ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700


    ตอนที่ ๑๗๐๐

    สนทนาธรรม ที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์

    วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ แสดงว่าการเกิดดับของธรรมเร็วมาก ปรากฏเพียงนิมิตให้รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น ก่อนที่จะรู้การเกิดดับต้องคลายความไม่รู้ก่อน อยู่ดีๆ จะให้สภาพธรรมปรากฏและเกิดดับได้อย่างไร ไปหวังอะไรกับสิ่งที่ไม่จริง ใช้คำว่าลมๆ แล้งๆ เลย ไปนั่งคิดว่าเดี๋ยวนั่งไปนั่งมาก็จะเป็นพระโสดาบัน หรือว่าจะสามารถประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ไม่เป็นเหตุที่สมควรแก่ผลเลย

    ดังนั้น ปัญญาต้องค่อยๆ เริ่มจากการเข้าใจถูกขั้นฟัง เห็นความละเอียดของธรรมแล้วรู้ว่าความจริงอยู่ในโลกของนิมิต เวลาฝันไม่ได้อยู่ในโลกของความจริงเลยใช่หรือไม่ ฝันอะไรก็ได้ตั้งหลายอย่างแต่คือคิดเท่านั้นเอง คิดจนเหมือนจริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้คำว่า ฝัน คือ คิดในสิ่งที่จำ แต่ว่าจำจนเหมือนจริง ซึ่งความจริงไม่ได้เห็นคนที่เราเห็นในฝันเลย ใช่หรือไม่ แต่เพราะจำจนกระทั่งเมื่อฝันก็ไม่ใช่คนอื่น เป็นคนนั้นนั่นเอง

    เพราะฉะนั้น นิมิตแล้วใช่หรือไม่ จำ เดี๋ยวนี้ก็ฉันนั้น มีสิ่งที่ปรากฏแล้วนิมิตของสิ่งที่ปรากฏก็จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ว่าหลับหรือตื่นก็อยู่ในโลกของนิมิต แต่นิมิตต่างกัน คือ นิมิตในฝันไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่นิมิตขณะที่ไม่ฝันคือ มีสิ่งนั้นปรากฏและต่อจากนั้นก็เหมือนฝันเลยคือ จำแบบเดียวกันกับฝันเลย

    ผู้ฟัง แล้วเหตุใดเมื่อตื่นแล้วบางครั้งจำไม่ได้ว่าฝัน บางครั้งจำได้

    ท่านอาจารย์ เยื่อใยหรือไม่ ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ เห็นเลย ขณะนั้น คือ ความเป็นเราและเยื่อใย แทนที่จะเข้าใจความจริงว่าดับแล้ว นี่คือตื่น ขณะเมื่อสักครู่นี้หมดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ก็กลับมีความเป็นเราอยากจะรู้ว่าเมื่อสักครู่นี้ฝันอะไร แล้วอย่างไร พยายามใหญ่เลย พยายามที่จะให้เป็นคนมีความจำดีแต่ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาดี เพราะว่าไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนั้นเป็นธรรม แม้แต่คิดถึงฝันก็เป็นธรรม ไม่ต้องพยายามจงใจจะไปรู้ว่าฝันอะไรเมื่อสักครู่นี้

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเป็นธรรม ซึ่งถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นธรรมก็ไม่มีวันที่จะละคลายการยึดถือได้ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดแล้วไม่เยื่อใยเมื่อใด เมื่อนั้นจะรู้ว่าเพราะปัญญาเพิ่มขึ้นจึงมีการละ หรือ ขณะซึ่งไม่ได้สนใจแล้วรู้ด้วยว่าขณะนั้นเป็นเพียงธรรม และไม่สนใจด้วยว่าจะรู้ธรรมที่กำลังเป็นขณะนั้นมากน้อยเพียงใดเพราะยังไม่ถึงเวลา จะไปพยายามสักเท่าไรก็ไม่ถึงเวลาที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะนั้นเป็นธรรมที่เกิดแล้วดับไป

    ผู้ฟัง ที่กล่าวว่าความเยื่อใยในสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว คือ มองไม่เห็นว่าเยื่อใยอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คุณเต้ยมีความเห็นผิดยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นคุณเต้ยหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วรู้จักตัวความเห็นผิดที่ยึดถือเมื่อใด

    ผู้ฟัง ถ้าปัญญาเกิดก็ถึงจะรู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้า แต่ตอนนี้ไม่มี ถ้า

