ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๑
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าปราศจากจิต โดยที่จิตไม่เกิดที่รูปนั้น รูปนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย เคลื่อนไหวไม่ได้ นำไปให้ใครก็ไม่มีใครต้องการ แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้ความจริงเลยว่า ที่เข้าใจว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดจนตาย ความจริงแท้ๆ คือมีธรรม คือสิ่งที่มีจริง แน่นอน เป็นสิ่งที่เกิดเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคำว่า "ธรรม" ถ้าจะฟังให้เข้าใจอย่างมั่นคง ที่ไม่ต้องไปหาตำราอื่น หรือคิดเทียบเคียงกับคำอื่นคือ "สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้" ใครจะปฏิเสธว่าไม่จริง เพราะเห็นจริง ได้ยินจริง
คำว่า ธรรม เป็นภาษาบาลี หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เมื่อเห็นจริง เห็นก็เป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ได้ยิน ขณะนี้เลย ได้ยินมี เพราะฉะนั้นการฟังธรรมให้เข้าใจก็คือ มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้พิสูจน์ได้ ให้เข้าใจได้ว่าความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร เช่น ได้ยิน มีเสียง แต่เสียงไม่ใช่ได้ยิน ถ้าไม่มีธาตุรู้ซึ่งสามารถที่จะได้ยินเสียงนั้นที่กำลังปรากฏ เสียงนั้นก็ปรากฏไม่ได้ จะไม่รู้เลยว่ามีเสียงเพราะเหตุว่าไม่มีธาตุที่ได้ยินเสียง
การฟังธรรม เราได้ยินเรื่องราวและได้ยินคำมากมาย แต่ขอให้เป็นการเข้าใจความจริงของแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคตรัส เป็นพระพุทธพจน์ เป็นวาจาสัจจะ ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้ เมื่อรู้ความจริงแล้วใครจะติดข้องในสิ่งที่เพียงปรากฏ ซึ่งหมดแล้วและไม่กลับมาอีกเลย เมื่อไม่รู้ก็หลงติดข้องในสิ่งที่เข้าใจว่ายังอยู่ แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เกิดขึ้นแล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ว่าสืบต่อตั้งแต่เกิดมาแต่ละขณะจนถึงเดี๋ยวนี้ แล้วต่อไปแต่ละขณะข้างหน้าด้วย เป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับได้
เลือกเกิดไม่ได้ เลือกวงศาคณาญาติไม่ได้ เลือกที่จะให้ชีวิตเป็นไปแต่ละวันไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งสิ้นต้องเป็นไปตามธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ใครจะรู้วันตายบ้างหรือไม่ คนที่เดินทางกลับจากประเทศอินเดียก็เห็นคนที่เสียชีวิตต่อหน้าบนเครื่องบิน ขณะที่เขาเดินขึ้นเครื่องบินก็ไม่ทราบได้เลยว่าจะต้องตายในขณะนั้น เหมือนทุกคนขณะนี้ ใครจะทราบได้ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร ด้วยอาการอย่างไร เพราะเหตุว่าเป็นธรรม คือสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดต้องมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครอยากเกิดเป็นคนพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น ตาบอด ฯ แต่ก็มีเหตุที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น แม้คนที่เกิดมาเป็นผลของกุศลกรรมคือ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ครบ แต่วันหนึ่งวันใดตาบอดก็ได้ แขนขาดก็ได้ พิการต่างๆ ก็ได้ โดยไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลยว่าวันใด เมื่อไร อะไรจะเกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นธรรมคือเป็นสิ่งที่มีจริง
