เป็นธรรม ซึ่งเราไม่เคยได้ยินได้ฟัง
คำที่เราได้ยินบ่อยๆ คุ้นหูมา ยังไม่ลึกซึ้ง จนกว่าจะได้ฟังความละเอียดขึ้น แล้วคำที่จะได้ยิน ก็มีความหมายชัดเจนขึ้น เช่น ก่อนเห็นกำลังหลับสนิท ไม่มีเห็น แต่พอตื่น ลืมตามีเห็นจริงๆ โดยที่ว่าเราไม่ได้ทำเลย แต่ว่าสำหรับคนที่มีจักขุปสาท มีตาที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น จึงสามารถที่จะเกิด เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ และสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็มีจริงๆ เคยเป็นคน เคยเป็นวัตถุต่างๆ เคยพอใจในสิ่งที่ปรากฏ เหมือนไม่ได้ดับไปเลย แต่คำจริงหรือวาจาจริง จากการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ขณะนี้เอง เห็นเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถจะไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีจักขุปสาท อย่างไรๆ ก็เห็นไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ ว่าขณะใดก็ตามที่เห็นเกิดขึ้น เห็นนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็เพียงเห็น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก นี่คือ สิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และวาจาจริงที่พระองค์ตรัส ก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่มีอะไร ซึ่งตั้งแต่เกิดยังคงอยู่ เห็นเมื่อวานนี้ ก็หมดไปเมื่อวานนี้ เมื่อเช้านี้ก็หมดไปเมื่อเช้านี้
แสดงให้เห็นว่า เป็นธรรม ซึ่งเราไม่เคยได้ยินได้ฟัง แล้วก็การที่เข้าใจความจริง คือว่าเข้าใจสิ่งที่มีจริง จนสามารถที่จะรู้ความจริง เเล้วก็ชีวิตจะเป็นสุขขึ้น เพราะเราอยู่โดยไม่รู้เลย ในความจริง ซึ่งเพียงแต่ไม่ใช่ของใคร มีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ฟังแค่นี้สำหรับวันแรก จะต้องติดตามต่อไปอีก เพื่อที่จะได้รู้ความจริง จริงๆ ว่า อะไรจริง และควรจะรู้ต่อไปหรือไม่ หรือว่าเกิดดับก็ไม่เห็นเป็นอะไร แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยไม่รู้ความจริง ว่าไม่ใช่มีแค่เห็น เห็นแล้วยังติดข้อง พอใจในสิ่งที่เห็น มากมายมหาศาล ทำให้เกิดความสุข ความทุกข์ว่า อยากจะได้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น รูปร่างสัณฐานต่างๆ ติดข้อง จนกระทั่งแสวงหา ถ้าไม่ได้ทางสุจริต ก็ทุจริต เพียงเพื่อต้องการสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา และเมื่อได้มาแล้ว ก็ยังพลัดพรากจากไปอีกด้วย ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่จากไปก่อน ตนเองก็ต้องจากสิ่งนั้น

