ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698


    ตอนที่ ๑๖๙๘

    สนทนาธรรม ที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์

    วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ ดีทั้งหลายที่สะสมมาก็กลั่นกรองน้ำใจออกมา ใครทำได้ ทุกคนรู้จักน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต ถ้าไม่มีน้ำเราจะอยู่อย่างไร ลองคิดดูอย่างคร่าวๆ แต่น้ำที่สำคัญกว่าน้ำฝน และน้ำที่เราให้เพียงแต่ร่างกายสบาย มีหรือไม่ และสิ่งนั้นสำคัญกว่าคือ น้ำใจ และน้ำใจแต่ละหนึ่ง แต่ละน้อย แต่ละนิดก็นำความชุ่มชื่นมาให้ที่จะให้สัตว์โลกทั้งหลายได้อยู่ร่วมกัน จากจิตที่สะสมดีชั่วมาต่างๆ กัน ถ้าชั่วมากไม่มีน้ำใจ ที่ใช้คำว่า แล้งน้ำใจ ทำร้ายได้ ทำลายได้ แล้งน้ำใจ จะกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำของใจที่ทำให้คนอื่นเบิกบานชุ่มชื่นได้หรือไม่ นั่นต้องจากความดี

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะสมมาแม้เป็นนามธรรมซึ่งมองไม่เห็นเลย แต่สามารถจะรู้ได้ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ใจของใครเป็นอย่างไร จะมีน้ำออกมาบ้างหรือยัง น้ำใจไม่ใช่น้ำอื่น ธรรมทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ละเอียด แม้แต่ว่าเรารู้จักน้ำ มีเมฆ มีฝน มีน้ำ แต่ใจที่สะสมทุกสิ่งทุกอย่างมาก็ยังมีน้ำด้วย คือ น้ำใจจากคุณความดี หรือความดี ความไม่เห็นแก่ตัว ทุกอย่างที่จะทำให้ปรากฏออกมาได้

    ด้วยเหตุนี้สิ่งที่มีจริงทั้งหมด กว่าเราจะรู้ความจริงของธรรมนั้นๆ แม้แต่จิตที่วิจิตรมาก มีทุกอย่างซึ่งในแสนโกฏิกัปป์ที่สะสมมาอาจจะไม่มีปัจจัยที่จะเกิดปรากฏ ชาตินี้ดูเป็นคนแสนดี ลองดูชีวิตพระโพธิสัตว์ บางพระชาติที่บำเพ็ญพระบารมีมา แม้ว่าจะมีความดีหลากหลายแต่ยังมีความชั่วที่ยังไม่ได้ดับหรือไม่ ชาติที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังทำผิดได้เพราะยังมีปัจจัยที่จะให้ทำผิด ด้วยเหตุนี้ประมาทอกุศลไม่ได้เลย

    เมื่อวานนี้ที่เราบอกว่า ไม่ควรขี้เกียจในการทำกุศล เเม้เพียงเล็กน้อยควรทำ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้วอกุศลที่มีมากๆ จะเพิ่มขึ้นจากเพียงเล็กน้อยที่ไม่ได้ทำกุศล เพราะว่าถ้าเป็นการขยันทางฝ่ายอกุศลก็ลำบากแล้ว เพราะว่าอกุศลไม่ได้ทำให้เกิดผลดีใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมเพื่อเข้าใจ บางคนฟังธรรมและอยากจะหมดกิเลส ไปนั่งแล้วจะหมดกิเลสได้หรือ ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เวลานั่ง แข็งก็มี เห็นก็มี คิดก็มี เหมือนเดิม จะนั่งตรงไหนคือเป็นอย่างนั้นเอง คือความไม่รู้ และขณะนั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจอะไรได้เลยทั้งสิ้นแต่ก็ยังนั่ง

