ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703


    ตอนที่ ๑๗๐๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคล้ายจันทร์ จ.ระยอง

    วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ แล้วจิตก็เกิดขึ้นลิ้มรสจึงสามารถที่จะรู้ว่าเป็นรสอะไร โดยไม่ต้องบอกหรือไม่ต้องไปพรรณนาอะไรเลย หมดแล้ว เกิดแล้ว ดับแล้ว รู้รสแล้ว จะขม จะขื่น จะฝาด จะเปรี้ยว อย่างไรๆ ก็เกินกว่าที่จะใช้คำที่จะบรรยายได้ถึงลักษณะของสิ่งนั้น ถ้าบอกว่าเปรี้ยว ยังถามว่าเปรี้ยวเพียงใด อมหวานหรือไม่ เพราะแม้แต่เปรี้ยวก็มีลักษณะหลายอย่าง เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่รู้แจ้งสิ่งที่มีคือจิต ไม่ต้องพูด ไม่ต้องบรรยาย ไม่ต้องกล่าวใดๆ เลยทั้งสิ้น เช่นเสียง ขณะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง และสภาพที่จำก็ยังจำจนกระทั่งที่หลากหลายว่าเป็นคลื่นกระทบฝั่ง

    แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มีเกิดดับอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีความเข้าใจแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งมารวมและปนกันจนกระทั่งกลายเป็นโลกซึ่งแยกกันไม่ออก ความจริงคือเป็นแต่เพียงธรรมที่มีจริงเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีกเลย เหลืออีกรูปหนึ่งใช่หรือไม่ โอชา ได้แก่ รูปที่สามารถที่จะทำให้รูปอื่นเกิดได้ ที่เราใช้คำว่า อาหาร วิตามิน หรือนิวทริชั่น หรือจะใช้คำอะไรก็แล้วแต่ อะไรที่เป็นรูปที่ทำให้เกิดรูปได้

    เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องบริโภคอาหารด้วย เพราะว่ารูปที่เกิดจากกรรมเกิดทุกอนุขณะของจิตก็จริงแต่ก็ดับไปหมด และ ๑๗ ขณะที่รูปเกิดตั้งอยู่และดับไปเร็วแสนเร็ว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่เหลือรูปอะไรเลยถ้ารูปนั้นไม่ปรากฏ แต่ในความรู้สึกของเราที่จำในความเป็นตัวตน เป็นเรามีอยู่ตลอดเลยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ความจริงไม่มี รูปใดที่ปรากฏ รูปนั้นกำลังปรากฏให้เห็นว่าเกิดแล้วดับ แต่รูปอื่นที่ไม่ปรากฏเกิดแล้ว ดับแล้ว แล้วจะไปรู้รูปไหนสักรูปหนึ่งก็เกิดแล้วดับแล้วหมด เคยถามพวกที่มาฟังธรรมว่ามีฟันหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง อยู่ที่รูป

    ท่านอาจารย์ รูปไหน

    ผู้ฟัง คือร่างกายมนุษย์ก็เป็นรูปๆ หนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่รูปหนึ่งเลย

    ผู้ฟัง หลายรูป

    ท่านอาจารย์ หลายรูปจนกระทั่งบอกไม่ได้เพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ ยิบจนกระทั่งเล็กที่สุดและกำลังเกิดด้วยดับ แล้วเราจะไปนับได้อย่างไร เพราะฉะนั้นรูปใดที่ไม่ปรากฏ อย่าไปจำไว้ว่ามี นั่นคืออัตตสัญญา ไปจำว่ายังมี ทั้งๆ ที่ไม่มี นี่คือการที่ไปยึดถือว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยง แม้ไม่เห็นก็ยังคิดว่ามี เช่น เพื่อนตั้งแต่เด็กไม่เจอกันเลยก็คิดว่าเขายังอยู่ คิดว่ายังมีเพื่อนคนนั้นอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของความจำแต่ไม่ใช่เรื่องของความจริง ถ้าความจริงซึ่งไม่ใช่ความจริงวันนี้เท่านั้น ความจริงทุกขณะ ขณะนี้จริง แต่ละขณะจริง ต้องเป็นความจริงของแต่ละขณะ