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ไม่รู้ใช่หรือไม่ว่า ติด

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แต่ติดโดยไม่รู้

    ผู้ฟัง ติดโดยไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ขณะนั้นสภาพของธรรมปรากฏ แล้วไม่มีการยึดถือสภาพธรรมนั้นในขณะนั้นปรากฏโดยความเป็นเรา แต่มีความพอใจในสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เวลาที่ความพอใจปรากฏให้รู้ลักษณะของความพอใจ ขณะนั้นจะมีการรู้ลักษณะที่พอใจหรือไม่ว่า พอใจคือลักษณะอย่างนี้ เป็นอย่างนี้

    ผู้ฟัง คือเหมือนรู้โดยชื่อ

    ท่านอาจารย์ ไม่เหมือนกัน เวลานี้มีความพอใจในสิ่งที่กำลังปรากฏเเน่นอน เพราะไม่ใช่พระอรหันต์ เห็นแล้วต้องมีความพอใจ แต่ไม่รู้จักลักษณะที่พอใจเลย แต่รู้ว่ามี กำลังเห็นอย่างนี้แล้วจะรู้ว่าพอใจ ยากหรือไม่ หรือว่าคิดไปเองทั้งๆ ที่มีความพอใจ เพราะฉะนั้นขณะใด ใช้คำว่า ขณะใดที่สภาพลักษณะที่พอใจปรากฏ จะรู้จักสภาพที่พอใจนั้นหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าปรากฏลักษณะก็ต้องรู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราจะรู้ว่าไม่ต้องใช้คำว่า สติ หรือไม่ใช้คำว่า สติปัฏฐาน ยังไม่ต้องเรียกอะไรเลย เพราะเราไปติดชื่อแล้วพยายามจะเรียก พยายามจะรู้ชื่อ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจลักษณะของธรรมมากขึ้นเราจะรู้ความต่างว่า แต่ก่อนนี้เราไม่เคยรู้เลยว่าเห็นแล้วพอใจติดข้อง แต่เมื่อฟังแล้วรู้ว่าไม่ว่าเห็นขณะไหน ถ้าขณะนั้นไม่ใช่ความรู้สึกขุ่นเคืองก็จะต้องเป็นลักษณะที่พอใจ หรือลักษณะที่ไม่รู้อย่างหนึ่งอย่างใด นี่คือขั้นฟัง แต่ว่าลักษณะนั้นก็ไม่ได้ปรากฏให้รู้ ต่อเมื่อใดที่ลักษณะนั้นปรากฏ เมื่อลักษณะนั้นปรากฏตามความเป็นจริงของลักษณะนั้น ลักษณะนั้นก็ปรากฏโดยความเป็นธรรมที่มีลักษณะอย่างนั้น ขณะนั้นจะไม่รู้จักลักษณะนั้นไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ลักษณะที่มีที่ปรากฏที่ทำให้รู้จักลักษณะนั้น เพราะลักษณะนั้นปรากฏกับสภาพธรรมที่เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญา เพราะเคยฟังแล้วมีความเข้าใจว่าเวลาเห็นก็มีความติดข้อง เวลาได้ยินก็มีความติดข้อง โดยที่ลักษณะของโลภะที่เรากล่าวถึงและเข้าใจว่ามี ยังไม่ได้ปรากฏจริงๆ จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้น

    เวลาเข้าใจคือเข้าใจด้วยการฟัง โดยการคิด โดยการไตร่ตรอง กับเข้าใจลักษณะที่ปรากฏ กำลังฟังอย่างนี้จะมีใครก็ได้ในสมัยหนึ่งนานมาแล้วก็ได้ ที่สามารถที่จะรู้ลักษณะของธรรมที่กำลังฟัง แต่คนนั้นต้องเข้าใจจนมีปัจจัยพอที่จะเริ่มเข้าใจลักษณะที่มีในขณะนั้น และใช้คำว่า สติ หรือไม่ใช้คำว่า สติ แต่ผู้นั้นรู้ลักษณะของสติว่า เมื่อใดที่สติเกิดซึ่งไม่ใช่สติขั้นทาน เป็นไปในทาน หรือสติขั้นศีล หรือสติขั้นความสงบของจิต แต่เป็นการรู้ลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ ปรากฏให้รู้ว่าลักษณะนั้นมีจริง เป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่มีจริงในสังสารวัฏฏ์นี่เอง