    ขณะนี้ก็นั่งและได้ฟังธรรมแล้วมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น เวลาที่มีปัจจัยที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรม เพราะว่าความจริงเป็นธรรมทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นลักษณะของธรรมเท่านั้นจริงๆ เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ไม่รู้ว่าเป็นลักษณะที่เป็นธรรมที่ปรากฏให้เห็นได้ แข็งก็เป็นธรรมที่ปรากฏให้กระทบได้ รู้ว่ามีจริงๆ แต่เยื่อใยไม่หมด ฟังสักเท่าไร เดี๋ยวนี้ใครกำลังเข้าใจแข็งที่ปรากฏว่าเป็นธรรม คำถามเดียวที่ถามได้ตลอดชาติ ตลอดชีวิต และคนที่จะตอบคือสามารถที่จะรู้ได้ว่า ฟังเช่นนี้เหมือนเตือน แต่เตือนธรรมไหน แล้วแต่ว่าสะสมมาที่จะเข้าใจในความลึกซึ้งของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเพียงใด

    วันนี้แข็งมีทั้งวันเลยตั้งแต่เช้า เมื่อวานนี้ได้ยินได้ฟังคำว่าแข็ง แล้วมีขณะที่กำลังรู้ว่าแข็งเป็นธรรมหรือไม่ ผ่านไปแล้ว ถึงตอนเช้าก็ผ่านไปอีก จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คำถามเดิม แข็งกำลังปรากฏ รู้ความเป็นธรรมของแข็งหรือไม่ รู้ว่าแข็งเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ไม่รู้อย่างอื่นเลยขณะนั้น ไม่มีอย่างอื่น มีแข็งชั่วขณะที่มีแข็งปรากฏ รู้แข็งจริงๆ หรือไม่ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งหนึ่งโดยไม่ต้องพูด เพราะว่าเดี๋ยวก็มีธรรมอื่นแล้ว ลักษณะที่เพียงปรากฏให้ได้ยิน เพียงปรากฏให้รู้ว่ากลิ่นเป็นอย่างนี้ รสเป็นอย่างนี้ เท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้น กว่าสามารถที่จะละการยึดถือแข็ง ไม่เยื่อใยในแข็ง ไม่เยื่อใยว่าแล้วเราจะรู้การเกิดดับของแข็งเมื่อใด เพราะว่าแข็งกำลังปรากฏ แต่ว่าเมื่อเป็นปัญญาที่อบรมละคลายแล้ว ปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าตรงตามที่ทรงแสดงทุกอย่าง เพราะแข็งขณะนั้นเกิดแล้วดับ แน่นอน เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ เพียงแต่ว่าไม่สามารถปรากฏเพราะว่ายังไม่ได้รู้จริงๆ และยังไม่ได้ละคลายจริงๆ

    ได้ยินคำว่า นามธรรม รูปธรรม จากหนังสือบ้าง จากคนสนทนาบ้าง พูดถึงบ้าง แต่ว่าเราไม่ต้องพูดคำนี้ได้หรือไม่ เพราะว่าลักษณะของแข็งไม่เปลี่ยน แทนที่จะเป็นนึกว่าแข็งเป็นรูป แต่เข้าใจถูกว่า ชั่วขณะนั้นไม่มีเรา เพราะว่าแข็งมี ขณะนั้นเป็นแข็ง จะมีเราได้อย่างไร แข็งก็ต้องเป็นแข็ง

    ดังนั้นถ้าสามารถที่จะมีฐานะ หรือฐาน พื้นฐานที่มั่นคงที่จะละการยึดถือแข็งว่าเป็นเรา ก็สามารถที่จะคลายการยึดถือสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่แข็งด้วย แม้แต่เสียง เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ลืมเลยใช่หรือไม่ หารู้ไม่ว่าแค่เสียงปรากฏแล้วหมดไป ติดข้องในเสียงแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งในชีวิตในสังสารวัฏฏ์ซึ่งปรากฏว่ามี แต่ว่ามีและก็ไปติดข้อง ไม่ใช่เพียงอาศัยระลึกเพื่อเข้าใจถูกว่า เสียงเป็นเสียงแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นคงจะไม่ได้ฟังธรรมเพียงชาติเดียว ชาติก่อนๆ และชาติต่อไปถ้ามีปัจจัยที่จะได้ฟัง เหมือนชาตินี้มีปัจจัยที่จะได้ฟังอีก

