ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696


    ตอนที่ ๑๖๙๖

    สนทนาธรรม ที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์

    วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ผู้ฟัง ขอเรียนท่านอาจารย์อธิบายเรื่องธรรม และแข็ง ยังสงสัยกับเรื่องนี้มากเลย

    ท่านอาจารย์ อยากจะเข้าใจสักเท่าไร หรือเพียงรู้ว่าแข็งมีจริง

    ผู้ฟัง อยากเข้าใจว่า แข็งมีจริง แต่ก็ดับไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ไม่ได้รู้การเกิด การดับของแข็ง ทั้งๆ ที่บอกว่าแข็งดับไป

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ จนกว่าจะรู้ว่าแข็งดับจริงๆ เวลานี้มีอะไรแข็งหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่คุ้นเคยกับการที่จะรู้ว่านั่นเป็นธรรมใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ นอกจากแข็ง มีอะไรที่เป็นธรรมอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง เห็น

    ท่านอาจารย์ คุ้นเคยที่จะเข้าใจเห็นขณะนี้ว่าเป็นธรรมหรือยัง

    ผู้ฟัง เริ่มพอที่จะเข้าใจ และเดี๋ยวก็จะลืมอีกแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องหรือไม่ว่าต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าวันหนึ่งๆ เรามีเรื่องอื่นมากมายที่ไม่ใช่คำที่เราได้ยินและฟังในขณะนี้ เราคิดถึงเรื่องอื่นมากกว่า ในสังสารวัฏฏ์ เราได้ยินแต่เรื่องราวต่างๆ ซึ่งมีข้อความหนึ่งซึ่งน่าฟังว่า ขณะนี้สภาพธรรม มี ไม่รู้ ถูกต้องหรือไม่ เพียงรู้ว่าเป็นธรรมโดยชื่อ โดยชื่อคือเข้าใจว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ มากมายหลากหลายจนเราบอกไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นธรรมแต่ละลักษณะๆ นี่คือการที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้สะสมมาตามความเป็นจริงว่าก็มีเห็น ไม่ใช่แต่เฉพาะเดี๋ยวนี้ เห็นมากี่ครั้ง นานแสนนานก็เห็น แต่ไม่รู้ความจริงของเห็น

    ตอนนี้กำลังมีศรัทธาที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงว่า ความจริงของสิ่งที่มีจริงมีอะไรบ้าง ถ้าไม่มีตาก็มองไม่เห็น ไม่มีหูก็ไม่ได้ยิน ไม่มีจมูกก็ไม่ได้กลิ่น ไม่มีลิ้นก็ไม่ลิ้มรสอะไร ไม่มีกายกระทบสัมผัสจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วแข็งก็มี อ่อนก็มี เย็นก็มี ตึงก็มี ไหวก็มี ชั่วขณะที่ปรากฏ

    ข้อสำคัญแม้แต่เพียงคำสั้นๆ แต่เป็นความจริง เช่น ชั่วขณะที่ปรากฏ เวลานี้สิ่งที่ปรากฏทางตากำลังปรากฏ ชั่วขณะที่ปรากฏจึงรู้ว่ามีสิ่งนี้จริงๆ แต่ว่าได้ยินอีกแล้ว ไม่ใช่เห็น แสดงถึงว่าแต่ละขณะนี้สั้นและรวดเร็วมาก เกิดขึ้นโดยบังคับบัญชาไม่ได้ กว่าจะหมดเยื่อใยในสภาพธรรมที่เคยเป็นเรา ทั้งก่อนนี้และเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นว่าเป็นเราเห็น หรือว่าเราได้ยิน จึงต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้นจากการฟังและรู้ว่า ขณะนี้กำลังเริ่มเข้าใจน้อยมากในสิ่งที่กำลังมี แต่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ถ้าปัญญาจะเกิดก็ไม่รู้อย่างอื่น นอกจากรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เมื่อขณะนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ต้องเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    ข้อความตอนหนึ่งในอรรถกถามีว่า "ยกศีรษะขึ้น" เวลาเราจะไปไหนแล้วนอนอยู่ ไปได้หรือไม่ ไปไม่ได้ ถ้าคนที่มีกำลังลุกขึ้นได้ก็ไปเลย ใช่หรือไม่ เเต่ถ้าคนที่ไม่มีแรงไม่มีกำลังและนอนอยู่ แล้วจะลุกขึ้นเดินไป ก่อนอื่นต้องทำอะไร ต้องยกศีรษะขึ้นใช่หรือไม่ ลองดู วันนี้นอนๆ อยู่ ยกศีรษะขึ้นหรือไม่ ถ้ายกศีรษะขึ้นหมายความว่ามีเรี่ยวแรงพอที่จะไปไหนได้ แต่กิเลสที่หนักมากทำให้จมอยู่ตลอดเวลา ที่มีการเห็นแล้วไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นแต่เพียงนิมิตของสิ่งที่แท้จริงแล้วเพียงปรากฏแล้วดับไป สืบต่อจนเหมือนกับเป็นสิ่งที่มีรูปร่างสัณฐาน เป็นสิ่งของ เป็นคน ที่เที่ยง

