ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
ตอนที่ ๑๗๒๓
สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ แต่ความจริง ก็คือ มีเมื่อคิด หรือว่า มีเมื่อปรากฏ และปรากฏก็เล็กน้อยมาก คิดก็หมดแล้ว แล้วก็ไปเอามารวมกันหมดเลย ใช่ไหม จึงมีที่หนึ่งที่ใด เมื่อรวมกัน แต่ถ้าแยกออกไปแล้วก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากธาตุแต่ละธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้าเห็นว่า เห็น ก็คือไม่ใช่ได้ยินจริงๆ เห็นเกิดแล้วดับไป แล้วได้ยินจึงปรากฏว่ามีจริงๆ แล้วก็ดับไปอีก เพราะฉะนั้นก็หาความที่ทั้งสองอย่างจะยังคงมีอยู่ไม่ได้ ไม่เหลือเลย เมื่อนั้นก็ค่อยๆ เห็นว่าเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นอัตตา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวกที่ได้รู้ความจริงแล้ว มีพระวิหารเชตวันไหม สำหรับท่านเหล่านั้น
ผู้ฟัง ก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือ
ผู้ฟัง คือ ท่านก็มีโลก ๖ ทาง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีไหม พระวิหารเชตวัน
ผู้ฟัง มีในความคิด แต่ว่า
ท่านอาจารย์ มีในความคิด แล้วก็รู้ความจริงด้วยว่าแท้ที่จริงแล้ว ก็คือ จิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อทีละหนึ่งขณะ แล้วรูปก็เกิดดับสืบต่อ แล้วก็เกิดเพราะสมุทฐานที่ต่างกัน รูปที่เกิดจากกรรม กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดและดับ ถ้ากรรมไม่ทำให้รูปอื่นเกิดสืบต่อ รูปนั้นก็ไม่มี แต่ละหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นแต่ละอย่าง ก็คือ เป็นธาตุซึ่งเกิด เปลี่ยนแปลงลักษณะของธาตุชนิดนั้นแต่ละอย่างไม่ได้เลย คิด ก็คือคิด จำ ก็คือจำ เพราะฉะนั้น พระวิหารเชตวัน มีเมื่อจำ และเมื่อคิด และมีชื่อต่างๆ แต่ต้องรู้ว่า ปรมัตถธรรม คือ ความจริงแท้ ความจริงที่สุด ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็คือว่าเป็นแต่เพียงธาตุ แม้แต่คิดก็เป็นธาตุคิด ซึ่งเกิดขึ้นคิดแล้วก็ดับไป
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นในการฟังให้เข้าใจตรงนี้ การตั้งต้นว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง เป็นสาระสำคัญมากของการฟังธรรมให้เข้าใจ แล้วก็ไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ หลับสนิท มีอะไรไหม
ผู้ฟัง หลับสนิทก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ มีบ้านไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ มีพระวิหารเชตวันไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เห็นได้เลย ความจริงไม่มี ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้น เห็นแล้วดับ แค่เห็น ได้ยินแล้วดับ แค่ได้ยิน แต่ว่ามีคิด ซึ่งเกิดสืบต่อ โดยที่บังคับบัญชาไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ เห็นที่ดับไป ก็ไม่ได้บอกว่าให้คิดต่อ ให้จำไว้ว่าเห็นอะไร ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่มีปัจจัยที่จะทำให้ธาตุเกิดดับสืบต่อ จนเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ ในความทรงจำ แต่ว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่าความจำก็ยังเป็นความจำ ความรู้ว่าเป็นพระวิหารเชตวัน ก็ยังเป็นความรู้ ความเข้าใจว่าเป็นพระวิหารเชตวัน หรือว่าเป็นพระนครราช คฤห์ หรือว่าเป็นพุทธคยา นั่นคือ ความจำ มีในความจำ ถ้าหลับสนิท ไม่มีเลยสักอย่างเดียว นี่เป็นเครื่องที่จะทำให้เราค่อยๆ เข้าใจว่า ไม่มี หมายความว่าอย่างไร ไม่มีสิ่งที่เที่ยง แต่มีธาตุแต่ละอย่าง ซึ่งหลากหลายมาก เกิดตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่คงอยู่เลย แต่ก็มีธาตุ มีปัจจัยที่ทำให้ธาตุนั้นๆ เกิดขึ้นไม่หยุด แล้วแต่ว่าจะเป็นธาตุประเภทไหน เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม เพื่อเข้าใจความจริงว่าถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้ คือ ยังเป็นอัตตา ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อเข้าใจความจริง เข้าใจว่าเป็นอนัตตา แต่ความจำก็ยังคงเป็นความจำ ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวก็วิปลาสกันหมด ใช่ไหม แต่ว่าไม่วิปลาสเลย แต่สามารถที่จะเข้าใจถูกว่า ขณะใดมีสิ่งใดเพราะจำสิ่งนั้นในขณะนั้น ถ้าขณะนั้นไม่เกิดจำสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็ไม่มี เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่เป็นเพียงธาตุที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเลย ธรรมทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งสิ้น เมื่อกี้นี้เราพูดถึงเรื่องพระวิหารเชตวัน พระนครราชคฤห์ ไกลไหม ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก ความจริงธรรมดา เหมือนเดิม แต่ว่าอยู่ที่เข้าใจ หรือไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นแค่คำถามว่า พระวิหารเชตวัน พระนครราชคฤห์ ไกลไหม แค่นี้ ต้องคิดหรือเปล่า ธรรมดาๆ ไกล หรือ ไม่ไกล มีสองความเห็น ความเห็นหนึ่ง คือ ไกลอีกความเห็นหนึ่ง คือ ไม่ไกล ก็คิดมากไปอีกได้ ธรรมก็แล้วแต่จะคิด แต่ตามความเป็นจริง ก็คือ เดี๋ยวนี้เป็นพระวิหารเชตวันหรือเปล่า ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพระวิหารเชตวันไกลไหม ไกลไปหน่อย กรุงเทพ ไกลไหม อะไรที่ไม่ใช่อยู่ตรงนี้ใช่ไหม ก็ไกลจากตรงนี้ไป มากหรือน้อย ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเราไปพูดถึงพระวิหารเชตวันให้เข้าใจว่ามีหรือไม่มี ไกล เพราะฉะนั้นพูดถึงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า มีอะไร หรือไม่มีอะไรเลย สอดคล้องกันไหม ไม่ว่าจะพูดถึงพระวิหารเชตวัน หรือจะพูดถึงกรุงเทพ หรือจะพูดถึงที่นี่ ก็คือ เป็นสิ่งที่ต้องเป็นจริง ตามความเป็นจริง สอดคล้องกันทั้งหมดไม่ว่าจะพูดเรื่องโลก เรื่องทวีป เรื่องประเทศ เรื่องสวรรค์ เรื่องนรก หรือเรื่องมนุษย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นอะไร เห็นไหม เราก็กลับมาที่เดิม เพราะขณะนี้ มีเห็น เมื่อกี้นี้ก็มี ใช่ไหม ต่อไปก็มี ไม่พ้นจากเห็น ที่ถามว่าเบื่อไหม และคุณกุลวิไลก็บอกว่าเริ่มจะเบื่อ เพราะว่าพูดแต่เรื่องสิ่งที่มี แล้วก็พูดบ่อยๆ ด้วย แต่พูดบ่อยๆ เพราะเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอื่น แต่สอนให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ให้มีความเข้าใจถูก ให้มีความเห็นถูก แสดงว่าอะไร แสดงว่าสิ่งที่มีจริงไม่ได้เคยเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงเลย และก็ไม่สามารถที่จะมีความเห็นในสิ่งที่ปรากฏถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นด้วยตัวเอง เพราะว่าเหมือนเดิมทุกวัน ตื่นมาเห็นก็เหมือนเดิม แล้วก็คิดนึกเรื่องอื่นๆ ต่อไป เช้า สาย บ่าย ค่ำ ก็เห็นอีก แล้วก็คิดนึกเรื่องอื่นอีก เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อจะตรัสรู้ความจริง และสอนให้รู้ว่าไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความเป็นไป ตั้งแต่เกิดจนตาย คือมีแต่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และคิดนึก ทุกชาติ ไม่ว่าจะอยู่ชาติไหน อยู่ที่ไหนก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ก็กำลังมีเห็น แล้วจะไม่ให้พูดเรื่องเห็น เราก็จะไม่เข้าใจเรื่องเห็น แต่ถ้าพูดเรื่องเห็นแล้ว เข้าใจขึ้นๆ โดยนัยต่างๆ เช่น ขณะนี้ กำลังมีเห็น อยู่ที่นี่ เหมือนกับกำลังอยู่ที่พระเชตวัน กำลังเห็นพระเชตวันไหม คำถามมาอีกแล้ว ความเห็นก็ต่างกันอีกแล้ว ใช่ไหม ขณะนี้ เห็นที่นี่ อยู่ที่นี่ และขณะที่อยู่ที่พระเชตวัน เห็นพระเชตวัน ต่างกันไหม เห็นเป็นเห็น เห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วหลังจากนั้นก็คิดเพราะจำ เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาหลากหลาย ที่นี่มีสวน มีดอกไม้ มีห้อง มีไฟ แต่พระเชตวัน ไม่เหมือนอย่างนี้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความจำอย่างละเอียดที่เกิดกับจิตที่เห็น ก็ทำให้สามารถที่จะจำสิ่งที่เคยเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็ไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ถ้าความลึกซึ้งก็คือว่า จิตเห็น เกิดแล้วดับ ไม่เห็น แต่คิดว่าเป็นคนนั้น คนนี้ ถูกต้องไหม ไม่ต้องถึงพระวิหารเชตวัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ มีเห็น เห็นต้องดับ แล้วก็จำและคิดว่าเป็นใคร หรือว่าเป็นอะไร ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้ทราบการเกิดดับสืบต่อที่เร็วมากของจิต ซึ่งยากที่จะรู้ ฟังเพียงเข้าใจ แต่ก็ยังไม่ได้เห็นการเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิต สืบต่อจนเสมือนว่าไม่มีอะไรดับไปเลยสักอย่างเดียว ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ เห็นก็เป็นอย่างนี้ คือ มีการเห็นแล้วในขณะที่คิด ไม่ใช่เห็น ต้องมีความเข้าใจจริงๆ พิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นการค่อยๆ เห็นถูกในขั้นการฟังว่าเห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นจริงๆ พิสูจน์ได้ แค่หลับตา สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เห็น ก็คือ เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เวลาเห็นครั้งหนึ่งๆ มีเจตสิก หรือสภาพธรรมที่จำเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขณะนี้ เราฟังว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ สืบต่อจนกระทั่งไม่ปรากฏการเกิดดับเลย ก็หมายความว่า สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ กำลังเป็นอย่างนั้น เห็นไหม ความเข้าใจมั่นคง ต้องมีตั้งแต่การฟัง แม้เดี๋ยวนี้เอง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เกิดและก็ดับ และก็สืบต่อ แต่ไม่มีใครเห็นการเกิดดับเลย ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งความจริงก็เป็นรูปที่ละเอียด เล็กมาก สั้นมาก ทั้งจิตเห็นด้วย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว ซ้ำจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต ภาษาบาลีก็คือ นิมิตฺต หมายความถึง รูปร่างสัณฐาน ซึ่งกำลังปรากฏ ถูกต้องไหม คน โต๊ะ เก้าอี้ เป็นรูปร่างสัณฐานหลากหลาย จากสิ่งที่เกิดปรากฏกระทบจักขุปสาท แต่เร็ว จนกระทั่งไม่เห็นการเกิดดับ เพียงปรากฏ นิมิตฺต รูปร่างสัณฐานต่างๆ ใครจะปฏิเสธว่าไม่จริง ธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่หมายความว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นความจริงอย่างยิ่ง ปรมัตถฺ ความจริงแท้ๆ ของสิ่งที่มีจริงๆ โดยที่ถ้าไม่ใช่ปัญญา ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะเหตุว่ากำลังเข้าใจขณะนี้ ไม่ใช่เรา สภาพที่เข้าใจ ไม่ใช่สภาพที่ไม่เข้าใจสภาพที่รู้ ไม่ใช่สภาพที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นในขณะที่ไม่ได้ฟังเลย ก็ไม่เคยคิดไม่เคยได้ยินเลยว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา แค่หลับตาก็ไม่ปรากฏ ปรากฏไม่ได้ แม้ขณะลืมตา สิ่งนี้ ก็เกิดแล้วก็ดับ สืบต่อ จนปรากฏเป็น นิมิตฺต รูปร่างสัณฐานต่างๆ พิสูจน์ได้ คำสอนที่ทรงแสดงไว้ว่า เมื่อมีการเห็น ตั้งขึ้นพร้อมนิมิตฺต ใครแยกออก ขณะนี้ พอเห็นปุ๊บ ใช่ไหม ก็ตั้งขึ้นพร้อมนิมิตฺต เป็นสีสัน เป็นรูปร่างต่างๆ หลากหลาย จนกระทั่งจำได้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้น คำสอนนี้ก็แสดงว่า แม้ว่าเห็นเกิดดับอย่างไร รวดเร็วอย่างไรก็ตาม แต่ปรากฏเป็นนิมิตฺต พร้อมนิมิตฺต เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจความหมายของคำว่า บัญญัติ ก็ต้องเข้าใจ นิมิตฺต ก่อน ถ้าไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น จะรู้ได้โดยประการนั้นๆ ไหมว่า นี่เป็นโต๊ะ นั่นเป็นดอกไม้ นี่เป็นใบไม้ เพราะเหตุว่ามีนิมิตฺต นั่นแหละ ผู้ที่มีจิต ต้องเป็นจิต จึงสามารถรู้โดยประการนั้นๆ ว่าเป็นอะไร เป็นจิตที่รู้ ถ้าไม่ใช่สภาพที่รู้ โต๊ะ เก้าอี้ ไม่สามารถจะรู้ได้เลย เพราะเห็นไม่ได้ ไม่มีนิมิตอะไรปรากฏ แต่เมื่อมีการเห็น