ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    อ.คำปั่น คำว่า ขันธ์ ขันธะ สภาพธรรมที่ทรงไว้ซึ่งความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่าเป็นการศึกษาธรรม ศึกษาเพื่อรู้ ศึกษาเพื่อเข้าใจ ขณะที่เข้าใจนั้นก็ละความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจแล้วต่อไปนี้จะไม่พูดคำที่ไม่รู้จัก พูดคำที่ไม่รู้จักมานานมาก แต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ ตามความเป็นจริงแล้วจะรู้ได้ว่ามีสิ่งนั้นจริงๆ ต่อเมื่อฟังเข้าใจ ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา มีจริงๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะว่าขณะที่กำลังเห็นก็ยังมีเสียงซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ตามความเป็นจริงคือ สิ่งที่จะปรากฏต้องปรากฏเพียงแต่ละหนึ่ง จะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ เป็นนามธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เกิดขึ้นรู้หนึ่งสิ่งเท่านั้นเอง จะรู้หลายสิ่งพร้อมๆ กันไม่ได้

    ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏแต่ละหนึ่ง มีจริง เกิดขึ้นและดับไป ว่างเปล่าจากความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ ก็เป็นแต่เพียงความคิดที่จำลักษณะอาการนั้นๆ แล้วมีคำที่แสดงให้รู้ว่าหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นก็เข้าใจคำว่า ขันธ์ แล้วว่า คือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นปรากฏ มีลักษณะต่างกันคือ สิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏไม่รู้อะไรเลย กลิ่น รส สิ่งที่ปรากฏทางตา เสียง ทั้งหมดมีเพียง ๗ รูปจากรูปทั้งหมดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่ามี ๒๘ รูป สิ่งที่ปรากฏในชีวิตประจำวันจะเกิน ๗ รูปนี้ได้หรือไม่ คือ ๑ รูปที่กำลังปรากฏ เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี ปรากฏให้เห็นด้วยว่ามีก็เป็น ๑ รูป เสียงปรากฏให้ได้ยินว่ามีเสียงจริงๆ เกิดขึ้นแล้วดับไปด้วย

    สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง เกิดดับเป็นขันธ์ เสียงที่เกิดขึ้นปรากฏว่ามีจริงๆ เกิดแล้วดับไปก็เป็นขันธ์ ถ้ากลิ่นปรากฏ กลิ่นก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่ปรากฏว่ามีจริงๆ ปรากฏว่ามีแล้วดับไป รวม ๓ รูปแล้ว มีรสที่ปรากฏเวลาที่รับประทานอาหาร รสมีแน่นอน และจิตเป็นสภาพที่ลิ้มรสที่ปรากฏ เมื่อสักครู่ก็มีหลากหลายรสใช่หรือไม่ รสตับ รสสับปะรด รสปลา รสขนมปัง ทุกรสเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ว่า รสนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วหมดไป เพราะฉะนั้น แต่ละรสก็เป็นขันธ์

    รูปที่ปรากฏทางตา ๑ เสียงที่ปรากฏทางหู ๑ กลิ่นที่ปรากฏทางจมูก ๑ รสที่ปรากฏทางลิ้น ๑ รวมเป็น ๔ รูป ไม่ว่ารสใดๆ ทั้งสิ้น แล้วที่กายมีรูป ๓ รูป ที่สามารถจะปรากฏให้รู้ลักษณะที่ต่างกัน ได้แก่ รูปที่อ่อนหรือแข็ง ภาษาบาลีใช้คำว่า ปฐวีธาตุ ๑ รูป รูปที่เย็นหรือร้อน ภาษาบาลีใช้คำว่า เตโชธาตุอีก ๑ รูป และรูปที่ตึงหรือไหว ภาษาบาลีใช้คำว่า วาโยธาตุ นี่คือมหาภูตรูป ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แต่กระทบครั้งใดธาตุน้ำไม่ได้ปรากฏเลย เพราะเหตุว่าธาตุน้ำเป็นรูปซึ่งไม่แยกจากมหาภูตรูปเลย ต้องรวมอยู่ในมหาภูตรูป เป็นธาตุที่ซึมซาบเกาะกุมรูปทั้ง ๓ ไว้ เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ รูปนี้แยกจากกันไม่ได้เลย ต้องมีมหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แต่ที่ปรากฏทางกายเพียง ๓ ธาตุน้ำไม่ปรากฏเลย

