ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
ตอนที่ ๑๗๓๗
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ฟังธรรมะเพื่อค่อยๆ เข้าใจว่าธรรมะไม่ได้ห่างไกลเลยมีอยู่ทุกขณะนานแสนนานกี่ภพกี่ชาติก็ไม่เคยรู้ความจริงว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะในการก็คือว่าต้องเริ่มจากการที่ได้ยินได้ฟังแล้วก็เข้าใจว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงจริงเมื่อไหร่เดี๋ยวนี้ และทุกขณะที่ปรากฏ ต้องเริ่มนะคะ ตั้งแต่คันเหมือนกับอนุบาลหรือขั้นต้นจากปริญัติติ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องปฏิบัติสติหรือสติปัฎฐานหรือปฏิเวธพระการรู้แจ้งเพราะเหตุว่าพ่วงคำว่าธรรมะก็ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ยังไม่ได้รอบรู้ในความจริงซึ่งเป็นเรื่องของธรรมะที่กำลังปรากฏยังไม่มีปัจจัยพอที่จะทำให้เค้าถึงความลึกซึ้งของธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้ว่า ขณะนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยเพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เลยเช่นในขณะนี้ค่ะเห็น ทุกคนกำลังเห็นนะคะ เหมือนในครั้งพุทธกาลเมื่อมีผู้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคก็จะตรัสถึงสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ในขณะนั้นแล้วก็ให้บุคคลที่ฟังนะคะ ได้พิจารณาไตร่ตรองบุคคลในครั้งโน้นสะสมปัญญามาเพียงฟังนะคะ สามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมะ และความติดคลองในธรรมะซึ่งเคยไม่รู้ และยึดถือว่าเป็นตัวตนได้แต่ว่าบุคคลในครั้งนี้ค่ะเมื่อการสมัยผ่านมา๒๕๐๐กว่าปีก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าห่างไกลจากการที่จะได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์แต่พระธรรมที่ทรงแสดงนะคะ ก็สืบต่อมา โดยพระอริยสาวกทั้งหลายครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะทำให้ผู้ที่เห็นคุณค่าของพระธรรมแต่ละคำ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้องจริงๆ ไม่เผลอ และไม่ประมาทที่ทรงแสดงพระธรรมถึง๔๕พรรษาทุกอย่างเป็นเรื่องของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ทุกขณะในชีวิตประจำวันเพื่อเปิดเผยให้เห็นความจริงว่าทุกอย่างเป็นธรรมะจริงๆ เช่นเห็นในขณะนี้นะคะ สำหรับผู้ที่มีตาคือจักขุประสาทถ้า แล้วก็มีจิตคือธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ทางตาในขณะนี้ซึ่งคนตาบอดไม่มีจากคุณประสารไม่มีทหารที่จะรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง อย่างนึงนะคะ ในบรรดาธรรมะทั้งหลายซึ่งสามารถจะปรากฏให้เห็นได้ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในบรรดาธรรมะที่หลากหลายนะคะ ก็ค่อยๆ เข้าใจว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเนี่ยเป็นหนึ่งในธรรมะเป็นอื่นนะคะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถปรากฏให้เห็นในขณะนี้ว่าเป็นอย่างนี้ เสียงมีจริงเป็นธรรมะแต่ไม่มีใครเห็นซีน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นธรรมะอื่นใดทั้งเส้นนะคะ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาซึ่งเป็นเพียงธรรมะอย่างหนึ่งแค่นี้ก็คงจะต้องฟังด้วยความไม่เผลอแรกกว่าจะรู้ละความไม่รู้ว่าขณะนี้ค่ะเป็นธรรมะเท่านั้นไม่มีเราไม่มีใครเพราะเหตุว่าผ้าเห็นไม่เกิด