    เวลานี้มีฟันหรือไม่ มีตาหรือไม่ มีคิ้ว มีปาก มีจมูกหรือไม่

    ผู้ฟัง ตายไปทันทีก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ตาย เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่คิดถึง จะมีหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องราวใหญ่โตมโหฬาร เพียงที่ตัว ถ้าไม่คิด สิ่งนั้นมีหรือไม่

    ผู้ฟัง ให้ไม่คิดเป็นเรื่องยากมาก

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็นไร คิด แต่ต้องรู้ความจริงว่า คิดเป็นคิด คิดว่ามี คิดได้ แต่ว่ามีหรือไม่ มีเรื่องที่กำลังคิดในขณะนั้น อย่างอื่นไม่มีเลย นี่คือโลกทีละหนึ่งโลก แต่ละคนมีโลกแต่ละใบชั่วหนึ่งขณะๆ ที่เกิดแล้วดับไป จะมีโลกคนอื่นมาซ้อนเป็นโลกรวมกับของเราไม่ได้ แต่ความจริงคือ ขณะนี้มีธรรมที่เกิดจึงปรากฏเฉพาะสิ่งนั้น ขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ สิ่งอื่นที่จะปรากฏต้องไม่มีเพราะจิตเกิดขึ้นรู้ได้ทีละอย่าง

    ถ้าขณะนี้กำลังเห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏ เมื่อได้ยิน เห็นไม่มีแล้ว ได้ยินก็ไม่มีแล้ว จะมีได้อย่างไร ในเมื่อเสียงปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้นได้ยิน เสียงจึงปรากฏ ถ้าจิตกำลังเห็นจะได้ยินไม่ได้ เพราะว่าจิตของแต่ละคนก็แต่ละหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่ออย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ใช่ให้เราไปรู้เช่นนี้ ฟังให้เข้าใจเพราะว่าเกิดมาไม่เข้าใจ เด็กไม่รู้เรื่องก็ไปโรงเรียนเพื่อเรียนให้เข้าใจสิ่งที่เรียน เกิดมาในโลกนี้ อยู่ในโลกก็ฟังเรื่องโลกให้เข้าใจโลกสมกับที่เกิดมาในโลก จะไปเข้าใจอื่นได้อย่างไร มีโลกให้เข้าใจก็เข้าใจโลกเท่านั้น ไม่ใช่ให้ไปทำอย่างอื่นเลย ให้เข้าใจ แต่บางคนฟังธรรมไม่เข้าใจ คิดว่าจะต้องไปดับกิเลส จะต้องไปทำอะไรๆ ให้รู้แจ้งสภาพธรรม ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ละความไม่รู้เลย เพราะว่าไม่ได้เข้าใจความละเอียดของธรรมที่จะรู้ว่าธรรมเป็นเช่นนี้เลย เข้าใจเมื่อไรก็คือค่อยๆ ละความไม่รู้ เหมือนอยู่ในความมืด มีจิตแน่ มีเจตสิกแน่ แต่ไม่รู้ มืดหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีแต่ไม่เห็นตามความเป็นจริงและไม่รู้ว่ามีด้วย

    ใครจะรู้ว่ามีผัสสเจตสิก ใครจะรู้ว่ามีชีวิตินทริยเจตสิก ใช่หรือไม่ ไม่รู้ เกิดมาในความมืดหรือไม่ มีก็ไม่รู้ว่ามี เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดมาแล้วคือรู้จักสิ่งที่มีเท่านั้นเอง ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเข้าใจขึ้นๆ ๆ จะเข้าใจมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ถ้าเพียงเริ่มที่จะฟังก็เข้าใจเท่าที่ฟัง แล้วฟังอีกก็เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกได้ เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังนี้ให้ถูกต้อง

    ผู้ฟัง หมายความว่าทุกอย่างไม่ต้องสนใจเลยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าให้เข้าใจลักษณะที่ปรากฏเดี๋ยวนี้