    เพราะฉะนั้น กว่าเราจะคุ้นเคยกับการที่จะเข้าใจความจริงว่าแท้ที่จริง เห็นมีแน่ แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มี กำลังมี ทั้ง ๒ อย่าง เป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นเลย แต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นต้องเกิด แต่อายุสั้นมาก เกิดแล้วดับไป เหมือนได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง หรือเห็นเกิดขึ้นเห็น ชั่วขณะที่สลับกันอย่างเร็วในขณะนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะวัดได้ หรือรู้ได้ว่าสิ่งนั้นเกิดดับเร็วสักเพียงใด เพราะฉะนั้นความไม่รู้สะสมมาเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ นานแสนนานเพียงใด

    แม้แต่ปฐมญาณในคืนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ ทรงมีกำลังของปัญญาที่สามารถที่จะระลึกชาติต่างๆ จากชาติที่พระองค์ ขณะนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ย้อนไปจนถึงขณะที่บำเพ็ญพระบารมีในพระชาติต่างๆ ก็ไม่เห็นความสิ้นสุดของสังสารวัฏฏ์ นี่คือปฐมญาณ ถ้าจะต่อไปถึงยามที่ ๒ ก็เหมือนเดิม คือ ไม่มีที่สิ้นสุดของสังสารวัฏฏ์ จึงเห็นว่าเมื่อสังสารวัฏฏ์ในอดีตที่ผ่านมาไม่สิ้นสุด ณ บัดนี้ เมื่อคนที่ตายจากโลกนี้แล้วยังต้องเกิดอีกและจะไปไหน ด้วยพระปัญญาที่สะสมมาสามารถที่เห็นการเกิดขึ้นแลัวดับไปของจุติและปฏิสนธิ จึงรู้ว่าสิ่งทั้งหลายตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่จะต้องมีผลที่เกิดขึ้น

    ดังนั้น ในขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นผลที่ต้องมาจากเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดของอะไรก็ตาม ที่จะเกิดมีขึ้นเป็นอย่างนั้นได้ต้องมีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้น ซึ่งเราไม่ได้เพียงไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพียงเฉพาะในชาตินี้ชาติเดียว ก่อนที่จะได้ฟังธรรมก็ไม่รู้เลย แล้วก่อนนั้นอีกเป็นชาติๆ ไป คือกำลังจม เหมือนกับไม่มีกำลังเลย นอนอยู่แล้วมีคนบอกว่าให้เดินทางนี้ ให้ไปทางโน้น แล้วจะออกจากสังสารวัฏฏ์ได้ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าแม้จะยกศีรษะขึ้นก็ยังยกไม่ขึ้น ยกไม่ได้จนกว่าจะมีการฟังเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย มีกำลังที่จะยกศีรษะแล้วมีกำลังที่จะลุกขึ้นและมีกำลังที่จะเดินไป

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ยังไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ดังนั้นการฟังจากสิ่งที่เหมือนถูกปิดทั้งๆ ที่กำลังเห็น แต่อวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ปัญญาเหมือนเปิดสิ่งที่กำลังปิดในขณะนี้ให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปแล้วไม่กลับมาอีก ฟังเท่านี้ก็ไม่ง่ายเลย แล้วจะรู้อะไร

    ผู้ฟัง อยากจะรู้ว่าธรรมที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้จักธรรมก่อนใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ คำถามว่าจะรู้อะไร ก็ต้องรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จะไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ปรากฏได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้กำลังเห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ถ้าเกิดการรู้การเข้าใจ จะรู้และเข้าใจอะไร