    ในชีวิตประจำวันให้ทราบว่า มีรูปเพียง ๗ รูปที่ปรากฏเป็นปกติแต่ละทาง คือทางตา ๑ รูปในขณะนี้เอง ทางหู เสียง ๑ รูปขณะนี้ และเวลากลิ่นปรากฏ รสปรากฏ และเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ปรากฏ เท่านี้ แต่เป็นที่ตั้งของความยึดถืออย่างยิ่ง

    มีใครไม่ชอบรูปพวกนี้บ้างหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะไปชอบสิ่งที่ไม่เกิดไม่ได้ แต่ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้ว พอใจติดข้องทันทีโดยไม่รู้ตัวเลย ถ้าไม่เห็นก็ลำบากแล้วใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีเสียงก็ลำบากอีกเหมือนกัน หูหนวก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วยังต้องมีกลิ่นหอมๆ อีก ต้องมีรสอร่อยๆ อีก ต้องมีการกระทบอากาศที่ไม่ร้อนไม่หนาวกำลังสบายอีก

    ดังนั้นอะไรก็ตามที่ปรากฏ แม้เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน แต่เป็นที่ตั้งของความยึดถืออย่างยิ่ง จึงมีสภาพธรรมซึ่งยึดถือติดข้อง ภาษาบาลีใช้คำว่า อุปาทาน ซึ่งบางครั้งจะใช้คำว่า อุปาทานขันธ์ ๕ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นเป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจ ทั้งนามธรรมและรูปธรรม

    สำหรับรูปธรรม คือสิ่งที่เกิด ไม่รู้อะไร ไม่ว่ามองเห็น หรือมองไม่เห็น แต่เกิดดับก็เป็นขันธ์ เป็นรูปขันธ์ และเป็นอุปาทานขันธ์ด้วย ทั้งๆ ที่เกิดดับก็ยังติดข้องในสิ่งซึ่งไม่มีแล้ว เห็นคนแล้วยังถ่ายรูปไว้อีก เพราะอะไร ถ้าไม่ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา จะดูอีกหรือไม่ ก็เห็นแล้ว จบแล้ว หมดแล้วใช่หรือไม่ แต่ไม่พอเลยไม่ว่าอะไรทั้งนั้น

    แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เคยเข้าใจความจริงของสภาพธรรมเลย แม้สิ่งนั้นไม่มี แต่จำ เพียงอยู่ในกระดาษ อยู่ในจอ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เป็นคนนั้นคนนี้ เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย แสดงให้เห็นถึงความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วจะละได้อย่างไร ถ้าไม่สามารถที่จะเข้าใจต้นตอจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วคืออะไร หลงติดข้องในอะไร ในมหาภูตรูป ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งเมื่อธาตุทั้ง ๔ เกิดเมื่อใดก็จะมีสิ่งที่สามารถกระทบตา

    ธาตุทั้ง ๔ กระทบตาไม่ได้เลย แต่ที่ธาตุทั้ง ๔ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะไม่ปราศจากรูปๆ หนึ่งซึ่งอยู่ตรงนั้นแต่สามารถกระทบตา เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น การเกิดดับสืบต่อของธาตุทั้ง ๔ และรูปซึ่งเกิดกับธาตุทั้ง ๔ นั้นรวดเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ แล้วปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ให้จำได้ แล้วก็ให้ติดข้อง ให้ยึดถือ นี่คือชีวิตจริงๆ จากความไม่รู้

    ดังนั้น ใครก็ตามที่จะหาทางละกิเลสโดยไม่รู้จึงเป็นไปไม่ได้เลย มิฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จนกว่าจะประจักษ์ความจริงว่าสิ่งนี้เกิดแล้วดับไป จึงไม่ใช่คนหนึ่งคนใด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนเป็นสาระเลย ทุกขณะเพียงแต่เกิดปรากฏ แล้วหมดไป เกิดปรากฏแล้วหมดไป นี่คือความหมายของขันธ์ซึ่งเป็นรูป เวลาที่เห็นรูปแล้วรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ อยากดูอีกแน่ๆ เลย ไม่ว่าจะในหนังสือหรือโทรทัศน์ หรือที่ไหน ไปไหนก็เพื่อที่จะดูรูปเพราะอยากดู ติดข้อง ถ้าไม่มีความรู้สึกพอใจติดข้อง จะดูหรือไม่