ก็จะมีเราเห็นไม่ได้แต่เมื่อเห็นเกิดเพราะความไม่รู้ความจริงของเห็นนะคะ ก็ยึดถือเห็นในขณะนี้ว่าเป็นเราเห็นจนกว่าจะเป็นธรรมะซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไปเนื่องจึงจะเป็นการเข้าใจธรรมะจริงๆ ว่าเป็นธรรมะสำหรับการสนทนาธรรมนะคะ ประโยชน์สูงสุดก็คือว่า ผู้ใดที่มีความสงสัยข้องใจนะคะ ก็จะได้ร่วมกัน สนทนาเพื่อที่จะได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงฟังอย่างเดียวเนี่ยคงจะละความสงสัยไม่ได้เพราะว่าแต่ละคำแม้แต่ธรรมะนะคะ เริ่มจากทุกขณะถ้าระลึกได้แข็งเป็นธรรมะ แต่ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมะเสียงเป็นธรรมะแต่ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมะคิดเป็นธรรมะไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมะโกรธเป็นธรรมะก็ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นธรรมะไม่เคยขาดไปเลยนะคะ มีอยู่ทุกขณะที่เพียงแต่ว่ามีการได้ฟังพอที่จะระลึกได้ไหม ว่าขณะนี้ค่ะเป็นลักษณะของธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครรู้เลยเพราะความรวดเร็วนะคะ ซึ่งเกิดดับสืบต่อจนเสมือนว่าไม่ดับไปเลยแต่ต้องเห็นธรรมะต่างกันเป็นแต่ละหนึ่งก่อนจึงจะรู้ว่าแต่ละหนึ่งไม่ได้เกิดพร้อมกัน แล้วก็เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏหนึ่งนะคะ กลับไปสิ่งอื่นจึงสามารถจะปรากฎได้แต่สืบต่อจนเหมือนว่าตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีอะไรดับไป แต่ว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ จะรู้ความจริงอย่างนี้นะคะ เป็นปรมัตถ์สัจจะความจริงสูงสุด ประมัคือบรมยิ่งกว่าความจริงอื่นใดคือสภาพธรรมะไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นหรือว่าเปลี่ยนแปลงได้เลย และก็สภาพธรรมะที่มีจริงๆ นะคะ ก็ทรงแสดงหลากหลายมากด้วยประกาศทั้งปวงแต่เมื่อได้ยินคำว่าปรมัตถ์ธรรม แก่นแท้จริงๆ ที่สุดของธรรมะนั้นก็คือจิตเจตสิกรูปนิพพานซึ่งโบราณท่านก็เรียกแต่คำต้นนะคะ จิคือจิตจิตคือเจตสิกรูปคือรูปนี้คือนิพพานก็พูดกันสั้นๆ ว่าจิต เจรุนิเหมือนคาถาบางคนก็เอาไปท่องเลยนะคะ เป็นคาถาจิเจรุนิแต่ความจริงจิตก็คือเจ็บเจก็คือเจตสิกรูปก็คือรูปนี้ก็คือนิพพานมีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงซึ่งเป็นปรมัตธรรม ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินคำจำได้เข้าไว้เข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์แต่ว่า ไม่มีสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์นอกจากปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เพราะว่าสิ่งอื่นไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ เวลาที่มีน้อยนะคะและก็เรื่องกะละเอียด และลึกซึ้งด้วยแต่ละคำนะคะ แต่ให้ทราบว่าเป็นธรรมะซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงกับผู้ที่ได้สะสมความเข้าใจที่จะฟังแล้วก็มีศรัทธาที่จะฟังต่อไปด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่จะมีความเห็นถูกเข้าใจถูกตรงตามที่ทรงแสดงเพราะความลึกซึ้งค่ะจึงประมาทไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครเพียงแต่คิดเองนิดเดียวนะคะ ผิดหรือว่าคิดเติมด้วยความเห็นส่วนตัวก็ผิดอีกเพราะว่าไม่ใช่ความจริงเพราะว่าพวกนั้นไม่สามารถที่จะเติมหรือคิดเองอะไรได้เลยทั้งสิ้นเพราะไม่ได้สะสมพระบารมีถึงความเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเป็นผู้ฟังคะ กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่าธรรมะที่พระเจ้าทรงแสดงนะคะ กับธรรมะที่เราเข้าใจกันทั่วไปที่เป็น เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนเนี่ยค่ะไม่ทราบว่าต่างกันอย่างไรค่ะอาจารย์คะก็ต้องขอความเห็นจากคุณอ้นนะคะ ว่าชาวพุทธทั่วไปที่พูดกับว่าทำไมอย่างที่คุณอ้นกล่าวเข้าใจว่าธรรมะคืออะไร เป็นสมัยก่อนตอนเด็กๆ พอคิดว่าธรรมะก็คือธรรมชาติคือสิ่งที่มีจริงอยู่ทั่วไปก็จะเข้าใจแค่นี้แล้วก็ไปทำบุญที่วัดอะไรพวกเนี่ยคิดเองหรือเปล่าคะ ก็ก็ตามคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายว่าจะตามใครทั้งสิ้นแค่ไม่ได้หมายความว่าใครพูดแล้วเราไม่ต้องคิด ใครพูดก็ว่าตามกันไปเลยอย่างนั้นไม่ใช้ปัญญาแต่ปัญญาเป็นการที่ได้ยินได้ฟังแล้วนะคะ สามารถที่จะไตร่ตรองสอบถามสนทนาจนกระทั่งได้ความจริง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่บอกว่าธรรมะคือธรรมชาติก็ต้องถามเขาว่าแล้วธรรมะคือธรรมชาติเนี่ยคืออะไร และอยู่ที่ไหน ทีนี้ถ้าเราว่าเราเติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายที่นับถือพุทธแล้วก็สอนเรามาอย่างงั้นเนี่ยแล้วถ้าจะบอกว่าจะต้องสอบถามกับผู้รู้เราจะรู้ได้คนที่พูดต้องรู้ใช่ไหมคะหรือว่าพูดโดยไม่รู้ก็ลองเชื่อฟังพ่อแม่ตั้งแต่เด็กเราก็ไม่ทราบว่าเราก็เชื่อไว้ก่อนว่าพ่อแม่ผู้ถูกแล้วเมื่อไหร่เราจะรู้ ก็จนกว่าท่านสะสมเหตุปัจจัยที่พร้อมทำให้เรามาเจอผู้ที่รู้ที่เข้าใจได้สอนกัน เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรจะรู้ว่าเขาพูดไม่ก็คือสนทนากัน ไม่ใช่ว่าฟังแล้วพูดตาม คิดตามโดยที่ไม่ได้ศึกษาความละเอียด ของพระไตรปิฎกหรือวัดพระธรรม มิเช่นนั้นแล้วพระธรรมที่ทรงแสดงแวง๔๕พรรษาจะมีประโยชน์อะไร จะมีประโยชน์กับใครถ้าทุกคนคิดเองแล้วก็ไม่มีการศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเนี่ยเราจะต้องเริ่มต้นศึกษาธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เข้าใจจริงๆ ใช่มั้ยคะอาจารย์ไม่ใช่คิดเองหรือว่ากันนะคะ พ่อแม่นับถือใครนับถืออะไร ต้องคิดตั้งใจตรองค่ะเราก็คิดว่าเรานับถือพุทธเจ้าเราคิดว่าเรานับถือพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าเป็นใคร ที่เรานับถือ ท่านเป็นผู้ที่มีปัญญาแล้วก็หลอกรู้ไปหมดเลยที่สามารถจะช่วยให้เราได้เข้าใจเป็นงานที่ราบรู้คืออะไร ถ้าเป็นสมัยก่อนหนูก็หนูก็ไม่ทราบแล้วจะซื้อเชื่อตามพ่อแม่แต่ก็จบไปแล้วเรื่องเชื่อตามใช่ไหมคะเชื่อตามกันมานานแสนนานจนกระทั่งไม่ได้เข้าใจเลยว่าพระธรรมที่ทรงแสดงแต่ละคำมาจากการบำเพ็ญพระบารมี๔อสงไขยแสนกัป ทรงอนุเคราะห์พุทธบริษัท๔๕พรรษาเมื่อทรงตรัสรู้สภาพธรรมะแล้วนะคะ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ทรงแสดงพระธรรมเกื้อกูลอนุเคราะห์คนที่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมได้จนใกล้ที่จะปรินิพพาน และแต่ละวันนะคะ ก็ได้ทรงแสดงพระธรรมอนุเคราะห์สัตว์โลก เพราะฉะนั้นตลอดพระชนม์นะคะ หลังจากที่ตรัสรู้แล้วก่อนจะถึงปรินิพพานก็คืออนุเคราะห์สัตว์โลกให้เข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นความเข้าใจสำคัญที่สุดค่ะไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์เลยในการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้นานแสนนานกว่าจะได้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และตรัสรู้ และเมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงอนุเคราะห์ตลอด ลองคิดดูค่ะ มีใครที่ได้ทรงแสดงพระธรรมมากข้าพระองค์แล้วไม่มีใครรู้เลยมาทรงแสดงพระธรรมแรงอะไร แม้ว่าจะมาเฝ้าที่พระวิหารเชตวันบุกค้นในครั้งอดีตเมื่อ๒๕๐๐กว่าปีมาด้วยศรัทธาที่สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก เพราะฉะนั้นเมื่อฟังแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้แต่ก็มีนะคะ บุคคลรอบนอก ที่ไม่ได้มาสู่พระวิหารเชตวันแล้วก็ไม่ได้เห็นประโยชน์ของการที่จะมาเฝ้าฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านั้นไม่มีโอกาสเลยค่ะที่จะได้รู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร ในบุคคลใดในสากลจักรวาลทั้งหมดแม้เทวดา และพรหมก็ต้องมาเฝ้าเพื่อที่จะกราบทูลทาง วันนี้ที่ทุกท่านได้มาที่นี่ได้มากราบนมัสการสังเวชนียสถานทั้งหมดเนี่ยเพราะว่าแต่ละคนเนี่ยมีการสะสมมาแต่ชาติปางก่อนใช่มั้ยคะอาจารย์คะที่จะเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินคำว่าธรรมะในวัดพระรัตนไตรหรือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์คือใคร? รู้อะไรจากบุคคลธรรมดานะคะ เจ้าชายสิทธัตถะแล้วก็เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอะไร ต้องมีใครตั้งให้หรือเปล่าคะ นี่แหละปัญญาที่ได้บำเพ็ญมาทำให้ตรัสรู้ความจริงซึ่งได้ทรงพระนามซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถที่จะมีน้ำแดงในได้เลย เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งนะคะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการศึกษาพระธรรมนะคะ ด้วยความเคารพในพระปัญญาคุณในพระบริสุทธิคุณในพระมหากรุณาคุณ แม้แต่ทุกคำนะคะ ต้องศึกษาให้เข้าใจจริงๆ จากนี้ไม่ทราบว่ามีใครไม่รู้จักธรรมะบ้างไหมคะสิ่งที่มีจริงๆ ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตายมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างเช่นเสียงขณะนี้มีจริงๆ นะคะ เป็นธรรมะเห็นมีจริงเป็นธรรมะทุกอย่างเป็นธรรมะอยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ เพราะฉันไม่ต้องไปหาธรรมะที่ไหนเลยค่ะนี้แล้วกำลังปรากฏด้วยแต่เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรมะจึงฝังเพื่อให้มีความเข้าใจนะคะ จนกระทั่งสามารถที่จะไม่สงสัยในความหมายว่าธรรมะเพราะกำลังปรากฏ ท่านอาจารย์ค่ะ ขณะที่เดินประทักษิณนะคะ มีความรู้สึกว่าดีแข็ง ปรากฏเป็นบางครั้ง และมีเย็นปรากฏเป็นบางครั้งขณะนั้นเรียกว่าสติรึเปล่าคะไม่ต้องเรียกค่ะถ้าเรียกว่าสติก็ไม่เข้าใจสติ แต่เรียกว่าสติไม่มีประโยชน์ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปถึงสติเนียเข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมะเมื่อกี้นี้ได้ยินคำว่าธรรมะแล้วตอนนี้กล่าวว่าขณะที่กำลังประทักษิณมีแข็งปรากฏค่ะเดี๋ยวนี้มีไหมคะขณะนี้มีค่ะก่อนนี้มีไหมคะ ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะหายไปไหนเคยเกิดมานะคะ มีแข่งมั้ยคะ อืมค่ะเป็นธรรมะทั้งหมดเลยแต่ไม่รู้จนกว่าจะได้ยินได้ฟังนะคะ ว่าทุกอย่าง