ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705


    ตอนที่ ๑๗๐๕

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ เข้าใจตั้งแต่ต้นเลยว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ฟังเรื่องความจริงของสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริงเสียเวลา จะพูดถึงสิ่งที่ไม่มีจริงเพื่ออะไร แต่เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นมีจริงก็ทำให้คนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยเริ่มคิด เริ่มสงสัยว่า แม้แต่แข็งธรรมดาๆ เช่นนี้ก็เป็นธรรมหรือ ผู้ที่ฟังธรรมบ่อยๆ ก็ไม่สงสัยเลยใช่หรือไม่ แข็งมีจริงเมื่อไร เมื่อแข็งกำลังปรากฏ ผู้ตรงก็คือว่าขณะที่แข็งปรากฏ มีอย่างอื่นปรากฏด้วยหรือไม่ นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจธรรมขึ้นจากการไตร่ตรอง คำตอบคืออะไร ขณะที่แข็งเท่านั้นกำลังปรากฏ มีอย่างอื่นปรากฏร่วมกับแข็งหรือไม่ ไม่มีเลย แสดงให้เห็นว่าสังสารวัฏฏ์คือ แต่ละหนึ่งขณะที่มีสภาพธรรมปรากฏเกิดปรากฏแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นสาระจริงๆ ไม่มีเลย เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า เพียงแต่ว่ามีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่เพราะไม่รู้การเกิดดับสืบต่อทำให้เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มั่นคง เวลาถามว่า เห็นอะไร ตอบว่า เห็นแก้ว เป็นความจริงหรือไม่ เห็นแก้ว หรือเห็นแข็ง

    ผู้ฟัง แข็ง เห็นไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าคนที่ไม่เคยฟัง ไม่ได้แยกทางตากับทางกายคนละอย่างเลย อย่างไรๆ ก็เห็นแข็งไม่ได้ ต้องเห็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏกระทบตาได้แล้วก็ปรากฏให้เห็นได้ คนตาบอดจึงไม่เห็น เพราะฉะนั้นที่เห็นคือมีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา สิ่งอื่นเช่นเสียงไม่ได้ปรากฏทางตา ชั่วขณะที่เสียงปรากฏ สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏไม่ได้ นี่คือความจริงของชีวิต แต่ละหนึ่งขณะมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างเร็วและไม่กลับมาอีกเลย ลองคิดว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจริงหรือไม่ นี่คือการฟังธรรมให้เข้าใจจริงๆ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดข้ามไป ไม่ได้เคยรู้ความจริงเลยว่า สิ่งนั้นเพียงปรากฏชั่วคราวแล้วหมดไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฎทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ทางใจที่คิด ความคิดก็เปลี่ยนแล้ว สิ่งที่คิดเมื่อสักครู่หมดแล้วใช่หรือไม่ คิดนั้นหมดแล้วก็คิดเรื่องอื่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่เที่ยงหรือยั่งยืนเลย

    เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจจริงๆ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่ใช่แต่เฉพาะแข็งที่จะสงสัยว่าเป็นธรรมหรือไม่ เริ่มรู้จักธรรมแล้วว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีจริงๆ นั้นเป็นธรรมทั้งหมด เริ่มเช่นนี้ดีหรือไม่ ก่อนที่จะไปดับกิเลส หรือว่าจะไปมีคำยากๆ ยาวๆ (ใหญ่ๆ ตัดออกมั้ยคะ) เช่น ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจจ์ ๔ โดยที่ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรมเลย ก่อนอื่นคือธรรมมี จะเรียกชื่อหรือไม่เรียกชื่อก็เป็นธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ชื่อ มิฉะนั้นก็จะไม่รู้ว่าหมายความถึงธรรมอะไร นี่คือขั้นต้น ฟังแล้วลืมหรือยัง