ก่อนจะศึกษาธรรม จะฟังธรรม ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครไม่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละขณะ เมื่อครู่นี้ หรือเดี๋ยวนี้ และต่อไปที่จะเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ จึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ฟังธรรมจะรู้ในความลึกซึ้งของธรรม และไม่คิดว่าจะหมดกิเลสโดยรวดเร็ว หรือจะเข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟังโดยรวดเร็ว แต่ให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน ต่อเมื่อใดที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมก็ไตร่ตรองพิจารณาว่า ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาไตร่ตรองเข้าใจ คือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงพระมหากรุณาแสดงให้บุคคลอื่นสามารถที่จะรู้ตาม ได้เข้าใจความจริงตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วย ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ก็เป็นผู้ที่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังพระธรรม หรือแม้ว่าจะได้ยินได้ฟังพระธรรม แต่ไม่เห็นประโยชน์ว่าประโยชน์อะไรที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงแล้วจะเข้าใจอะไร ก็ยังคงเป็นความไม่รู้ไปเรื่อยๆ ทุกภพชาติ
ดังนั้นขอให้เข้าใจแต่ละคำ เช่นคำว่า อาสวะ ที่ได้กล่าวเเล้วทั้งความหมายของอาสวะ และอาสวะ ๔ ไม่มีใครสามารถที่จะบัญญัติกิเลสทั้งหลายซึ่งมีถึง ๑๔ ประเภทได้ว่า ประเภทใดเป็นประเภทที่นอนเนื่องอยู่ในจิตทุกขณะ ทุกภพชาติ จนกว่าจะมีการรู้แจ้งสภาพธรรมจึงดับอนุสัยคือ เชื้อของกิเลส ที่ทำให้กิเลสทั้งหลายเกิดหลังจากที่มีการเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง ซึ่งเวลานี้แม้มีก็ไม่รู้ เหมือนคนที่มีเชื้อโรคอยู่ในร่างกาย ถ้ายังไม่ได้แสดงอาการเลยจะทราบได้หรือไม่ ต่อเมื่อใดมีการแสดงอาการของโรคหนึ่งโรคใดจึงจะรู้ได้ว่าเป็นโรคชนิดนั้น
ขณะกำลังนอนหลับสนิท ไม่ว่าเป็นโจร หรือเป็นพระอรหันต์ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นแม้พระอรหันต์ดับกิเลสหมด ส่วนโจรยังมีกิเลสอยู่เต็มเปี่ยม แต่ไม่มีกิริยาอาการทางกายทางวาจาที่จะแสดงให้เห็นกิเลสนั้นๆ ขณะกำลังนอนหลับ แต่เวลาที่พระอรหันต์และโจรตื่นขึ้นก็มีความต่างกันคือ โจรไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้น
อาสวะกิเลส ๔ ประการ ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึงแต่ละประการ ซึ่งควรจะทราบด้วย นี่คือการศึกษาให้เข้าใจความจริงว่า ไม่มีใครที่ต่างจากคนอื่นเลยในฐานะของปุถุชน ผู้ไม่รู้ก็ต้องเป็นผู้ไม่รู้และหนาแน่นด้วยกิเลส เพราะว่ายังไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี แล้วความไม่รู้นั้นจะหมดไปได้อย่างไร และกิเลสจะหมดไปได้อย่างไร แต่สำหรับพระอรหันต์ เมื่อตื่นแล้วก็เห็นเป็นธรรมดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็น ท่านพระอานนท์ก็เห็น ท่านพระมหากัสสปะก็เห็น เเต่ท่านเหล่านี้ไม่มีกิเลสเลย แม้อาสวะกิเลสที่ได้กล่าวถึงแล้ว ซึ่งทันทีที่เห็น ผู้ที่ยังไม่ได้ดับกิเลสก็ไม่รู้ตัวเลย เห็นแล้วเพราะไม่รู้จึงติดข้องแม้ในเห็นและในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
โลกนี้เป็นโลกของรูปที่ปรากฏให้เห็นทางตาว่ามี รูปนี้มี สีสันวัณณะต่างๆ มี เป็นโลกของเสียง เสียงมี เป็นโลกของกลิ่น เป็นโลกของรส เป็นโลกที่มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ที่สามารถกระทบสัมผัสได้ ทุกวัน ทุกคนไม่ได้ปราศจากการเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ไม่ได้ปราศจากเสียง ซึ่งปรากฏว่ามีจริงๆ เมื่อได้ยินเกิดขึ้น เสียงก็ปรากฏว่าเสียงมีจริง เวลาที่ได้กลิ่น โลกนี้เป็นโลกของกลิ่นต่างๆ สามารถที่จะรู้กลิ่นในครัว ในห้องอาหาร รสต่างๆ ตามกลิ่นที่ปรากฏ ก็ทำให้คิดนึกเป็นเรื่องต่างๆ แม้รสก็หลากหลายมาก แม้แต่การกระทบสัมผัสก็มีทั้งสิ่งที่หยาบกระด้างและสิ่งที่อ่อนนุ่ม
ด้วยเหตุนี้ โลกนี้จึงเป็นโลกของรูปที่ปรากฏให้เห็นทางตา ขณะนี้ ทุกอย่างต้องเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ว่า ทุกวันมีการเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา เป็นโลกของรูปต่างๆ สีสันวัณณะต่างๆ เป็นโลกของเสียง เป็นโลกของกลิ่น เป็นโลกของรส เป็นโลกของสิ่งที่กระทบสัมผัสให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ
เพราะฉะนั้นเป็นโลกของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ที่วันหนึ่งๆ จะไม่รู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ความจริง เพียงแค่เห็นก็ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพียงแค่ได้ยินก็ติดข้องในได้ยินและเสียง ไม่ได้คิดที่จะเห็นโทษของการเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าชาติใดเกิดมาก็มีเห็น เสียงก็มี วันหนึ่งๆ ก็แค่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เท่านั้นเอง แล้วก็หลับสนิท หายไปไหนหมด ทั้งวันที่เห็นแล้ว ได้กลิ่นแล้ว ลิ้มรสแล้ว ไม่เหลือเลย
มีประโยชน์อะไรที่แต่ละวันที่ต้องมีการเกิด มีการเห็น มีการได้ยิน และมีการคิดนึก ถ้าดำรงต่อไปก็อาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่มีสาระสำคัญมาก แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนไปถึงในขณะที่หลับสนิทได้เลย ฉันใด แม้ขณะนี้ก่อนหลับ สิ่งที่ปรากฏแล้ว หมดแล้ว ผ่านไปแล้ว และไม่กลับมาอีกเลย เป็นความจริงซึ่งต้องอาศัยพระธรรมที่ทรงแสดงกว่าจะรู้จักว่า แท้ที่จริงที่ว่าเป็นเรานั้น เป็นเราจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป และหลากหลายมาก เป็นทั้งสภาพที่ไม่สามารถรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นท้อง ซึ่งท้องก็ไม่ได้หิว แต่คือความรู้สึก ความรู้สึกไม่สบายกายโดยประการใดๆ ก็ตาม หิวจึงเป็นโลกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ลองไม่รับประทานอาหารดูว่าจะเป็นอย่างไร
จะเห็นได้ว่าชีวิตดำรงอยู่ด้วยปัจจัยหลายอย่างซึ่งสั้น เล็กน้อย บอบบาง พร้อมที่จะแสดงให้เห็นการที่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ยั่งยืนเลย แต่ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ได้ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ ก็หลงยึดถือสิ่งที่ไม่ยั่งยืนเลยสักขณะจิตเดียวว่าเที่ยง และเป็นเราด้วย
ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมไม่เผิน แม้แต่ได้ยินคำหนึ่งคำใด เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สำหรับโผฏฐัพพะ หมายความถึงรูปที่สามารถกระทบกาย ปรากฏได้เป็นเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ๓ อย่างรวมกันมาจากการที่กระทบสัมผัส เรียกว่า "โผฏฐัพพะ" แต่ถ้าพูดถึงภาษาไทย เราก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำภาษาบาลีเลย แต่เพื่อที่ว่าเมื่อเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ว่าคำนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสด้วยภาษามคธีซึ่งดำรงพระศาสนาไว้ จึงใช้คำว่า ปาละ หรือ ปาลี เป็นภาษาซึ่งไม่เปลี่ยนความหมาย ไม่ว่าจะเข้าใจธรรมในภาษาใดก็ตาม เเต่ต้องรู้ว่าความหมายเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง โดยละเอียดอย่างยิ่ง
