น ไปนั่งอยู่ในที่มืดๆ หรือไปทำอะไรเพื่อที่จะได้เข้าใจธรรมะก็ไม่ใช่ เครื่องวัดก็คือว่าขณะนี้มีเห็น ฟังเรื่องเห็น เข้าใจเห็นหรือยัง ว่าเห็นเนี่ยไม่ใช่เรา เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย ถ้าตาบอดก็ไม่เห็น ถ้าไม่มีสิ่งมากระทบตานะคะและจิตเห็นไม่เกิดขึ้น สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ก็เกิดปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้เลย เนี่ยค่ะชั่วขณะหนึ่งๆ ก็เป็นอย่างนี้ ลึกซึ้งขึ้นละเอียดขึ้นนะคะ ก็จะทำให้ค่อยๆ คลายการยึดถือว่าเราเห็น ในขณะที่เป็นเราได้ยินก็เช่นเดียวกันนะคะ ถ้ารู้ความจริงว่าเสียงมี แต่เสียงในป่าไม่มีใครได้ยิน ไม่ได้กระทบโสตปสาทคือหู รูปที่สามารถกระทบเสียงได้

    เพราะฉะนั้นถ้าเสียงนั้นไม่ได้กระทบหู และจิตได้ยินไม่เกิด เสียงก็ไม่ปรากฏ แค่เนี้ยค่ะโลกที่ที่เรามองเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เป็นสิ่งต่างๆ บ้าง ก็คือแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ ถ้ามีความเข้าใจในความไม่ใช่เรานะคะ แต่เป็นธรรมะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ถึงการดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรา จนกระทั่งถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นทายาทของพระธรรมอีกระดับหนึ่งนะคะ คือสามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงเหมือนอย่างพระอริยะสาวกทั้งหลาย ท่านอัญญาโกณฑัณญะเป็นท่านแรกที่ได้รู้แจ้งความจริง เพราะท่านได้สะสมความเข้าใจ ทีละเล็กทีละน้อยจากการได้ฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มาก เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะไม่ใช่สูญหายไปเลยนะคะ การเข้าใจทีละเล็กทีละหน่อยเพิ่มขึ้นๆ ก็จะทำให้สามารถรู้ความจริงซึ่งถึงที่สุดเป็นปรมัตถธรรมะ เป็นอภิธรรมซึ่งลึกซึ้ง

    เพราะแม้ว่าธรรมะมีจริง แต่เมื่อเป็นธรรมะที่มีจริงๆ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งสิ้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เปลี่ยนไม่ได้ แข็งก็ต้องเป็นแข็ง เสียงก็ต้องเป็นเสียง นั้นคือสภาพธรรมะที่เป็นจริงนะคะ เป็นปรมัต อรรถ ถ้าไม่มีลักษณะที่เรามาเรียกชื่อต่างๆ กันก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่แม้ไม่เรียกสภาพธรรมะก็เป็นอย่างนั้น ลึกซึ้งอย่างยิ่งจึงเป็นอภิธรรม เพราะฉะนั้นขณะที่ได้ฟังอย่างนี้นะคะ แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กละน้อย วันหนึ่งก็จะรู้ว่าไม่มีเรา เป็นธรรมะซึ่งเกิดดับ และเป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง กราบเรียนถามอาจารย์ค่ะ ที่เปรียบคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะเปรียบเหมือนตอของสังสารวัฎนะคะ อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายค่ะ

    ท่านอาจารย์ คำนี้มีในพระไตรปิฏกใช่ไหมค่ะ คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ท่านก็แสดงถึงว่าใครที่จะเป็นตอของวัฏฏะนะครับ แสดงถึงบุคคลผู้ที่มีความเห็นผิดอย่างยิ่งนะครับ เห็นผิดว่าไม่มีบุญไม่มีบาป เห็นผิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ นะครับ เป็นการปฏิเสธเหตุปฏิเสธผลของธรรมะอย่างสิ้นเชิงเลยครับ แน่นอนนะครับ คนเหล่านี้ไม่มีความสนใจที่จะศึกษาธรรมะได้เลย ท่านจึงแสดงไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่มีความเห็นผิดที่ดิ่งที่เรียกตามภาษาบาลีว่านิยตมิจฉาทิฏฐิเป็นตอของวัฏฏะเพราะว่ามีแต่จะจมลงในวัฏฏะยิ่งขึ้นนะครับ ไม่มีโอกาสที่จะพ้นจากวัฏฏะไปได้เลยนะครับ