    ผู้ฟัง ลืม

    ท่านอาจารย์ คิดอย่างอื่นเมื่อไรก็ลืมสิ่งที่ได้ฟังเมื่อนั้นทันทีเลย ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นแข็งเป็นธรรมหรือไม่ ทั้งๆ ที่แข็งกำลังปรากฏ ขั้นต่อไปก็จะตอบว่า ใช่ แข็งเป็นธรรม เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ขณะที่รู้ความเป็นธรรมของแข็งว่า แข็งเป็นแข็ง เกิดเป็นแข็ง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ปรากฏแล้วหมดไป นี่คือการที่ฟังแล้วต้องใส่ไว้ในใจ ด้วยความที่ไม่หลงลืมหรือว่าไม่คลาดเคลื่อน แต่ว่าไม่มีตัวตนที่จะไปใส่ไว้ได้เลย นอกจากการฟังบ่อยๆ การพิจารณาบ่อยๆ การเข้าใจความจริงว่า มีอะไรบ้างที่เป็นของเราจริงๆ

    เข้าใจว่ามีตัวตนมาตั้งแต่เกิด ลองคิดดูที่ว่าเป็นตัวตนตั้งแต่เกิดอยู่ที่ไหน นั่งที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ตอนเกิดแล้ว ตอนที่เกิดหายไปไหน เมื่อเกิดแล้วก็เติบโตมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึก มีสุข มีทุกข์ เหล่านั้นหายไปไหน จนกระทั่งถึงขณะนี้ก็เหมือนเมื่อก่อน คือเกิดมาปรากฏแล้วหมดไป เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมทีละหนึ่งอย่างให้มีความเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำที่ได้ยิน อย่าเพิ่งไปคิดถึงคำยากๆ คำยาวๆ แล้วไม่รู้เรื่อง แต่ให้เข้าใจว่าธรรม ต่อไปนี้ถ้าใครถามว่าธรรมคืออะไร สามารถที่จะบอกได้อย่างถูกต้องและไม่เปลี่ยนแปลงด้วย ศึกษาธรรมคือ ศึกษาให้เข้าใจความจริงว่าสิ่งที่มีเกิดขึ้นจึงมี เกิดขึ้นได้เพราะเหตุปัจจัย เกิดแล้ว มีแล้วดับหมดไป เป็นคำจริงทุกอย่าง ซึ่งเมื่อไม่ลืมก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เวลาที่ฟังอีกก็เข้าใจเพิ่มขึ้นได้

    ทุกคนเป็นคนใหม่ ฟังธรรมหมายความว่าไม่ใช่มีแต่เรื่องของธรรม แต่ว่ามีตัวธรรมจริงๆ แล้วต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่ต้นด้วย เช่น รู้จักธรรมแล้วหรือยัง ได้ยินแต่ชื่อธรรมและธรรมก็มี เมื่อธรรมมีและได้ยินแต่ชื่อ จะรู้จักแต่ชื่อ สมควรหรือไม่ ในเมื่อถ้าไม่มีตัวธรรม ชื่อของธรรมนั้นก็ไม่มี แต่เพราะเหตุว่ามีธรรม จึงมีชื่อสำหรับให้รู้ว่าหมายความถึงธรรมอะไร เพราะมีธรรมมากมายแล้วเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้ศึกษาธรรมจากการเริ่มต้น แข็งมีหรือไม่ คำถามง่ายที่สุดเลย

    ผู้ฟัง แข็งมี

    ท่านอาจารย์ เวลาตอบว่าแข็งมี มีเมื่อไร

    ผู้ฟัง มีเมื่อกระทบ

    ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือไม่ว่าเวลาพูดว่าแข็งมี ลักษณะของแข็งกำลังปรากฏ หลายคนบอกว่ามีแข็ง แต่ขณะนั้นลักษณะของแข็งไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็มีคนอยู่ ๒ พวก พวกหนึ่งบอกว่าแข็งมี แต่ลักษณะของแข็งไม่ได้ปรากฏ อาจจะเคยปรากฏก็รู้ว่ามีแข็งแล้วตอบว่าแข็งมี แต่อีกคนหนึ่งแข็งมีในขณะที่แข็งกำลังปรากฏ ต่างกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในขณะที่แข็งกำลังปรากฏ รู้จักตัวแข็ง ลักษณะที่แข็ง สภาพที่แข็ง ภาวะที่แข็ง ธรรมอย่างหนึ่งที่แข็ง ถูกต้องหรือไม่ แต่ว่าวันหนึ่งๆ ไม่ได้มีแต่แข็ง ถามว่าเสียงมีหรือไม่

