ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
ตอนที่ ๑๗๑๔
สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่จิตจะสะอาดจริงๆ ก็ต้องจากการรู้ความจริงว่า ขณะนี้จิตคืออะไร ไม่ข้าม ไม่เผินสักคำเดียว เพราะว่าพระธรรมทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง ให้คนที่ได้ฟังไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง และชัดเจนยิ่งขึ้นในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ หรือว่ายังคิดเพิ่มเติมตามความคิดของตัวเอง แต่ต้องเป็นการฟังอย่างละเอียดและไตร่ตรอง แม้แต่ประโยคที่คุณคำปั่นกล่าวถึง บุญ คือการชำระจิตให้บริสุทธิ์ จิตสกปรกอย่างไรก็ไม่รู้เพราะยังไม่รู้จักจิต มีใครรู้จักจิตแล้วบ้าง มีจิตอยู่ทุกคน แต่ใครรู้จักจิต แล้วถ้าไม่รู้จักจิตจริงๆ จะทำให้จิตนั้นบริสุทธิ์ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ฟังแล้วพิจารณาเป็นความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยตลอดชีวิต อีกกี่ชาติก็แล้วแต่ จะเป็นความเข้าใจในสิ่งซึ่งได้ยินได้ฟัง แต่แม้ว่าจะเข้าใจก็ยังไม่ใช่การประจักษ์ชัดในลักษณะของสิ่งที่ได้เข้าใจแล้ว เช่นขณะนี้กำลังมีจิต ถ้าไม่ศึกษาธรรมมีใครจะบอกได้หรือไม่ว่า ขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก่อนศึกษาธรรมคุณคำปั่นคิดว่าจิตเป็นอย่างไรบ้าง หรือไม่รู้เลยเรื่องจิต
อ.คำปั่น ก่อนที่จะได้มีโอกาสได้ฟังธรรม ศึกษาธรรม ไม่รู้เลยว่าจิตคืออะไร แต่ก็พูดเรื่องจิตโดยที่ไม่รู้ว่าคืออะไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ควรจะรู้เรื่องจิตก่อน คุณคำปั่นทราบเรื่องจิตอย่างไรบ้าง
อ.คำปั่น จิตเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เมื่อได้ศึกษาแล้วก็พอที่จะเข้าใจว่า ทุกขณะของชีวิตนั้นมีจิตเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ทุกขณะ โดยความหมายของจิตแล้วหมายถึง สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เพราะฉะนั้น ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไป มีจิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสายเลย ทั้งที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง ทุกขณะไม่พ้นไปจากจิตเลย
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้จิตกำลังทำอะไร
อ.คำปั่น จิตเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ อย่างเช่นในขณะนี้ที่กำลังเห็น จิตก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เห็นสี คือสิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ จะเห็นได้ว่าจิตเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นทำกิจ ขณะนี้ใครเห็น ก่อนศึกษาธรรม เราเห็น แต่ว่าเมื่อศึกษาธรรมแล้ว ขณะเห็นเป็นธาตุหรือเป็นจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจ เห็นเมื่อเช้านี้มากมายเลย แต่ยังไม่ได้รู้เลยว่าขณะที่เห็นก็เป็นธรรม คือเป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นแล้วทำกิจคือเห็นแล้วดับ จะไม่มีจิตสักขณะเดียวซึ่งเกิดโดยไม่ได้ทำกิจการงานของจิตนั้นๆ