    ผู้ฟัง เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏเป็นความจริง

    ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจสิ่งที่ปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวันนั่นเอง เลือกได้หรือไม่ว่าจะเข้าใจเมื่อใด

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เลือกได้หรือไม่ว่าจะเข้าใจอะไร

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ฟังแล้วเข้าใจอะไร

    ผู้ฟัง เข้าใจว่ามีสิ่งที่เป็นจริง

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่อง หรือเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ขั้นฟัง ฟังเข้าใจคือรู้ว่าไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย เพราะว่าได้ยินคำว่าธรรมนี้มานานแต่ต้องรู้จริงๆ ว่าคืออะไร ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็เดาแล้วกลับไปหาธรรมที่อื่นโดยที่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมคือ เริ่มจากรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏจนรู้จริงๆ ว่าเป็นธรรม ไม่เป็นอย่างอื่นเลย นอกจากเป็นธรรมแต่ละลักษณะซึ่งเกิดปรากฏแล้วหมดไป ไม่เหมือนเดิม แต่ละธรรมมีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งเกิดขณะใดก็เป็นอย่างนั้นแล้วหมดไป ชีวิตเป็นอย่างนี้หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น ธรรมหลากหลายมาก ตลอดชีวิตเป็นธรรมทั้งหมด ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของธรรมที่ปรากฏ เพราะเกิดแล้วในขณะนั้น ถึงได้ถามว่าฟังเรื่องแข็งแล้วกำลังมีแข็ง แต่ไม่เคยรู้ความจริงว่า แข็งเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งในชีวิต มีจริงๆ ในชีวิตแต่ไม่เคยเข้าใจลักษณะนั้นเลย

    ดังนั้นการฟังบ่อยๆ จะทำให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงนี้เอง ที่สามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกได้ว่า ต้องเกิดขึ้นจึงมี และเมื่อมีแล้วก็ดับไป เท่านั้นเอง ทุกอย่างเพียงเท่านี้เอง จากไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ เสียงยังไม่เกิด เกิดแล้วปรากฏแล้วหมดไป ไม่ใช่แต่เฉพาะเสียง ถ้าเข้าใจจริงๆ คือทุกอย่างในขณะนี้เป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมโดยละเอียดเรื่องของสิ่งที่มีจริง ซึ่งมีลักษณะที่มีจริงประเภทใหญ่ๆ คือ สภาพธรรมที่มี แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นอย่างหนึ่ง และสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีรูปร่างลักษณะ ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่หวาน ไม่ใช่แข็ง แต่เกิดเมื่อใดต้องมีลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น เช่น เห็นขณะนี้ มีแน่นอน ซึ่งเราไม่ได้สนใจที่จะรู้ความจริง แต่เราสนใจในสิ่งที่ปรากฏเหมือนลวงให้เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงแล้วก็จำไว้และเข้าใจว่ายังมี ตลอดชาติเป็นความหลงโดยไม่รู้ความจริง จนกว่าเริ่มเข้าใจธรรมแล้วเริ่มคิด เริ่มไตร่ตรอง เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นจริงอย่างนี้หรือไม่

    เมื่อเป็นจริง ควรรู้ หรือไม่ควรรู้ เพราะอย่างไรๆ ต้องจากโลกนี้ไป จะจากไปโดยไม่รู้เลยในสิ่งที่มีตลอดชีวิตว่าคืออะไร หรือว่าจากไปโดยการที่เริ่มเข้าใจความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของธรรมได้สักอย่างเดียว และธรรมนั้นไม่ใช่ของใครด้วย แล้วไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย วันนี้คุยกันเรื่องความดี ดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ รู้สึกน่าสนใจ วันนี้มีหรือยัง นั่งฟังธรรม ฟังเข้าใจใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เริ่มจะเข้าใจแล้ว

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ ดี แต่ถ้าไม่เข้าใจ ดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ไม่ดี เพราะฟังเพื่อเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจจะกล่าวว่าดีไม่ได้ ถ้ามีความชัดเจนเพิ่มขึ้น ความดีเป็นเราหรือไม่ เริ่มแล้วใช่หรือไม่ กว่าจะรู้ ถูกหลอกว่าแม้ความดีก็เราทำดี ดีมากๆ แต่ว่า ตามความเป็นจริงไม่ใช่เลย ดีก็เป็นธรรม แล้วเมื่อใดจะรู้ว่าแม้ดี กำลังฟังธรรม กำลังเข้าใจธรรม เดี๋ยวก็ไม่ดีแล้ว แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างสั้นมากใช่หรือไม่ ชั่วคราวจริงๆ ความดีก็ชั่วคราว ความไม่ดีก็ชั่วคราว และไม่มีใครจะไปสามารถบังคับบัญชาได้ แต่ที่ไม่รู้ก็คือว่า กำลังดีที่เข้าใจธรรม ก็ไม่ใช่เรา พร้อมที่จะมีความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้หรือไม่

    บางคนบอกว่า ละชั่วแล้วทำความดีให้ถึงพร้อม แต่ดีจริงๆ หรือยัง ถึงพร้อมด้วยความดีขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นความสงบของจิต มั่นคง ละความผูกโกรธ ความพยาบาท มีความเมตตา มีหลายๆ อย่างที่ขณะนั้นไม่ได้เป็นโทษเลย เป็นสิ่งที่ดี แต่ตราบใดที่ดียังเป็นเราก็ดีไม่พอ ใช่หรือไม่ เพราะว่ายังไม่ใช่ความบริสุทธิ์ วิสุทธิจากความดี เช่น ทุกคนที่รู้เรื่องศีลคือการวิรัติทุจริตทั้งหมด ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเลย ทั้งกายด้วยและวาจาด้วย เป็นความดีใช่หรือไม่ แต่ไม่ใช่ศีลวิสุทธิ ถึงดีก็แค่ศีลทางกาย ทางวาจา แต่ยังไม่หมดกิเลส เพราะฉะนั้นเป็นคนดีหรืออะไรก็ตาม ทำความดี แต่ตราบใดที่ไม่รู้ว่า ดีเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ขณะนั้นก็ยังไม่พอ เพราะใครๆ ก็สอนให้ดีได้ ใช่หรือไม่ ทุกคนกล่าวสอนได้ ไม่ว่ามารดาบิดา ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ หรือคนที่เป็นศาสดาต่างๆ ล้วนแต่สอนให้สานุศิษย์ทั้งหลายเป็นคนดี แต่มีใครที่จะให้รู้ความจริงยิ่งกว่านั้นว่า ดีมีจริง แต่ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น สูงกว่านั้นคือความเข้าใจถูกต้อง จึงจะพ้นจากความไม่ดีโดยประการทั้งปวงได้ เพราะว่าตราบใดที่ยังดีมากๆ ดีไปเรื่อยๆ ทุกชาติ ก็ยังไม่พ้นจากความไม่ดี เพราะเหตุว่าดีได้ชั่วคราว เดี๋ยวก็ไม่ดีอีกแล้ว แต่ถ้าจะดีจริงๆ คือสามารถที่จะดับความไม่ดีหรือความชั่วได้ จนกระทั่งทั้งหมดทุกชนิดไม่เกิดอีกเลยจึงเป็นวิสุทธิจริงๆ เป็นความดีซึ่งมีความเห็นที่ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเรา แล้วไม่ใช่ของใคร ต้องเป็นความเข้าใจของเราเองซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นความดีเป็นอะไร

    ผู้ฟัง คือ ความดีก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วอย่างไร ก็ตอบถูก แต่ไม่ใช่เรา ความดีเป็นความดี ความดีจะเป็นคน จะเป็นเรา หรือจะเป็นของใคร ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความดีวันนี้เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ แล้วเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เกิดเมื่อใดเป็นดี แล้วก็หมดไป นั่นจึงจะวิสุทธิที่จะถึงทางที่จะดับความไม่ดีทั้งหมด มิฉะนั้นก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สลับกันไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่ามีเหตุของดีมาก ดีก็เกิดมาก มีเหตุของชั่วมาก ชั่วก็เกิดมาก

    ผู้ฟัง ได้มาสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์รู้สึกมีความสุขมากเลย

    ท่านอาจารย์ ความสุขดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรถึงว่าดี

    ผู้ฟัง รู้สึกปลื้มมาก

    ท่านอาจารย์ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วหมดหรือยัง ความสุข

    ผู้ฟัง หมดแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอาจหาญร่าเริง ไม่ใช่ให้ไปเปลี่ยนแปลงธรรม ใครฟังธรรมแล้วจะไปเปลี่ยนแปลงคือผิด ขณะที่กำลังคิดเปลี่ยนไม่รู้เลยว่าถูกหลอกอีกแล้ว อวิชชาอีกแล้ว ไม่รู้อีกแล้ว ลืมอีกแล้วว่าเป็นธรรม