    ผู้ฟัง เสียงมี

    ท่านอาจารย์ ตอบว่าเสียงมี เวลาที่เสียงไม่ได้ปรากฏ หรือว่าเคยได้ยินเสียงก็ตอบว่าเสียงมี หรือว่าในขณะนี้ที่เสียงกำลังปรากฏก็รู้ลักษณะที่เป็นเสียงที่ปรากฏ ไม่ได้รู้อย่างอื่นเลยทั้งสิ้น กำลังรู้เฉพาะเสียงหรือไม่

    ผู้ฟัง รู้เฉพาะเสียง

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นการเริ่มต้นที่จะรู้ว่า เสียงเป็นธรรม แข็งเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม และเสียงเมื่อครู่นี้หายไปแล้วใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง หายไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ หมดไปแล้วใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง หมดแล้ว

    ท่านอาจารย์ กลับมาอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่กลับมาแล้ว

    ท่านอาจารย์ หนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ แต่ว่าไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งที่ปรากฏชั่วขณะที่แสนสั้นแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่มั่นคง ขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏระลึกได้ รู้ได้ว่า นั่นคือสภาพธรรมอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ปะปนกับอย่างอื่นเลย จะเห็นว่าแต่ละวันก็มีแต่สภาพธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฏทั้งนั้น ถ้าในขณะที่ฟังเช่นนี้ แต่ไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแต่ละอย่างจริงๆ ก็ฟังเพื่อมีความเข้าใจว่า ขณะที่สภาพธรรมใดเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ สภาพธรรมนั้นก็หมดไปโดยการไม่ได้เข้าใจในความเป็นธรรมของสภาพธรรมนั้น เช่นเสียงตั้งกี่เสียง เสียงนกก็มี เสียงพัดลมก็มี แต่ไม่ต้องพูดว่านก ไม่ต้องพูดว่าพัดลม เฉพาะเสียงแต่ละเสียงไม่ได้ปะปนกัน เสียงหนึ่งปรากฏแล้วหมดไป

    เพราะฉะนั้น ชีวิตจริงๆ ก็คือ แต่ละขณะที่มีสภาพธรรมปรากฏแล้วดับไป นี่เริ่มเข้าใจธรรม ในขณะที่ธรรมปรากฏ หรือว่าในขณะที่ฟังเรื่องธรรม เข้าใจธรรม แต่ว่าขณะนั้นลักษณะธรรมไม่ปรากฏ นี่คือความละเอียดของธรรม ถ้าฟังธรรมและศึกษาธรรมต้องเห็นความละเอียดจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพียงตอบว่าเสียงมี แข็งมี แต่ว่าในขณะนั้นเสียงไม่ได้ปรากฏ แข็งก็ไม่ได้ปรากฏ นี่เป็นความต่างกัน ถ้าสามารถจะรู้ลักษณะที่ปรากฏได้จริงๆ ในขณะนั้นทุกอย่างทันที มีเราที่ไหน เสียงเป็นเสียง แข็งเป็นแข็ง จำเป็นจำ คิดเป็นคิด ชอบเป็นชอบ ไม่ชอบเป็นไม่ชอบ ทั้งหมดเป็นลักษณะของธรรมแต่ละอย่างก็ไม่มีเรา แต่ว่าการฟังธรรมที่จะให้หมดสิ้นความไม่รู้ในสภาพธรรม ละการยึดถือว่าเป็นเราก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ซึ่งจะต้องรู้ว่าต้องรู้จักตัวธรรมจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่ฟังเรื่องของธรรมเท่านั้น นี่คืออบรมหรือไม่