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อีก เพราะมีเราตั้งกฏเกณฑ์ เตรียมพร้อมมาอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว จะทำเช่นนี้ จะไม่สนใจ จะอะไร นั่นคือมีตัวเราอยู่ ฟังแล้วก็เป็นเราที่อยากจะมีกฏเกณฑ์เพื่อที่จะได้เข้าใจ จะไม่คิดบ้าง จะไม่สนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง แต่เมื่อเกิดสนใจ ใครไปทำอะไรได้ เกิดแล้วให้เห็นจริงๆ ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะมีความสนใจที่สะสมมาก็เกิดสนใจ เช่นสนใจฟังธรรม เกิดแล้วเป็นความสนใจฟัง จะไม่ฟังก็ไม่ได้ เพราะเกิดแล้วใช่หรือไม่ จะไปพยายามทำอย่างอื่นไม่ให้เกิดเช่นนี้ก็ต้องเกิดตามการสะสม จะปิด จะกั้น จะทำอย่างไรก็ไม่มีทาง เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะเกิดที่ไหน เมื่อไร อย่างไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น

    เพราะฉะนั้นฟังให้เข้าใจ เพราะอะไร เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เกิดแล้วลืมไปแล้วว่าจะไม่สนใจ หรือจะไปทำอะไร ขณะนั้นก็เป็นความคิดที่เกิดแล้วดับไป คือขอให้เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วตามความเป็นจริง แทนที่จะไปคิดทำอะไร หรือวางแผนการ หรือเตรียมการที่จะทำเช่นนั้นเช่นนี้ นั่นคือขณะนั้นไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ดังนั้นกว่าการฟังธรรมของเราจะมาถึงการเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟัง คือฟังจนกระทั่งไม่มีเราที่จะไปทำอะไร จะไปวางแผนการ หรือจะไปเตรียมการอะไรๆ ก็ไม่ได้ เพราะมีเห็นแล้วเหตุใดไม่รู้เห็น กลับไปทำอะไร ไปคิดอะไรก็ไม่รู้ จนแล้วจนรอดจะรู้เห็นได้อย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เห็นเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งเพราะเกิดตามเหตุตามปัจจัย จะทำให้เห็นว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา

    ผู้ฟัง ยากตรงที่ฟังให้เข้าใจทุกคำ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง ตรงนั้นยาก การที่จะฟังให้เข้าใจเป็นเรื่องที่คงจะต้องฟังบ่อยๆ เพราะความที่เป็นตัวเรามีอยู่มาก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ มีคนที่เขาฟังธรรมแล้วเขาอธิษฐาน คือตั้งใจมั่น ไม่ได้ต้องการอะไรเลย ขอเข้าใจธรรม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่า อธิษฐาน

    ท่านอาจารย์ ความตั้งใจมั่น ภาวนาธิษฐานชีวิตัง คำภาษาบาลี เชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น เป็นคำที่ไพเราะ สื่อให้ผู้ฟังพระธรรมนั้นได้มีความมั่นคงในการที่จะฟังเพื่อศึกษาพระธรรมต่อไป คือคำว่า ภาวนาธิษฐานชีวิตัง ซึ่งมีคำอยู่ด้วยกัน ๓ คำ คำแรกคือภาวนา คำที่ ๒ คืออธิษฐาน คำที่ ๓ คือชีวิตัง หรือชีวิต ภาวนาคือ การอบรมจากกุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง อธิษฐานคือ ความตั้งใจมั่น ไม่หวั่นไหวในการที่จะอบรมเจริญปัญญาต่อไป และชีวิตคือ ความเป็นผู้มีความประพฤติที่ดีงามตั้งอยู่ในสุจริต ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันก็ต้องเป็นไปในทางที่ถูกต้องดีงาม พร้อมทั้งมีความตั้งใจมั่นที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาต่อไปจึงจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ คือเป็นภาวนาธิษฐานชีวิตัง เป็นชีวิตที่มีความตั้งมั่นในการที่จะอบรมเจริญปัญญาต่อไป อย่างเช่นที่กำลังฟังอยู่ในขณะนี้มีความตั้งใจมั่นที่จะฟัง เพื่อที่จะเข้าใจโดยไม่หวังอย่างอื่นเลย คือเพื่อความเข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ อธิษฐานคือ ความตั้งมั่น เดี๋ยวก็ล้ม เดี๋ยวก็ล้ม ไม่มั่นคง เพียงแต่คิดว่าจะเป็นคนดีเท่านี้ ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ จะเป็นคนดีได้เพียงใด ระดับไหนขึ้นอยู่กับปัญญา เพราะว่าดีเท่าไรก็ไม่พอแน่ๆ จนกว่าจะหมดกิเลส แล้วถ้าไม่มีความตั้งใจที่มั่นคงเช่นนี้ จะดำเนินชีวิตไปในทางสุจริตที่จะเป็นคนดีหรือไม่ ภาวนาเพื่ออบรมให้ดียิ่งขึ้นจนถึงหมดกิเลส

    ผู้ฟัง หมายความว่า ความมั่นคงสำคัญที่สุดเลยใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นบารมี ๑ ในบารมี ๑๐ ของการที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม

    ผู้ฟัง ต่างกับสมาธิอย่างไร

    ท่านอาจารย์ สมาธิเป็นเจตสิกหนึ่งที่ตั้งมั่นในอารมณ์ทุกขณะ อธิษฐานเป็นความมั่นคง ภาวนาธิษฐานชีวิตัง มั่นคงที่จะเป็นคนดีหรือไม่ มีคน ๒ คน คนหนึ่งดี คนหนึ่งเลว จะเป็นคนไหน

    ผู้ฟัง คือ อธิษฐานไม่ใช่เจตสิก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม โต๊ะ เก้าอี้ ตั้งใจมั่นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้ คืออธิษฐานก็เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ จะมี (เช่นนี้) ตลอด บางคนก็อยากจะหาอธิษฐานเจตสิก เมื่อพูดถึงอะไรก็จะ (อยากรู้ว่า) แล้วมีอธิษฐานเจตสิกหรือไม่

    ผู้ฟัง ความตั้งมั่นที่จะเป็นคนดีหรือไม่ดี มีจริง

    ท่านอาจารย์ แล้วเป็นอธิษฐานเจตสิกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมที่เป็นกุศลหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นกุศล

    ท่านอาจารย์ เป็นศรัทธาที่มั่นคงขึ้นหรือไม่ พยายามไปเลือกหาและจะรู้ให้ได้ว่าเป็นอะไร แต่ความจริงคือเป็นธรรม และธรรมที่เป็นโสภณฝ่ายดีก็เกิดรวมกันตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าธรรมที่ดีจะเกิดได้เพียงลำพังอย่างเดียว ศรัทธาอย่างเดียวก็ไม่ได้ หิริ โอตตัปปะ สติ อโลภะ อโทสะ มั่นคงทั้งหมด

    อ.อรรณพ คุณคำปั่นช่วยแปลศัพท์คำว่า บริโภค

    อ.คำปั่น จริงๆ ศัพท์บาลี คำว่า บริโภค มาจากคำว่า ปริโภคะ ซึ่งแปลง่ายๆ ภาษาไทยเราคือ การกิน

    ท่านอาจารย์ วันนี้บริโภคแล้วหรือยัง

    อ.อรรณพ ถ้าโดยคนทั่วๆ ไป หรือที่เราใช้กันในหมู่คนไทยเราก็คิดว่า บริโภคเป็นการรับประทานอาหาร แต่จริงๆ ไม่ได้หมายถึงเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ แล้วอะไรรับประทาน

    อ.อรรณพ โลภะ

    ท่านอาจารย์ กุศลได้หรือไม่

    อ.อรรณพ ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วโลภะรับประทานอะไรได้บ้าง

    อ.อรรณพ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    ท่านอาจารย์ แล้วกุศลบริโภคอะไรได้บ้าง

    อ.อรรณพ กุศลบริโภครูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรืออย่างอื่นก็ได้