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งไม่รู้เลยว่า โลกนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะรูปธรรม แต่มีนามธรรมด้วย คือธาตุรู้ ซึ่งแม้ไม่ใช่จิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ก็มีนามธาตุคือเจตสิก เกิดในจิต เกิดพร้อมจิต รู้สิ่งที่จิตรู้

    จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งสิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพณะ ภาษาไทยใช้คำว่า อารมณ์ ดังนั้นเมื่อจิตเกิดต้องรู้อารมณ์ เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้

    ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ที่กำลังเห็น จิตเห็นสิ่งที่ถูกเห็น ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เอง สีสันวัณณะต่างๆ ก็เป็นอารมณ์ของจิตที่เกิดทางตา ถ้าไม่ศึกษาก็หาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน แต่ถ้าศึกษาก็รู้ว่าอยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สิ่งที่ปรากฏกระทบตาก็ไม่มี เวลาที่เห็นใครเดินเข้ามาในห้องนี้ เห็นเป็นรูปร่างสัณฐาน เป็นคน แต่มหาภูตรูปมาด้วย ไม่ใช่ว่าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีแต่สีอย่างเดียวเข้ามาในห้องนี้เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่ามองไม่เห็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เห็นแต่เพียงสิ่งที่อยู่กับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม

    ด้วยเหตุนี้ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ปรากฏหลากหลายมาก ทำให้สิ่งที่ปรากฏเป็นคนรูปร่างต่างๆ เพราะส่วนผสมของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเกิดจากกรรมบ้าง เกิดจากจิตบ้าง เกิดจากอุตุ คือความเย็นความร้อนบ้าง เกิดจากอาหารที่ต้องรับประทานทุกวันบ้าง ทำให้สีสันวัณณะของมหาภูตรูปหลากหลายต่างกันไป จึงจำได้ว่าเป็นคนนั้น เป็นคนนี้ ไม่ว่าจะมีสักกี่คนก็ตาม หลากหลายกันมากตามเหตุที่ทำให้เกิดรูปนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดความติดข้องในรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรก็ตาม ดินสอก็มีหลายรูป ชอบรูปใด ปากกาก็มีหลายรูป ถ้วยจานทั้งหมดก็มีลักษณะต่างๆ กันไป แต่ก็คือมหาภูตรูป ซึ่งมีสิ่งที่สามารถกระทบตา ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เป็นที่ตั้งของความพอใจ เกิดความสุข เวลาที่ได้เห็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่เมื่อเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็เกิดทุกข์ อยากเห็นงูเห่ามาใกล้ๆ อยากจับต้องลูบคลำหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าแม้การเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็หลากหลาย

    จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตทุกขณะด้วย ทุกคนอยากสุข ไม่ชอบทุกข์เลย แม้แต่เพียงนิดเดียว เส้นผมบางๆ เล็กๆ ปรกหน้าผากแค่นั้นก็ปัดไปแล้ว เพียงเท่านั้นก็ไม่อยากที่จะเป็นทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น คงจะต้องไม่ต้องกล่าวถึงเจ็บมากๆ ทุกข์มากๆ ทรมานมากๆ ไม่มีใครต้องการ แต่ก็พ้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นความรู้สึกซึ่งต้องมี ซึ่งต้องเกิดกับจิต เป็นเจตสิกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเรียกว่า เวทนา (เว-ทะ-นา) แต่คนไทยพูด เวทนา (เวด-ทะ-นา) แล้วก็เข้าใจผิดด้วยคิดว่า เวทนา น่าเวทนา คือน่าสงสารเหลือเกิน

    แต่ความจริง เวทนา เป็นความรู้สึก ซึ่งต่างกันไปเป็น ๕ ประเภท ความสุขทางกาย ๑ ความทุกข์ทางกาย ๑ มีใครไม่รู้จักทุกข์กายบ้าง เจ็บ ปวด เมื่อย แม้คัน หรือว่ารู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ขณะนั้นก็เป็นทุกขะทุกขะ คือเป็นทุกข์แท้ๆ ซึ่งไม่มีใครไม่รู้ ทุกข์คือทุกข์ และยังมีทุกข์อีก ทุกขะทุกขะ เป็นทุกข์ที่ทุกข์แน่นอน จะเป็นสุขไม่ได้เลยในขณะนั้น เพราะเหตุว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทางกาย

    ความรู้สึก ๕ อย่างนี้แบ่งเป็นทางกาย ๒ ทางใจ ๓ ทางกายต้องเป็น ๑ ใน ๒ อย่างหนึ่งอย่างใดทุกครั้งที่กายกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใดและมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ จะต้องมีความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ทางกาย รวมกันไม่ได้เลย