    ผู้ฟัง อบรม

    ท่านอาจารย์ อบรมคืออะไร

    ผู้ฟัง อบรมคือ มีอารมณ์เข้ามากระทบที่จิตใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ อบรมคือ จากไม่เคยรู้เรื่องธรรม ฟังแล้วรู้ว่าธรรมคืออะไร ฟังแล้วรู้ว่าธรรมมีจริง และลักษณะของธรรมจริงๆ ก็ปรากฏให้รู้ด้วย นี่คืออบรมให้มีความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นแต่ละคำเข้าใจจริงๆ เมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องอารมณ์ พูดถึงเรื่องจิต พูดถึงเรื่องปัญญา และบางครั้งก็ยังไปคิดถึงสติอีก ตั้งหลายคำ รู้จักแต่ละคำนั้นจริงๆ หรือยัง

    ผู้ฟัง ยัง

    ท่านอาจารย์ จิตรู้จักหรือไม่ อารมณ์รู้จักหรือไม่ สติรู้จักหรือไม่ ปัญญารู้จักหรือไม่ พูดเป็นเรื่องยาวเหมือนกับรู้แล้วทั้งหมด แต่ความจริงยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ละเอียด ที่สงสัยแล้วถามว่าจิตจะเป็นอารมณ์ของปัญญาได้หรือไม่ ยังไม่รู้จักจิต ยังไม่รู้จักอารมณ์ ยังไม่รู้จักปัญญา แต่ก็มีความคิดสงสัยว่า จิตจะเป็นอารมณ์ของปัญญาได้หรือไม่ นี่คือไม่ได้เข้าใจ ไม่ใช่อบรม เพียงแต่ได้ยินและสงสัย เมื่อได้ยินสงสัยก็ถามทั้งหมดเลย ได้ยินอะไรก็สงสัยแล้วถามไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การเข้าใจธรรมเลย แต่การเข้าใจธรรมไม่เว้นแต่ละคำ ถ้าเช่นนั้นขอถามว่า อารมณ์คืออะไร

    ผู้ฟัง อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้

    ท่านอาจารย์ จิตคืออะไร

    ผู้ฟัง จิตคือสิ่งที่รู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ ง่ายมาก มีธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แต่เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นจิตอะไร

    ผู้ฟัง จิตได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ต้องคิดด้วยหรือ เห็นหรือไม่ว่าได้ยินอยู่ตลอดเวลา แต่ยังต้องคิดเพราะยังไม่รู้จักจิต ได้ยินคำว่า จิต รู้ความหมายว่าจิต หมายความถึงอะไร เวลาที่อยู่ในห้องมืดๆ ดับไฟให้หมด เสียงก็ไม่มี ขณะนั้นมีอะไร

