ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๔
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แล้วพระอภิธรรมคืออะไร ก็ไม่รู้ และอะไรเป็นอภิธรรม ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือไม่ เป็นคนที่นับถือพระพุทธศาสนาหรือไม่ ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ และไม่ใช่นับถือใครอื่น เพราะไม่ใช่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ แล้วเขาจะสามารถทำให้เราเห็นถูกได้หรือ ในเมื่อเขาไม่รู้ แล้วเขาจะมาให้เรารู้ โดยความไม่รู้ของเขา ก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ศึกษา และการศึกษา การฟังธรรม เป็นมงคล ทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ การสนทนาธรรมก็เป็นมงคลด้วย ได้เข้าใจ ได้สนทนากันในเรื่องความละเอียด สิ่งละเล็กละน้อย หลากหลาย แต่ทั้งหมดเป็นความจริง เพราะฉะนั้นคุณหมอคงทราบแล้วว่ามีทั้งอกุศลศีลและกุศลศีลด้วย และอัพยากตศีลของพระอรหันต์ ซึ่งท่านไม่มีกุศลและอกุศล ขณะนั้นไม่ใช่อกุศลและก็ไม่ใช่กุศลด้วย ยากไหม จากอกุศลแล้วค่อยๆ เป็นกุศลแทนอกุศล แล้วยังหมดทั้งอกุศลและกุศลนั้นไม่ใช่เรา โดยประการทั้งปวงทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุที่จะให้เกิดอีกเลย เป็นอัพยากตะ
ทุกคำสามารถจะเข้าใจได้เมื่อฟังและไตร่ตรอง และเมื่อฟังเข้าใจแล้ว ไม่ลืม อะไรก็ตามที่ไม่ลืมหมายความว่าเราเข้าใจ แต่ถ้าฟังแล้วลืมคือเราจำชื่อ เราไม่ได้เข้าใจจริง วิธีที่จะรู้ว่าเข้าใจจริงหรือไม่ คือได้ยินเมื่อไรก็เข้าใจถึงความลึกซึ้ง และถึงการที่ทรงแสดงธรรมโดยนัยหลากหลาย จะแสดงโดยปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ หรือโดยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ก็มีความขยายออกไปว่าถ้าทรงแสดงโดยอาการ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ก็ขยายออกไปเพื่อให้เราไม่หลงทาง และให้รู้ความจริงว่าปัญญา ความเข้าใจถูก มีเพียงใด อย่าเพิ่งรีบร้อนไปละกิเลส เพราะมากมายจนกระทั่งละไม่ได้ง่าย ถ้าไม่ใช่ความเข้าใจจริงๆ จึงต้องเป็นผู้ที่อดทนและเห็นประโยชน์ของบารมี ๑๐ และทราบด้วยว่าถ้าขาดกุศลทั้งหลายซึ่งเป็นบารมี จะนำอกุศลที่มีอยู่ในจิตใจออกไปได้อย่างไร
เวลาเห็นอะไรก็เป็นไปตามอกุศล เพราะมีมากและแน่นหนาอยู่ในใจ แต่เวลาที่เรามีความเข้าใจขึ้น ชำระจิตด้วยกุศลแทนอกุศล และด้วยความเข้าใจธรรม ก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ได้ฟังจนกระทั่งมั่นคง เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ หลงติดข้องในสิ่งที่ดับแล้วไม่เหลือเลย ค่อยๆ ฟังจนกว่าจะมั่นคงในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ด้วย เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลายาวนานไหม จากการไม่รู้เป็นค่อยๆ พิจารณาด้วยความมั่นคงที่จะเข้าถึงความจริง ด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องท่อง แต่เข้าใจ จนกระทั่งวันหนึ่งสภาพของจิตที่มีบารมีพร้อมและอกุศลก็เบาบาง เมื่อได้ฟังพระธรรมก็เข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งถ้าคนที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ไม่เคยอบรมมา ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพราะยาก พูดอะไรก็ไม่รู้ มีแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วให้พูดเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องต่างๆ เหล่านี้
เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งต้องอดทนอย่างยิ่ง การอดทนก็อดทนด้วยกุศลศีล คุณหมอเข้าใจแล้วใช่ไหม อกุศลศีล กุศลศีล อัพยากตศีล หรือยังสงสัย เพราะว่าส่วนใหญ่คนจะพูดถึงเฉพาะกุศลศีล ไม่ได้กล่าวถึงอกุศลศีล และอัพยากตศีล แปลว่าเขาให้เราเข้าใจตามที่เขาเข้าใจบางส่วน แต่ว่าถ้าเราไม่ได้พึ่งเพียงคนหนึ่งคนใด แต่ศึกษาพระไตรปิฎก อ่านด้วยตนเอง แล้วก็พิจารณา ต่างคนต่างอัธยาศัย แม้แต่เพียงคำสั้นๆ ในพระไตรปิฎก สำหรับบางคนมีความหมายที่จะทำให้กันความเห็นผิด เช่นข้อความเพียงเล็กน้อยที่กล่าวว่า "กำลังประพฤติตามที่เป็นไป" ไม่มีทางไปไหนเลย แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังเป็นในขณะนี้ ใครเหลียวซ้าย แลขวา กำลังประพฤติตามที่เป็นไป แต่ปัญญาสามารถที่จะเข้าถึงความเป็นธรรม จนกระทั่งสามารถที่ไม่เหลือเลย อกุศลทั้งหลายต้องหมดสิ้น ไม่เหลือความสงสัย เมื่อนั้นปัญญาก็เจริญขึ้นตามลำดับ จนถึงความเป็นพระอริยบุคคล
ผู้ฟัง คำว่า อธิศีล ต้องเป็นปัญญาที่เป็นขั้นวิปัสสนาญาณใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แล้วแต่ระดับ จะกล่าวถึงโลกุตตระเลยก็ได้ แต่ลองคิดว่าถ้าไม่มีปัญญาที่เริ่มเกิดมาทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับ โลกุตตระหรืออธิศีลระดับนั้นจะเกิดได้ไหม จะมีอะไรมาเป็นปัจจัยให้เกิด เพราะฉะนั้นอธิศีลสิกขาก็คือกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา วิปัสสนาญาณทั้งหมดก็เป็นกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาต่างขั้น เมื่อมีกำลังเพิ่มขึ้น พอถึงโลกุตตรจิต ก็เป็นอธิศีลที่สมบูรณ์
ผู้ฟัง แล้วปัญญาขั้นสติปัฏฐาน ถือว่าเป็นอธิศีลหรือไม่
ท่านอาจารย์ ในพระธรรมไม่มีคำว่า "ถือว่า" ถ้าถือว่าแปลว่าไม่รู้ ถือว่าเป็นความคิด ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่ใช้คำว่า "ถือว่า" ต้องถือทำไม ในเมื่ออกุศลก็เป็นอกุศล อกุศลถือว่าเป็นอกุศลหรือ ต้องไปถือทำไม เพราะฉะนั้นถือว่า หมายความว่าไม่เข้าใจ จึงถือ และคิดว่า "ถือว่า" เป็นความถูกต้อง แต่นั่นเป็นแต่เพียงความคิดและความเข้าใจผิด ตามการถือว่า บางคนถือว่าอกุศลเป็นกุศล เขาถือของเขาเอง เขาถือว่าอกุศลเป็นกุศล เพราะฉะนั้นพระธรรมไม่มีถือว่าเลย กุศลเป็นกุศล ปัญญาเป็นปัญญา ถ้าเป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีไหม และจะเป็นอธิศีลได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ปัญญาระดับที่สภาพธรรมหนึ่งปรากฏความเป็นธรรม โดยปัจจัยที่ได้เข้าใจ จนกระทั่งไม่เลือก ลักษณะนั้นที่เราเคยได้ยินชื่อบ่อยๆ ปรากฏ เช่น คุณพิศิษฐ์บอกว่าแข็ง กระทบแข็งทั้งวัน แต่ว่าแข็งที่จะปรากฏว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้นเอง เป็นหนึ่งขณะของสังสารวัฏฏ์ด้วย เพราะเหตุว่ามีจริงๆ เกิดแล้วก็ดับไป แล้วมีสภาพแข็งเกิดสืบต่ออีก แต่ไม่รู้ในความเกิดดับนั้น