    ท่านอาจารย์ สมัยนี้ไม่ทราบว่ามีคนรู้จักตอหรือว่าคนที่อยู่ใกล้แม่น้ำจะรู้จักตอ ก็คงได้ยินคำนะคะ นี่น้ำลดตอผุดก็คงหมายความถึงหลักที่มั่นคง เพราะฉะนั้นเวลาที่จะผูกเรือก็เอาเชือกไปผูกไว้ที่ตอใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นตอนี่ก็ปักแน่นมั่นคงไม่เคลื่อนย้ายไปไหน เพราะฉะนั้นก็อยู่ไปเถอะในสังสารวัฎใช่ไหมคะ ไม่ได้ออกไปจากสังสารวัฏ แล้วก็ยังมีคำที่แสดงถึงความจริงที่น่าฟังนะคะ เพราะว่าแต่ละคำในพระไตรปิฏกนี่คะ เป็นวาจาสัจจะซึ่งถ้าเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าเป็นชีวิตประจำวันนะคะ เช่นอุปมาชีวิตของแต่ละคนในทุกๆ วันนะคะ เหมือนเรือที่ผูกไว้ที่ตอที่น้ำเชี่ยว จริงไหมคะ กิเลสเกิดเมื่อไหร่เชี่ยว รุนแรงบางคนเจ้าโทสะมากคะ ไม่เหมือนคนอื่นเลยแค่คำพูดนิดเดียวคนอื่นยังไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนมากมาย แต่คนนี่ยังกับไฟเลยใช่ไหมคะ

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละคนเนี่ยยังมีกิเลสอยู่นะคะ แล้วก็อาจจะเอากิเลสนั้นนะผูกไว้กับสติสัมปชัญญะหรือธรรมะอะไรก็ได้ แต่ว่าท่ามกลางน้ำเชี่ยว แล้วก็ถ้ามีพายุแรงๆ มาก็ยิ่งมีการที่เรือนั้นจะหลุดลอยไปได้ นี่ก็แสดงให้เห็นนะคะว่าถ้าเราจะพิจารณาแต่ละคำเนี่ยก็ชีวิตของแต่ละคนจริงๆ นั่นแหละ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และก็มีความเข้าใจแม้แต่คำว่าตอในวัฏฏะหรือว่าตอเป็นสิ่งที่เป็นหลักนะคะ สำหรับที่จะผูกจะยึดไม่ไปไหน

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับ ผมจะถามปัญหาเรื่องเห็นอย่างเงี้ยครับอาจารย์ครับ เป็นอาการรู้ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นอาการรู้ ที่นี้ในขณะที่เห็นมีอาการรู้ในขณะที่มีปัญญารู้ถึงจิตเห็นตอนนั้นนะ มันมีลักษณะอย่างไรครับในอาการรู้ ที่ปัญญาเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็นนะคะ แล้วก็ในขณะที่ฟังเรื่องเห็นเนี่ยคะ ยังไม่ได้รู้จักเห็นตามที่ได้ฟัง

    ผู้ฟัง ใช่ครับ

    ท่านอาจารย์ แต่เริ่มเข้าใจถูกต้องนะคะ ว่าเห็นมีจริงๆ และเห็นเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วเห็นก็ดับไป นี่เป็นความเข้าใจขั้นต้น เพราะฉะนั้นความเข้าใจอันนี้นะคะ ยังไม่ใช่ตัวที่กำลังเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง ใช่ครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราพูดเรื่องเห็นนะคะ แต่ว่าเราไม่ได้รู้ลักษณะของเห็นที่กำลังเห็น แต่ถ้าไม่มีการเข้าใจให้ถูกต้องอย่างมั่นคงจริงๆ นะคะ ว่าไม่ต้องทำอะไร เห็นเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจเห็น เท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่น เนี่ยยากตรงที่ว่าเราไม่รู้ว่าการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ลักษณะแต่ละลักษณะในขณะนั้นเป็นอย่างไร เพราะยังไม่เคยเข้าใจ ใช่ไหมคะแต่ถ้ามีการเข้าใจถูกต้องว่าขณะนี้ค่ะเราพูดเรื่องเห็น เรารู้เรื่องเห็น ว่าเห็นเนี่ยไม่ใช่ได้ยินนะคะ แล้วที่จะกล่าวว่าเห็นเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ก็เข้าใจเพียงเงาๆ รางๆ ว่าเห็นเนี่ยไม่มีตัวตนไม่มีสีสันพอที่จะจับจะไปรู้ว่านี่เป็นเห็นนะ หรือว่านี่เป็นได้ยินนะ แต่ว่าเสียงเราก็ไม่สามารถที่จะไปจับต้องได้ แต่เสียงก็มีลักษณะของเสียงที่ปรากฏให้รู้ว่าลักษณะของเสียงเป็นอย่างนี้นะคะ ยังมีสูงมีต่ำ