    สำหรับทางใจก็เป็นทุกข์อีกประเภทหนึ่ง ร่างกายแข็งแรง เงินทองทรัพย์สมบัติมี โรคภัยก็ไม่มี แต่ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นโทมนัสเวทนา ไม่ต้องอาศัยกายก็ทุกข์ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วทุกข์เพราะกิเลสนั่นเอง

    ด้วยเหตุนี้จึงมีเวทนาคือความรู้สึก ๕ อย่าง สุข ๑ ทุกข์ ๑ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ใครจะไม่ให้ทุกข์เกิดไม่ได้ หรือถึงเวลาที่สุขจะเกิด ใครก็ห้ามไม่ได้ สำหรับทางใจก็มีโสมนัสเวทนา ๑ โทมนัสเวทนา ๑ อุเบกขาเวทนา ๑ โสมนัสเวทนาเป็นความสุขใจ คงไม่มีใครไม่รู้จักเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนเป็นสุข คนละเล็กคนละน้อยแล้วแต่ว่าจะสุขเพราะอะไร เดี๋ยวนี้ก็สุขได้ใช่หรือไม่ เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง เกิดแล้วดับหรือไม่

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา เป็นขันธ์หรือไม่ ขันธ์ก็คือสิ่งนั้นเอง ว่างจากสาระ เกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่ใช่ของใครด้วย เพราะฉะนั้น แม้แต่เวทนาความรู้สึกก็เป็นเช่นนั้น เป็นการแสดงความเข้าใจที่มั่นคงว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วต้องดับ และสิ่งที่เกิดดับทั้งหมดไม่เว้นเลย ว่างเปล่าจากสาระ เพราะว่าดับแล้วจะไปมีสาระตรงไหน นำกลับคืนมาก็ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะกลับมาอีกเลย

    ดังนั้น ขันธะ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งหมายความถึงว่าไม่มีสาระเลย เพียงแต่เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ก็พอใจที่จะให้ขันธ์เกิดใช่หรือไม่ ใครเกิดมา พ่อแม่ดีใจแล้ว ดีใจในขันธ์ซึ่งเกิดแล้วดับ เท่านั้นเอง แสดงให้เห็นว่าเพราะไม่รู้ความจริง จะไปดับหรือความติดข้องอะไรก็ไม่ได้ จนกว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วเป็นจริง ปรากฏจริงๆ อย่างนั้นเมื่อใด จึงสามารถจะคลายความติดข้องในขันธ์ทั้งหลายได้ เพราะเหตุว่าที่กล่าวแล้วมีรูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ นามขันธ์ที่ทุกคนได้ยินบ่อยคือ จิต ภาษาบาลีมีหลายคำ จะเรียกว่า จิต หรือ วิญญาณ มโน หทย ปัณฑระ ก็ได้ ทั้งหมดหมายความถึงธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ซึ่งขณะนี้กำลังเห็น

    ขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่พูดถึงแขน ไม่พูดถึงขา ไม่พูดถึงมือเท้า พูดถึงเห็นและกำลังเห็น เริ่มที่จะเข้าใจธาตุนี้ซึ่งเห็นว่าเป็นเพียงธาตุที่เห็น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้ และในขณะที่เห็นก็ต้องมีความรู้สึก เป็นเจตสิกหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ คือเวทนาเจตสิก หรือความรู้สึกซึ่งสำคัญมากเลย เป็นที่ยึดถือจึงเป็นรูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ แล้วขณะนี้จำอะไรหรือไม่ ถ้าไม่จำ เข้ามาในห้องนี้ได้หรือไม่ ทำอะไรไม่ได้สักอย่างถ้าไม่จำ รับประทานอาหารก็ไม่ได้ จะกินจะอยู่อย่างไรก็ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น สภาพจำเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญาเจตสิก ภาษาไทยนำมาใช้อีกแบบหนึ่ง สัญญากันเพื่อที่จะไม่ลืม หรือว่าทำสัญญาเพื่อให้ไม่ลืม แต่จริงๆ แล้วสัญญาเป็นสภาพที่จำ ในขณะใดก็ตามที่จิตเกิด จะต้องมีเจตสิก คือ เวทนาเจตสิก เป็นสภาพรู้สึก และสัญญาเจตสิกเป็นสภาพจำ ไม่ขาดเลย ต้องเกิดพร้อมจิตทุกขณะแล้วมีความสำคัญด้วย เป็นที่ตั้งของความยึดถือด้วย