การที่สามารถที่จะเข้าใจอย่างนี้ได้ ก็คือว่าไม่มีการที่จะพิจารณาหรือคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะแม้แต่คิดว่าคนนั้นมีศรัทธา ก็ดับไปแล้ว ศรัทธาของคนนั้นอยู่ไหน มีแต่ความคิดของเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นกว่าจะไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่ใคร เป็นธรรม ก็คือว่าเข้าใจว่า "คิดเป็นคิด" แล้วแต่จะคิดอะไร จะคิดว่าคนนั้นมีศรัทธา ก็ห้ามไม่ได้ แต่ศรัทธาไม่ได้ปรากฏ เป็นเพียงความคิดของเราเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็ไม่พ้นจาก ๖ โลก คือเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน รู้กลิ่นเป็นรู้กลิ่น ลิ้มรสเป็นรู้รส กระทบสัมผัสก็มีลักษณะที่สามารถกระทบได้ ต่อจากนั้นคิด ทุกคนไม่ทราบว่าอยู่ในโลกของความคิดเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่มีจุดที่ปรากฏให้คิด เช่น เห็น เพียงเท่านี้ หนึ่งขณะเพราะกรรมเป็นปัจจัย และไม่ได้มีปรากฏอีกเลย แต่เรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ เป็นการปรุงแต่งที่จะใช้คำว่าสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องศึกษาโดยละเอียดจริงๆ ไม่ใช่จำชื่อได้ ขันธ์มีเท่าไร มี ๕ ขันธ์อะไรบ้าง ก็ตอบได้ แต่ว่าแต่ละหนึ่งขันธ์ปรากฏหรือไม่ในความเป็นขันธ์ว่าหมายความถึงว่างจากสาระ เพราะว่าจากไม่มี แล้วมี แล้วหมด มีประโยชน์อะไร จากไม่มี มีขึ้นให้ติดข้อง แล้วหมด ก็ไม่รู้ว่าหมดแล้ว ยังติดข้องอยู่ในสิ่งที่ดับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นอวิชชามากมายระดับใดจึงต้องอาศัยการฟัง และเห็นประโยชน์ที่รู้ความจริงว่าเกิดมาติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะหมดแล้วทั้งนั้นเลย เพราะว่าการเกิดดับเร็วมาก ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็จะระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อย่างนั้นไม่มีโอกาสได้ฟังวาจาสัจจะ ไปคิดเองกันหมด คนนั้นมีศรัทธา คนนั้นมีสติ แล้วคนอยู่ไหน ก็เป็นชื่อเท่านั้นเอง แล้วก็เป็นความคิดจากคำที่ได้ยิน โดยที่ว่าไม่ได้รู้ลักษณะที่แท้จริงของแต่ละคำนั้นเลย
เพราะฉะนั้นเริ่มจากปริยัติก่อน ให้รอบรู้จริงๆ ว่ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งยังไม่ปรากฏให้รู้ตามความเป็นจริง และแม้จะปรากฏก็ไม่ใช่โดยการที่เราไปหวัง ไปทำ หรือรอคอย แต่โดยการละ จนกระทั่งสภาพธรรมนั้นไม่มีความอยากมาติดข้อง มาชักนำไปทางอื่น สภาพธรรมนั้นก็สามารถจะปรากฏตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งรู้ว่าขณะใดจริง และขณะนั้นสภาพธรรมอะไรบ้าง ถ้าไม่ทรงแสดงจะรู้ไหมว่ามีทั้งศรัทธา มีทั้งหิริ มีทั้ง โอตตัปปะ มีอโลภะ มีอโทสะ มีตัตรมัชฌัตตตา มีสภาพธรรมที่เป็นฝ่ายกุศล ซึ่งชื่อก็ไม่เคยได้ยิน เช่น กายุชุกตา จิตตุชุกตา ก็ไปติดว่าเป็นคำยาก เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจความจริงว่าภาษาหนึ่งใช้คำนั้น แต่ภาษาของเราที่เข้าใจกันได้ หมายความถึงสภาพธรรมอะไรซึ่งมีจริงๆ
อ.อรรณพ คำว่า "ประพฤติไปตามที่เป็นไป" ใครจะทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ใครเคยอย่างไรก็เคยอย่างนั้น ตามที่เป็นไป ถ้าฟังไม่ดีก็จะคิดว่า ฉันเป็นอย่างนี้ ฉันก็จะเป็นอย่างนี้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนั้น คือตามที่เป็นไป จนกว่าจะจมดิ่งลงไปถึงที่สุด ตามที่เป็นไป
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น พระธรรมจะเป็นประโยชน์ให้ประพฤติเป็นไปตามพระธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ เคยเข้าใจว่าเป็นเรา แล้วรู้ความจริงว่าอะไรเป็นเรา เช่น เห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเราหรือไม่ ได้ยินเป็นเราหรือไม่ คิดนึกเป็นเราหรือไม่ ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง จะยึดติดในความเป็นเรามากมาย จนกระทั่งเป็นความเห็นแก่เราหรือเห็นแก่ตัวไหมที่จะทำทุจริตต่างๆ โลกวุ่นวายเพราะอกุศล ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นคุณธรรมหรือความดี เป็นการที่ว่าสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้านำอกุศลด้วยความไม่รู้ไปทำให้วุ่นวาย ก็ต้องวุ่นวายต่อไป
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นก็มีทั้งประพฤติตามที่เป็นไปแบบอกุศล และประพฤติตามที่เป็นไปแบบเข้าใจพระธรรม
ท่านอาจารย์ เพื่อให้เข้าใจถูกว่าไม่ใช่เรา นี่เป็นประเด็นที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรม แล้วกุศลทั้งหลายก็เพิ่มขึ้นเพราะไม่ใช่เรา แต่เป็นกุศล หรือไม่ใช่เราเพราะเป็นอกุศล ปัญญาก็สามารถที่จะเห็นถูกตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ ถ้าสมมติว่าผมพูดเสร็จ ผมก็วางไมค์ไปแบบนี้ จะเป็นประพฤติตามที่เป็นไปหรือไม่
ท่านอาจารย์ แน่นอน จิตขณะใดเกิดขึ้นเป็นอย่างไร กายก็เป็นไปตามจิต เพื่อให้รู้ในความเป็นอนัตตา แม้ประโยคสั้นๆ ถ้าจะไปทำอะไรที่ผิด ก็เป็นไป กำลังประพฤติใครก็ยับยั้งไม่ได้ตามที่เป็นไปที่สะสมมา แม้แต่กิริยาอาการ จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ก็ประพฤติตามที่เป็นไป
อ.อรรณพ หมายความว่า เป็นความเป็นไปตามปัจจัยต่างๆ ทั้งที่สะสมมา ทั้งกรรม กิเลส การประพฤติที่เป็นไป ลึกซึ้ง เพราะเป็นปัจจัยปรุงแต่ง
ท่านอาจารย์ ให้เข้าใจว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นแม้ประโยคนี้ ก็ส่องไปถึงความเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นถ้าเพียงฟังเผิน ก็คิดว่าประพฤติก็คือต้องไปทำดี ทำไม่ดี แต่แม้เราขยับร่างกาย กรอกตา ฯลฯ ก็เป็นไปตามปัจจัยของจิตและรูปทั้งหลาย ให้เป็นไปอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ มีคำว่า วาสนา ก็คิดเองถ้าไม่ได้ฟังธรรม วาสนาคืออะไร คุณธิดารัตน์
อ.ธิดารัตน์ หมายถึงการสะสมที่จะมีกาย วาจา ที่เป็นไป
ท่านอาจารย์ ก็ยิ่งเป็นความละเอียดยิ่งขึ้นอีก เรารู้จักกุศลจิต อกุศลจิต ถ้าเราไม่กล่าวถึงอัพยากตะคือกิริยาจิต วิบากจิต กุศลจิตเกิดขึ้น กาย วาจา ของแต่ละคน ซึ่งเกิดเพราะกุศลนั้น ต่างกันหรือเหมือนกัน มีรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้เลย และมีนามธรรม คือจิตและเจตสิก แต่ความละเอียด ความที่ทั้งจิตและเจตสิก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้กายเป็นไป เพราะจิตละเอียด การกระทำทางกาย ทางวาจา ก็ละเอียด แม้แต่การที่จะเคารพพระรัตนตรัย เราบังคับไม่ได้เลยว่ากาย วาจา จะระดับใด เพราะเหตุว่าเราบังคับให้ทุกคนนั่งน่าดูเหมือนกันหมดไม่ได้ แต่ถ้าใครที่สะสมความละเอียดและความดี เมื่อนั่งอาการอย่างเดียวกัน แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ยังต่างกัน