    ท่านอาจารย์ เราใช้คำเพื่อให้เข้าใจความหมายและความเป็นจริงของธรรม จิตเห็นไม่มีใครไปบังคับบัญชาให้เกิด เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับ แต่ว่าอารมณ์ยังไม่ได้ดับ ใช่หรือไม่ อารมณ์มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ถึงแม้ว่าจิตเห็นจะดับไปแล้วอารมณ์ยังไม่ดับ จิตอื่นก็เกิดขึ้นรับรู้ต่อชั่วหนึ่งขณะๆ ๆ คือหลังจากจิตเห็น จักขุวิญญาณดับก็เป็นสัมปฏิจฉันนะดับ สันตีรณะดับ โวฏฐัพพนะดับ เมื่อถึงกุศลหรืออกุศลที่เกิดต่อ อิ่มอารมณ์นั้นจริงๆ ๗ ขณะ

    เห็นหรือไม่ว่าวันหนึ่งๆ มีธรรมที่กินหรือบริโภคอารมณ์ ซึ่งเป็นกุศลหรืออกุศลอยู่ตลอดเวลา บางครั้งใช้คำว่า "ชวนะเสพอารมณ์" เสพก็คือกิน ใช่หรือไม่ เมื่อใช้คำนี้แล้วเราจะงงว่า เพราะอะไรตอนนี้เราถึงไปเสพ ใช้คำว่าเสพ จะใช้คำว่ากินไม่ได้หรือ ดูชัดเจนดี ไม่ว่าจะใช้คำอะไรก็ตามแต่ให้เข้าใจว่า อารมณ์ที่ยังเหลืออยู่กินด้วยโลภะ กินด้วยโทสะ หรือกินด้วยกุศลที่กำลังกินอารมณ์นั้น เช่นที่ว่ากินอกุศล จนอกุศลอ้วนสมบูรณ์มาก เพราะกินตลอดไม่ว่าจะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือเท่านี้เอง

    ทรงแสดงธรรมโดยนัยประการต่างๆ เพื่อที่จะให้เราเข้าใจลักษณะความเป็นจริงว่า ไม่มีเราเลย แต่เป็นธรรม ซึ่งเมื่อถึงกาลที่เป็นกุศลหรืออกุศลคือ บริโภคอารมณ์นั้นด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ถึงธรรมก็กำลังบริโภค รสธรรมมีแน่ เวลาที่เป็นรสอาหารก็มีเพียงเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่เมื่อถึงรสธรรม เมื่อได้เข้าใจแล้วทำให้เอิบอิ่มเป็นความสงบ เป็นความที่เข้าใจธรรม ขณะนั้นจะไม่มีอกุศลใดๆ เลย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม อย่าเพียงฟังคำแล้วไปหาเรื่อง ไม่ต้องไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่อง แต่ไปหาเรื่องมาคิดใช่หรือไม่ ฟังแล้วเข้าใจธรรมซึ่งกำลังเป็นธรรม นี่คือจุดประสงค์

    เมื่อสักครู่นี้ได้ฟังเพลง อร่อยหรือไม่ แทนที่เราจะใช้คำว่าเพราะมากหรือไม่ เราก็ใช้คำว่าอร่อยมากหรือไม่ก็ได้ ใช่หรือไม่ หรือว่ากำลังบริโภค หรือกำลังทำงานที่เป็นอาหารต่างๆ (ปรับอย่างไรดีคะ ทำอาหารต่างๆ?) สนุกหรือไม่ เราไม่ได้ไปเล่นเกมกีฬาอะไร แต่ขณะนั้นเรามีความเพลิดเพลิน จนกระทั่งเราใช้คำว่าสนุกได้หรือไม่ เวลาที่เรารับประทานอาหาร เราอาจจะบอกว่าวันนี้สนุกมาก นำรสนี้มาผสมกับรสนั้น เพราะว่าไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีกฏเกณฑ์ว่า สิ่งนี้ใส่กับสิ่งนั้นไม่ได้ หรือรับประทานกับสิ่งนั้นไม่ได้ ก็แล้วแต่ความสนุกของรสที่คนนั้นกำลังบริโภคอยู่ก็ได้ ใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้นฟังแล้วเหมือนพูดผิด แต่ความจริงเป็นนัยของการที่จะบ่งถึงสภาพความรู้สึกซึ่งหลากหลายออกไป บางเพลงก็เพราะแต่ไม่อร่อย บางเพลงอร่อยแต่เพราะน้อย บางเพลงทั้งอร่อยทั้งเพราะด้วยได้หรือไม่ เติมเข้าไปให้เห็นรสชาติที่เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าตามความเป็นจริงภาษาเป็นคำที่เราใช้ แต่ไม่มีคำ (มาก) พอสำหรับลักษณะของขันธ์คือ ธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดับไปเพราะว่าหลากหลายมาก ประมวลแล้วคือหยาบก็มี ละเอียดก็มี เลวก็มี ประณีตก็มี ไกลก็มี ใกล้ก็มี นอกก็มี ในก็มี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงโดยนัยต่างๆ นั่นเอง