ขณะใดที่เราคิดว่า เราเกิดมาเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดขึ้น และขณะนี้ก็กำลังทำกิจนั้นๆ ด้วย เช่นในขณะที่เห็นในขณะนี้เป็นจิตที่เกิดขึ้นเห็น ไม่ใช่เราเห็น ขณะที่กำลังได้ยินก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นได้ยิน ไม่ใช่เราได้ยิน ต้นไม้ ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิด ไม่นึก เพราะฉะนั้น ลักษณะของธาตุหรือธรรมซึ่งเห็นมีจริงๆ แล้วก็ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลย เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่คือความต่างกันของสิ่งที่มีชีวิต เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น อ่อน แข็ง เย็น ร้อน เสียง กลิ่นต่างๆ เหล่านี้ โลกนี้ก็มีเพียงเท่านี้ โดยเฉพาะโลกมนุษย์ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นโลกของรูป มีจริงๆ กระทบจักขุปสาทปรากฏว่ามีจริงๆ ขณะนี้ เป็นโลกของเสียง เสียงมีจริงๆ เป็นโลกของกลิ่น เป็นโลกของรสที่ปรากฏเมื่อลิ้นกระทบขณะที่กำลังรับประทานอาหาร เป็นโลกของการปรากฏของเย็นบ้าง อ่อนบ้าง ร้อนบ้าง ตึงบ้าง ไหวบ้าง เป็นโลกของความคิดนึกถึงสิ่งที่มีในโลก ไม่พ้นไปจากนี้เลย
ดังนั้นต้องทราบแม้แต่ความหมายของคำว่ากาม คือสิ่งที่น่าใคร่ สิ่งที่น่าใคร่มีอะไรบ้าง ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ขณะใดก็ตามซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นอารมณ์คือ สิ่งที่จิตกำลังรู้ รวม ๒ คำคือ กาม กับ อารมณ์ เป็นกามารมณ์ หรือว่ากามอารมณ์ หมายความถึงว่า ขณะนั้นไม่พ้นไปจากจิตที่กำลังเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง รูปเป็นสิ่งที่น่าใคร่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าเกิดใหม่จิตสุดท้ายเป็นอะไร อาจจะนึกถึงหน้าสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังรักเหลือเกิน ตายแล้วไปชาติหน้าเกิดเป็นสุนัข แต่อาจจะเป็นสุนัขซึ่งได้นอนบนเตียงทอง
ท่านอาจารย์ เป็นความหวังถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด และเป็นความคิดคาดคะเนต่างๆ แต่ว่าอะไรๆ ก็ตาม เกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยให้คิดเช่นนี้ได้ คิดถึงสุนัขตัวเล็กๆ นอนบนเตียงทองคำก็คิดได้ แต่ว่าตามความเป็นจริงคือ เพียงแค่คิดแล้วก็หมด และเป็นความคิดอย่างอื่นต่อไป สิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ไม่ต้องคิด เกิดแล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตา ใครคิด เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะคิด แต่เกิดเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นปรากฏตามความเป็นจริงว่า ใครก็ไม่สามารถที่จะบันดาล หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยหลากหลายมากมายให้เป็นเช่นนั้น ดอกกุหลาบสีเหลือง จะเปลี่ยนให้เป็นสีแดงก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น คุณคำปั่นติดข้องอะไรบ้าง
อ.คำปั่น จริงๆ ก็ติดข้องมากไม่ว่าจะเป็นรูป หรือเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ท่านอาจารย์กล่าวคือ ติดข้องในกาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ทั้งหมดเลย
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครไม่ติดข้อง ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าสามารถที่จะเริ่มเข้าใจสภาพธรรมว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา นี่คือคำสอนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่ว่าใครจะสอนเรื่องกุศล เรื่องอกุศล เรื่องบุญ เรื่องบาป สักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ก็ไม่สามารถที่จะละคลายความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นหนทางเดียวคือ การรู้ความจริง ความจริงไม่ได้หลอกลวงอะไรเลยทั้งสิ้น ความจริงเป็นความจริง ซึ่งผู้ใดที่รู้ความจริงผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง
ทุกคนติดข้องแน่ๆ ทางตาก็ติดข้อง วันนี้ก็ทำให้สวยมากเลยเพราะว่าทุกคนติดข้อง มีใครที่จะอยากมาที่นี่และไม่มีอะไรสวยๆ งามๆ ให้ดูบ้างหรือไม่ ก็แล้วแต่ แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ปรากฏทางตาที่น่าพอใจ ให้ทราบว่าใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ เพราะว่าตามความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นรูปธรรมก็ต้องมีทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ เสียงก็มีทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ กลิ่นที่น่าพอใจก็มี ที่ไม่น่าพอใจก็มี รสเกิดแล้วเป็นเช่นนั้น เกิดเป็นรสเค็มจะเปลี่ยนเป็นหวานไม่ได้ เป็นขมไม่ได้ มีทั้งรสที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ หรือแม้แต่สิ่งที่กระทบกายที่หยาบกระด้างก็มี ที่ทำให้เกิดความสบายก็มี ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้
เริ่มต้นจากคำว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ และทุกอย่างเป็นธรรม ไม่เว้นเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละอย่าง มีลักษณะเฉพาะที่เป็นเช่นนั้นๆ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นอย่างน้อยวันนี้ก็ซ้ำเหมือนเดิมคือ ไม่ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่เว้น
คิดจริงๆ หรือไม่ คิดจริง คิดเป็นธรรมหรือไม่ คิดเป็นธรรม เพราะอะไร เพราะเมื่อมีปัจจัยที่จะให้คิดเกิดคิดก็เกิด ถึงเวลาคิด ไม่ให้คิดได้หรือไม่ ถึงเวลาคิดเกิดแล้ว คิดแล้ว ถึงเวลาที่ไม่คิด จะคิดก็ไม่ได้ ดังนั้นให้มั่นคงในความเป็นจริงของธรรมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม เมื่อเกิดต้องเกิดเพราะปัจจัยที่จะเป็นเช่นนั้นและเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ใครจะรู้หรือไม่รู้ ธรรมก็เป็นธรรม เป็นความถูกต้องหรือไม่ที่เข้าใจเช่นนี้ ในขั้นต้นได้ยินคำว่าธรรม ได้ฟังคำว่าพระผู้มีพระภาคตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงพระธรรมเพื่อที่จะให้คนมีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ว่า ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของธรรมนั้นๆ ถึงเวลาสุข สุขเกิด ถึงเวลาทุกข์ ไม่ให้เกิดได้หรือไม่ ไม่ได้ ถึงเวลาคิดก็คิด ทั้งหมดให้ทราบว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คุณโป๊ดหรือใครก็ตามเกิดมาแล้ว ขณะแรกต้องมีจิตเกิด มิฉะนั้นก็ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นต้องมีจิตเกิดขณะแรกของชาตินี้ ขณะนั้นเห็นอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าอยู่ในท้องคงยังไม่เห็น
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วก็เล็กมากเลย จิตหนึ่งขณะที่เกิดกับรูปที่เกิดพร้อมจิต เพราะกรรมเป็นปัจจัยให้จิตและรูปเกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันด้วย ในภูมิที่จะต้องมีรูปร่างกายไปจนตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ในขณะแรกที่เกิดจิตนั้นก็ต้องอาศัยรูปด้วย ด้วยเหตุนี้ในขณะแรกจริงๆ หนึ่งขณะจิต ลองคิดดู สภาพรู้ ธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกรรม ใครก็ทำให้จิตเกิดไม่ได้ แม้เดี๋ยวนี้หรือเมื่อไรก็ตามแต่ และการที่จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ ต่างๆ กันไปก็ต้องแล้วแต่กรรมด้วย เลือกไม่ได้เลย คุณโป๊ดคงไม่เลือกเป็นสุนัขสวยๆ นอนเตียงทองชาติหน้า ใช่หรือไม่ ถึงเลือกก็เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ แล้วแต่กรรมที่จะทำให้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเราอยาก
แสดงให้เห็นความเป็นธรรม ตั้งแต่จิตขณะแรกเกิดขึ้นหนึ่งขณะ ขณะแรกที่เกิดเป็นผลของกรรม จิตขณะนั้นเกิดโดยกรรมสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เกิด และให้เห็นแรงของกรรม จากมนุษย์ เกิดในนรก หรือในสวรรค์ก็ได้ หรือจะเกิดเป็นเปรต เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ได้ทั้งหมดเลย ไม่มีใครสามารถที่จะเลือกเกิดได้ นอกจากถึงกาลที่กรรมหนึ่งจะให้ผลก็ทำให้จิตเกิด จิตที่เป็นผลของกรรม ภาษาบาลีใช้คำว่า วิปากะ แต่ภาษาไทยใช้คำว่า วิบาก เพราะฉะนั้นเรามีกรรมซึ่งเป็นเหตุ เป็นจิตประเภทหนึ่ง และเมื่อจิตซึ่งเป็นเหตุทำให้จิตต่อไปเกิดขึ้น จิตที่เกิดเพราะกรรมนั้นคือ วิปากจิต หรือวิบากจิต
วันนี้ได้ยินคำว่า ธรรม ได้ยินคำว่า จิต ซึ่งจิตที่เป็นเหตุคือ จิตที่เป็นกรรมแล้วทำให้เกิดจิตที่เป็นผล คือวิบาก แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มแรกของการมีชีวิตต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ใครก็เลือกไม่ได้ ถามอีกครั้งหนึ่ง จิตหนึ่งขณะ เราพูดถึงหนึ่งขณะ เวลาที่จะพูดถึงจิตเราไม่พูดรวมๆ กันเป็นหลายจิตพร้อมกันเพราะไม่ใช่ความจริง จิตจะเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เพียงอย่างเดียว เพราะจิตเป็นสภาพรู้ ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทไหน เกิดที่ไหนก็ตามแต่ จิตเป็นธาตุรู้ เกิดแล้วต้องรู้ เมื่อจิตต้องรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ เพราะฉะนั้นจะมีคำ ๒ คำ จิตเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ถูกจิตรู้เป็นอารัมมณะ หรือภาษาไทยเราใช้คำว่า อารมณ์ หมายความถึงสิ่งที่ถูกจิตรู้ เมื่อมีธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะจะรู้หลายๆ อย่างไม่ได้เลย หนึ่งขณะเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังเป็นธาตุรู้
เมื่อกรรมทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นขณะแรกของชาตินี้ จิตนั้นเป็นวิปากะ เป็นผลของกรรม ทันทีที่จิตทำกิจเกิดในชาตินี้ ซึ่งความจริงจิตขณะแรกที่เกิดในชาตินี้สืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน แสดงการเกิดดับของจิตที่ไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้น ถ้าใครเกิดเมื่อไรก็รู้ว่าปฏิสนธิจิต คือจิตขณะแรกของคนนั้นเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ซึ่งจุติของชาติก่อนจะเป็นที่ไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ คุณโป๊ดทราบหรือไม่ ชาติก่อนจิตขณะสุดท้ายของคุณโป๊ดอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางทราบได้เลย สวรรค์ได้หรือไม่
ผู้ฟัง อาจจะเป็นได้ทั้งสวรรค์และนรก
ท่านอาจารย์ เป็นเปรตได้หรือไม่ จากเปรตมา เป็นได้ทุกอย่างแต่ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้น จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่งเหมือนประตูที่ปิดสนิท ทันทีที่จุติจิตดับจะไม่ย้อนกลับไปรู้เลยว่า ชาติก่อนที่จากมาชั่วขณะเดียวนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน เพราะว่าปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย
ถามอีกครั้งหนึ่ง จิตทุกขณะ ทุกประเภท เกิดแล้วต้องทำกิจหน้าที่ของจิตนั้นๆ เช่น ขณะนี้เห็นเป็นจิต เกิดขึ้นเห็น ไม่ได้ทำหน้าที่อื่นเลย ขณะที่เสียงปรากฏ จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง ไม่ได้ทำหน้าที่อื่นเลย นอกจากได้ยิน เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกของชาตินี้ทำปฏิสนธิกิจ สืบต่อ ปฏิสนฺธิกิจ คุณคำปั่นช่วยให้ความหมายด้วย
อ.คำปั่น มีคำบาลีคือคำว่า ปฏิสนฺธิ ซึ่งคนไทยจะไม่ออกเสียงทั้งหมด ก็ออกเสียงว่า ปฏิสนธิ แต่บาลีคือ ปฏิสนฺธิ หมายถึง สภาพธรรมที่สืบต่อเฉพาะจากจุติจิตของชาติที่แล้ว ปฏิหมายถึงเฉพาะ สนฺธิหมายถึงการสืบต่อ หมายถึงสภาพธรรมคือ จิตและเจตสิกที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติที่แล้ว
ท่านอาจารย์ นั่นคือเป็นกิจหนึ่งของจิต คือจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนใช้คำว่า จุติจิต เพราะทำจุติกิจคือ เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น จะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย เมื่อจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป จะมีเงินทองสักเท่าไร จะขอร้องอย่างไร ก็กลับไปเป็นคนนั้นอีกไม่ได้ เพราะจิตขณะสุดท้ายทำกิจทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น ด้วยเหตุนี้จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนคือจุติ และจิตขณะแรกของชาตินี้คือปฏิสนธิ ปฏิสนธิจิตทำกิจปฏิสนธิคือ เกิดสืบต่อจากจุติจิตทันที ไม่ทำกิจอื่นเลย เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกคือ ปฏิสนธิจิตที่ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะเป็นวิบากจิต
ท่านอาจารย์ เพราะเป็นจิตที่ทำกิจของตนคือ สืบต่อเท่านั้นเอง จิตหนึ่งขณะทำกิจเฉพาะในขณะที่เกิดขึ้นว่าขณะนั้นทำกิจอะไร และปฏิสนธิจิตได้ยินได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับรูปกลาปเล็กๆ เล็กมาก ๓ กลาป แต่ขอกล่าวถึงกลุ่มเดียว กลาปเป็นภาษาบาลี หมายความว่าไม่ใช่รูปเดียว แต่มีรูปอย่างน้อยที่สุด ๘ รูปเกิดพร้อมกัน เกิดร่วมกัน เกิดด้วยกัน เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดต้องมีรูปที่เกิดจากกรรม ๓ กลุ่ม ขอกล่าวถึงกลุ่มเดียวคือกายปสาท ขณะนั้นมีปฏิสนธิจิตเป็นนาม เป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลย รูปเป็นรูป นามเป็นนาม รูปที่เกิดเพราะจิตที่เป็นกายปสาทมีแล้วพร้อมกับปฏิสนธิจิตใช่หรือไม่ รูป ๓ กลุ่มเล็กๆ กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดพร้อมปฏิสนธิ กลุ่มเล็กที่สุดภาษาบาลีใช้คำว่า กลาป ถึงเล็กอย่างไรก็ต้องประกอบด้วยรูป ๘ รูปคือ ธาตุดิน ๑ ธาตุน้ำ ๑ ธาตุไฟ ๑ ธาตุลม ๑ ที่เราใช้คำว่า มหาภูตรูป ๔ และเมื่อมีมหาภูตรูป ๔ ก็มีรูปที่เกิดในขณะนั้นซึ่งไม่ใช่มหาภูตรูป ๔ แต่เกิดกับมหาภูตรูป ๔ คือ สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทในขณะนี้หนึ่งรูป แล้วก็มีกลิ่นหนึ่งรูป มีรสหนึ่งรูป และมีโอชา คำนี้เราจะไม่ค่อยได้ยิน แต่หมายความถึงรูปที่เป็นสมุฎฐานที่ก่อตั้งให้รูปอื่นเกิดได้ด้วย
เพราะฉะนั้น ๘ รูปคือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ในกลุ่มนั้นก็มีกายปสาทอีกพิเศษต่างหาก แล้วก็มีชีวิตินทริยรูปอีกหนึ่งรูป รูปที่เกิดจากกรรม รูปทุกกลุ่มจะมีชีวิตินทริยรูปด้วยทุกกลาป แสดงให้เห็นความต่างของรูปที่มีชีวิตกับรูปที่ไม่มีชีวิต เช่นดอกไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นดอกไม้เทียม เหมือนเลย บางคนก็ยังต้องจับว่าจริงหรือปลอม แต่ว่ารูปนั้นแม้เป็นรูป ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรมก็ยังมีชีวิตรูปรวมอยู่ด้วย แสดงให้เห็นความต่างของรูปซึ่งกรรมไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น และรูปที่ (กรรม) ทำให้เกิดขึ้น แม้จะมีกายปสาท ปฏิสนธิจิตรู้รูปที่กระทบกายหรือไม่ ไม่รู้เลยเพราะทำปฏิสนธิกิจ