    ผู้ฟัง ขณะนั้นมีความคิด

    ท่านอาจารย์ ธาตุรู้ใช่หรือไม่ ยังมี ยังไม่หมดไปจากโลกนี้เลย เมื่อไร วันไหนก็ตาม แม้ไม่มีอะไรเลย ห้องก็มืดสนิท เสียงก็ไม่ปรากฏ แข็งขณะนั้นก็ไม่ได้รู้ แต่ก็มีธาตุรู้ ขณะนั้นยังไม่พ้นไปจากธาตุรู้ แต่ขณะนั้นรู้หรือไม่ว่ารู้อะไร เช่นคนที่เดินทางบ่อยๆ ตื่นขึ้นมา เราอยู่ที่ไหน เราเลย แข็งก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่แข็งก็มี แต่ว่าเกิดความคิดว่าเราอยู่ที่ไหนคืออะไร แสดงให้เห็นว่ามีความคิด ขณะนั้นมีธาตุรู้ ความจำก็เป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ทุกอย่างที่มีละเอียดมาก แม้แต่ที่เราใช้คำว่าจิต เกิดตามลำพังไม่ได้เลย จิตมีแน่นอน แต่ยังไม่ได้เข้าใจลักษณะจริงๆ ของจิตว่า จิตเป็นธาตุที่ไม่มีใครมองเห็นเลย ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ลองคิดถึง ว่างเปล่าจากสีสันวัณณะ กลิ่น เสียง รส แข็ง เย็น ร้อน ทั้งหมดไม่มีเลย เป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้ แต่ธาตุนั้นหารูปร่างลักษณะไม่ได้เลย ขณะนี้กำลังมีธาตุที่กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่จิตแน่นอน แต่สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏไม่ได้ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็น เหมือนเสียง ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นได้ยิน เสียงก็ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกอย่างที่ปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น จิตเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ แม้ขณะนี้ที่เห็น ที่คิด ที่จำได้ ที่สุข ที่ทุกข์ อะไรๆ ก็ตามที่ปรากฏในขณะนี้ เพราะยังมีจิตเกิดขึ้น จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะเป็นธาตุรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏกับจิตหนึ่งขณะนั้น ดังนั้นจิตจะรู้หลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้เลย แสดงว่าจิตเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แล้วแต่ว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเห็น หรือว่ามีปัจจัยจะให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน หรือมีปัจจัยให้จิตกำลังเกิดขึ้นรู้แข็ง ขณะนี้รู้แข็งหรือไม่ นั่นคือจิตเป็นธาตุที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง เพราะว่าแข็งไม่ใช่จิต แต่จิตเป็นธาตุที่กำลังรู้แข็ง จิตเป็นธาตุรู้ แข็งเป็นอะไร แข็งเป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ เฉพาะในขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ ได้ยินเสียง มีสองอย่างคือได้ยินกับเสียง อย่างอื่นไม่มีเลยในขณะที่เสียงปรากฏ

    ทุกคำที่ได้ยิน อย่าเผินและต้องเข้าใจจริงๆ ทั้งๆ ที่จิตก็มี ขณะนี้ก็มี ตั้งแต่เกิดจนถึงขณะนี้แล้วก็จะมีต่อไปอีก ตายแล้วก็ยังมีจิตอีกด้วยแต่ยังไม่รู้ลักษณะของจิต เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังคือ รู้สิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยรู้เลยแล้วไม่สับสน ถ้าสับสนก็คือยังไม่ได้เข้าใจธรรมทั้งเรื่องและสภาพของธรรมด้วย ถ้าเข้าใจเรื่องผิดก็ไม่เข้าใจสภาพธรรมแน่นอน

    คุณคำปั่น เกิดมาแล้วชีวิตที่จะอยู่ในโลกนี้ควรจะเป็นอย่างไร เพราะเดี๋ยวตายไปเสียก่อน ต้องรู้สิ่งนี้ก่อน

    อ.คำปั่น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า ความตายจะมาถึงเมื่อใด แต่ในขณะนี้มีโอกาสแล้วที่จะได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ก็จะตั้งใจศึกษาพระธรรมเพื่อความรู้ความเข้าใจ สะสมเป็นที่พึ่งต่อไป

    ท่านอาจารย์ ท่านที่สนใจฟังธรรมก็เป็นคนดีถึงได้สนใจฟังธรรม เป็นคนดีเกิดมาในโลกนี้จะอยู่อีกนานเท่าไรก็ไม่ทราบ เป็นคนดีก็ต้องดีกว่าคนชั่วแน่นอน แล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่อกุศลกรรมที่เคยเกิดมานานแสนนานนั้นยังคงสะสมอยู่ในจิตต่อไป เพราะลึกลงไปจากการเป็นคนดีก็ต้องมีสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นอกุศลธรรมมากมายหลายอย่าง เช่น มีความติดข้อง มีความต้องการในทุกสิ่งทุกอย่างเลย ตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้ และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็มีความขุ่นเคืองซึ่งไม่ใช่เราทั้งหมด แต่ว่าเป็นธรรม มีความสำคัญตน เป็นเรามากมายมหาศาลโดยที่ไม่รู้สึกตัว ซึ่งผู้ที่จะดับกิเลสความมานะหมดสิ้นต้องถึงความเป็นพระอรหันต์