นี่คือความละเอียดยิ่ง ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะดับวาสนาทางฝ่ายอกุศล แต่ว่าทางฝ่ายกุศล ไม่มีใครเปรียบได้เลย ความงามของทางกาย ทางวาจาของพระองค์ ซึ่งสะสมคุณความดี บารมีทั้งหมด ก็มีอากัปกิริยา ซึ่งงามกว่าคนอื่นแน่นอน แล้วทางฝ่ายอกุศลที่แต่ละท่านสะสมมา ถึงความดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ แต่ความเคยชินของจิตที่ได้สะสมมา แต่ละคนๆ ก็ต่างกัน อย่างท่านพระมหากัจจายนะ ก็ยังถูกกล่าวว่าความประพฤติ การเดินของท่านเหมือนลิง ก็ช่างคิดกันไป ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ปรากฏภายนอก ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนได้ บางคนเดินเร็ว บางคนพูดเร็ว บางคนก็พูดไม่ชัด รีบๆ พูด ยุคนี้ สมัยนี้ มักจะเป็นอย่างนั้น ก็แสดงถึงสภาพของจิตที่ละเอียดมาก จนกระทั่งแม้ว่ากาย วาจา ก็ไม่มีอะไรมากกว่า นั่ง นอน ยืน เดิน แต่อาการนั่ง อาการนอน อาการยืน อาการเดิน ก็หลากหลายต่างกันมาก แล้วถ้าเป็นความประพฤติทางฝ่ายซึ่งไม่น่าดู สะสมมา ก็มีเพียงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะดับวาสนาส่วนที่ไม่ดีของทางกาย วาจาได้
เพราะฉะนั้น วาสนาไม่ได้หมายความถึงเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่หมายความถึงการสะสมของกุศลจิตและอกุศลจิต วาสนาทางฝ่ายดีก็มี เช่นความงดงามน่าดู บางคนนั่งก็น่าดู ยืนก็น่าดู พูดก็น่าดู นอนก็งดงามน่าดู พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรทมงดงามน่าดูหรือไม่ คนอื่นนอนเป็นอย่างไร อาจจะไม่รู้ตัวเลยเพราะเป็นความคุ้นเคย ก็แสดงเห็นว่าถ้ามีความละเอียดขึ้น อาจจะค่อยๆ เปลี่ยน แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมเหนียวแน่น ติดแน่นมา ก็เปลี่ยนยาก ด้วยเหตุนี้ พระธรรมก็ทรงแสดงถึงความจริง ซึ่งจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง งดงามขึ้น ดีขึ้น เพราะจิตละเอียดขึ้น
ผู้ฟัง หมายความว่าถ้าเราฟังเข้าใจเมื่อไร เมื่อนั้นเป็นปริยัติ ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ปริยัติ คืออะไร
ผู้ฟัง การฟังธรรมแล้วเข้าใจ
ท่านอาจารย์ การฟังพระพุทธพจน์ ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ จนกระทั่งเป็นความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอย่างมั่นคง เป็นสัจจญาณ ฟังเล็กๆ น้อยๆ แล้วเป็นเรา แล้วก็ไม่เข้าใจ ขณะนั้นไม่ใช่ความรอบรู้ในปริยัติ ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิปัตติ อีกคำหนึ่งคือสติปัฏฐาน ไม่ได้ เพราะมีความตั้งใจ จงใจ ไม่รู้ว่าสติคืออะไร เป็นอนัตตาอย่างไร สติรู้อะไร ความเข้าใจไม่พอ เพราะฉะนั้นจะให้เกิดเป็นปฏิปัตติไม่ได้ เป็นการคิดเองว่าขณะนั้นเป็นปฏิบัติ ความจริงเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมดตามลำดับขั้น