    ดังนั้นกว่าจะมั่นคงจริงๆ ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง ฟังเพื่อเข้าใจขึ้นๆ เข้าใจขึ้นจนสามารถที่จะรู้ความจริงตามที่ได้ฟัง เพราะความจริงจะปรากฏตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง ไม่ผิดเลย การเกิดขึ้นของธรรมต้องมี การดับไปของธรรมต้องมีในขณะนี้ แต่ปัญญาไม่ถึงกาลที่จะรู้ความจริงของการเกิดดับ เพราะฉะนั้นก็ฟังให้เข้าใจความจริงแล้วค่อยๆ คลายความไม่รู้ จนกว่าสภาพธรรมจะเริ่มปรากฏกับปัญญาที่ได้อบรมแล้วตามลำดับ

    ผู้ฟัง เวลาเราโกรธ เรารู้ว่าไม่ดี คือ ยังมีเราอยู่ อยากจะทำให้หายโกรธ เพราะเวลาโกรธแล้วเป็นทุกข์

    ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่น่าคิด น่าไตร่ตรอง ถ้ามีคนบอกวิธีให้ระงับความโกรธ กับให้รู้ความจริงว่า ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้งสิ่งที่เกิดแล้วเพราะเกิดแล้ว และเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดไม่มีใครไปบันดาลเลยแม้แต่ความโกรธ เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด เพราะอะไรที่บางครั้งไม่โกรธ ทั้งๆ ที่สถานการณ์เดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน แต่บางครั้งโกรธ แสดงให้เห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    เวลาที่เกิดโกรธ ไม่อยากให้โกรธนั้นเกิดอีกบ่อยๆ ใช่หรือไม่ อยากให้น้อยลง หรือว่าควรจะได้เข้าใจความจริงว่ายังมีเหตุที่จะให้โกรธเกิด แสดงให้รู้ว่าเกิดแล้วโดยที่ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เป็นอนัตตา ให้เห็นความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของใคร คือ ปรากฏให้เห็นจริงเลยว่าเกิดโดยไม่มีใครบังคับได้ แล้วก็หมดไปแล้วด้วย ใครจะไปบังคับให้ยังมีอยู่ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทั้งวัน ประโยชน์อยู่ที่เพียงอาศัยระลึกให้รู้ความจริง เห็น หมดไปแล้ว เวลาที่ไม่รู้ความจริงก็หมด เห็นไปๆ ก็ไม่รู้ความจริง แต่สิ่งที่กำลังมีจริงขณะนี้เมื่อฟังพระธรรมแล้วก็รู้ว่า ความจริงของสิ่งนี้สามารถที่จะรู้แจ้งได้เมื่อได้ฟังเข้าใจขึ้นๆ ดังนั้นเวลาที่เกิดโกรธแล้วก็เป็นปกติที่เราสะสมความที่ไม่ชอบ ไม่อยากจะโกรธเพราะโกรธเป็นทุกข์ ก็จะเกิด แต่ว่าถ้าเราฟังธรรมเพิ่มขึ้นๆ ใครก็บังคับไม่ได้ที่จะให้เริ่มรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง อย่างไรจะดีกว่ากัน ถูกต้องกว่ากัน มีประโยชน์กว่ากัน

    ค่อยๆ น้อมไปสู่การที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงว่าเกิดแล้วหมดแล้วด้วย คราวต่อไปก็คงจะต้องโกรธอีก กลับไปโกรธอีกแน่ๆ แต่สามารถที่จะเข้าใจได้ในลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเคยไม่ชอบมากๆ อาจจะรู้สึกว่าขณะนั้นเริ่มเข้าใจ เลือกไม่ได้เลยว่าจะเข้าใจธรรมอะไร ในขณะนี้ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่มีตัวตนที่จะไปกะเกณฑ์ ไปเจาะจงว่าจะไม่โกรธ เเต่เมื่อถึงเวลาโกรธแล้วได้เข้าใจโกรธ อย่างนี้จะดีกว่าคือเป็นปกติแล้วแต่อะไรจะเกิด

    ผู้ฟัง ขอถามเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา มีความต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางทวารอื่น ตรงที่ว่าเราเข้าใจผิดตรงที่เห็นสิ่งที่ปรากฏ เหมือนกับว่ามีนามธรรมอยู่ในสิ่งที่ปรากฏทางตา คือ เห็นว่ามีคนเดิน