    คุณหมอวิภากรเป็นผู้ที่พูดว่า เพราะได้สั่งสมบุญไว้แต่ปางก่อน ใช่หรือไม่ คุณหมอต้องสะสมบุญมาแล้วแต่ปางก่อนทำให้คิดถึงคำนี้ และเป็นความจริงสำหรับทุกคน แต่ก็ไม่ควรจะคิดถึงแต่บุญ เมื่อมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้นเมื่อใด โรคภัยไข้เจ็บ การสูญเสีย ภัยพิบัติต่างๆ เพราะได้สะสมบาปไว้แต่ปางก่อน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ยังไม่มีใครเขียน หรือจะมีคนที่กำลังจะเขียนว่า เพราะได้สะสมบาปไว้แต่ปางก่อน นั่นคือสำนึกที่จะเข้าใจว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุ เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุไม่ได้เลย และรู้สึกว่าทุกคนพอใจที่สะสมบุญไว้แต่ปางก่อนทุกวัน ยังไม่เดือดร้อน ลืมสนิทว่าได้สะสมบาปไว้แต่ปางก่อนด้วย เพราะฉะนั้น จะหวังแต่ผลของบุญนี้ไม่ได้เลย ถึงกาลที่บาปกรรมที่ได้ทำแล้วจะให้ผล ผลก็ต้องเกิด ไม่มีใครยับยั้งได้เลย

    ผู้ฟัง น่าจะมากกว่ามากด้วย ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ชีวิต เพราะชีวิตนี้หลากหลายมาก

    ผู้ฟัง จากการศึกษาว่า หลังเห็น อกุศลก็เกิด ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ อกุศลไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นการสะสมของกิเลสของกุศลหรืออกุศล ในครั้งอดีตผู้ที่สะสมปัญญามาแล้วไม่หวั่นไหวเลย ถูกเสือกัด คิดดู ไม่ใช่ปลากัด สุนัขกัด แต่เสือกัด ปัญญาก็เกิดได้

    ผู้ฟัง สภาพธรรมที่เกิด เช่น แข็ง เพื่ออาศัยระลึก

    ท่านอาจารย์ เพียงอาศัยระลึกเพราะดับแล้ว เร็วมากเลย เพียงแต่ปรากฏให้รู้ว่ามี ขณะที่ปรากฏรู้ว่ามีก็ดับแล้ว นับไม่ถ้วนเลย แต่สืบต่อจนเหมือนมี ก็เพียงอาศัยให้เข้าใจถูกขึ้นว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วหมดไป

    อ.คำปั่น ชีวิตของปุถุชนเป็นไปด้วยกับอกุศล ติดข้องแม้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ที่มีกิเลสจริงๆ และเมื่อคืนเวลาที่นั่งรถมาก็ได้ฟังธรรมทบทวนที่สนทนาที่ศรีลังกา ท่านอาจารย์พูดขึ้นมาประโยคหนึ่งซึ่งดีมากเลย เป็นเครื่องเตือนที่ดี ขอให้ได้ขยายเพิ่มเติมด้วยว่า บริโภคสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยอกุศล

    ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงกิน ไม่ใช่เรื่องยากใช่หรือไม่ กินทุกวัน แต่ถ้าจะพูดให้ลึกซึ้งคือ ไม่ใช่กินแต่อาหารอย่างเดียว กินอย่างอื่นด้วย กินทุกอย่าง แย่หรือไม่ ไม่ใช่กินแต่เฉพาะอาหาร กินทุกอย่าง ทางตา มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น กินแล้ว รู้ตัวหรือไม่ว่า กำลังกินสิ่งที่ปรากฏ บริโภคด้วยโลภะ หรือด้วยโทสะ ด้วยความติดข้อง หรือด้วยกุศลธรรม เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่ามีสิ่งที่ปรากฏไว้เพื่ออะไร ไม่ใช่เพียงแค่ให้เห็นแล้วก็หมดไปเพียงเท่านั้น แต่จิตยังเกิดขึ้นบริโภคคือ กินสิ่งนั้นด้วยความติดข้อง