    นี่เป็นเหตุที่เราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้นะคะ แม้แต่ทางตาเนี่ยก็ยากที่จะรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏเนี่ย เพราะว่าเราไปคิดถึงรูปร่างสัณฐานทันทีต่อจากที่เห็น ถ้าเราไม่คิดถึงความลึกความตื้นนะคะ ความกว้างของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏหรือว่าสีสันต่างๆ ก็จะไม่มีความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เลยว่า เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ใช่ไหมคะ ก็จะเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น นี่ค่ะคือการแยกจริงๆ นะคะ ระหว่างสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นกับการคิดนึกกับการจำว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเนี่ยอยู่ตรงนั้นนะคะ เป็นกระไดเวียน หรือว่าเป็นโคมไฟหรืออะไรต่างๆ เนี่ย ก็มาจากความคิดนึกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ แค่นี้ค่ะ แม้แต่คำเดียวจิตเกิดดับนะคะ รู้คำนั้น ๗ ขณะ แต่ก็ก่อนที่จะถึงคำนั้นก็มีเสียงอะไรตั้งมากมาย

    เพราะฉะนั้นเกินวิสัยที่จะไปรู้หนึ่งขณะจิตนะคะ เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในขณะนี้ค่ะเป็นการเกิดดับสืบต่อของสิ่งหนึ่งที่ทำให้ปรากฏรู้ได้ว่าสิ่งนั้นมี เช่นเห็นในขณะนี้ไม่ใช่ขณะเดียว ทั้งๆ ที่เห็นเนี่ยเป็นเพียงขณะเดียวในแต่ละวาระที่เห็นเกิดนะคะ แต่ก็ซ้ำจนกระทั่งเหมือนกับว่าเห็นเนี่ยไม่ดับ แต่ว่าการที่จะเข้าใจเห็น ไม่ใช่ไปนึกว่าเห็นไหน เห็นก่อนหรือเห็นเดี๋ยวนี้นะคะ เพียงแต่ว่านิมิตะของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดดับสืบต่อทำให้สามารถเข้าใจได้ ว่าขณะนี้เห็น ฟังธรรมะนี้ต้องค่อยๆ พิจารณาจริงๆ เพราะเหตุว่าความไม่รู้เนี่ยคะ สะสมมานานแสนนานในแสนโกฏกัปป์ และยังมีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏไม่ว่าเป็นอะไรเนี่ย ฉาบทากันไว้เหมือนอยู่ในโลกที่มืดสนิทเลยนะคะ

    กว่าจะมีแสงสว่างของปัญญาค่อยๆ กะเทาะหรือว่าแทรกลงไป ที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังว่าสิ่งที่อยู่ในความมืดนั่นนะเป็นอะไร เพราะเหตุว่าปัญญาขั้นฟังเนี่ยยังไม่สว่างถึงขนาดที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะที่เกิดดับนะคะ เพียงแต่ว่าเริ่มมีการที่จะได้ฟังนะคะ เหมือนกับฟังในฝันเกือบจะกล่าวได้ว่าอย่างนั้นนะคะ เพราะเหตุว่าแค่เลือนๆ รางๆ จำและก็ลืม ฟังแล้วก็ลืมนะคะ ขณะนี้เราก็ฟังสิ่งซึ่งเราได้ยินมาบ่อยครั้งมาก เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน แต่ก็ลืมไปเรื่อยๆ ลืมที่จะเข้าใจเห็น พูดเรื่องเห็นจริงนะคะ แต่ลืมที่จะเข้าใจเห็นที่กำลังเห็น เนี่ยค่ะต้องฟังให้รู้ว่าเป็นความต่างกัน

