ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716


    ตอนที่ ๑๗๑๖

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ แม้แต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็แยกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเกิดแล้วมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย จะไม่มีจิตสักประเภทหนึ่งซึ่งไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเจตสิกที่จะไม่เกิดกับจิตก็มีไม่ได้ ไม่ว่าเจตสิกประเภทไหนก็ต้องเกิดกับจิต และจิตหนึ่งจะมีเจตสิกหลายเจตสิกเกิดพร้อมกัน แล้วแต่ประเภทของจิตนั้นเป็นจิตประเภทใดจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากน้อยเท่าไร แต่จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก โลภะเป็นจิตหรือไม่ โทสะเป็นจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่จิต

    ท่านอาจารย์ โลภะไม่ใช่จิต โทสะไม่ใช่จิต แต่ถ้าโลภะเกิดกับจิตใดทำให้จิตนั้นต่างกับจิตอื่นแล้ว จึงชื่อว่า โลภมูลจิต มูลคือเป็นเหตุ มีเหตุคือโลภะเกิดร่วมด้วย ทำให้จิตนั้นต่างกับจิตขณะอื่นซึ่งไม่มีโลภะเกิดร่วมด้วย ดังนั้น ชื่อของจิตก็หลากหลายตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เวลาที่โทสะเกิดกับจิตใด จิตนั้นไม่ใช่โลภมูลจิตเพราะไม่มีโลภะเกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็เป็นโทสมูลจิต ต่างกับโลภมูลจิต เพราะฉะนั้นความต่างของจิต ต่างโดยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ได้ ต่างโดยอารมณ์ก็ได้ เพราะบางจิตรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา บางจิตรู้เสียงที่ปรากฏทางหู

    การศึกษาธรรม ถ้าศึกษาละเอียดไม่ใช่ศึกษาเรื่องยาวๆ ทั้งหมด และไม่รู้ว่าเป็นจิตอะไร แล้วก็ถามเฉพาะจิตบางประเภท แต่จริงๆ แล้วคือสามารถที่จะเข้าใจจิตได้ทั้งหมด ๘๙ ประเภท หรือว่าโดยละเอียดพิเศษคือ ๑๒๑ ประเภท

    ผู้ฟัง สรุปว่าอเหตุกจิต คือ อย่างเช่น ถ้าหันไปแล้ว ...

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ไม่ใช่หันไป อเหตุกจิตคืออะไร ต้องเป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ คือ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เจตสิก ๖ เกิดร่วมด้วย จึงเป็นอเหตุกจิต ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงไว้ว่าจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ เลยมีทั้งหมด ๑๘ ไม่ยากต่อการที่จะเข้าใจ

    อ.คำปั่น แม้แต่ในเรื่องของจิตเองก็จำแนกหลากหลายมาก ทั้งที่เป็นสเหตุกจิต กับ อเหตุกจิต แต่ถ้าเมื่อกล่าวถึงสภาพธรรมแล้ว สภาพธรรมใดก็ตามที่มีเหตุเกิดร่วมด้วย สภาพธรรมนั้นชื่อว่าสเหตุกะ

    อเหตุกจิตมี ๑๘ เป็นวิบาก ๑๕ เป็นกิริยา ๓ คือ ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ประเภท สันตีรณะ ๓ ประเภท ปัญจทวาราวัชชนจิต มโนทวาราวัชชนจิต และหสิตุปาทจิต ครบแล้ว นี่คือจิตที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วยเป็นอเหตุกจิต จิตที่เหลือนอกจากนี้มีเหตุเกิดร่วมด้วยทั้งหมดเลย

    ท่านอาจารย์ พอใจหรือยัง ดิฉันยังไม่พอใจเลยเพราะว่ามีแต่ชื่อ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ แล้วอะไร การที่จะให้ใครฟังธรรมแล้วไม่เข้าใจจริงๆ ยังไม่พอใจที่จะให้ได้เพียงชื่อ หรือว่างูๆ ปลาๆ จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ เพียงแต่จำ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมคือฟังด้วยการไตร่ตรอง ด้วยการพิจารณา เพื่อเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ไม่ใช่ต้องฟังเขาบอกหรือเขาว่า แต่จากความเป็นจริงแม้แต่อเหตุกะ ไม่ใช้คำว่า จิต หมายความถึงสภาพธรรมที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ แต่ถ้ากล่าวถึงอเหตุกจิต เฉพาะจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ไม่ได้กล่าวถึงธรรมอื่นซึ่งไม่ประกอบด้วยเหตุ นี่คือความละเอียดยิ่งขึ้น