    เวลาที่กล่าวถึงวิถีจิต เราจะรู้ได้ว่ารูป ๑ รูปที่เป็นสภาวรูป จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ มีใครคำนวณได้บ้าง ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้แม้จะกล่าวว่า ๑๗ ขณะ แต่เวลาที่จิตกำลังปรากฏ ใครนับได้ นับไม่ได้ ไม่นับด้วย เพราะว่าถ้านับก็ไม่ใช่รู้ลักษณะของจิตที่นับ เพิ่มไปอีกใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นความรวดเร็วของการเกิดดับ ๑๗ ขณะนี้ไม่ต้องกล่าวถึง แต่พอที่จะรู้ได้ว่าในขณะนี้ระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินเกิดต่างที่กัน จิตเห็นต้องอาศัยจักขุปสาท จิตได้ยินต้องอาศัยโสตปสาท ไม่ได้อยู่ที่เดียวกันเลย แล้วสิ่งที่กระทบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และจิตเห็นที่เกิดขึ้นจากเห็นมาถึงได้ยิน เกิดดับห่างกันเกิน ๑๗ ขณะถ้าแสดงโดยละเอียด

    เพราะฉะนั้น รูปอยู่ที่ไหน รูปที่มีปัจจัยเกิดแล้วต้องเกิด แต่เกิดแล้วดับเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปภายในหรือภายนอก ความไม่เที่ยงของรูปเป็นอย่างนี้ แต่เราไปจำว่ามีอยู่ หลงจำว่ามีอยู่ แต่ความจริงเฉพาะรูปที่ปรากฏก็ปรากฏสั้นมาก แล้วไม่ปรากฏการเกิดดับด้วย เพราะปัญญาไม่สามารถที่จะรู้การเกิดดับ แต่อาศัยการเกิดดับสืบต่อ จึงเหมือนว่ายังมีอยู่โดยที่ไม่ได้ดับไป แต่ทรงแสดงความละเอียดไว้ว่า เมื่อมีจิตเห็นเกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นบริโภค กินสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วแต่ว่าด้วยความเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย ถูกใจ หรือว่าด้วยความขุ่นเคืองใจ ซึ่งยังมีอยู่ทั้งโลภะ โทสะ เพราะเหตุว่ายังไม่พ้นความเป็นผู้ที่ยังมีกิเลส รู้หรือไม่ว่ากินด้วยอกุศลจิต อกุศลจิตกิน กินจนอ้วน จนใหญ่ จนสมบูรณ์ จนแข็งแรงมหึมามหาศาล

    นี่คือธรรมจริงๆ แต่เพราะว่าเราไม่เห็นสิ่งที่เป็นนามธรรม ก็พูดเปรียบเทียบพอที่จะเห็นว่า ถ้าเป็นรูปธรรมจะใหญ่โตสักเพียงใด กินจนใหญ่โตขนาดนั้นแต่ก็ยังกินอยู่อีก แสดงให้เห็นตามความจริงของคำว่า บริโภค หมายความถึงว่า สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏไม่ได้ผ่านไป หมดไป โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่เพียงนิดเดียวที่ปรากฏจิตเกิดขึ้นกินทันที แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นอกุศล ใครเป็นกุศลบ้าง เป็นก็ไม่รู้ ไม่เป็นก็ไม่รู้ ใช่หรือไม่

    ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งแม้เป็นอกุศลก็รู้ว่าเป็นธรรม แม้เป็นกุศลก็รู้ว่าเป็นธรรม ถ้ารู้ก็ต้องรู้ว่าเป็นธรรม บริโภคเสร็จหรือยัง หรือยังบริโภคต่อไปอีกเรื่อยๆ ความละเอียดของความติดข้อง มีตั้งแต่อย่างหยาบที่เห็นชัดๆ จนกระทั่งอย่างละเอียดเกือบจะมองไม่เห็นเลย ถ้าไม่ใช่ปัญญาก็มองไม่เห็น อย่างเช่น เยื่อใยในกาย มีหรือไม่ เยื่อใยในนามธรรมรูปธรรม ทั้งหมดที่ยึดถือว่าเป็นเราจะหมดได้อย่างไร เมื่อมีสภาพธรรมเกิด เยื่อใยก็มาทันที อย่างละเอียดจนกระทั่งถึงอย่างหยาบ

    เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะเห็นแม้ความละเอียดระดับเยื่อใย ที่จะต้องตัดด้วยปัญญามิฉะนั้นก็เป็นเรา ลองคิดดู เราพูดถึงจิต จิตเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีใครไม่พูดหรือไม่เข้าใจอย่างนี้เลยถ้าได้ฟัง แต่ก็ยังเยื่อใยในจิตทุกขณะที่เกิด แล้วจะดับการยึดถือจิตว่าเป็นตัวตนได้อย่างไร ถ้าไม่มีปัญญาที่เห็นชัดจริงๆ ว่าจิตเป็นธรรมที่เป็นจิต ถ้าจะใช้คำก็คือ ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป แต่ความหมายคือ สามารถที่จะเห็นความต่างของแม้ธรรมซึ่งเป็นนามธรรมที่เกิดพร้อมกัน เกิดร่วมกันเลย เข้ากันสนิทเพราะเป็นนามธรรม ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกันด้วย แต่ก็ยังสามารถที่จะรู้ว่าจิต ไม่ใช่เจตสิก กว่าจะดับเยื่อใยได้ เพราะว่าเยื่อใยอยู่ทั้งที่จิตและที่เจตสิก

    ถ้าจิตปรากฏอย่างเช่นขณะนี้ ก็เป็นเราเห็น ก็เป็นเราได้ยิน เจตสิกสักอย่างก็ไม่ได้ปรากฏเลย แต่เวลาที่เจตสิกใดปรากฏ เจตสิกนั้นก็เป็นเรา ขุ่นเคืองบ้าง ชอบบ้าง เมตตาบ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง อะไรทั้งหมด ง่วงบ้าง หิวบ้าง เหนื่อยบ้าง ทั้งหมด ไม่ได้มีความรู้พอที่จะรู้ว่า นั่นคือลักษณะของธรรมที่เกิดแล้วเพราะมีปัจจัยแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ถ้าประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ละจริงๆ ก็คือ สามารถที่จะตัดเยื่อใยว่าเป็นเราได้

    เพราะฉะนั้น เยื่อใยขั้นแรก ไม่ใช่เยื่อใยที่เรามีด้วยความที่เป็นโลภะ โทสะ แต่ด้วยความเห็นผิดก่อนที่ไม่เข้าใจธรรมเลย เหมือนคนตาบอดสนิทแล้วไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วคือ ไม่มีอะไรนอกจากธรรมซึ่งเกิดดับในความมืด เพราะขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา จะเห็นหรือไม่ว่า ขณะนี้เจตสิกทุกชนิดที่เกิดกับจิตก็เกิดดับพร้อมจิต และจิตก็เกิดดับด้วย เพราะแม้ลักษณะของจิต เจตสิก ไม่ใช่ให้เรามาแยกโดยปริยัติ แสดงว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แล้วเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต นั่นโดยตำรา แต่ว่าเดี๋ยวนี้เอง อะไรปรากฏ จิตกำลังเป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็น กำลังเห็นนี่เองเป็นจิต แล้วมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยแต่ไม่ปรากฏ

    ดังนั้น เยื่อใยก็คิดว่าจิตนี้ยังเป็นเราอยู่ ตราบใดที่จิตนั้นไม่เกิดดับให้ประจักษ์แจ้งว่า เมื่อเกิดแล้วดับ ไม่ใช่เราที่จะมีเยื่อใยว่าเป็นเราอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เยื่อใยที่จะขาดไปต้องตามลำดับขั้นของปัญญา ผู้ที่ได้ประจักษ์การเกิดดับละคลายกิเลสและรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไม่สงสัย ไม่เห็นผิดในสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ยังมีเยื่อใยที่ยังจะต้องดับต่อไปอีกเพราะว่ามีเยื่อใยหลายประเภท