ซึ่งเป็นสภาพรู้แล้ว ก็ยังมีการเห็น นิมิตฺต ก็จิตนั่นแหละ แต่ว่าไม่ใช่จิตประเภทเดียวกัน จิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อๆ ไป จำ นิมิตฺต ยังไม่ได้เรียกอะไรเลย แต่เห็นไหม นิมิต เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นนิมิตแล้ว เพราะความจำ ก็ทำให้รู้ได้โดยประการนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ บัญญัติเป็นอารมณ์ของจิต และจิตสามารถที่จะรู้ได้ทุกอย่าง เห็นก็ได้ ได้ยินก็ได้ ได้กลิ่นก็ได้ ลิ้มรสก็ได้ รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ได้ คิดนึกเรื่องราวต่างๆ จากความจำคือ นิมิตฺต ก็ได้ บางทีเราเห็นบางอย่าง เราจำได้ในนิมิตใช่ไหม แต่ไม่สามารถที่จะรู้โดยประการ นั้นๆ โดยความเป็นจริง อย่างถ้าเห็น งู เรียกชื่อถูกไหมว่า งูอะไร แต่งูตัวเล็ก งูตัวใหญ่ งูมีลาย หรือว่ามีพังพาน ก็แล้วแต่ ก็เป็นความหลากหลายของสภาพธรรมที่ปรากฏเป็นนิมิตฺต เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะมีการเห็น และก็มีการจำรูปร่างสัณฐาน ทำให้รู้ได้ คือ จิตนั่นแหละ รู้ ปญฺญตฺติ คือ บัญญัติ คือ สามารถที่จะรู้โดยประการของนิมิตนั้นๆ ว่าเป็นอะไร แต่ไม่ได้เรียกชื่อ ถามได้เลย ใครรู้จักต้นไม้ที่สวนนี้บ้าง แต่ละต้นๆ ดูคล้ายๆ กัน วันก่อนเราก็ไปที่หนึ่งที่เป็นสวนที่มีต้นไม้เยอะ ก็ไม่เคยเห็น ก็ต้องถาม เห็นแล้ว มีนิมิตแล้ว นี่ต้นอะไร ไม่สามารถที่จะรู้ แม้ชื่อ แต่เห็นต้องเห็น นิมิตฺต ต้องปรากฏ และรู้ได้โดยประการนั้นๆ ด้วย เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะฉะนั้นจาก นิมิตฺต ก็มี ปญฺญตฺติ ซึ่งรู้ได้โดยประการของนิมิตนั้นๆ แต่ก็ยังไม่รู้จักชื่อ แต่ขณะนั้นเป็นอรรถบัญญัติ หมายความว่า รู้อรรถะ ความหมายหรือรูปร่างสัณฐานของสิ่งนั้น แต่ไม่มีนามบัญญัติ ไม่มีสัททบัญญัติ แต่ภายหลัง พอเขาบอกว่าชื่ออะไร จำได้แล้ว ใช่ไหม ยี่เข่งแคระ เคยได้ยินแต่ยี่เข่ง แต่ต้นนั้นเล็ก ดอกก็เล็ก ต้นก็เล็ก ยี่เข่งแคระ เริ่มจำแล้ว พอเห็นอีก จำได้เลย ไม่ใช่มีแต่ นิมิตฺต ที่จะรู้ได้โดยอาการนั้นๆ แต่ยังรู้จักชื่อด้วย ด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดก็เป็นความเป็นไปของจิตอย่างละเอียด ตั้งแต่เกิดจนตาย จำไม่หมด เห็นไหม เคยไปที่สวนบ้านท่านผู้หนึ่ง แล้วก็มีต้นยี่เข่งแคระ ไม่เคยเห็นมาก่อน และก็พอเห็นแล้ว ก็ถามว่าเป็นอะไร จำได้หมดเลย พอจากโลกนี้ไป หมดเลย เพราะฉะนั้น ที่อยู่กันทุกวันนี้ต้องเป็นไปตามการสะสม จะเป็นจิตประเภทที่เป็นโลภะ หรือโทสะ หรือเป็นปัญญา หรืออะไรก็แล้วแต่ความละเอียด ความวิจิตร แต่ก็ไม่เหลือ แล้วก็ไม่กลับมาอีก จากบุคคลเก่า ชาติก่อนๆ มาเป็นบุคคลนี้ ซึ่งอีกไม่นาน เมื่อจิตไม่เกิดที่รูปนี้ รูปนี้ก็เหมือนท่อนไม้ ใครทำอะไรได้ ตอนนี้จดอะไรก็ได้ ใช่ไหม หยิบอะไรก็ได้ เดินไปไหนก็ได้ เพราะจิตเกิดที่รูปนี้ ที่ภาษาไทย คนไทยพูดว่า จิตออกจากร่าง เพราะว่าไม่ได้กล่าวถึงธรรม จิตไม่มีแขน ไม่มีขา จะออกไปได้อย่างไร และตามความเป็นจริง จิตเกิดแล้วดับทันที จิตเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ จะเกินกว่าเห็นไม่ได้ จิตเกิดได้ยิน และก็ดับ จิตได้ยินจะเกินจากการได้ยิน คือ รู้ว่าเสียงที่กำลังปรากฏ เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเป็นไปของชีวิต ซึ่งมีทั้งนามธรรม และรูปธรรม ก็เป็นไป โดยอาศัยกันและกัน ว่าจิตเกิดที่รูป เกิดนอกรูปไม่ได้ ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือ มีทั้งจิต เจตสิก ซึ่งจิตเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิก ๕๒ ความรู้สึก เวทนาขันธ์ ๑ สภาพจำ สัญญาขันธ์ ๑ อีก ๕๐ ก็เป็นสังขารขันธ์ และในภูมิที่มีขันธ์๕ ก็อาศัยรูปขันธ์ด้วย ก็คือเรา หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ขณะนี้จำว่ามีคน เหมือนขณะโน้น จำว่าเป็นพระวิหารเชตวัน แต่ความจริงก็มีสภาพธรรม ซึ่งเกิดดับ และก็สัญญาเจตสิกก็จำ ทั้งอรรถะ นิมิตฺต และบัญญัติด้วย เป็นเหตุที่เรามีการเรียกชื่อ และจำได้ว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ใช่สถานที่อีกแห่งหนึ่ง แต่ความจริง ก็คือ ว่าขณะนั้นจิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น เห็นแล้ว คิด เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเห็นอะไร ที่ไหนเท่านั้นเอง แต่ตามความจริงก็คือ ถ้าไม่มีเรา ซึ่งความจริงไม่มีเรา แล้วจะมีสิ่งอื่นๆ เที่ยง ยั่งยืน ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ก็คือเป็นเพียงธาตุ หรือธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดดับเหมือนกันหมด ไม่ว่าที่ไหน แต่สภาพจำก็ยังสามารถที่จะจำได้ ด้วยเหตุนี้ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ จะมีความคิด สงสัย แปลก ไม่ตรง ได้ไหมว่า แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และสาวก จะจำได้ไหมว่าอะไรเป็นอะไร จำเป็นจำ ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จำเป็นจำเพราะฉะนั้น ความจำก็ยังจำ นิมิตฺต และ บัญญัติได้ ก็เป็นเรื่องที่เป็นจริง เพียงแต่ว่าให้เห็นความจริงว่าเป็นธรรม ที่สำคัญที่สุด คือ จะฟังเรื่องอะไรก็ตามแต่ แต่ให้เข้าใจว่าธรรมที่มีจริงๆ ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม ก็มีเพียงจิต เจตสิก รูป และนิพพาน ถ้ามีความเข้าใจธรรม ตอบด้วยความเข้าใจ ก็ได้ ใช่ไหม อย่างถามว่า มีคุณอรวรรณไหม ตอบว่าอย่างไร
ผู้ฟัง มี เมื่อคิดถึง
ท่านอาจารย์ มี แต่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเลย จะมีคุณอรวรรณไหม คือ ต้องเข้าใจให้ถึงที่สุด มีคุณอรวรรณ แต่ถ้าไม่มีธรรมเลย ไม่มีปรมัตถธรรม จะมีคุณอรวรรณไหม เพราะฉะนั้น ไม่มี แต่เมื่อมีแล้ว การเกิดดับสืบต่อความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏเป็น นิมิตฺต จึงเป็นคุณอรวรรณ ไม่เป็นคนอื่น จากรูป ซึ่งเกิดดับสืบต่อ ปรากฏให้เห็นเป็น นิมิตฺต ที่เป็นคุณอรวรรณ เพราะฉะนั้นแต่ละคน มีคุณอรรณพไหม มี แต่ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมเลย จะมีคุณอรรณพไหม