การศึกษาธรรม ถ้าศึกษาทีละคำให้เข้าใจจริงๆ จะไม่สับสน และความรู้จะเป็นไปตามลำดับด้วย เช่น กล่าวถึงอาสวะ โลกนี้เป็นโลกของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ รวมเรียกว่า กามะ หรือ กาม หมายความถึงสิ่งที่น่าใคร่ สิ่งที่เป็นที่พอใจ ลองคิดดูว่าวันนี้เราพอใจอะไร พอใจรูปใช่หรือไม่ พอใจเสียง พอใจกลิ่น พอใจรส พอใจสิ่งที่กระทบสัมผัสแล้วไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อนกาย ใช่หรือไม่ เป็นอย่างนี้ เท่านี้เอง
วันหนึ่งๆ สิ่งที่เป็นต้องการของทุกคน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ เป็นที่พอใจ หรือใครต้องการอย่างอื่น วันนี้มีเห็นก็ต้องการเห็นสิ่งที่ดี เห็นสิ่งที่น่าพอใจ เสียงปรากฏก็ต้องการเสียงที่ดีอีก เพราะฉะนั้นรูป เสียง กลิ่น รส เป็นที่ยินดี ภาษาบาลีใช้คำว่า "กามะ" หมายถึงสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่
กาม มีความหมายสองอย่าง คือ กามะที่เป็นกิเลส คือกิเลสกาม ความติดข้อง ความอยากได้ ความพอใจ ความไม่จบ ความไม่อิ่ม เหมือนมหาสมุทรไม่รู้จักเต็ม ใครต้องการอะไรเมื่อได้มาแล้วอยากได้อย่างอื่นต่อไปหรือไม่ หรือว่าพอแล้ว ไม่มีวันพอเลย ได้สิ่งนี้มาแล้วก็ยังอยากจะได้สิ่งอื่นต่อไปเรื่อยๆ ราวกับว่ายังไม่ได้อะไร อยากจะได้ ไขว่คว้าต้องการ ได้มาแล้วก็ยังไม่หยุด เปรียบกับมือทั้งซ้ายขวา คว้าสิ่งนี้เเล้วไปสิ่งนั้น
แสดงให้เห็นว่าเราไม่เคยอิ่ม คืออาสวะ ไหลไปไม่จบ เพราะเหตุว่ามีกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตใจ ความพอใจเกิดขึ้นครั้งหนึ่งดับไปก็จริง แต่เมื่อความพอใจนั้นเกิดแล้วดับแล้ว สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไปซึ่งเกิดจากจิตขณะนั้น แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม หรือกุศลธรรม อกุศลธรรม เมื่อเกิดแล้ว แม้จิตจะดับไปพร้อมกิเลสนั้น แต่จิตเป็นธาตุที่น่าอัศจรรย์ ทันทีที่จิตคือธาตุรู้ที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน เหล่านี้ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น โดยจิตนั้นเป็นปัจจัย ซึ่งเเสดงไว้ในคัมภีร์สุดท้ายของพระอภิธรรม
พระไตรปิฎกมี ๓ ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก สำหรับพระวินัยปิฎก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องข้อประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อกำจัดกิเลสหยาบทางกาย ทางวาจา เป็นความละเอียดอย่างยิ่งที่ทรงบัญญัติไว้โดยละเอียด เพราะว่าสภาพของจิตหลากหลาย มีทั้งกิเลสที่มีกำลังอ่อนและกิเลสที่มีกำลังกล้า เพราะฉะนั้นการกระทำทางกาย ทางวาจา ที่จะเป็นโทษ ก็ตามกำลังของการกระทำนั้น แม้แต่การเอื้อมมือที่จะไปหยิบของของคนอื่นที่ไม่ใช่ของของตน แต่หดมือกลับ ก็เป็นไปได้ เพราะกิเลสนั้นไม่มีกำลังเท่ากับเอื้อมไปจนกระทั่งคว้าสิ่งนั้น กำสิ่งนั้นไว้แล้วนำมาเป็นของตน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะบัญญัติพระวินัย คนอื่นจึงไม่สามารถที่จะบัญญัติได้แม้แต่ท่านพระสารีบุตร ต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะเห็นความลึกล้ำของกิเลสซึ่งเกิดขึ้นโดยที่แต่ละคนไม่นึก และไม่คาดฝันว่าจะมีลักษณะอาการของกิเลสนั้นๆ แต่ก็มีเมื่อมีปัจจัย ดังนั้นพระวินัยจึงเป็นเรื่องความละเอียดของผู้ที่มีศรัทธาที่จะเจริญปัญญา อบรมความเห็นถูกที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมในเพศของบรรพชิต ซึ่งต้องต่างกับเพศของคฤหัสถ์ นี่คือพระวินัยปิฎก