    ผู้ฟัง หมายความถึงว่า เราติดในน้ำใจ หรือเราจะไปบริโภคน้ำใจ หรือเราจะมีน้ำใจให้ผู้อื่น ก็เป็นเยื่อใยเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ กุศลมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ กุศลที่เกิดเป็นอกุศลได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ อกุศลมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังเป็นกุศลและอกุศล ยังไม่ใช่เป็นธรรมที่จะไม่ให้ผลอีกเลย อย่างที่เราได้ยิน ปฏิจจสมุปบาท อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารที่นี่หมายความถึงกุศลและอกุศล ซึ่งตราบใดยังเป็นกุศลและอกุศล ยังต้องทำให้ผลเกิดขึ้นเป็นวิบาก ดังนั้น เรื่องของโลกุตตระจะไม่เกี่ยวข้อง เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดสังสารวัฏฏ์

    ด้วยเหตุนี้ สังขารที่เป็นกุศลทุกประเภท เช่น กามาวจรกุศล ทาน ศีล ภาวนา หรือว่า รูปาวจรกุศล ความสงบของจิตมั่นคง ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ว่ามั่นคงในอารมณ์ที่จิตสงบถึงขั้นที่ไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จนถึงอรูปพรหม หรือ อรูปฌาน ซึ่งไม่มีรูป แต่ก็ยังเป็นกุศลที่ให้ผล แสดงว่ายังมีอวิชชาอยู่ เพราะเหตุว่ายังมีความไม่รู้ กุศลที่เกิดนั้นจึงยังให้ผล ยังไม่เป็นโสภณะที่เป็นกิริยาจิต เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่ากุศลเป็นอกุศลไม่ได้

    ดังนั้นเวลาที่มีเยื่อใย ขณะนั้นต้องหมายความว่าเพราะกุศลเกิด แต่ปัญญาไม่ได้รู้ความจริงว่า ขณะนั้นไม่ใช่เรา ความดีเป็นความดี เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ความดีเป็นอกุศลไม่ได้ เป็นความชั่วไม่ได้ ดีเป็นดี แต่ดีเป็นธรรมแล้วธรรมก็ไม่ใช่เรา ก็จะตัดเยื่อใยว่า ดีก็ไม่ใช่เรา ชั่วก็ไม่ใช่เรา แต่ถ้ายังเยื่อใยก็เรายังดี เราเก่งด้วย เราเข้าใจ อีกหลายอย่างก็เราดีทั้งนั้นเลย ใช่หรือไม่

    อ.คำปั่น แสดงให้เห็นถึงความละเอียดของสภาพธรรม ขณะใดก็ตามที่สภาพจิตที่จิตประกอบด้วยธรรมฝ่ายดี มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ สติ เป็นต้น สภาพจิตในขณะนั้นเป็นกุศลจิต เป็นจิตที่ดีงาม ในทางตรงข้ามขณะที่เป็นอกุศล ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะเป็นไปกับด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ซึ่งเกิดบ่อยเกิดมากในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการที่มีอกุศล การที่มีกิเลสมากอย่างนี้ จะทำอย่างไรกับกิเลสที่มีมากอย่างนี้ ก็ไม่มีทางอื่นเลย นอกจากการได้ฟังธรรมศึกษาธรรม ค่อยๆ สะสมเหตุที่ดีต่อไป

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ใครรู้ว่ามีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ สติ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ ใช่หรือไม่ บอกแล้วรู้หรือไม่ บอกแล้วรู้ว่ามี แต่ศรัทธามีลักษณะอย่างไร หิริ โอตตัปปะ สติ มีลักษณะอย่างไรก็ยังไม่รู้จริงๆ เพียงแต่รู้ว่ามี เพราะฉะนั้นในขณะนี้แม้สภาพธรรมเกิดขึ้น แล้วทรงแสดงลักษณะที่เป็นโสภณะ เช่น ศรัทธา ถ้าขณะนี้ยังไม่รู้ลักษณะของศรัทธา จะกล่าวว่าเข้าใจธรรมที่เป็นศรัทธาหรือยัง ก็ยังไม่ได้ เพียงแต่รู้ว่ามี