    ท่านอาจารย์ เห็นความวิจิตรของความคิดหรือไม่ ดูโทรทัศน์แล้วมีอะไรเกิดขึ้นปรากฏให้คิดต่างๆ นานาหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เห็นคล้ายๆ คน

    ท่านอาจารย์ พอจะเข้าใจได้หรือไม่ว่า มีสิ่งที่ปรากฏแล้วคิด โทรทัศน์ไม่มีอะไรเลย

    ผู้ฟัง แต่ว่าทางหูหรือทางจมูก เราคิดถึงเสียง คิดถึงกลิ่น แต่ไม่รู้สึกว่ามีจิต เจตสิก

    ท่านอาจารย์ คุณนิพัทธ์ รู้จักหรือไม่

    ผู้ฟัง รู้จัก

    ท่านอาจารย์ ได้ยินแล้วเป็นกระดาษ หรือว่าเป็นกระดาน หรือว่าเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นคน

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่ายังมีความคิดได้ แค่ชื่อก็ยังเป็นใคร เพราะฉะนั้นทางตาก็อย่างหนึ่ง เพียงแค่ปรากฏก็จำแล้ว เป็นปลา เป็นนก เป็นคน เป็นอะไรก็ได้แล้วแต่รูปร่างสัณฐานเพราะจำสิ่งที่ปรากฏ ถ้าทางหูก็เสียงต่างๆ เช่น ประเทศไทย คุณนิพัทธ์ น้ำท่วม เป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง กลัว

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าเพียงเท่านี้ความคิดหลากหลายมากเลย เพราะฉะนั้นจริงๆ โลกมี ๖ โลกเท่านั้น แต่ปนกันจนกระทั่งเป็นโลกมากมายหมดเลย เป็นจักรวาลก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ใช่หรือไม่ แต่ตามความเป็นจริงโลก ๖ โลกก็คือ ทางตาเป็นโลกหนึ่ง ซึ่งเมื่อปรากฏแล้วจะคิดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะไม่คิดถึงเรื่องเสียง จะไม่คิดถึงเรื่องกลิ่นเลย แต่จะคิดถึงสิ่งที่ปรากฏเป็นเรื่องราวต่างๆ เรื่องนั้นเป็นคนก็ได้ เป็นวัตถุสิ่งของก็ได้ ทางหูอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกเสียงที่ปรากฏ หลากหลายจนจำได้เป็นภาษาต่างๆ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีความหมายว่าหมายความถึงอะไร

    เพียงแค่เสียงใช้คำว่า คุณนิพัทธ์ คุณณรงค์จะกล่าวว่าไม่มีคน ไม่มีนิพัทธ์ เป็นกระดาษก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ ซึ่งเหมือนกับทางตา เมื่อเห็นก็เป็นคน เป็นอะไร ทางหูก็เช่นเดียวกัน ส่วนทางจมูก ทุเรียน มีกลิ่นหรือไม่ ปลาเค็ม แล้วก็ยังมีกลิ่นอีกมากมาย กลิ่นน้ำหอม กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นอะไรก็แล้วแต่ เพียงแค่พูดถึงคำว่ากลิ่นก็คิดแล้วมากมายหลายกลิ่น ทางลิ้น เมื่อสักครู่นี้รับประทานอาหารเช้า มีคนพูดถึงอาหารกลางวันแล้วรสต่างๆ ด้วย แม้แต่เป็นปลา ร้านนี้กับร้านนั้นก็ไม่เหมือนกัน ปลาร้านนี้สดกว่า ตัวใหญ่กว่า ราคาถูกกว่า เห็นหรือไม่ว่าเป็นพียงแค่รสที่ปรากฏแต่ก็มากเรื่อง ทางกายก็โดยนัยเดียวกัน และยิ่งทั้งหมดรวมกันสืบต่อไม่ปรากฏว่าแยกขาดจากกันเป็นแต่ละโลก จึงมีการเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงและยั่งยืน แต่ถ้าศึกษาธรรมจริงๆ เข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมแต่ละอย่างต้องเป็นแต่ละอย่าง จะเป็นอย่างเดียวกันได้อย่างไร เสียงจะไปเป็นอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น เสียงเป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถกระทบกับโสตปสาท

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    11 ก.พ. 2569