    ขณะนั้นที่กำลังรู้จักลักษณะนั้นเพราะลักษณะนั้นปรากฏกับสติ ซึ่งปกติสติไม่เกิด ไม่รู้เฉพาะลักษณะนั้น ลักษณะนั้นก็ไม่ปรากฏให้รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงไม่ใช่ไปติดที่คำ แต่ต้องเข้าถึงลักษณะของทุกคำที่เราได้ยิน อย่างเช่น สติ เราต้องเข้าใจว่าขณะที่เป็นทาน มีการให้ ขณะนั้นต้องมีสติที่ระลึกเป็นไปในทาน สามารถที่จะรู้ลักษณะของขณะนั้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วเป็นปัจจัยที่จะทำให้รู้ลักษณะของธรรมที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีลักษณะจริงๆ ถ้าจะกล่าวธรรมดาๆ เหมือนรอให้รู้จักก็ไม่รู้จักสักที ปรากฏไปทุกวันให้รู้ ก็ไม่รู้จัก สภาพธรรมไม่ได้หนีหายไปไหนเลย ถ้าพูดอย่างธรรมดาก็เหมือนพร้อมที่จะให้รู้ความจริง ถ้าเราไม่กล่าวถึงเรื่องการเกิดดับซึ่งไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งเป็นความจริงลึกยิ่งไปกว่านั้น เพราะว่านี่เป็นแต่เพียงนิมิต หรือการเกิดดับสืบต่อของธรรมที่ปรากฏ

    ดังนั้น แม้แต่ปัญญาที่เริ่มจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมก็รู้ลักษณะของนิมิต ไม่ใช่ว่าสามารถที่จะไปรู้ลักษณะที่เกิดดับของแต่ละขณะได้ แต่ว่าลักษณะที่เกิดดับสืบต่อเป็นนิมิตอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะไม่รู้ก็เริ่มเข้าใจโดยไม่ต้องไปเจาะจง และไม่ต้องคิดว่าดับแล้วจะรู้ได้อย่างไร ไม่ใช่วิสัยของปัญญาในขั้นแรกที่จะรู้อย่างนั้น แม้แต่ปัญญาที่รู้แจ้งชัดในลักษณะของสภาพธรรมก็ต้องตามลำดับ ถ้าไม่มีการที่จะเป็นปัญญาที่รู้แจ้งประจักษ์ลักษณะของนามธรรมโดยไม่ต้องเรียกชื่อเลย แต่ลักษณะนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ และลักษณะของรูปโดยที่ไม่เจาะจงด้วย รูปอะไรที่มีปัจจัยเกิดขณะนั้นแล้วสภาพของสิ่งนั้นปรากฏอย่างแจ่มแจ้งว่า ลักษณะนั้นเป็นอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น นามธรรมหนึ่งปรากฏ รูปธรรมหนึ่งปรากฏ หรือนามธรรมอีกอย่างหนึ่งจะปรากฏ รูปธรรมอีกอย่างหนึ่งจะปรากฏ เป็นแต่ละหนึ่ง ยืนยันชัดเจนในคำที่เราใช้คำว่า ขันธ์ แต่ว่าก่อนที่จะรู้ความจริงของแต่ละขันธ์ เราใช้คำว่า ขันธ์ ง่าย คล่อง อะไรก็ตามที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป หนึ่งคือหนึ่ง แล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าขณะที่สภาพธรรมปรากฏในลักษณะที่เป็นธรรมหนึ่งอย่าง แม้ดับแล้วมีสภาพธรรมอื่นปรากฏให้รู้อีกหนึ่งอย่างและก็ดับ แต่ปัญญาขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาที่อบรมจนเห็นการเกิดและดับซึ่งเกิดดับ เพียงแต่เริ่มเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมซึ่งไม่ต้องใช้คำใดๆ เลย เช่น ความรู้สึกก็เป็นความรู้สึก ถ้าความเจ็บเกิดขึ้นที่กาย นั่งนานๆ อาจจะปวดเมื่อยตรงนั้นตรงนี้ เวลาที่สภาพธรรมนั้นไม่ได้ปรากฏโดยความเป็นธรรมก็เป็นเราปวด เราเมื่อยที่คอ หรือที่แขน ที่ขา ที่เข่า อะไรก็ได้ทั้งหมด แต่เวลาที่สภาพปวดปรากฏ หรือสภาพเจ็บปรากฏ เฉพาะลักษณะนั้น มีเข่า มีแขน หรือไม่ ถึงจะรู้ว่าลักษณะนั้นปรากฏจริงๆ ประจักษ์แจ้งในธาตุ หรือในความรู้สึก ซึ่งขณะนั้นเกิดเป็นนิมิต เกิดดับก็ได้ถ้าปัญญาเจริญถึงสัมมสนญาณ แต่จะกล่าวถึงตามลำดับ คือ นามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งชื่อของปัญญาบอกชัดแจ้งว่า เป็นการประจักษ์ชัดในลักษณะของนามธรรม ในลักษณะของรูปธรรม จะใช้คำว่า ขาดจากกัน หรือต่างกันโดยสิ้นเชิง ก็ได้ เพราะเหตุว่าลักษณะซึ่งเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ขณะนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่ ไม่เป็นใช่หรือไม่ อย่างเช่น ขณะนี้มีเห็น แล้วรู้โดยการฟังว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนั้นที่ปัญญาจะรู้แจ้ง จะรู้แจ้งธาตุที่เห็น ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    ถ้าจะเป็นทางหู เสียงปรากฏเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม ซึ่งขณะนั้นรู้ว่าเป็นธาตุหรือเป็นธรรม เพราะว่าไม่มีลักษณะอื่นเจือปนเลยทั้งสิ้น แม้แต่รูปอื่นก็ไม่มี นามก็ไม่มี เพราะฉะนั้นลักษณะนั้นจึงปรากฏความเป็นธาตุที่เป็นรูปธาตุ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง และเมื่อธาตุได้ยินเกิดขึ้น เป็นธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่เสียงและไม่ใช่รูปใดๆ เลยทั้งสิ้น ในขณะนั้นลักษณะของธาตุที่กำลังรู้ก็ปรากฏว่า ธาตุรู้มีและไม่มีรูปร่างใดๆ เลยเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ ซึ่งสามารถที่จะรู้ธาตุรู้ในขณะนั้นได้ว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ขณะนั้นก็รู้จักธรรม ไม่ใช่เพียงได้ยินชื่อแล้วปรากฏให้รู้ก็ไม่เคยรู้เลย แต่รู้ได้แน่ๆ เพราะมีเสมอไม่เคยขาดเลย


    สนทนาธรรม ที่ บ้านคล้ายจันทร์ จังหวัดระยอง

    วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓


    ผู้ฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นพระธรรมถูกต้องเสมอ ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของคนที่ได้ยินได้ฟังเท่านั้นว่าจะเข้าใจถูกหรือไม่ แต่พระธรรมต้องตรง ถูกต้องและเป็นความจริง การศึกษาธรรมเป็นเรื่องที่จะคิดถึงพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซี่งพระธรรมจะละเอียดเเละยากที่จะให้ผู้อื่นได้ฟัง ได้อบรม ได้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่เห็นความอดทน และเห็นคุณค่าของพระธรรม มิฉะนั้นบางคนก็ผิวเผินคือ คิดว่าพระธรรมง่ายๆ ธรรมดา ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วก็ไม่ต้องมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพสูงสุดคือ ต้องฟังด้วยการไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ของตนเอง จึงจะเป็นประโยชน์ที่ผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม เพื่ออนุเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจ ดังนั้นไม่ใช่ฟังแล้วได้บุญมากๆ หรืออะไร แต่ว่าทุกคำที่ฟัง ไตร่ตรองจนกระทั่งรู้ว่าเป็นความจริงอย่างนั้น ซึ่งมีโอกาสที่จะได้พิจารณาไตร่ตรองก่อนเชื่อทุกอย่าง

    จากคำถามของคุณโป๊ด ทราบว่าคุณโป๊ดได้รู้จักความหมายของธรรม เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปรากฏตามสารานุกรมหรืออะไรอย่างนั้น แต่ต้องมีความเข้าใจจริงๆ ว่าคำนี้เป็นภาษาบาลีออกจากพระโอษฐ์ ธรรม แสดงให้เห็นว่า ทุกคำหมายความถึงสิ่งที่สามารถจะเข้าใจและพิสูจน์ได้ เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง แต่จะเห็นได้ว่าแม้มีจริงก็ไม่รู้ตลอดชีวิตเลย มีใครรู้บ้างอย่างเช่นคำถามของคุณโป๊ดที่ว่า สิ่งที่ปรากฏคืออะไร เป็นคำถามที่ถูก เพราะเหตุว่าถ้าจะมีความเข้าใจธรรมต้องเริ่มจากคืออะไร มิฉะนั้นเราจะพูดไปมาก ทั้งกว้าง ทั้งลึก ทั้งละเอียด แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรก็ไม่มีประโยชน์เลย