ส่วนพระสุตตันตปิฎก ถ้าศึกษาไม่ดีจะเข้าใจผิด เพราะกล่าวถึงสภาพธรรมที่เป็นกุศลที่ควรเจริญ และอกุศลที่ไม่ควรเจริญ แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมโดยละเอียดก็มีความเป็นตัวตน ไม่ได้เข้าใจเลยว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ซึ่งปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกได้ว่าไม่ใช่เรา เพราะมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏฏ์เป็นอย่างนี้
ส่วนพระอภิธรรมปิฎก กล่าวถึงเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งเป็นความจริงถึงที่สุด ไม่ได้กล่าวถึงว่าเป็นบุคคลใดเลยแต่กล่าวถึงธรรม เช่น เห็น ขณะนี้เห็นมี มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นจะเป็นคน หรือเป็นนก หรือเป็นงู หรือเป็นปลา เห็นไม่เป็นอย่างนั้นเลย เห็นเป็นเห็น เพราะเหตุว่าเห็นเป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้น รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ จะได้ยินไม่ได้ ธาตุนี้เกิดขึ้นมีหน้าที่เดียว เหมือนฟ้าแลบที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ทางหูเป็นอีกธาตุหนึ่ง เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร ถ้าไม่มีโสตปสาทคือรูปที่สามารถกระทบหู และเสียงต้องกระทบด้วย ในขณะนั้นก็มีจิตซึ่งเกิดแล้วรู้สภาพธรรมนั้น ก็ทราบได้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ขณะนี้ได้ยินเกิดแล้ว บังคับให้ไม่ได้ยินได้หรือไม่ ถ้าได้ยินยังไม่เกิด จะให้ได้ยินเกิดได้หรือไม่ ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย
การศึกษาธรรมคือ ให้เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วโดยความเป็นธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้นตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงไว้นั้นลึกซึ้งและควรที่จะเข้าใจอย่างละเอียดยิ่ง เช่น วันนี้ได้ยินคำว่า ธรรม ได้ยินคำว่า อาสวะ ได้ยินคำว่า กาม ซึ่งมี ๒ อย่าง คือ กิเลสที่ติดข้องพอใจต้องการ เป็น "กิเลสกาม" กิเลสมีหลายประเภท แต่ว่ากิเลสที่ยึดถือติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด คือในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ สิ่งที่ถูกกิเลสพอใจก็เป็น "วัตถุกาม"
ขณะใดที่กิเลสกามเกิดขึ้นก็ยินดีพอใจในวัตถุกาม เป็นเราหรือไม่ ไม่อยากจะมีความติดข้องแต่ก็มี เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ แต่ถ้ามีปัญญาสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริง ก็สามารถจะค่อยๆ ละคลายความติดข้องที่ถึงกับจะกระทำทุจริตกรรมได้เพราะเห็นโทษ
เพราะฉะนั้น ธรรมมีหลายระดับมาก แม้แต่ความเข้าใจก็จะเพิ่มขึ้นๆ ทำให้เห็นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงความจริงในขณะนี้เอง ทุกอย่างทุกประการโดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง เพื่อให้แต่ละคนที่ได้ฟังสามารถเข้าใจได้ตามกำลังของปัญญาที่ได้สะสมมา ถ้าคนที่ได้ฟังมานาน หรือว่าชาติก่อนๆ ได้สะสมมาที่มีศรัทธาเห็นประโยชน์แล้วฟัง การฟังมากๆ ก็จะต่างกับผู้ที่เพียงเริ่มฟังวันนี้
