ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
ตอนที่ ๑๗๒๙
สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ได้ฟังเสียงสื่อไม่เคยฟัง และสิ่งซึ่งฟังก็มีปรากฏให้รู้ความจริงให้เข้าใจความจริงนั้นยิ่งขึ้น จนสามารถที่จะรู้ว่าผู้ที่รู้กับผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่ฟังพระธรรมกับคิดเองต่างกันมาก เพราะว่าไม่มีใครจะคิดเองได้ถูกต้อง เพราะไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจะเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบบังคับได้ไหม ไม่ได้แล้วแต่กำลังของศรัทธาการที่จะเห็นประโยชน์ก็ทำให้รู้ว่าอะไรมีค่าที่สุดในการเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ยิน แมว นก หนู ไก่ ถ้าขณะนี้มีเสียงปรากฏกับข้าวก็คือ จิตนั้นเกิดขึ้นได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ ไม่เหมือนการเกิดเป็นมนุษย์ ฟังแล้วก็ยังสามารถที่จะไตร่ตรองแล้วก็เกิดการที่จะรู้ประโยชน์ที่แท้จริงว่าเมื่อเกิดแล้วต้องตาย ต้องพลัดพรากจากทุกอย่าง แม้แต่ความเป็นบุคคลนี้ก็สิ้นสุด จะกลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย เงินทองมหาศาล อาจจะซื้ออะไรได้ แต่ขอซื้อขณะจิตต่อไป ไม่ให้จากไป จากความเป็นบุคคลนี้ก็ไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่จะติดตามไป ก็คือ ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย กุศลจิต และอกุศลจิตไม่ได้หายไปไหนเลย สืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อไปทุกขณะ เพราะฉะนั้นเราเกิดมา ต่างกันไหมอุปนิสัยใจคอ แม้แต่สิ่งที่ชอบก็ไม่เหมือนกัน ก็แสดงถึงการสะสมที่ยาวนาน ทำให้เป็นบุคคลนี้ และในชาตินี้ยังสะสมอะไรไว้ ก็เป็นเหตุที่จะทำให้มีสิ่งนั้นมีความพอใจอย่างนั้นมีทุกอย่างที่สะสมมา สืบต่อในชาติต่อไปแล้วแต่ว่าชาติต่อไป จะเกิดเป็นอะไร ถ้าเกิดเป็นงู ได้ไหม แล้วก็จะฟังสิ่งที่กำลังได้ยินรู้เรื่องไหม สิ่งที่สะสมมาแล้วก็เหมือนเมล็ดพืช ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีปัจจัยที่จะเจริญงอกงามขึ้น ก็แล้วแต่ว่าถึงกาลไหนที่จะเกิดเป็นมนุษย์อีก หรือเป็นเทพ หรือในภูมิที่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ แล้วก็จะมีโอกาสได้ฟังหรือไม่มีโอกาสเลือกไม่ได้เพราะว่าขณะที่ยาก คือ ขณะที่จะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็มีพระธรรมสาวก มีผู้ฟัง ผู้ที่สามารถที่จะได้รับประโยชน์จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นธรรม ไม่มีอะไรเลยที่ทนจากธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจธรรม ก็สามารถที่จะเข้าใจทุกอย่าง แม้แต่จะรีบเร่งหรือไม่รีบเร่ง ก็คือเพียงคิด แต่ว่าทุกอย่างที่จะเกิด เกิดแล้ว เพราะมีเหตุปัจจัย ถ้ายังไม่เกิดจะรู้ได้ไหม ว่าต่อไปจะเป็นคนดีระดับไหน จะเป็นคนเลวระดับไหน ตามเหตุตามปัจจัยที่สะสมมาเพราะแจ้งการศึกษาธรรมด้วยกันค่อยจะทำให้รู้จักความจริงไม่รู้จักความจริงไม่มีใคร ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่มีธรรม แต่พระธรรม แล้วไม่รู้ว่าเป็นธรรม ก็ยึดถือสิ่งต่างๆ เท่าที่เห็น เท่าที่คิด เช่น เห็นรูปร่างสัณฐานอย่างนี้บอกว่าเป็นคน รูปร่างสัณฐานอย่างนี้ๆ บอกว่านี้หญิง นั้นชาย นั้นเด็ก นั้นผู้ใหญ่ นั้นคนแก่ ก็เพราะสิ่งที่ปรากฏทางตา รูปร่างอย่างนกอย่างนั้น เป็นนกเป็นปลา แต่เพราะสิ่งที่ปรากฏสัณฐานหลากหลายกันไป แต่เปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรม ไม่ได้ เห็นเป็นนอก หรือเป็นปลา ถ้าไม่คิดถึงรูปร่างหรือเป็นคน เห็นเป็นเห็น เทวดาเห็นไหม เห็นเป็นเทวดา หรือว่าเห็นเป็นเห็น เห็นเป็นเห็น
เป็นเห็น
เพราะฉะนั้นก็คือ การศึกษาธรรมให้รู้ความจริงของธรรมละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาเพราะว่าถ้ามีความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจถูกไหมนำพาชีวิตไปสู่หนทางเสื่อม แต่ปัญญาจะนำพาชีวิตไปสู่ทางที่ปลอดภัยทางที่นำมาซึ่งความทุกข์ เพราะฉะนั้นก็เลือกไม่ได้เลย จะทุกข์หรือจะสุข แล้วแต่การสะสมของเหตุปัจจัย จะเข้าใจธรรมมากก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย ฟังน้อยแต่สะสมมามาก แม้คำได้ยินไม่กี่คำ ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าสะสมมาน้อย แม้จะมีคำมากมายก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ขจัดพระไตรปิฏกบุคคลที่ได้ฟังธรรมมากเป็นปีๆ ก็ยังไม่รู้ทำก็มี หรือบางท่านฟังธรรมเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะรู้แจ้งธรรมได้ถ้ามีความเห็นถูกว่าขณะนี้เป็นธรรม ศึกษาจนละเอียดว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดแล้ว ดับไป ชั่วคราวสั้นที่สุด แต่เพราะไม่รู้ก็เข้าใจว่าการเกิดดับสืบต่อ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้เข้าใจผิดแล้วก็ไม่รีบเร่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่ คือ ฟังแล้วจะรีบเร่งไม่รีบเร่งก็คือว่าเป็นธรรม ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ บางวันก็ไม่ฟังธรรม บางวันก็ไปเที่ยวก็ธรรมดาปกติบางวันไม่ไปไหน แต่ฟังธรรมก็เป็นธรรมดาเป็นปกติตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นใครจะรู้ดีกว่าปัญญาที่กำลังเข้าใจธรรมในขณะนั้น สนทนาธรรมที่สถาบันบำราษนราดูร วันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ชีวิตก็ได้ผ่านมาตลอดตั้งแต่เริ่มศึกษาธรรมจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีวันจบ แสดงให้เห็นว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง แม้แต่เพียงจะได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรากล่าวคำนอบน้อมเมื่อสักครู่นี้ ก็ยากที่ลิฟต์บุคคลใดจะเข้าถึงพระคุณ แม้ว่าเป็นพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ถ้าไม่มีผู้บูชาสิ่งนั้นก็หาเป็นรัตนะ ไม่จริงไหม เพราะฉะนั้นการที่เราจะรู้ว่าสิ่งไหนเป็นรัตนที่แท้จริง ก็คือว่าได้เข้าใจความเป็นรัตนะ ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเขาว่าเราก็ว่าตามเลยที่ว่าไม่เห็นความเป็นรัตนะ ของสิ่งที่เราได้กล่าวบูชาเลยด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้เพื่อที่จะให้บุคคลอื่น มีโอกาสได้เข้าใจธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มหลังจากที่ตรัสรู้ไม่นาน แล้วก็ใกล้ที่จะปรินิพพานเป็นเวลายาวนานมาก ๔๕ ปี ใน ๔๕ ปีนี้ ไม่มีใครที่จะทำการสงเคราะห์ อนุเคราะห์บุคคลอื่นเท่ากับพระองค์ ทั้งวันตั้งแต่เช้าสายบ่ายเย็นค่ำ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังพระธรรมก็จะเห็นในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ซึ่งทำให้เรานี้มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังคำซึ่งแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง ๒๕๐๐กว่าปีก็ยังเป็นวาจาสัจจะ ความจริงมีหลายอย่าง แต่ความจริงที่กล่าวด้วยวาจาเพื่อที่จะให้คนอื่นได้ยินได้ฟัง และได้เข้าใจก็จะนำไปสู่ปัญญา ความเข้าใจถูกต้อง จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เพื่ออนุเคราะห์เราให้เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อื่น เพราะฉะนั้นเวลาทุกขณะที่ฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งสิ้น ประโยชน์เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นแต่ละขณะ ขณะนี้ถ้าสามารถที่จะได้เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะว่าฟังอะไรแล้วไม่เข้าใจ เราก็จะเสียเวลาจริงๆ เวลานั้นก็จะเอาไปทำสิ่งอื่นซึ่งมีประโยชน์กว่า แต่ถ้าได้ฟังแล้วมีความเข้าใจในสิ่งนั้น ก็ย่อมเป็นประโยชน์ และโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสและทรงแสดง และรวบรวมไว้เป็นพระไตรปิฎกเลย ก็หายากเพราะว่าโดยมากบางคนจะกล่าวว่าไม่มีเวลา หรือว่าเวลาน้อย หรือว่าฟังละอยากไปบ้าง ก็เลยไม่ฟังต่อไป แต่ถ้าง่าย จะฟังไหม ฟังอะไรที่ง่ายๆ จะฟังไหม แต่ว่าถ้าฟังธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ซึ่งกว่าจะได้ทรงตรัสรู้ในทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เพื่อที่จะได้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นแต่ละคนต้องไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟังโดยละเอียดโดยลึกซึ้ง ที่จะสนทนากันวันนี้ก็เพื่อเข้าใจความจริง มีความจริงได้แน่ แต่เมื่อยังไม่ได้ฟังพระธรรมก็ไม่รู้ว่าความจริง มันคืออะไร ทั้งที่ความจริงก็เป็นความจริง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้แต่เพราะไม่เคยได้ฟังธรรม แม้แต่บางคำก็ทำให้เรางง สับสนแล้วคิดไม่ออก เช่น ถ้าถามว่าเราฟังธรรมเพื่อเข้าใจความจริง ใครจะตอบว่า ความจริงคืออะไร เดี๋ยวนี้มีความจริงหรือเปล่า และฟังความจริงจากฝั่งที่ไหน ฟังเรื่องอะไร และฟังเมื่อไหร่ หรือว่าจะฟังเสียงอื่น ซึ่งไม่ใช่ความจริง จะฟังเรื่องเท็จเรื่องหลอกลวงเรื่องไม่จริงดีหรือว่าจะฟังสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นความจริงแท้เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นความจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นแม้เริ่มต้นก็ควรคิดควรไตร่ตรองจะได้ไม่เสียโอกาสที่จะได้ได้ยินได้ฟังและก็เป็นความเข้าใจของเราเองด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้ ความจริงคืออะไร และอยู่ที่ไหน สร้างไปหาต้องเป็นค้นคว้าหรือว่าเมื่อฟังก็จะค่อยๆ เข้าใจว่าความจริงคืออะไร ในขณะนี้ ครับท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงความจริงนะครับ ความจริงไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนนะครับ เพราะว่าความจริงก็คือขณะนี้ ขณะนี้คือความจริง เพราะว่ามีธรรม ซึ่งก็คือสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลา อาจารย์ครับ ก่อนอื่นขอถามว่าอยากฟังความจริงหรือเปล่า อยากเพราะฉะนั้นก็มีโอกาสจะได้ฟังแน่นอน เมื่อกี้นี้คุณคำปั่นกล่าวถึงว่าความจริงคือเดี๋ยวนี้ แค่นี้ ต้องไตร่ตรอง และถูกไหม ขณะนี้เป็นขณะที่จริงที่สุด เมื่อวานนี้หมดไปแล้ว พรุ่งนี้ก็ยังไม่มาถึง เมื่อเช้านี้ก็หมดไป ตอนเย็นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้นความจริงต้องคือความจริงเดี๋ยวนี้ และขณะนี้ไม่มีอย่างอื่นที่จริงแท้แน่นอนกว่านี้ แล้วใครจะรู้ความจริงในขณะนี้ ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เป็นธรรม ฟังความจริง ต้องการรู้ความจริงก็โดยที่ว่าเข้าใจถูกต้องว่าสิ่งที่มีจริง จริงได้แน่ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ดีจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นธรรมทั้งหมด พระธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เมื่อธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงขณะนี้จริง เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นธรรมนั่นเอง ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหนเลย เพียงฟังประโยคแรก ธรรมคือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เดี๋ยวนี้ คนอื่นไม่สามารถที่จะให้ความจริงของธรรมในขณะนี้ได้เลยนักวิทยาศาสตร์หรือว่าผู้ที่มีความรู้วิชาการสาขาต่างๆ ไม่ได้พูดถึงความจริงเดี๋ยวนี้แต่พูดถึงความจริงที่คิดขึ้น คน และก็สามารถที่จะแสดงเป็นความรู้ต่างๆ แต่ว่าไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เลย เพราะฉะนั้นแม้สิ่งที่มีจริงในขณะนี้อาจยังไม่เปิดเผยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นความจริงแค่ไหน สงสัยไหมคะอะไรจริงเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ศึกษาต่อไปได้เลย ถ้าจะบอกว่าเดี๋ยวนี้กำลังเห็นจริงหรือเปล่า จริงเป็นธรรมหรือเปล่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งคนอื่นไม่รู้เลย เหมือนกับว่าไม่มีอะไรในขณะที่กำลังเห็นเพราะไม่รู้ความจริง แต่ถ้ารู้ความจริงจะรู้ว่าความจริงไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย อยู่ที่เห็นนี่แหละ เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นคำที่เราได้ยินบ่อยๆ คุ้นหูมา ยังไม่ลึกซึ้งจนกว่าจะได้ฟังความละเอียดขึ้น และคำที่จะได้ยิน ก็มีความหมายชัดเจนขึ้น เช่น ก่อนเห็น กำลังหลับสนิท ไม่มีเห็น แต่พอตื่นลืมตา มีเห็นจริงๆ โดยที่ว่าเราไม่ได้ทำเลย แต่ว่าสำหรับคนที่มีจักขุประสาท ถ้ามีตาที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้นจึงสามารถที่จะเกิดเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ และสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็มีจริงๆ เคยเป็นคน เคยเป็นวัตถุต่างๆ เคยพอใจในสิ่งที่ปรากฏเหมือนไม่ได้ดับไปเลย แต่คำจริงหรือว่าจะจริงจากการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ขณะนี้เอง เห็นเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถจะไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีจักขุปสาท อย่างไรๆ ก็เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ ขณะใดก็ตามที่เห็นเกิดขึ้น เห็นนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแรกก็เพียงเห็นแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก นี่คือสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และวาจาจริงที่พระองค์ตรัส ก็คือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่มีอะไรซึ่งตั้งแต่เกิดยังคงอยู่เห็นเมื่อวานนี้ก็หมดไป เมื่อวานนี้ เมื่อเช้านี้ก็หมด เมื่อเช้านี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เป็นธรรมซึ่งเราไม่เคยได้ยินได้ฟัง และก็การที่เข้าใจความจริง คือว่าเข้าใจสิ่งที่มีจริงจนสามารถที่จะรู้ความจริง แล้วก็ชีวิตจะเป็นสุขขึ้น