    รูปเป็นสเหตุกะ หรืออเหตุกะ สะแปลว่าพร้อมหรือมีด้วย สภาพธรรมใดที่มีโลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก อโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิก เกิดด้วยเท่านั้นที่เป็นสเหตุกะ แปลตรงๆ จากภาษาบาลีเป็นไทยก็คือ มีเหตุเกิดร่วมด้วย โดยมากคนไปงงกับภาษาบาลี แต่ภาษาบาลีคือ ภาษามคธี ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยภาษาของชาวมคธ เหมือนคนไทยพูดภาษาไทย จะพูดภาษาอื่นมาให้เราเข้าใจ เราก็ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นเป็นภาษาพื้นบ้านธรรมดาพูดถึงสิ่งที่มีจริงตามธรรมดา แต่เมื่อเป็นอีกภาษาหนึ่งเราก็อาจจะไปคิดว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่รู้เรื่อง หรือยากที่จะเข้าใจ แต่ความจริงถ้ารู้ว่าเป็นภาษาธรรมดาและธรรมดาจริงๆ จักขุแปลว่าตา วิญญาณแปลว่ารู้ จักขุวิญญาณ ธาตุรู้ที่ต้องอาศัยตาถึงจะรู้ได้ก็คือเห็น นี่คือธรรมดา

    รูปเป็นอเหตุกะ หรือสเหตุกะ ไม่ต้องกลัวผิด เป็นเรื่องของภาษา แต่ภาษามีความหมายที่ถูกต้องด้วย ถ้าเราเข้าใจผิดเราก็ตอบผิด เราใช้คำผิดแน่ๆ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น รูปจะมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้หรือไม่ เท่านี้ก็ง่ายแล้ว เพราะว่า "เหตุ" ได้แก่เจตสิก ๖ เท่านั้น ขีดเส้นใต้ได้เลยทั้ง ๓ ปิฎกจะไม่เปลี่ยนแต่อาจจะขยายออกไปอีกได้ อย่างไรก็ตามถ้ากล่าวโดยสภาพธรรม เหตุ ๖ เป็นอกุศล ๓ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจตสิกหรือเป็นจิต โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจตสิก ไม่ต้องพูดก็รู้ ใช่หรือไม่ เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ แล้วอโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นโสภณเหตุ กว้างกว่าอกุศลเหตุ เพราะเกิดกับจิตที่เป็นเหตุก็ได้ เป็นผลก็ได้

    ด้วยเหตุนี้ เวลาเหตุประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ ก็ให้ผลอย่างหนึ่ง เวลาที่เหตุประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะคือปัญญา ก็ให้ผลอีกอย่างหนึ่ง คือผลที่ประกอบด้วยปัญญา สามารถที่จะฟังธรรมเข้าใจได้เพราะว่ามีเหตุคือปัญญาเกิดร่วมด้วย เป็นปัจจัยให้ผลก็มีปัญญาเกิดร่วมด้วยก็ได้ นี่คือการศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจ และจะเข้าใจได้จริงๆ ทั้งหมดด้วยถ้าเป็นผู้ที่ฟังไตร่ตรองพิจารณาเหตุผล

    จริงๆ คำถามก็มีมากมาย แต่ว่าความเข้าใจต้องตามลำดับ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคือ สิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาที่จะให้เกิด หรือว่าที่จะไม่ให้ดับไปได้ และสิ่งที่มีในขณะนี้ต้องเกิดแล้วจึงมีได้ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็เป็นเหตุเป็นผลตั้งแต่ต้น แล้วถ้าไม่ลืมก็สามารถที่จะตอบได้ทุกคำถาม เช่น เราพูดถึงเรื่องธรรมซึ่งมีลักษณะที่ต่างกัน ๒ อย่าง ธรรมที่มีจริงๆ ประเภทหนึ่งคือ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยแต่เป็นธรรม เพราะว่ามีลักษณะเฉพาะของตนของตน แล้วมีจริงๆ ด้วย เช่น เสียงมีจริงๆ แต่เสียงไม่เห็น เสียงไม่คิด เสียงไม่รู้อะไร กลิ่นมีจริงๆ แต่กลิ่นก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่ไม่สามารถจะรู้ได้เลยเป็นประเภทหนึ่ง ใช้คำว่า รูปธรรม

