รู้จัก อิ่ม ไหม

 
ธรรมทัศนะ
วันที่  18 ก.พ. 2569
หมายเลข  52022
อ่าน  62

ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่าเราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย และเมื่อสักครู่เมื่อท่านอาจารย์มาถึง ก็พานักเรียนพยาบาลและนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลมากราบท่าน ท่านก็ถามว่าไหนลองพูดสักคำหนึ่ง นักเรียนก็บอกว่าอิ่ม ท่านก็ถามว่าอิ่มคืออะไร นักเรียนก็ลูบท้อง ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความหรือบอกถึงสิ่งที่เป็นจริงที่จะให้เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น

ท่านอาจารย์ เวลาบอกว่าอิ่ม ก็เป็นคำธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ว่า "อิ่ม" ก็ตรงกันข้ามกับคำว่า "หิว" รู้จักหิวไหม รู้จักอิ่มไหม เวลาที่นำมือมาจับที่ท้องหมายความว่าท้องอิ่มหรือไม่ หรือหิวหรือไม่ นี่เป็นสิ่งซึ่งต้องรู้ความจริง เพราะว่าหิวก็จริง อิ่มก็จริง แต่รู้จักหิวจริงหรือไม่ และรู้จักอิ่มจริงหรือไม่ ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะพูดเรื่องที่ยากยิ่งและไกล เช่น โลกุตตรธรรม หรือมัคคจิต หรือความสงบ ฯ แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แล้วเราจะเข้าใจอย่างอื่นซึ่งยังไม่เกิดขึ้นยังไม่ปรากฏได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมก็คือว่าได้ฟังสิ่งซึ่งทำให้เข้าใจจริงๆ เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในขณะนั้น และพระธรรมที่ทรงแสดงก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยทราบเลยว่าความจริงคืออย่างไร หรือแม้ขณะนี้ที่เราคิดว่าหิวจริง อิ่มจริง แต่ยังไม่ทราบอย่างแท้จริงว่าหิวคืออะไร เราหิว หรือท้องหิว หรืออิ่ม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ทรงแสดง เราจะคิดเองซึ่งจะคิดไม่ละเอียด ไม่ถี่ถ้วน และไม่ตรงตามความเป็นจริงด้วย

ด้วยเหตุนี้การมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็แสดงอยู่แล้วว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของทุกสิ่ง สามารถที่จะทำให้เข้าใจถูกเห็นถูก เดี๋ยวนี้ใครหิวบ้าง ตอบได้ตามความเป็นจริงคนที่หิวก็บอกว่าหิว คนที่ไม่หิวก็บอกว่าไม่หิว แต่อะไรหิว และหิวคืออะไร ถ้าไม่มีร่างกายจะหิวไหม จะอิ่มไหม จะต้องบริโภคอาหารไหม ก็ไม่ต้อง แต่ร่างกายก็คือรูป ซึ่งคือสภาพธรรมที่มีจริงๆ เวลากระทบสัมผัสที่ท้องก็จะมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงนี้เลย แต่ถ้าค่อยๆ พิจารณาว่าแม้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ก็เพียงชั่วคราว เช่นเห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง ชอบมีจริง โกรธมีจริง ทุกอย่างมีจริงชั่วคราว เพราะว่าสิ่งที่เกิดอยู่ไหน เกิดแล้วหมดไป เห็นถ้าไม่หมด ก็เห็นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างอื่นก็จะปรากฏไม่ได้เลย หรือแม้แต่ได้ยินในขณะนี้เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป แม้เสียงปรากฏในขณะที่จิตได้ยินเสียงนั้นเท่านั้น แล้วเสียงก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