เพราะเราอยู่โดยไม่รู้เลยในความจริง ซึ่งเพียงแต่ไม่ใช่ของใครมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ฟังแค่นี้สำหรับวันแรกจะต้องติดตามต่อไปอีก เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าอะไรจริง และควรจะรู้ต่อไปหรือไม่เลยว่าเกิดดับก็ไม่เห็นเป็นอะไร แล้วก็จากโลกนี้ไปโดยไม่รู้ความจริงว่าไม่ใช่มีแค่เห็น เห็นแล้วยังติดข้องพอใจในสิ่งที่เห็นมากมายมหาศาล ทำให้เกิดความสุขความทุกข์ว่าอยากจะได้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ติดข้องจนกระทั่งแสวงหา ถ้าไม่ได้ทางสุจริต ก็ทุจริต เพียงเพื่อต้องการสิ่งที่ปรากฏให้เห็นต่างๆ และเมื่อได้มาแล้วก็ยังพลัดพรากจากไปอีกด้วย สิ่งนั้นไม่จากไปก่อนเพราะว่าถูกขโมย ขโจร น้ำท่วม พายุอะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่จากไปก่อน ตนเองก็ต้องจากสิ่งนั้น มีสมบัติอะไรในโลกซึ่งคนในโลกนี้เอาไปได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่มีอยู่ตั้งแต่บรรพบุรุษซึ่งได้ชื่อว่าครอบครองมีสิ่งเหล่านั้น แต่ก็จากไปหมดไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย สักอย่างเดียว เพียงแต่ว่าเกิดมาเห็น มีความไม่รู้ มีความติดข้อง แต่ก็จากโลกนี้ไป โดยที่ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย การกระทำเป็นไปในทางทุจริต สุจริต มีสุข มีทุกข์อย่างไร ก็เท่านี้ เหมือนกับโรงละครซึ่งเปิดมาเล่น แสดงไปจนจบ และก็ออกจากเวทีไป เพราะฉะนั้นแต่ละคนเกิดมา ก็คือ เพื่อเห็นเพื่อได้ยิน เช่น โลภะ โทสะ เพื่อความติดข้องต้องการ เพื่อทำทุกสิ่งทุกอย่าง สุขบ้างทุกข์บ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยสักอย่างเดียวสมบัติก็เห็นชัดๆ ว่าตามไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตามไปหรือเปล่า หรือว่าเป็นของเราจริงหรือเปล่า นึกเพียงแต่ว่าระหว่างที่ยังไม่น่าเอาเสะ ก็ยังเป็นเราอยู่ระหว่างที่ยังไม่ตาย มีจิตใจในความคิด ในรูปร่างกาย วิเคราะห์เคลื่อนไหวได้ทำอะไรได้ แต่พอไม่มีจริง ที่เรียกว่าตาย รูปนี้ทำอะไรไม่ได้เลย เราอยู่ที่ไหน และก็ของเราอยู่ที่ไหน ตามความเป็นจริง คือ แม้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม จะไม่รู้เลย แม้แต่รูปร่างกายของแต่ละคนต่างๆ กันไปเพราะกรรมเป็นปัจจัยที่กรรมนั้นก็เกิดจากกิเลสหลากหลายมากมาย พฤติกรรมต่างๆ ก็เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เมื่อกรรมหลากหลาย ผลของกรรมก็หลากหลาย นี้คือพระธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรม ก็จะทำให้เราได้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง และก็จะรู้ได้ว่าเมื่อมีความเข้าใจชีวิต เราจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ติดข้องในทางที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน เพราะรู้ว่าเพราะเหตุใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น แทนที่จะถามว่าทำไมต้องเป็นเรา ก็ต้องเป็นเรา เพราะได้กระทำกรรม คือ เหตุที่ได้กระทำแล้ว จะไปเกิดกับคนอื่นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ถ้ามีความสนใจ และก็ฟังธรรม ซึ่งประโยชน์มาก ไม่ใช่เสียเวลาเลย เพราะว่าเวลาที่มีอยู่ในโลกนี้ ไปฟังเพลง ดูหนัง ดูละครแล้วได้อะไรที่เป็นความจริงของชีวิตที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงบ้าง แต่ถ้าฟังพระธรรม ตามปกติ ตามศรัทธา ตามกำลังค่อยๆ เข้าใจขึ้น ดีกว่าไม่ได้ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจเลย ซึ่งบางคนบางท่านอาจจะเพิ่งเคยได้ฟังพระธรรมเป็นครั้งแรกซึ่งอาจจะมีความสงสัยว่าทำไมจึงกล่าวว่าธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงเพราะว่าแต่ก่อนก็อาจจะคิดว่าธรรม หมายถึงสิ่งที่ดีงามเท่านั้นนะครับ แต่พอได้ฟังความละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็จะเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด ทุกคนชอบความตรงๆ ไหม ตรงไปตรงมา ตามเหตุตามผล ตามความเป็นจริง ชอบไหม ถ้าชอบ แม้แต่การที่จะกล่าวคำว่า พุทธังสรนังคัทฉามิ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง จริงหรือยัง ตรงหรือยัง เพราะฉะนั้นก็เริ่มจากการที่ว่าเมื่อมีความพอใจที่จะรู้ความจริง และเป็นผู้ตรงก็ต้องเป็นผู้ตรงว่ากล่าวคำนอบน้อมสักการะ ผู้ใดต้องมีความเคารพจริงๆ ในบุคคลนั้น และจะเคารพจริงๆ ได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรม แรกๆ ก็เป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ในพระคุณจึงสามารถที่จะเคารพนอบน้อมสักการะอย่างยิ่งด้วยในพระรัตนตรัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์สาวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้ฟังทำมาแล้ว และก็ได้เข้าใจจริงๆ ในพระธรรมที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นผู้ที่ตรง ก็ต่อเมื่อฟังธรรม และก็พิจารณาแล้วก็จะได้ตรงขึ้น แวะเมื่อนับ ๔ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพต้องด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ มิฉะนั้นไม่มีทางเลย กราบไหว้บูชาแล้วบูชาด้วยจิตอะไร ด้วยความนอบน้อมสักการะในอะไรถ้ายังไม่ได้ศึกษาก็ไม่รู้เลยว่าไหน อะไรเพียงแต่ได้ยิน ได้ฟัง ตั้งแต่เด็ก มาเป็นผู้ที่ควรเก็บกัน นอบน้อมสักการะสูงสุดเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลส ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์ แต่เป็นอย่างไรจะรู้ได้เพียงด้วยการศึกษา เริ่มต้นจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าถึงพระคุณได้ แต่ถ้าไม่มีการฟังไม่มีการศึกษา เราก็ไม่ใช่พูดตรงๆ ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ต้องเริ่มจากการเป็นผู้ตรง สัจจะคือความจริง ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความมั่นคงด้วย เพราะเหตุว่าเราอาจจะคิดว่าฟังอย่างอื่นโดยจะได้ประโยชน์ เรื่องสุขภาพ เรื่องอะไรก็ตามแต่ คนนั้นก็พูดเรื่องที่เราจะไปใช้ได้ ไปทำมาหากินได้ ได้ทรัพย์สิน ได้เงินทอง แต่ทุกข์ใจหรือเปล่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นสามารถที่จะนำความสุขความสบายจริงๆ มาให้หรือเปล่า หรือว่ายังคงเดือดร้อนไม่รู้จบ เพราะว่าไม่ได้เข้าใจความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว ความจริงที่เป็นความจริงที่สุด วาจาสัจจะจากการตรัสรู้ ก็คือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้นจริงปรากฏมีได้ตามเหตุตามปัจจัยเพียงชั่วคราว และก็หมดไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ถ้าฟังแล้วต้องไตร่ตรองถ้าเห็นว่าเป็นความจริง ก็ฟังต่อไปอีกจนกระทั่งมีความมั่นคงว่า นี่ก็คือ ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย จะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740