    เพราะฉะนั้น ฟังแล้วค่อยๆ สะสมความเห็นและความเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับอะไรทั้งสิ้น ฟังอีกก็เข้าใจอีกๆ ขณะนั้นเป็นการละความไม่รู้ เป็นการละความติด และเป็นการละความหวัง ซึ่งแอบหวังก็มีโดยที่ไม่ปรากฏชัดๆ ว่าหวัง แต่ก็แอบหวัง เช่นบางคนจะถามว่า แล้วทำอย่างไรจะรู้ลักษณะของธรรม หวังหรือไม่ ชัดเจนจากคำพูดมาว่า ทำอย่างไร ไม่มีเรื่องเข้าใจเลย มีแต่จะทำอย่างไรแล้วจะรู้ลักษณะของสภาพธรรม ด้วยเหตุนี้ธรรมเป็นเรื่องตรง แต่ความเข้าใจผิดทำให้ประพฤติผิด แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกก็ตรงต่อธรรมตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ

    ผู้ฟัง แสดงว่าสังขารขันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลย ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าไม่มีใครทำได้ แต่อยากจะทำหน้าที่สังขารขันธ์ ผิดแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม เมื่อได้ยินคำว่าสังขารขันธ์ ตอนนี้รู้เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามการปรุงแต่งของแต่ละขณะซึ่งสะสมมา การฟังเมื่อวานนี้และการฟังวันนี้ไม่ใช่ว่าสูญหายไปเลย ปรุงแต่งจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดการเข้าใจลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏ โดยความเป็นอนัตตา เมื่อนั้นก็จะรู้ได้ว่ามาจากไหน ถ้าไม่มีการเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยมาขณะนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นอนัตตา แต่ว่าปัญญาไม่พอ เดี๋ยวเป็นอนัตตา เดี๋ยวเป็นอัตตา จนกว่าจะไม่เหลืออัตตาเลย เพราะว่าทั้งหมดต้องเป็นอนัตตา คือเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นใครเลยสักคนจริงๆ

    อ.อรรณพ ตอนนี้มีพระธรรมให้ฟังการสนทนาที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่ แต่การบริโภคก็แล้วแต่ว่าจะบริโภคได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ คำเดียวก็บริโภคได้ ไม่ต้องหลายๆ คำ ธรรมคำเดียวบริโภคไปจนกว่าจะอิ่ม เพราะทุกอย่างเป็นธรรมลึกซึ้ง ไตร่ตรองฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องเข้าใจเรื่องต่างๆ เข้าใจเรื่องอินทรีย์ เข้าใจเรื่องอิทธิบาท เข้าใจเรื่องพละ เข้าใจเรื่องโพชฌงค์ ไม่ใช่เลย เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นทุกโอกาส ทุกกาลที่มีโอกาสได้ฟังและไตร่ตรอง เข้าใจในสิ่งที่กำลังฟังซึ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังฟัง

    อ.อรรณพ แต่ดูเหมือนว่าโลภะจะแย่งบริโภคจนอ้วนไปหมด แต่ว่าปัญญามีโอกาสบริโภคได้น้อยกว่าก็เลยโตช้า