    เพราะฉะนั้น ลึกจากการที่เรามองเห็นว่าเป็นคนดี ข้างใต้ที่สะสมอยู่ในจิตที่มากมายคืออกุศลธรรม ผู้ที่ประมาทคือประมาทด้วยอวิชชา ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง หรือว่าเป็นสิ่งที่ควรเข้าใจ กลับคิดว่าทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์กว่า แต่ความจริงเกิดมาเป็นคนดีในชาตินี้ก็ยังมองเห็นความไม่ดี ถ้าพิจารณาอย่างละเอียด ถ้าไม่ศึกษาธรรมจะไม่รู้เลย คนนั้นก็ดี คนนี้ก็ดี เห็นกันก็ดี แต่ลึกลงไปในใจคือที่หมักหมมของอกุศลธรรม เมื่อมีปัจจัยจะเกิดเมื่อใดก็เกิดปรากฏให้รู้เมื่อนั้น

    วันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะไม่รู้เลยว่า อกุศลเกิดมากกว่ากุศล เมื่อวานนี้ก็มีกุศลเกิดระหว่างที่ฟังพระธรรม วันนี้ก็กำลังเป็นกุศลที่กำลังเข้าใจธรรม แต่อกุศลที่มีอยู่ก็ยังไม่ได้ออกไปเลย อาศัยความเข้าใจธรรมจะทำให้ละความไม่รู้ซึ่งเป็นต้นเหตุของอกุศลทั้งหลาย เป็นมูลซึ่งไม่มีทางที่จะออกไปให้พ้นจากใจได้เลย ถ้าใครมีความละอายรังเกียจอกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็แสวงหาทางที่จะทำให้อกุศลนั้นหมดสิ้นไป แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่สามารถที่จะให้อกุศลซึ่งสะสมอยู่หมดสิ้นไปได้เลย เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ คือเป็นผลของกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว ไม่เกิดเป็นนก ไม่เกิดเป็นเปรต ไม่เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกุศลกรรม เป็นคนดีพอหรือไม่ ถ้าเป็นคนดีที่ไม่ทำความดี ความดีที่มีก็ร่อยหรอ ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่ามีอกุศลเข้าไปเพิ่มเติมหนาแน่นหมักดอง พร้อมที่จะเพิ่มขึ้นไม่หมดสิ้นไปได้เลย

    ด้วยเหตุนี้ความไม่ประมาทคือ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคนดีก็ต้องทำความดีด้วย เพราะว่าเพียงแต่เป็นคนดีไม่พอ เพราะเหตุว่ากายวาจาเป็นอย่างไรมาจากจิต เวลาที่ได้ยินคำพูดที่น่าฟัง จิตประเภทไหน ต้องเป็นจิตที่ดีมีเมตตาใช่หรือไม่ แล้วถ้าเป็นคำพูดที่ไม่น่าฟัง ใครพูด เราหรือเขา ส่วนใหญ่จะคิดว่าเขาพูดไม่เพราะ เขาพูดไม่ดี แต่เราวันนี้พูดหรือไม่ แม้แต่เสียงที่แข็งกระด้างก็ต้องส่องให้เห็นถึงอกุศลจิตที่สะสมมา เพราะฉะนั้นทุกอย่างเมื่อใจเป็นอย่างไร กายวาจาก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งผู้ที่ละเอียดสามารถที่จะพิจารณาเห็นได้ว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่ควรจะมี ควรจะมีการละเว้น ควรจะมีการขัดเกลา ไม่ใช่มุ่งแต่เพียงที่จะเข้าใจธรรม แล้วคิดว่าการเข้าใจธรรมอย่างเดียวจะทำให้ดับกิเลสได้ แต่กิเลสก็แสดงอาการของกิเลสทั้งกาย ทั้งวาจา อยู่เป็นปกติ โดยผู้ที่ไม่มีปัญญาไม่เห็น