นี่คือความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ เพราะเหตุว่าเป็นการปรากฏของสภาพธรรมที่สืบต่อกันอย่างเร็วทีละอย่างแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นการฟังธรรม จึงฟังเพื่อให้เข้าใจจริงๆ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจขึ้นอีกในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เช่นสิ่งที่มีจริง ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่มีสิ่งนั้น เราไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องนั้นได้เลย แต่เมื่อสิ่งนี้กำลังมี เราจึงสามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่มีในขณะนี้เพิ่มขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งเห็นความจริงของสิ่งนั้นได้

ทำไมเราต้องพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ด้วยตนเองได้ เพราะฉะนั้นการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็คือมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาโดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง แม้แต่หิวซึ่งปรากฏเป็นธรรมดา เราก็ไม่เคยคิด แต่ความจริงหิวเกิดขึ้นเป็นหิว และหิวก็หมดไป ไม่ใช่หิวจะยั่งยืนต่อไป

เพราะฉะนั้นไม่ว่ากล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริง มีจริงแน่นอนเมื่อเกิดขึ้นปรากฏเพียงชั่วคราว แล้วหมดไปแล้วไม่กลับมาอีก ความลึกซึ้งของธรรมเกิดโดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้ตามปรารถนา สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีปัจจัยหรือสิ่งซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวแสนสั้นแล้วก็หมดไป การเกิดดับสืบต่อที่สั้นมากและเร็วมากก็ไม่ปรากฏเลย แต่สืบต่อจนกระทั่งเหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลย ตามความเป็นจริงจากหิวมาเป็นอิ่ม และทั้งหิวและอิ่มก็ไม่มีแล้วหมดไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะเหตุว่าเกิดแล้วจะไม่ตายไม่ได้

โดยมากเราคิดว่าจะหมดสิ้นไปต่อเมื่อตาย แต่ความจริงแม้เมื่อวานนี้ เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นก็หมดแล้ว และไม่กลับมาอีก เมื่อเช้านี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่นี้ก็เช่นเดียวกัน แล้วมีอะไรที่เหลือบ้างจากการที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง แต่ละวันจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป แล้วก็มีปัจจัยที่จะทำให้ไม่สิ้นสุดเลย เหมือนกับว่าตายแล้วก็เกิดอีก เหมือนกับชาติก่อนก็ต้องมีการเห็นการได้ยินเหล่านี้ และเมื่อจบชาติก่อนก็มีชาตินี้ต่อไป ชาติต่อไปก็สืบต่อจากชาตินี้เหมือนกับชาตินี้สืบต่อมาจากชาติก่อน เราจำสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนไม่ได้เลย หิวในชาติก่อนก็จำไม่ได้ อิ่มในชาติก่อนก็จำไม่ได้ เมื่อตอนกลางวันรับประทานอะไรก็จำไม่ได้ ไม่ต้องนึกถึงชาติก่อนเลย เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาก็จำไม่ได้และหมดไปแล้ว ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วสืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่นเลย

เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรมก็คือเข้าใจสิ่งที่มี โดยที่เราไม่สามารถที่จะคิดเอง แต่พระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา อย่าประมาทแต่ละคำ คิดว่าเพียงแค่หิวแค่อิ่มก็เข้าใจได้ แต่ความลึกซึ้งมีมากกว่านั้นอีก เพราะว่าหิวไม่ใช่ท้องหิว มีรูปจริง แต่รูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรเลย มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่คิ้ว ตา ท้อง แขน ฯลฯ ไม่มีความรู้สึกเลย กระทบสัมผัสก็เป็นเพียงแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว แต่ที่เคลื่อนไหวไปได้ พูดได้และทำอะไรได้ ก็เพราะมีธาตุรู้ ที่เราคุ้นหูคือคำว่าจิตเกิดที่รูปนั้น รูปนั้นก็สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ ทำกิจการงานต่างๆ ได้ แต่ถ้าปราศจากจิตโดยที่จิตไม่เกิดที่รูปนั้น รูปนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย เคลื่อนไหวก็ไม่ได้ นำไปให้ใครก็ไม่มีใครต้องการ

ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