    ท่านอาจารย์ ก็เลยต้องพูดบ่อยๆ ถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่เช่นนั้นเราก็จะถนัด คุ้นเคยกับการที่จะคิดเรื่องอื่นไกลออกไปจากสิ่งที่กำลังปรากฏ เวลานี้ฟังว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม

    ผู้ฟัง แต่ก็ยังเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ ก็ยังเป็นเราจนกว่าจะฟังเข้าใจขึ้น ธรรมทุกอย่างเพียงอาศัยระลึก เมื่อรู้แล้วก็ดับเลย ยังไม่ทันจะรู้ความจริงในลักษณะที่ต่างๆ กันไป เพราะอะไร แม้แต่เป็นธรรมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นธรรม แล้วจะไปรู้ความต่างของธรรมแต่ละอย่างได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็เป็นชื่อไปเรื่อยๆ เป็นคิดไป จนกว่าจะรู้ความต่างว่า ไม่ใช่คิดเพราะกำลังมีลักษณะให้รู้

    ผู้ฟัง แสดงว่าต่อเมื่อใดที่รู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ถึงจะเป็นลำดับไปที่จะไปรู้ว่า ขณะนี้เป็นกุศลหรืออกุศล

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ดับไปหมดแล้วจะไปตามรู้ได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นก็คือ ต้องเป็นลำดับจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปรู้ตั้งหลายอย่างที่มี โพธิปักขิยธรรม โพชฌงค์ ๗ อิทธิบาท ๔

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ เข้าใจความหลากหลายความต่างกันของศรัทธา ศรัทธาในทาน มี ศรัทธาในศีล มี ศรัทธาในความสงบ มีหรือไม่ ศรัทธาในการศึกษาธรรม มีหรือยัง บางคนไม่มีเลย ศรัทธากว่าจะไปถึงโพธิปักขิยธรรมได้ ต้องเริ่มจากศรัทธาที่จะฟังแต่ก็ไม่มี จะทำอย่างไร ไปเคี่ยวเข็ญอย่างไร เลิก ไม่มีใช่หรือไม่ ต่อเมื่อใดมี เมื่อนั้นเพิ่มได้ เกิดได้

    ผู้ฟัง แสดงว่าถ้าขณะนี้ความเข้าใจเราน้อยนิดเท่านี้ แล้วไปอ่านเรื่องอิทธิบาท ๔ อะไรเหล่านั้นก็จะรู้เพียงตัวหนังสือ ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ พิจารณาไตร่ตรองเข้าใจความต่าง เช่นได้ยินคำว่าศรัทธาคำเดียว มีสัทธินทรีย์ด้วย แล้วต่างกันอย่างไร ศรัทธาของพระโสดาบัน จะเหมือนกับศรัทธาของคนที่ไม่ใช่พระโสดาบันหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เหมือน

    ท่านอาจารย์ มาอย่างไร ไปอย่างไร ถึงไม่เหมือนกันได้ ใช่หรือไม่ ก็ต้องรู้ความต่างความหลากหลาย เช่นปัญญา ทิฏฐุชุกรรม แล้วก็ปัญญา ปัญญินทรีย์ อัญญาตัญญัตสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ ปัญญาทั้งนั้นเลย ของใครระดับไหน เพราะฉะนั้นฟังให้เข้าใจ เพื่อจะได้รู้ตามความเป็นจริงว่า เราไม่หลงว่ารู้แล้ว แล้วต้องรู้ความต่างของปัญญาที่เกิดจากเพียงการฟังเข้าใจ แต่ยังไม่ใช่รู้จักตัวธรรม ทั้งๆ ที่ขณะนี้เป็นธรรม แล้วเพราะเหตุใดไม่รู้จักสักที ได้แต่ฟังเรื่องธรรม ฟังเรื่องเห็น ฟังเรื่องเสียง ฟังเรื่องทุกอย่าง เพราะฉะนั้นหนทางที่จะรู้จักต้องมี พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมเพียงขั้นต้นว่า ให้เข้าใจจากการฟังอย่างเดียว แต่จนกระทั่งถึงสามารถประจักษ์แจ้งตามที่ได้ทรงแสดงด้วย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    22 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