ไม่มี แต่เมื่อมีปรมัตถธรรม ซึ่งเกิดดับ เป็นนิมิตฺต ต่างกับนิมิตฺตของคุณอรวรรณ ก็รู้ว่านิมิตฺต นี้ไม่เรียกชื่อ ก็ยังคงต่างจากที่เคยเรียกว่าเป็นคุณอรวรรณ หรือคุณอรรณพ เปลี่ยนชื่อสองคนเลย ถึงเปลี่ยนไป สภาพธรรมก็ไม่ได้เปลี่ยน แต่ชื่อเปลี่ยนได้ ด้วยเหตุนี้ก็จะมีความเข้าใจจริงๆ ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรม ก็คือ สามารถที่จะรู้ ไม่ว่าใครจะเปลี่ยนอย่างไรก็ตามแต่ เปลี่ยนลักษณะของปรมัตถธรรมไม่ได้ เปลี่ยนลักษณะของ นิมิตฺต ไม่ได้ แต่เรียกชื่อต่างไปได้ ก็เป็นความสอดคล้องกัน เมื่อมีความเข้าใจธรรมจริงๆ จะกล่าวโดยนัยของปรมัตถสัจจะ หรือสมมติสัจจะ ก็ได้
อ.คำปั่น จากการที่ได้ฟังธรรมฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อยๆ ยิ่งทำให้เห็นถึงความไม่รู้ว่า มีมากจริงๆ เพราะว่าการที่ปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าสะสมความไม่รู้มาอย่างเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นยิ่งฟังเท่าไรก็ยิ่งไม่เบื่อ เพราะว่าเป็นไปเพื่อความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้นจริงๆ มั่นคงในความเป็นจริงของสภาพธรรมเพิ่มขึ้น แล้วก็ทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ได้พบพระพุทธศาสนาจริงๆ คือ ไม่มีอะไรที่จะมีค่าเท่ากับเกิดมาแล้วได้เข้าใจธรรม ซึ่งก็เป็นคำเตือนที่เป็น วิริยารมฺภกถา จริงๆ หรือว่าเป็นกถาวัตถุ ที่จะเป็นเครื่องเตือนอุปการะให้มีความมั่นคงในการที่จะฟัง ในการที่จะศึกษา เพื่อความรู้ความเข้าใจธรรม คือ เข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น
ท่านอาจารย์ คุณคำปั่นทราบไหมว่า ทำไมถึงไม่เบื่อ
อ.คำปั่น เพราะว่าจากการได้ฟังในแต่ละครั้งๆ ก็มีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจ เบื่อแน่ๆ เลย นั่งนาน ไม่ได้กระดุกกระดิก ไปไหน ลุกไปไหนเลย ใช่ไหม นั่งอยู่ตั้งเป็นชั่วโมงๆ ถ้าไม่เข้าใจ ก็น่าเบื่อ นั่งทำไม ทำอย่างอื่นจะดีกว่า ใช่ไหม แต่เวลาที่เข้าใจแล้ว เห็นคุณค่าของแต่ละคำที่เข้าใจ ซึ่งเกิดมาแล้ว ใครจะมีโอกาสที่จะได้ฟัง แล้วก็ได้เข้าใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่ เกิดมาแล้วตายไป มีชีวิตที่เป็นไปที่บังคับบัญชาไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามการสะสมของแต่ละหนึ่งๆ คน ซึ่งไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้ว บุญที่ได้กระทำไว้แล้วแต่ปางก่อน ทำให้เห็นประโยชน์ของการที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เพราะว่าสิ่งอื่นไม่สามารถที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ ในยามทุกข์ เงินทองทรัพย์สินก็ช่วยอะไรไม่ได้ที่จะให้พ้นจากทุกข์ แต่ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงขณะนั้นก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะรู้ความจริง อีกไม่นาน ทุกคนก็จะจากโลกนี้ไป แล้วก็จะไม่รู้จักกันอีก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740