    ก่อนอื่นความละเอียดคือ ทุกครั้งที่ได้ยินและมีความที่จะเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ เพราะเหตุว่างูๆ ปลาๆ ผิวๆ เผินๆ ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าสิ่งที่มีจริงทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้แม้ขณะนี้หรือขณะก่อนๆ ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเเต่ไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น จะเข้าใจถึงคำว่า อวิชชา ความไม่รู้ ไม่ใช่อยู่ที่ไหนเลย อยู่ที่จิตของแต่ละคน เพราะว่าจิตของคนที่ได้ฟังพระธรรมในอดีตกาลมานานแสนนาน เมื่อฟังท่านเข้าใจได้เเละท่านรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้ แต่ว่าสำหรับคนที่เพิ่งจะได้ยินได้ฟังด้วยความค่อยๆ ละเอียดขึ้น คือค่อยๆ เห็นพระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาคุณ จะเริ่มรู้ว่ายิ่งฟังก็ยิ่งรู้ว่าขาดการฟังไม่ได้ เพราะแม้ว่าจะมีข้อความที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามากมาย นั่นเป็นคำของผู้ที่มีปัญญาที่รู้แล้ว แต่ผู้ที่เริ่มจะได้ยินได้ฟังยังไม่ได้รู้อย่างนั้นเลย

    ดังนั้น ก่อนที่เราจะเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ แม้แต่ทีละน้อยก็คือ ฟังด้วยดีแล้วพิจารณาและรู้ว่าแม้ฟังเข้าใจขั้นฟัง ปริยัติ ก็ยังไม่ถึงปฏิปัตติ ไม่ถึงปฏิเวธ เพราะเหตุว่าธรรมนี้ไม่ใช่เพียงเล่าให้ฟัง พูดให้ฟัง กล่าวให้ฟัง แต่ต้องสามารถที่จะเป็นความเข้าใจที่รู้จักสิ่งที่มีจริงที่กำลังได้ยินได้ฟัง จนรู้แจ้งแทงตลอดหมดความสงสัยในพระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำ เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    มีใครบ้างที่ไม่ได้ยิน ๓ คำนี้ อนิจจัง ไม่เที่ยง แต่เราคิดว่าเกิดแล้วต้องแก่ และต้องเจ็บแล้วต้องตาย เพียงเท่านี้ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องละเอียดกว่านี้ ต้องลึกซึ้งกว่านี้ จึงจะสามารถเข้าใจความหมายของ ทุกขัง

    ความทุกข์ที่ชาวโลกรู้จัก เช่น ทุกข์เพราะไม่สบาย ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก หรือความเจ็บไข้ได้ป่วย ความโทมนัสในเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม ชาวโลกเข้าใจว่านั่นคือทุกข์ แต่ไม่ใช่ทุกข์ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ทุกข์ ที่นี่หมายความถึง อนิจจัง

    สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามขณะนี้ไม่เที่ยง เท่านี้ก็ยังไม่ถึง ใช่หรือไม่ แต่ว่าตรัสไว้เพื่อให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ จะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกได้จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อได้ยินแล้วจะให้ไปถึงการประจักษ์แจ้งการเกิดดับด้วยความไม่เที่ยงทันที เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่เราหรืออวิชชาที่ประจักษ์ แต่ต้องเป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจ และคลายความไม่รู้ทีละเล็กทีละน้อย สภาพธรรมจึงจะปรากฎได้ตามความเป็นจริง เหมือนกับคำถามที่ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เป็นอย่างไร และเป็นอะไร ทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ

    ก่อนอื่นคือ เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ตั้งแต่เช้ามาเราไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียว แต่ทั้งหมดที่เกิดแล้วดับแล้ว ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพื่อที่จะให้เราเริ่มที่จะเข้าใจถูก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาเมื่อแสนโกฏิกัปป์ ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มีสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือไม่ ก็มี

    ในกาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แต่ได้ฟังและรู้ว่าความจริงคือธรรม คือ ขณะนี้สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ นั่นเองเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจากความที่พระองค์อดทน ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริง ไม่ใช่เฉพาะพระองค์เดียวอย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือผู้ที่เป็นเพียงสาวก ทำให้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะได้ถึงความเป็นผู้ตรัสรู้ ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลใดเปรียบปรานเพราะว่ารู้สิ่งที่มีจริงทั้งหมด และยังทรงแสดงธรรมที่มีจริงโดยนัยหลากหลาย โดยประการต่างๆ เพื่อจะให้คนฟังเริ่มฟัง จากการที่เริ่มรู้ว่า ไม่รู้ สิ่งนี้สำคัญที่สุด