นี่คือการศึกษาธรรมต้องละเอียดและต้องมั่นคง จะทำให้เราเข้าใจจริงๆ ในความเป็นธรรมว่า ปฏิสนธิจิตไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่คิดนึกเลย ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องของขณะนี้ จะได้เห็นความต่างของจิตแต่ละขณะ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เกิดว่า ขณะนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน จึงไม่ใช่จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ เรามีคำเรียกชื่อจิต ทั้งๆ ที่จิตไม่มีชื่อเลย แต่ใช้คำแสดงให้เห็นว่าหมายความถึงจิตนั้นทำอะไร ชาติอะไร มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร
ดังนั้น มีจิตหลากหลายตามประเภทของจิตนั้นๆ ยังไม่ถึงปัญจทวาราวัชชน เพิ่งเกิด แสดงว่าตอนนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่จะเป็นเช่นนั้นตลอดไปไม่ได้เลย ไม่มีอะไรซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ แม้ปฏิสนธิจิตเกิด ดับหรือไม่ ต้องมั่นคง ไม่มีจิตสักขณะเดียวซึ่งเกิดแล้วไม่ดับไป เป็นไปไม่ได้เลย จิตของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดแล้วดับหรือไม่ จิตของเทวดา จิตของพรหม จิตของมด จิตของนก เพราะเราพูดถึงธรรม เราไม่ได้พูดถึงคำสมมติบัญญัติ แต่หมายความว่าสภาพของธรรมนั้นเป็นเช่นนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จิตเกิดแล้วดับ แต่การดับไปของจิตเป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น ไม่ใช่จิตเก่ากลับมา
เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดสืบต่อจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อจิตนั้นดับ ปราศไปไม่เหลือเลย เพราะว่าถ้ากล่าวถึงจิตหนึ่งขณะเร็วมาก แต่ก็ยังแยกเป็นขณะที่ต่างกันได้ เช่น ขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ และขณะที่ตั้งอยู่ยังไม่ดับ แต่ว่าเกิดแล้วเป็นฐิติขณะไม่ใช่ขณะที่เกิด ไม่ใช่ขณะที่ดับ เร็วแสนเร็วอย่างไร พระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด โดยประการทั้งปวง เพราะเหตุว่าแม้แต่รูปที่เกิด รูปที่เกิดพร้อมจิตทันทีในอุปาทขณะก็มี รูปที่ไม่เกิดในอุปาทขณะก็มี
แสดงให้เห็นว่า การที่เราศึกษาธรรมเพื่อให้เข้าใจความเป็นอนัตตา ความเป็นธรรมจริงๆ ที่หลงเข้าใจว่า เห็นเป็นเรา หรือว่า เราเกิด เราแก่ เราเจ็บ เราตาย เรามีลาภ ยศ สรรเสริญต่างๆ ก็คือ จิตพร้อมกับสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ซึ่งเราใช้คำว่า เจตสิก ลึกไปเรื่อยๆ จากคำเดียวก็ขยายไปเป็น ๓ ปิฏกได้ แสดงให้เห็นว่าการที่จะศึกษาธรรมให้เข้าใจ แม้เพียงคำเดียวแต่เข้าใจจริงๆ เป็นประโยชน์กว่าการที่เราจะเข้าใจเผินๆ และสับสน
ตอนนี้ไม่ใช่ปัญจทวาราวัชชนจิต ปฏิสนธิจิตดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น ไม่ให้เกิดได้หรือไม่ จิตขณะก่อนดับไป ไม่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ได้หรือไม่ ไม่ได้ เว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น ซึ่งเมื่อดับแล้วไม่เป็นปัจจัยให้มีปฏิสนธิ หรือจิตและเจตสิกใดๆ เกิดสืบต่อได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740