    เพราะฉะนั้นความเข้าใจเนี่ยคือไม่ใช่ต้องไปทำอะไร ไม่มีใครทำอะไรได้นะคะ แต่ความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่หวังด้วย เพราะว่าเห็นขณะนี้ยากแสนยากที่จะรู้ว่าเห็นไม่ใช่เรา เห็นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป แต่ว่าสิ่งที่ได้ฟังเนี่ยไม่สูญหายเลยนะคะ ไม่หายไปเลยสะสมอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างที่เราสะสมความไม่รู้ และความติดข้องมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจแม้ขั้นการฟังเนี่ยก็ต้องอาศัยกาลเวลา และความเป็นผู้ตรงจริงๆ นะคะ ว่าฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ นี่ระดับขั้นหนึ่งนะคะ ที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ แต่ต่อเมื่อไหร่นะคะ ที่ในขณะนั้นนะคะ สภาพนั้นปรากฏให้เข้าใจ ไม่ใช่ปรากฏแล้วไม่เข้าใจเหมือนเดี๋ยวนี้ใช่ไหมคะ

    เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็มีความต่างกันว่าที่สภาพธรรมะนั้นปรากฏ แล้วมีความเข้าใจในสิ่งนั้นแม้เพียงเล็กน้อยก็รู้ว่าลักษณะที่เราไม่เคยสนใจ ปรากฏลักษณะที่เป็นธรรมะ แต่ว่าปัญญาที่เห็นสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเพียงหนึ่งอย่างที่ปรากฏเนี่ยก็สั้นมากและน้อยมาก เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับด้วย เพราะฉะนั้นความต่างของการที่จะรู้ว่าขณะที่มีเห็นแต่ไม่เคยสนใจหรือว่าไม่เคยเข้าใจลักษณะของเห็นเลย เพียงแต่ฟังเรื่องเห็นไปเรื่อยๆ จนกว่าขณะใดที่เห็นก็เริ่มเข้าใจไม่ต้องไปทำอะไรเลยค่ะ เพราะเข้าใจไม่ใช่เห็น แต่เริ่มเข้าใจเห็น ขณะนั้นไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย แต่เริ่มเข้าใจเห็นเหมือนกับเริ่มเข้าใจได้ยิน เหมือนกับเริ่มเข้าใจคิด เหมือนกับเริ่มเข้าใจโกรธ ทุกสิ่งทุกอย่างนี่คะ มีจริงๆ ทั้งหมด เป็นธรรมะทั้งหมด แต่เป็นการฟังเรื่องธรรมะนะคะ ซึ่งเป็นปริยัติจนกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา เป็นธรรมะ แม้แต่คำว่าเป็นธรรมะโดยความเข้าใจเนี่ยต้องมีก่อน จนกระทั่งลักษณะที่เป็นธรรมะปรากฏนะคะ เริ่มรู้แหละ อย่างบางคนเนี่ยค่ะแข็งขณะนี้ปรากฏ ไม่ใช่ไปพยายามจงใจตั้งใจนะคะ แต่เพราะฟัง

    เพราะฉะนั้นเวลาฟังแล้วนะคะ ขณะที่แข็งปรากฏเนี่ยมีการรู้ความต่างว่านี่เป็นสิ่งที่ปรากฏลักษณะที่มีจริงๆ ของสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งคือแข็ง แม้เพียงเล็กน้อยนะคะ แล้วก็ไม่ต้องมีความต้องการขวนขวายที่จะไปให้รู้อีกให้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรืออะไร แต่เริ่มต่างกันว่า อ่อ ตัวจริงเนี่ยคือว่ามีแต่ว่าความเข้าใจกำลังเข้าใจลักษณะของสิ่งนั้น ซึ่งขณะนี้แข็งก็มี แต่ความเข้าใจในแข็งไม่มี แต่ว่าแข็งก็มี เมื่อฟังเรื่องแข็ง ก็ยังไม่ได้เข้าใจแข็งจนกว่าเมื่อไหร่นะคะ เกิดความที่แข็งปรากฏลักษณะนั้น แล้วก็ปรากฏเป็นแข็งด้วยความเข้าใจ ก็คือผลที่เกิดจากการฟังปริยัตินะคะ เริ่มเป็นปฏิปัตติ สติและปัญญาถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะนั้น ก็เข้าใจด้วยว่าขณะนั้นไม่ใช่เราไม่มีเรา แม้แต่การที่สภาพธรรมะนั้นปรากฏ และความเข้าใจที่กำลังรู้ในความเป็นธรรมมะ ขณะนั้นก็เป็นธรรมะด้วย