    ถ้ารู้แล้วก็ไม่ต้องฟัง แต่ขณะนี้ลองคิดดู เราพูดว่า ไม่รู้ เราพูดคำว่า อวิชชา เราพูดคำว่า โมหะ แล้วอยู่ที่ไหน กำลังมีสิ่งที่ปรากฏแล้วไม่รู้ อะไรไม่รู้ จิตที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เห็นแล้วดับไป ก็ยังไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าการรู้มี ๓ อย่าง รู้โดยวิญญาณ รู้โดยสัญญา รู้โดยปัญญา นี่คือความละเอียด ถ้าเราไม่ฟังแล้วเราจะมีโอกาสรู้หรือไม่ว่าขณะนี้เป็นอะไร ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หมายความว่า ต้องมีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาจึงปรากฏให้เห็นได้ เท่านี้ก็รู้ได้เลยว่าอวิชชามากเพียงใด ใช่หรือไม่

    ฟังไป เข้าใจไปทีละเล็กละน้อยว่า สิ่งที่มีในขณะนี้ปรากฏกับธาตุที่กำลังเห็น ขยับจากธาตุที่เป็นธาตุรู้ มาสู่ธาตุที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นเมื่อทรงแสดงธรรม ผู้ฟังธรรมก็เริ่มรู้ว่า เห็นเป็นธรรม ต้องสอดคล้องกันทั้งหมด ด้วยความที่เริ่มเข้าใจจริงๆ จึงจะรู้คุณค่าของการที่ทรงแสดงเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาในพระไตรปิฎกตลอด เพราะมีให้เข้าใจได้ตลอด แต่คนที่ยังไม่ฟังจะสงสัย อย่างที่ทุกคนเคยเห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นดอกไม้ เป็นต้นไม้ เป็นถ้วยแก้ว แล้วจะเข้าใจว่าเพียงเป็นธรรมที่ปรากฏให้เห็นได้ อะไรจริง

    ถ้าสามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ มีจริงๆ และยิ่งกว่านั้นคือ สิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้วโดยบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้อย่างรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงปรากฏเสมือนว่าไม่ดับเลย

    ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตา ขั้นแรกที่จะรู้จักคือ มีจริง เท่านี้ ยังไม่ต้องไปคิดอะไรมากมาย มีจริง เกิดด้วย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ปรากฏ แต่สิ่งที่มีจริงขณะนี้ดับโดยไม่มีใครรู้เลย นอกจากผู้ที่มีปัญญาที่ได้อบรมแล้วเข้าใจขึ้นๆ จนละความติดข้องและความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ จึงสามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสิ่งที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ได้

    ฟังดูแล้วเหมือนเหลือเชื่อ ใช่หรือไม่ ขณะนี้สภาพธรรมที่ปรากฏเกิดดับทุกอย่าง สั้นแสนสั้น เหลือเชื่อจริงๆ แต่ถ้าค่อยๆ พิจารณา ถ้าไม่ดับ ต้องมีสิ่งนี้อยู่ตลอดให้รู้ว่าไม่มีอย่างอื่นเลยในโลกนี้ นอกจากสิ่งนี้ที่ปรากฏ เพราะสิ่งนี้ยังปรากฏอยู่ ยังไม่ได้ดับไป จะมีสิ่งอื่นปรากฏได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อาศัยการฟังและความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็รู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ไม่รู้ ฟังเมื่อใดก็มีสิ่งที่ไม่รู้ มีสิ่งที่ไม่รู้ทั้งหมด จึงต้องฟังเพื่อความเข้าใจขึ้นว่า เป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น ทุกขอริยสัจจะ กล่าวถึงการเกิดดับของสภาพธรรม

    ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะไปอ่านพระธรรมตอนหนึ่งตอนใด คิดว่าเข้าใจ แต่ถ้าไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ เราจะรู้อริยสัจจะ รู้ทุกขอริยสัจจะหรือไม่ เราก็ไปเดากันเอง คิดกันเอง ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบุคคลซึ่งไม่มีใครเสมอเหมือน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    12 ก.พ. 2569