และปัญญาไม่ติดข้อง ไม่ได้ต้องการ จึงจะเป็นปัญญา ปัญญารู้แล้วละ จะติดอะไรกับสิ่งที่กำลังปรากฏและเกิดดับ ต้องมีความเข้าใจว่าสิ่งนี้เกิด จึงปรากฏ แล้วก็ดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงไม่รู้ว่าเกิดดับ เพราะมีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น สนิทมาก จนไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ดับแล้ว ดับแล้ว ดับแล้ว ดับแล้ว เกิดแล้วก็ต้องดับเป็นธรรมดา
ผู้ฟัง แม้กระทั่งอยากจะรู้ว่าจิตมีเท่าไร เจตสิกมีเท่าไร ก็ยังไม่ถือเป็นปริยัติใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าบอกว่าศึกษาธรรม แล้วไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน แล้วธรรมคืออะไร จะศึกษาไหม เพราะว่า "ศึกษาคือเข้าใจ" ถ้าศึกษาแล้วไม่เข้าใจ จะเรียกว่าศึกษาหรือ เพราะฉะนั้นศึกษาคือขณะที่เข้าใจ โดยการฟัง โดยการคิด โดยการไตร่ตรอง ในสิ่งที่มีจริงๆ เพราะธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่รู้ว่าธรรมเดี๋ยวนี้เกิดปรากฏ แล้วจะศึกษาอะไร แม้แต่คำว่าศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ก็ไม่ได้เข้าใจเลย คิดว่าเป็นการจำเรื่องราว จำชื่อต่างๆ ว่านั่นเป็นการศึกษา แต่ถ้ารู้ว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริง ยังไม่ได้เข้าใจความจริงเลย ต่อเมื่อฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งถึงการเกิดดับแต่ละหนึ่งซึ่งต่างกัน ที่ทรงแสดงโดยนัยของพระสูตร จะไม่กล่าวถึงการเกิดดับสืบต่อของจิตและเจตสิกและรูปอย่างละเอียด อย่างที่ทรงแสดงโดยนัยของพระอภิธรรม เพราะเหตุว่าไม่ปรากฏให้เห็นและรู้ได้ยาก สำหรับพระสูตรจะกล่าวถึงสิ่งที่กำลังปรากฏและสามารถรู้ได้ เช่นหลังจากที่เห็นแล้ว ชอบหรือไม่ชอบ บางคนได้ยินเสียง ไม่ชอบเสียงนั้นเลย คิดทั้งคืน ทั้งๆ ที่เสียงนั้นหมดแล้ว ดับแล้ว แต่ความไม่ชอบก็สะสมมาก โดยที่ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงหมดแล้ว ไม่มีเสียงมากระทบหูให้ได้ยินเลย แต่เพราะเหตุว่ายังจำว่ามี ก็ทำให้เกิดอกุศลได้
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมต้องรู้ว่า ธรรมคือเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ และฟังสิ่งที่สามารถทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ นั่นคือการศึกษา เพราะฉะนั้นปริยัติหมายความว่าได้ยิน ได้ฟัง สิ่งที่กำลังมี แต่ยังไม่ได้รู้เฉพาะแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปฏิปัตติ และปฏิปัตติจะเกิดได้ ต่อเมื่อมีการเข้าใจปริยัติ เป็นผู้ที่รอบรู้และมั่นคงว่าอนัตตา ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าคิดอย่างลึกซึ้ง แม้ขณะต่อไปอะไรจะเกิดก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะทำให้รู้ ก็เท่ากับว่าไม่เข้าใจธรรม แล้วศึกษาไปก็ไม่รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน คิดว่าหนังสือบอกว่า จิตมี ๘๙ เรียกชื่อได้ เช่น มหากุศลจิต ประกอบด้วยปัญญา ญาณสัมปยุต สสังขาริก อสังขาริก ก็จำได้ แล้วเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม กำลังเป็นเรา เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจจริงอย่างถ่องแท้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง
อย่างเช่น เห็น บางคนถามว่าเห็นเป็นอย่างไร กำลังเห็นนั่นแหละเป็นเห็น แต่ไม่เข้าใจตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดสืบต่อจากเห็นไม่ปรากฏเลยว่ามีขณะใดบ้าง พระสูตรก็ทรงแสดงเท่าที่สามารถจะรู้ได้ว่าเห็น ไม่ใช่ได้ยิน และไม่ใช่คิดนึก ไม่ได้ชอบ ไม่ชอบ ตามกำลังของการที่จะเริ่มเข้าใจ ว่ากำลังศึกษาสิ่งที่ปรากฏ ที่มีจริง อย่างเวลาโกรธเกิดขึ้น ขุ่นเคืองใจ ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม แต่จำไว้แล้ว โกรธต่อไปอีก ซึ่งถ้ามีความเข้าใจว่าเป็นธรรม จะต่างกันไหม มีจริงๆ หมดแล้ว เพราะว่าเห็นไม่ใช่โกรธ ได้ยินไม่ใช่โกรธ สิ่งที่ดับไปแล้วก็ยังสามารถทำให้ขุ่นเคือง ไม่พอใจในสิ่งที่ไม่มี เห็นไหม ในสิ่งที่ไม่มีทั้งนั้นเลย เหมือนอากาศที่ว่างเปล่า มีดาวปรากฏ แล้วก็หมดไป ไม่ปรากฏ เห็นแต่ความว่างเปล่า
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตา เกิดจริง ปรากฏให้เห็นว่ามีจริง เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ปรากฏก็ดับ และจิตเห็นก็ดับ แต่เมื่อไม่ปรากฏ ก็ไม่ใช่ความรอบรู้ แต่ถ้ามีความรอบรู้จริงและมั่นคงจริงว่าขณะนี้อยู่ในโลกมืดสนิท มีแต่ขณะสั้นๆ ที่ปรากฏให้เห็นแล้วก็ดับ มีขณะสั้นๆ ที่ปรากฏเป็นเสียงให้ได้ยินแล้วก็ดับ แต่ก็ยังอยู่ในความมืด เพราะฉะนั้นโลกในวินัยของพระอริยเจ้า ที่เป็นปัญญาที่สามารถรู้ความจริง ต้องต่างกับโลกซึ่งมีความไม่รู้ ปิดสนิทไม่ให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนเห็นตลอดเวลา แต่จะตลอดเวลาได้อย่างไร เสียงก็ปรากฏแทรกแล้ว ซึ่งขณะนั้นตามความเป็นจริง ขณะที่เสียงปรากฏ อย่างอื่นต้องไม่ปรากฏ นั่นคือปฏิปัตติ เริ่มรู้เฉพาะลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ขณะนั้นรู้รอบในสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่กว่าจะรู้รอบเพราะสิ่งนั้นอย่างเดียวที่ปรากฏ ก็ต่างกับขณะนี้ ซึ่งปรากฏสืบต่อกันหมด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วแต่ว่าอะไรปรากฏ แล้วก็ดับ โดยไม่รู้เลยว่าดับแล้วจริงๆ ไม่กลับมาแล้วเลยจริงๆ
เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่หวังคอยว่าเมื่อไรจะประจักษ์แจ้ง พยายามทุกทางที่จะให้เร็ว ต้องไม่ลืมคนในครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ซึ่งทรงพยากรณ์ว่าอีกสี่อสงไขยแสนกัป สุเมธดาบสจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าโคตมะ หรือโคดม ท่านเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นแล้วไม่เดือดร้อนเลย แต่เบิกบาน ขณะนี้เราเบิกบานไหม ได้ฟังแล้ว ได้เริ่มเข้าใจแล้ว ไม่ได้สูญหายไปเลย ค่อยๆ สะสมปัจจัยที่จะทำให้สามารถเข้าใจอย่างที่ตรัสรู้และทรงแสดง ๔ อสงไขยแสนกัป รอได้ไหมหรือว่าไม่ไหวแล้ว เมื่อไรจะรู้สักที ไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ควรไตร่ตรองว่าคนในครั้งนั้นไม่มีสำนักปฏิบัติ และไม่ได้ไปสู่สถานที่หนึ่งสถานที่ใดเพื่อปฏิบัติเลย แต่ประพฤติตามที่เป็นไปของแต่ละท่าน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860