    วันหนึ่งๆ ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลก็มาก ที่เป็นฝ่ายกุศลก็มาก รู้จริงๆ จากการฟังแต่ว่ายังไม่พอ ต้องสามารถที่จะเห็นลักษณะของสภาพธรรมนั้น โดยความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตนด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมไม่จบ ตราบใดที่ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง จนคุ้นเคยกับความเป็นธรรม ตราบนั้นก็ยังไม่พอที่จะสามารถละการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้

    เวลานี้ถึงจะพูดอย่างไรว่าเป็นธรรมทั้งหมดและเป็นอนัตตา แต่ก็ยังเป็นเรา แล้วเห็นใครมากมายเลย เมื่อใดที่เริ่มมีความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อย เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ จะสั้นแล้วก็จะลืม เพราะว่าโดยมากเราคิดถึงคนที่เรารู้จักก็มีเรื่องมากมาย ใช่หรือไม่ ถ้าคบกันมาหลายๆ ปีก็ยิ่งมีเรื่องมาก อดีตใกล้เข้ามาเป็นเมื่อวันก่อนแล้วเมื่อสักครู่นี้ด้วย แต่ว่าเราคุ้นเคยกับการปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เป็นคนนั้นคนนี้ นี่คือกำลังเป็นอย่างนี้ กำลังเห็นธรรมที่ปรากฏด้วยความจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเป็นรูปร่างของโต๊ะก็คิดถึงโต๊ะ ถ้าเป็นรูปร่างของคนก็คิดถึงคน ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เห็นว่าเป็นคน ไม่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเข้าใจอย่างนั้นคือผิด เพราะว่าเราเปลี่ยนธรรมไม่ได้ ธรรมเป็นปกติอย่างนี้เอง แต่ว่าแทนที่จะไม่รู้ความจริง ขณะนั้นมีการรู้เฉพาะลักษณะที่ปรากฏ แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่จะแยกสิ่งที่มีจริง ปรมัตถธรรม กับสิ่งที่ไม่มีแต่จำว่ามี ที่เราใช้คำว่า บัญญัติ

    โดยมากเราคุ้นกับคำว่าบัญญัติ เราจะพูดคู่กัน ปรมัตถ์กับบัญญัติเสมอ เหมือนกับว่าเราเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นบัญญัติ อะไรเป็นปรมัตถ์ แต่ความเข้าใจจริงๆ ต้องเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏให้เห็นขณะนี้เป็นปรมัตถ์ หลังจากนั้นแล้วก็บัญญัติ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่าปรมัตถ์ คือ เกิดปรากฏแล้วก็หมดไป แล้วหลังจากนั้นเป็นการนึกคิดเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใด ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้เราก็เป็นผู้ที่เข้าใจความหมายของคำว่า ปรมัตถ์ กับ บัญญัติ แต่ถ้าตราบใดลักษณะของสิ่งที่ปรากฏยังไม่ปรากฏว่าเป็นปรมัตถ์ เราก็มีแต่บัญญัติ ทั้งๆ ที่ปรมัตถ์ก็มี แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้

    ด้วยเหตุนี้ ปัญญาเป็นสิ่งที่จะเจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีความมั่นคงแล้วไม่ลืม เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ก็ได้สนทนากับท่านผู้หนึ่ง ท่านบอกว่าขณะกำลังฟัง เข้าใจจริงๆ แต่แล้วก็ลืม ก็เป็นของธรรมดา เพราะว่าคุ้นเคยกับอะไรมากกว่า คุ้นเคยกับการลืมที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ถ้าถามเดี๋ยวนี้ประโยคหนึ่งว่า แข็งขณะนี้ที่กำลังปรากฏ รู้ว่าเป็นธรรมหรือไม่

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    12 ก.พ. 2569