เพราะฉะนั้นแข็งเมื่อกี้นี้แข็งเดี๋ยวนี้ก็คือธรรมะก่อนอื่นไม่ต้องไปคิดถึงอะไรเลยถ้าจะพูดคำว่าสติต้องเข้าใจว่าสติคืออะไรทุกคนนะคะ ที่ไม่เคยฟังพระธรรมเนี่ยจะพูดคำที่ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจลองพูดสักคำสิคะรู้จักคำนั้นหรือเปล่าหรือว่าเข้าใจคำนั้นหรือเปล่าจนกว่าจะได้ฟังพระธรรมเมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าแม่แต่ละคำนะคะ ก็เป็นธรรมะ ถ้าไม่มีจิตพูดได้มั้ยเสียงออกมาได้ไหมแต่ถ้าไม่มีเจตนาความประสงค์ที่จะพูดคำนั้นนั้นจะเป็นคำนั้นหรือเปล่าถ้าไม่มีปัญญาเลยคำที่พูดจากความไม่รู้ก็เป็นอย่างหนึ่งแต่เมื่อมีปัญญาคำที่พูดก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เฉินก่อนที่จะรู้ว่าธรรมะคืออะไรก็พูดคำว่าธรรมะแต่ไม่รู้จักธรรมะทั้งๆ ที่มีธรรมะตลอดเวลาก็ไม่รู้แต่พอได้ฟังแล้วนะคะ เดี๋ยวนี้แม้ณวันนี้ขณะการบูชาพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการที่จะเริ่มเข้าใจถูกว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ไหนจริง และที่กำลังปรากฏในขณะที่แม่เดี๋ยวนี้นะคะ ก็มีสิ่งที่ไม่จริง และปรากฏแต่คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้เลยว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะไม่ใช่เราเรียบร้อนไปพูดถึงสติจะมีสติ จะเข้าใจด้วยสติด้วยปัญญาแม้ปัญญาก็ยังไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไรแต่ขณะนี้ค่ะให้ทราบว่าขณะใดที่มีความเข้าใจถูกต้องเป็นราวหรือว่าเป็นความเห็นถูก ถ้าเป็นธรรมะคือไม่ใช่เราไม่ใช่ใคร แต่ว่าจนส่งผู้มีจริงซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และก็ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้นความเข้าใจถูกมีจริงนะคะ ภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา เพราะฉะนั้นบางคนเนี่ยจะใช้คำว่าปัญญาแต่เมื่อปัญญาคืออะไรก็ไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไรแต่ก็พูดว่าปัญญา เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้นะคะ ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ จ้ะเพราะคำถามไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้นอกจากสติหรือยังถ้ายังนะคะ ก็เพียงแต่เข้าใจว่าทุกอย่างทะลุจริงขนาดนี้ค่ะเป็นธรรมะค่ะค่อยๆ เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรมะก่อน กราบเท้าท่านอาจารย์ที่เคารพค่ะแต่ก่อนไม่เคยเข้าใจคำว่าอดทนเลยนะแต่เมื่อเริ่มฟังก็ยังไม่เข้าใจจนกระทั่งตอนนี้พอที่จะเข้าใจบ้าง อยากจะขอความกรุณาท่านอาจารย์แสดงความละเอียดของอัตคัดโคจะระณะคะอาจารย์ ทุกอย่างเป็นธรรมะค่ะคือเราจะข้ามใช่ไหมคะอยากจะรู้ตรงนั้นตรงนี้ขนาดนั้นยากหรือว่าต้องการ ต้องการความเข้าใจเดี๋ยวนี้เข้าใจธรรมะที่กำลังปรากฏหรือยังที่สำคัญที่สุดค่ะก่อนที่จะไปถึงชื่อต่างๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นความอดทนหรืออะไรต่างๆ เหล่านั้นเป็นแต่เพียงชื่อนะคะ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงจริง มันไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลยเกิดแล้วขณะนี้ปรากฏนะคะ แล้วก็เปลี่ยนแปลงความจริงนั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยการที่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏก่อนแวะทำไมต้องไปอยู่ที่ไหนเลยขณะนี้คุณแก้วอดทน ไม่รู้สึกแต่อะไรก็ตามที่ปรากฏนะคะ รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจริงในลักษณะที่ปรากฏว่าต่างกับสภาพธรรมะอีกเช่นสิ่งที่ปรากฏต่างๆ นะคะ เป็นอย่างนี้ในขณะที่เสียงก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตานี่คือเริ่มเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมะที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง แล้วเราพูดถึงความอดทนที่อดทนแต่ขณะนั้น และลักษณะที่อดทนเป็นอะไรก็ยังไม่ได้เป็นธรรมะใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมีคำว่ารูปธรรมหรือธรรมะที่เป็นรูปนะคะ ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าธรรมะหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นการที่ธรรมะหลากหลายก็มีลักษณะที่ต่างๆ กันไปละเอียด มากแต่เมื่อประมวลแล้วก็เป็นธรรมะที่ต่างกันเป็นสองอย่างกล่าวถึงธรรมะที่เกิดกำลังปรากฏจริงๆ นะคะ อย่างหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยแข็งรู้อะไรไม่ได้เสียงก็เป็นธรรมะมีจริงไม่มีแล้วมีแล้วก็หามีไม่ชั่วคราวทุกอย่าง ความจริงเป็นอย่างนั้นนะคะ คือเกิดปรากฏแล้วก็หมดไปในสภาพใดก็ตามแม้มีลักษณะจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้นั่นคือความหมายของคำว่ารูปธรรม พระเจ้าก่อนอื่นนะคะ อดทนเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมเห็นไหมคะเรากำลังจะก้าวไปถึงเรื่องต่างๆ แต่ว่าตามความจริงก็ถือว่าให้เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ มาเป็นธรรมะนะคะ จากการฟังไม่ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะรู้ความต่างของสภาพที่ไม่รู้อะไรกับอีกอย่างหนึ่งคือกำลังเห็นกำลังได้ยินซึ่งทั้งหมดก็เป็นธรรมะด้วยเหตุนี้นะคะ การศึกษาธรรมะคือไม่เจาะจงได้ฟังอะไรที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นเป็นความถูกต้องแต่ว่าพูดอะไรไม่ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นเรื่องเป็นราว และเราก็ติดตามเรื่องนั้นไปนะคะ แต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจว่าแม้ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรมะถ้าเป็นเด็กนี้นะคะ ไม่มีการที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมมะซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลด้วยเหตุนี้ค่ะกำลังฟังแล้วมีอะไรปรากฏทุกคนได้ยินเสียง เห็นไหมคะได้ยินเสียง ค่ะเสียงเป็นธรรมะ เสียงยังไม่มีแล้วมีเสียงแล้วเสียงก็หายไปไม่กลับมาอีกทุกขณะเป็นอย่างนี้ค่ะถ้าจะมีการที่จะเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ว่าปัญญายังไม่สามารถที่จะถึงความเข้าใจธรรมะแต่เริ่มเห็นความลึกซึ้งว่ากล่าวถึงสิ่งที่ดี ไม่เข้าใจขึ้น ต้องเป็นสิ่งที่กำลังมีให้เข้าใจขึ้นในสิ่งนั้นจึงจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แม้ว่าขณะนี้นะคะ ความหมายของการที่ว่าไม่ดี แล้วมีแล้วหามีไม่ เสียงยังไม่เกิด ยังไม่มีเสียงแต่พอเ๔ยงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไปจึงสามารถที่จะเข้าใจคำว่าไม่มีแล้วมีแล้วหามีไม่นี้เป็นความเข้าใจพื้นฐานค่ะแต่ถ้าปัญญาอบรมจนกระทั่งเข้าถึงความจริงขณะนั้นสภาพนั้นจะปรากฏโดยความไม่ใช่เรา ที่กำลังเข้าใจนะคะ แต่เป็นลักษณะเฉพาะสิ่งนั้นจริงๆ ซึ่งปรากฏความจริงว่าตรงตามที่เคยได้ฟัง แต่ว่าปัญญาที่กำลังฟังในขณะนี้ค่ะยังอบรมไม่พอก็ฟังแล้วก็จริงๆ แล้วก็เข้าใจก็เท่านั้นเองนะคะ แต่ว่าขณะใดก็ตามที่โลกอื่นไม่ได้ปรากฏร่วมกันเลยมีแต่ภาพที่ได้ยินเสียงคือภาพที่กำลังรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏจึงจะสามารถไถ่ถอนความเป็นร่างซึ่งมีทั้งเห็นบ้างได้ยินบ้างคิดนึกบ้าง แต่ว่าเป็นสภาพธรรมะที่ปรากฏตามความเป็นจริงคือทีละหนึ่งใหญ่แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากการฟังเข้าใจ และก็ไม่ต้องทำอะไรโหมดทั้งสิ้นเลยค่ะทำไม่ได้จะทำอีกแล้วเพราะไม่รู้ว่าเกิดแล้วทั้งหมดแล้วก็เป็นธรรมะที่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะก็คือเพื่อให้ถึงความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งนั้นค่ะปรากฏแล้วหมดไปแล้วเสียงเมื่อกี้นี้ก็หมดไปแล้วเป็นความเข้าใจยังไม่มั่นคงเพราะว่ายังไม่ตรงลักษณะที่เกิดระดับจริงๆ อดทนเป็นธรรมะหรือเป็นคุณแก้วตาเป็นธรรมะอาจารย์ค่ะ เพราะฉะนั้นนะคะ อดทนที่คุณแก้วตาต่อไปเป็นธรรมะเป็นธรรมะที่ได้ฟังใช่ค่ะแต่ยังไม่รู้สภาพอดทนว่าเป็นธรรมะไม่ใช่ผู้แก่แต่มันก็กำลังตามเรื่องของความอดทนคิดเลขเรื่องความอดทนนะคะ ทั้งหมดขนาดนั้นก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นไม่ต้องอะไรเลยนอกจากเข้าใจว่าเป็นธรรมะก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรนะคะ ถ้าโกรธขนาดนี้บางคนอยากไม่โกรธคนอื่นก็บอกว่าให้ทำอย่างนั้นให้ทำอย่างนี้นะคะ แต่จะเข้าใจไหมว่าโกรธเกิดแล้วโดยไม่มีใครอยากให้กรธ และกรธเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วโกรธก็ดับไป เพราะฉะนั้นแทบไม่มีความเข้าใจอย่างนี้นะคะ จะไม่ถึงพระธรรม แปลว่ายังคงเป็นเราแล้วก็คิดเรื่องของธรรมะด้วยเหตุนี้นะคะ ไม่ต้องห่วงใยเลยไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเกิดแล้วทั้งนั้นแล้วก็ดับไปแล้วเท่านั้นแต่ไม่เข้าใจธรรมะนั้นที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจจริงๆ นะคะ ในลักษณะขณะที่กำลังรู้เฉพาะลักษณะแล้วเริ่มเข้าใจขึ้นเป็นผลจากการฟังเพราะเวลานี้ก็มีธรรมะรากฎแต่เข้าใจเฉพาะตรงลักษณะที่เป็นธรรมะของสิ่งนั้นรึยังถ้ายังก็คือว่าฟังต่อไปด้วยไหมหวังว่าอยากจะรู้แล้วเมื่อไหร่จะรู้ แต่อาศัยความรู้ความเข้าใจนี่เองค่ะ ก็จะสามารถทำให้เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ และสิ่งที่ทรงแสดงไว้นะคะ อุปการะปัญญาที่จะทำให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมพระสงฆ์แสดงไว้ละเอียด เดี๋ยวนี้อะไรๆ เป็นธรรมะบ้างค่ะ ได้ยินค่ะเดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรมะบ้างป่ะได้ยินขณะที่ต่อไปได้ยินเนี่ยกำลังรู้ลักษณะที่ได้ยิน หรือเพียงต่อไปได้ยิน เพียงตอบเพียงต่อไปได้ยินก็แสดงว่าเรายังไม่ถึงทำไมตัวจริง เพราะฉะนั้นที่ว่ามีธรรมะอยู่ตลอดเวลานะคะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะเพราะมืดสนิทด้วยความไม่รู้ที่เราใช้คำว่าอวิชาความไม่รู้นะคะ ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลยนะคะ อยู่ที่เดี๋ยวนี้ที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรมะ แม่เราก็คิดเรื่องอื่นแล้วก็ตอบตามการฟัง เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดนะคะ มี๓ขั้นคือปริยัติเตะปฏิบัติ และปฏิเวธท่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740