    ดังนั้นนอกจากยึดถือในรูป เป็นรูปขันธ์ เป็นอุปาทานขันธ์ แล้วยังยึดถือในความรู้สึก เวทนา เป็นขันธ์ แล้วเป็นที่ตั้งของความยึดถือด้วย เป็นอุปาทานด้วย เป็นเวทนูปาทานขันธ์ นี่คือภาษาบาลีเป็นคำรวมกันของคำว่ารูป กับอุปาทาน กับขันธ์ เป็นรูปูปาทานขันธ์ ถ้าเป็นความรู้สึก ภาษาบาลีใช้คำว่า เวทนา เป็นที่ตั้งของความยึดถือ เป็นเวทนูปาทานขันธ์ สัญญาคือสภาพที่จำ เป็นที่ตั้งของความยึดถืออีก ภาษาบาลีพูดรวมว่า สัญญูปาทานขันธ์ ตรวจต่อ

    เพราะฉะนั้น จะเหลือเจตสิกอีก ๕๐ ซึ่งมีทุกวันเเต่ไม่เคยรู้เลย โกรธไม่ใช่ความรู้สึก ความรู้สึกมี ๕ คือ ดีใจ เสียใจ ทางกาย ทางใจ และอุเบกขา คือไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งจะเห็นได้ว่าสภาพธรรมที่เป็นแต่ละขันธ์ๆ นอกจากความรู้สึกและสัญญาแล้ว เจตสิกที่เหลืออื่นๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ ริษยา มานะ อะไรก็ตามทั้งหมดอีก ๕๐ ประเภทเป็นสังขารขันธ์ ปรุงแต่งให้จิตเลวบ้าง ดีบ้าง ขยันบ้าง ขี้เกียจบ้าง หรืออะไรอะไรก็ตามแต่ ในแต่ละวัน ในแต่ละขณะ จะขาดเจตสิกซึ่งเป็นสังขารขันธ์ไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ สังขารขันธ์เป็นที่ตั้งของความยึดถืออีก เวลาโกรธเกิดขึ้น เดือดร้อนหรือไม่ ตัวโกรธเป็นสภาพที่เดือดร้อน ปฏิฆะ กระทบกระทั่งจิตในขณะนั้น แต่เมื่อไม่รู้ก็เข้าใจว่าเราโกรธ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ตั้งของความยึดถือ สังขารทั้งหมดเป็นสังขารูปาทานขันธ์ ถ้าจะใช้ภาษาบาลีจริงๆ คือขันดะ ขันธะนั่นเอง ก็ ๔ ขันธ์แล้ว รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ สุดท้ายคือ จิตทุกขณะเป็นวิญญาณขันธ์ ครบ ๕ ขันธ์เลย มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม

    ขณะนี้มีคุณชุมพรหรือไม่ มีหรือ เดี๋ยวก็พยักหน้า เดี๋ยวก็ส่ายหน้า จำไว้ว่ามี แต่ถ้าไม่มีขันธ์ ไม่มีรูปขันธ์ ไม่มีเวทนาขันธ์ ไม่มีสัญญาขันธ์ ไม่มีสังขารขันธ์ จะมีชื่อที่สมมติหรือไม่ เพราะทั้งหมดจะขาดรูปขันธ์และนามขันธ์ไม่ได้เลย ถ้าเป็นสิ่งที่มีชีวิตต้องมีนามขันธ์ด้วย ถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตก็มีแต่รูปขันธ์ โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วยแก้ว จาน เหล่านี้เป็นรูปขันธ์ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีชีวิตต้องมีทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ด้วย แต่ว่ามากมายเหลือเกิน จึงจำเป็นที่จะต้องมีชื่อให้รู้กันว่าหมายความถึงขันธ์ใด ขันธ์ ๕ เลย ทั้ง ๕ ขันธ์ ไม่ขาดเลยสักขันธ์เดียว จะละความไม่รู้อย่างไร หรือว่าจะละกิเลสอย่างไรด้วยความไม่รู้ ต้องเข้าใจจริงๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงฟังเผินๆ ได้ยินมาแว่วๆ บ่อยๆ ว่า ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ก็พูดตามบ่อยๆ แล้วจริงๆ เข้าใจขันธ์ ๕ เดี๋ยวนี้หรือไม่ เพราะมีจริงๆ แล้วรู้ด้วยว่าขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์คืออะไรบ้าง