    ดังนั้น การฟังธรรมต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ คือ เพื่อละอกุศล เพราะเหตุว่าอกุศลมีมาก และขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล ถ้าไม่กล่าวถึงพระอรหันต์ซึ่งท่านไม่มีทั้งกุศลและอกุศล ด้วยเหตุนี้เป็นคนดี และถ้ามีโอกาสที่จะทำความดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ประมาทเลย เพราะถ้าขณะนั้นกุศลจิตไม่เกิด อกุศลจิตก็เกิด คนขี้เกียจทำความดี มีหรือไม่ คนขยันทำความชั่ว มีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ละเอียดซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง และปัญญาที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงเท่านั้น ที่สามารถจะค่อยๆ ขัดเกลาภูเขาอกุศลแท่งทึบซึ่งอยู่ในจิต ลึกเพียงใดและกว่าจะหมดไปได้ เพราะฉะนั้นเป็นคนดีก็ยังไม่พอ ควรทำความดีทุกโอกาสแม้เพียงเล็กน้อย พอหรือยัง ไม่พอ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ

    นี่คือชีวิตที่มีค่าที่สุด เกิดเป็นคนดี ทำความดีแล้วศึกษาเข้าใจพระธรรมด้วย เพราะเหตุว่าถ้าเป็นคนดีทำความดี แต่ไม่ได้เข้าใจพระธรรมก็ไม่มีทางที่จะขัดเกลากิเลสได้เลย ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ความไม่รู้ค่อยๆ ลดน้อยลง มิฉะนั้นบางครั้งบางคราวเมื่อได้ฟังธรรม ไม่ทันกิเลส อยากจะรู้แจ้งธรรม เป็นเช่นนี้หรือไม่ ฟังเช่นนี้ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย ฟังไปๆ ก็เรื่องชีวิตตามความเป็นจริงตามปกติ ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ดูเป็นของธรรมดา แต่สิ่งที่มีธรรมดาเข้าใจหรือไม่ รู้หรือไม่ว่า เป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งกว่าจะได้ตรัสรู้ความจริงในสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ขณะนี้ตามปกติต้องทรงบำเพ็ญพระบารมี หลังจากที่ได้ทรงได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าทีปังกร ๔ อสงไขย ยังอีก ๑๐๐,๐๐๐ ปี หรือเดือน วัน หรือไม่ ไม่ใช่เลย (แต่เป็น) กัปป์

    การที่เราได้เข้าใจธรรมคือฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วเข้าใจและเห็นความจริงซึ่งเราได้ฟังมา เวลาที่อกุศลเกิดก็รู้ว่าเป็นธรรม แต่ถ้าไม่เป็นผู้ที่ละเอียด อยากไม่มีอกุศล ทำอย่างไรจะไม่มีอกุศล หาทางทำเองที่จะให้ไม่มีอกุศล ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยเพราะขณะนั้นก็เป็นอกุศลที่ไม่เห็นและไม่รู้ ด้วยเหตุนี้พระธรรมจึงละเอียดมาก มีโอกาสได้ฟังชาติหนึ่งชาติใด ครั้งหนึ่งครั้งใด ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับคือ การเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องคิดอย่างอื่นเลยแล้วจะเห็นกำลังของปัญญา ซึ่งขณะนี้คงจะมีไม่มาก แต่ถ้ามีการสะสมความเข้าใจขึ้น การละความต้องการเป็นหน้าที่ของปัญญา และปัญญาก็มีความเข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมคือเดี๋ยวนี้ ถ้าจะรู้ จะเข้าใจ คือไม่พ้นจากสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องฟังจนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น และปัญญาที่ได้อบรมก็สามารถที่จะค่อยๆ ละความต้องการซึ่งกั้น ไม่มีทางที่ใครจะให้สติสัมปชัญญะเกิด หรือจะไปรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ตรงตามที่ได้ฟังด้วยความเป็นตัวตน หรือด้วยความเป็นโลภะ ทั้งๆ ที่ฟังก็เข้าใจ ขณะนี้เป็นธรรม แต่ถ้าใครคิดที่อยากจะรู้แจ้งธรรมขณะนี้โดยวิธีอื่น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    23 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