ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่าเราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย และเมื่อสักครู่เมื่อท่านอาจารย์มาถึง ก็พานักเรียนพยาบาลและนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลมากราบท่าน ท่านก็ถามว่าไหนลองพูดสักคำหนึ่ง นักเรียนก็บอกว่าอิ่ม ท่านก็ถามว่าอิ่มคืออะไร นักเรียนก็ลูบท้อง ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความหรือบอกถึงสิ่งที่เป็นจริงที่จะให้เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ เวลาบอกว่าอิ่ม ก็เป็นคำธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ว่า "อิ่ม" ก็ตรงกันข้ามกับคำว่า "หิว" รู้จักหิวไหม รู้จักอิ่มไหม เวลาที่นำมือมาจับที่ท้องหมายความว่าท้องอิ่มหรือไม่ หรือหิวหรือไม่ นี่เป็นสิ่งซึ่งต้องรู้ความจริง เพราะว่าหิวก็จริง อิ่มก็จริง แต่รู้จักหิวจริงหรือไม่ และรู้จักอิ่มจริงหรือไม่ ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะพูดเรื่องที่ยากยิ่งและไกล เช่น โลกุตตรธรรม หรือมัคคจิต หรือความสงบ ฯ แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แล้วเราจะเข้าใจอย่างอื่นซึ่งยังไม่เกิดขึ้นยังไม่ปรากฏได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมก็คือว่าได้ฟังสิ่งซึ่งทำให้เข้าใจจริงๆ เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในขณะนั้น และพระธรรมที่ทรงแสดงก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยทราบเลยว่าความจริงคืออย่างไร หรือแม้ขณะนี้ที่เราคิดว่าหิวจริง อิ่มจริง แต่ยังไม่ทราบอย่างแท้จริงว่าหิวคืออะไร เราหิว หรือท้องหิว หรืออิ่ม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ทรงแสดง เราจะคิดเองซึ่งจะคิดไม่ละเอียด ไม่ถี่ถ้วน และไม่ตรงตามความเป็นจริงด้วย
ด้วยเหตุนี้การมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็แสดงอยู่แล้วว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของทุกสิ่ง สามารถที่จะทำให้เข้าใจถูกเห็นถูก เดี๋ยวนี้ใครหิวบ้าง ตอบได้ตามความเป็นจริงคนที่หิวก็บอกว่าหิว คนที่ไม่หิวก็บอกว่าไม่หิว แต่อะไรหิว และหิวคืออะไร ถ้าไม่มีร่างกายจะหิวไหม จะอิ่มไหม จะต้องบริโภคอาหารไหม ก็ไม่ต้อง แต่ร่างกายก็คือรูป ซึ่งคือสภาพธรรมที่มีจริงๆ เวลากระทบสัมผัสที่ท้องก็จะมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงนี้เลย แต่ถ้าค่อยๆ พิจารณาว่าแม้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ก็เพียงชั่วคราว เช่นเห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง ชอบมีจริง โกรธมีจริง ทุกอย่างมีจริงชั่วคราว เพราะว่าสิ่งที่เกิดอยู่ไหน เกิดแล้วหมดไป เห็นถ้าไม่หมด ก็เห็นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างอื่นก็จะปรากฏไม่ได้เลย หรือแม้แต่ได้ยินในขณะนี้เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป แม้เสียงปรากฏในขณะที่จิตได้ยินเสียงนั้นเท่านั้น แล้วเสียงก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
นี่คือความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ เพราะเหตุว่าเป็นการปรากฏของสภาพธรรมที่สืบต่อกันอย่างเร็วทีละอย่างแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นการฟังธรรม จึงฟังเพื่อให้เข้าใจจริงๆ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจขึ้นอีกในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เช่นสิ่งที่มีจริง ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่มีสิ่งนั้น เราไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องนั้นได้เลย แต่เมื่อสิ่งนี้กำลังมี เราจึงสามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่มีในขณะนี้เพิ่มขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งเห็นความจริงของสิ่งนั้นได้
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810