    เพราะฉะนั้น ความรู้ตามลำดับจริงๆ จะทำให้ไม่สับสน ถ้ามีความเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ จะเข้าใจข้อความในพระไตรปิฎกยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

    เรากล่าวถึงธรรมแล้ว กล่าวถึงขันธ์แล้ว ขอกล่าวถึงปัญญา เป็นความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง มีจริงๆ ถามว่า ปัญญา เป็นขันธ์อะไร ตอบมาสักท่านหนึ่ง หลายท่านเข้าใจแน่นอน ขันธ์อะไร สังขารขันธ์ ถูกต้อง ตอนนี้ไม่สับสนเลยไม่ว่าใครจะพูดถึงขันธ์ก็รู้มีกี่ขันธ์ เป็นนามขันธ์เท่าไร เป็นรูปขันธ์เท่าไร นอกจากเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และจิตแล้ว ธรรมอื่นที่เหลือทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์

    ก่อนที่จะได้ฟังธรรม มีปัญญาหรือไม่ ปัญญาที่นี่หมายความถึง ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏว่า มีจริงๆ จึงจะเป็นปัญญา ซึ่งปัญญาที่เข้าใจอย่างนี้ก็มีหลายขั้น ขั้นฟัง เริ่มเข้าใจแล้ว ธรรมในภาษาบาลี ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดถึงปัญญาต้องหมายความถึงความเข้าใจถูก ความเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่คิดเองเป็นเรื่องราวต่างๆ คนนั้นมีปัญญาอ่อน คนนี้มีปัญญามาก แต่ว่าเดี๋ยวนี้เองสามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องถามใครหรือให้ใครมาบอก

    ขณะนี้มีเห็น เป็นธรรมหรือไม่ เป็น เป็นขันธ์อะไร เป็นวิญญาณขันธ์ รูปขันธ์ไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่ปรากฏทางตานั่นเองที่เป็นรูปขันธ์ เพราะว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เมื่อพูดถึงอย่างหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่งจริงๆ พูดถึงเห็น ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น พูดถึงได้ยิน ไม่ได้พูดถึงเสียง เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งก็เป็นสิ่งที่มีจริง ที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย

    ดังนั้น ปัญญาเป็นสังขารขันธ์ เป็นขันธ์ เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ความเข้าใจเมื่อสักครู่นี้หมดแล้วก็เป็นไม่เข้าใจได้หรือไม่ ได้ แล้วเดี๋ยวก็เป็นเข้าใจอีกได้หรือไม่ ได้

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมเป็นอย่างที่เกิดขึ้นเป็น ถ้าเป็นความไม่รู้ จะให้ขณะนั้นรู้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นความรู้เกิดขึ้นเข้าใจ จะไม่ให้ไม่เข้าใจก็ไม่ได้ สภาพธรรมตรงตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ความจริงของแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป จึงจะเป็นปัญญา จากก่อนที่ไม่เคยฟัง มีปัญญาอย่างนี้หรือไม่ ไม่มี แต่เมื่อฟังแล้วปัญญางอก เกิดแล้วใช่หรือไม่ แต่ว่าเจริญสักเพียงใด ไม่มีใครสามารถที่จะมีตัวตนที่จะไปพยายามให้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเป็นการที่ได้ฟังเพิ่มขึ้น ไตร่ตรองขึ้น เข้าใจขึ้น ขณะนั้นจึงจะเป็นปัญญา

    ด้วยเหตุนี้ ธรรมต้องสอดคล้องกัน เมื่อพูดถึงปัญญาต้องรู้ว่าเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นรู้ได้ว่าเข้าใจอย่างนี้เมื่อใดเป็นความเข้าใจขั้นฟัง ยังไม่ใช่ปฏิปัตติ เพราะว่าปฏิปัตติต้องเป็นความเข้าใจที่เริ่มเข้าใจลักษณะที่มีจริงๆ โดยสภาพธรรมที่ไม่ใช่เรา ตราบใดที่ยังเป็นเราเห็น เราคิด เราโกรธ เรารัก เราขยัน นั่นคือ นำธรรมที่มีที่เกิดแล้วชั่วคราวเป็นเราทั้งหมด แต่ว่าตามความจริง ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นขณะนั้นจะรู้ได้ว่า ไม่เคยรู้มาก่อนเลย คิดว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดแล้วเราก็ตาย แต่ความจริงเป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับอยู่ตลอดเวลา ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดด้วย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    15 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