แสดงให้เห็นถึงความเป็นปัจจัยว่า นี่คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติในภาษาบาลีว่า "ธรรม" เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะของตนแต่ละหนึ่งๆ เช่น เสียง จะเปลี่ยนเป็นกลิ่นไม่ได้ จะเปลี่ยนเป็นรสไม่ได้ เสียงก็เป็นหนึ่ง กลิ่นก็เป็นหนึ่ง รสก็เป็นหนึ่ง แต่ละขณะที่ปรากฏเกิดแล้วดับ และไม่กลับมาอีกเลย
เมื่อธรรมคือความจริงของสิ่งที่มีจริงเป็นอย่างนี้ จึงมีคำบัญญัติว่า "ปรมัตถธรรม" มาจากคำว่า ปรม (ปะ-ระ-มะ) อัตถ เเละธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละหนึ่ง ถ้าไม่มีลักษณะเฉพาะแต่ละหนึ่งก็ปะปนกันหมด เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งไม่ได้เป็นสองเลย เพียงหนึ่งที่เกิดและหนึ่งนั้นดับ แล้วไม่กลับมาอีก เช่น เห็น เห็นเกิดเห็นแล้วก็ดับ เห็นขณะต่อไปไม่ใช่เห็นเก่ากลับมาเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเห็นเดี๋ยวนี้ ก็ยิ่งเห็นความละเอียดของธรรม ซึ่งแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วไม่กลับมาอีกเลย
ทรงแสดงความจริงให้เห็นความหมายของธรรมทั้งหลายว่าเป็นอนัตตา อนัตตา คือ ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นใคร เป็นคนนั้น เป็นคนนี้ เป็นเรา หรือเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ใช่เลย แต่เป็นลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วดับไป แต่เนื่องจากธรรมทั้งหลายประชุมรวมกันเป็นกาย (กา-ยะ) ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง นี่คือความละเอียดมากมายซึ่งคงจะทำให้เห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจความจริง ซึ่งไม่สามารถที่จะคิดเองได้ หรือไม่สามารถที่จะมีบุคคลอื่นเป็นที่พึ่งได้นอกจากพระรัตนตรัย
มีเวลาอีกไม่มาก แต่ข้อความในพระไตรปิฎกมีมาก เพราะฉะนั้น เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงพระไตรปิฎก หรือข้อความที่เป็นพระพุทธพจน์ภายในระยะเวลาอันสั้น เเต่ถ้าไม่ลืมคำที่ได้ฟังแล้วจึงจะแสดงว่าเข้าใจจริงๆ เวลาที่บอกว่าลืม หมายความว่าขณะนั้นไม่เข้าใจ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ จะลืมหรือไม่ ได้ยินคำว่าธรรมเมื่อใดก็ทราบได้ว่า หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม แต่ถ้าไม่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง จะเป็นธรรมได้หรือไม่ ถ้าไม่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงก็ไม่ได้กล่าวถึงธรรม
เพราะฉะนั้น เวลาที่ได้ยินคำว่าธรรม ต่อไปนี้ก็เข้าใจได้เลยว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นจึงรู้ว่ามีจริงๆ แต่ถ้าไม่เกิดขึ้น จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นมี ในเมื่อไม่ได้เกิดขึ้นก็ต้องไม่มี แต่การที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจหรือบันดาลให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
"ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ไม่ใช่มีใครเป็นเจ้าของ และไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย แต่เป็นสิ่งที่เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย จึงมีพระพุทธพจน์ที่กล่าวว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนั้นถ้าเข้าใจและไม่ลืมสิ่งที่ได้เข้าใจแล้ว จะสามารถเข้าใจเพิ่มขึ้นและตรงตามความเป็นจริงว่า วาจาสัจจะทุกคำที่เป็นพุทธพจน์ จะนำไปสู่การรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่ได้ตรัสไว้แล้ว จะถึงความเป็นอริยสัจจะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