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องนานนะคะ การอบรมหรือภาวนาเนี่ย เป็นผู้ที่ตรงจริงใจและรู้ว่าสิ่งที่มีจริงเนี่ยยากที่จะรู้ได้ และเมื่อมีการฟังเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยนะคะ ก็นำไปสู่ลักษณะนั้นปรากฏกับความเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อยต่อไปอีก จนกว่าจะถึงปฏิเวธ ไม่มีสภาพธรรมะอื่นใดเลย โลกหายไปหมด มีแต่เฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่เหมือนเดิมใช่ไหมคะ แต่ชัดเจนเพราะว่าไม่มีอะไรปรากฏร่วมด้วยเลยทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่เรา มีแต่ธาตุรู้กับสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อนั้นก็ตรงกับที่ได้ฟังทุกอย่าง ว่าสภาพธรรมะเกิดขึ้นนะคะ ธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ขณะนั้นจะไม่มีอย่างอื่น เช่นขณะที่เห็นจะไม่มีได้ยิน จะไม่มีคิดนึก จะไม่มีรูปใดๆ เจือปนนอกจากสิ่งที่จิตกำลังรู้

    ผู้ฟัง อย่างที่ว่าเข้าใจจนถึงขั้นสัจจญาณ คือถ้าไม่มีถึงขั้นสัจจญาณแล้วมันก็จะไม่ไปถึงกิจญาณได้ แล้วการที่จะเข้าใจถึงขั้นสัจญาณในเห็นนะ

    ท่านอาจารย์ เห็นอย่างนี้นะคะ เป็นผู้ตรงคือยังไม่รู้จักเห็น

    ผู้ฟัง ใช่ครับ ท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ นะคะ เพราะฉะนั้นจะไปทำอะไรไหมให้รู้จักเห็น

    ผู้ฟัง ก็ต้องฟัง

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ถ้าไปทำอย่างอื่นไม่ใช่สัจจญาณ

    ผู้ฟัง ครับๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นหลายคนนะคะ เข้าใจว่าตนเองเนี่ยศึกษาธรรมะ แต่ศึกษาชื่อหรือว่าเข้าใจธรรมะตามลำดับขั้น ว่าแม้แต่ขั้นฟังเนี้ยก็ต้องมั่นคงจริงๆ ค่ะ ว่าไม่ใช่เรา ฟังมั่นคงนะคะ ก็จะเป็นปัจจัยทำให้ขณะนั้นสภาพธรรมะตามปกติเนี่ยปรากฏ ใช้คำว่าปรากฏที่นี่นะคะ ลักษณะของธรรมะปรากฏ แข็งก็คือแข็งเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ลักษณะธรรมะของแข็งคือแข็งนั่นเองนะคะ ลักษณะหนึ่งปรากฏ ขณะนั้นรู้เลยค่ะว่าต่างกับที่ไม่เคยมีการใส่ใจ หรือว่าสภาพธรรมะนั้นถ้ามีความจดจ้องก็ไม่ใช่ลักษณะที่ปรากฏกับปัญญา เพราะว่าถ้าปรากฏกับปัญญานะคะ ก็ต้องด้วยความเป็นอนัตตาจริงๆ

    เพราะฉะนั้นก็มีความมั่นคงคือสัจจญาณว่าไม่ใช่มีใครต้องไปทำอะไรเลยนะคะ แต่สภาพธรรมะเมื่อปรากฏกับปัญญาหรือสติซึ่งเป็นสภาพธรรมะที่ถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ คือมีความรู้ในลักษณะซึ่งเป็นธรรมะ อย่างแข็งเนี่ยคะ ถ้าขณะใดก็ตามที่เราตื่นมานะคะ แข็งก็ปรากฏอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีการรู้ในลักษณะของแข็งที่เป็นธรรมะ เพราะว่าเข้าใจว่ากำลังจับช้อนนะคะ หรือว่าเข้าห้องน้ำแปรงฟันอะไรต่างๆ เหล่านั้น ลักษณะของแข็งเนี่ยเกิดดับเร็วมากไม่ปรากฏให้รู้เพราะว่าขณะนั้น เพียงแต่เป็นกายวิญญาณที่ใช้คำว่านะคะ ธาตุที่รู้แข็งซึ่งต้องมี ทันทีที่กระทบนี่คะ มีธาตุที่รู้แข็ง แต่ไม่มีความเข้าใจในแข็งก็กระทบไปทั้งวันเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมะหนึ่งนะคะ ซึ่งปรากฏเพียงหนึ่งในขณะนั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    4 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