    แต่ถ้าศึกษาต่อไปคำว่า รูป ก็มีความหมายอื่นด้วย แต่นี่เป็นพื้นความรู้ที่แสดงความต่างของธรรมว่า มีรูปธรรมแน่นอน แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ที่สามารถที่จะเห็น ได้ยิน สภาพธรรมที่มีจริงๆ ขณะนี้ สภาพธรรมก็ปรากฏไม่ได้เลย กล่าวได้ว่าโลกก็ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรที่ไปรู้ ไปเห็นว่า โลกเป็นอย่างไร โลกเป็นสีสันวัณณะ หรือเป็นเสียง หรือเป็นกลิ่น หรือเป็นรส ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่าตามความเป็นจริงอีกความหมายหนึ่งของโลก หรือความหมายที่สุดจริงๆ ของโลกก็คือ สภาพธรรมที่เกิดและดับ เพราะถ้าไม่มีสภาพธรรมเกิด โลกมีหรือไม่ ก็ไม่มี แต่เรามักจะรู้ปลายเหตุ เช่นเราบอกว่าเรารู้จักโลก โลกนี้เป็นเช่นนี้โดยนัยของภูมิศาสตร์ หรือว่าโดยนัยอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าถึงจะอย่างไรก็ตาม โลกที่แท้จริงที่สุดคือหมายความถึง สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ เพราะไม่มีสิ่งไหนซึ่งเที่ยงเกิดแล้วไม่ดับ

    ด้วยเหตุนี้ที่เรากล่าวว่าโลกนี้ โลกนั้น พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาวอะไรต่างๆ ก็ต้องหมายความว่า เป็นสิ่งที่มีที่เกิด แต่ที่ไม่รู้กันก็คือว่าเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นความหมายของโลกที่แท้จริงคือ อะไรก็ตามที่เกิดดับเป็นโลก เพราะถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย โลกก็ไม่มี และเมื่อมีอะไรเกิดแล้ว สิ่งนั้นดับแต่ก็ไม่รู้ว่าดับ ดังนั้นการศึกษาจึงต้องเริ่มตั้งแต่การฟังแล้วเข้าใจ และไม่ลืมสิ่งที่เราเข้าใจตั้งแต่เริ่ม ต้องมั่นคงขึ้นๆ ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม

    พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง ทุกประการโดยละเอียด โดยประการทั้งปวง แสดงว่าสิ่งที่มีในขณะนี้ไม่สามารถจะรู้ได้ในความจริงของสิ่งนั้นด้วยตนเอง ทุกคำที่พูดในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่รู้เลยว่าคำที่เราพูดนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร เช่น คำว่า จิต โลภะ โทสะ เหตุ หรือคำว่าโลก

    การศึกษาธรรมจะเป็นการที่ทำให้เราสามารถเข้าใจทุกอย่างที่มีจริง ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนแล้วก็ลืมไม่ได้ เช่น สภาพรู้มี ๒ อย่างที่เกิดขึ้น อย่างหนึ่งเกิดขึ้นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แม้ว่าจะมีสภาพนามธรรมซึ่งเกิดร่วมกัน แต่ว่าเฉพาะจิตหรือธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ที่เราใช้คำว่า จิต หรือวิญญาณ มโน มนัส หลายคำ หมายความถึงสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ รู้ที่นี่ไม่ใช่รู้เหมือนปัญญา แต่ว่ารู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เช่นสี จะใช้คำว่า สีแดง สีม่วง สีเขียว สีเหลือง แต่ว่าความหลากหลายละเอียด แดงอ่อน แดงแก่ เหลืองปนส้ม หรืออะไรอีกมากมายหลายสี เพราะอะไรรู้ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าจิตไม่สามารถที่จะรู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏ ก็ไม่สามารถที่จะมีคำที่เราใช้บ่งถึงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ

    เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่จิตจะเกิดเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยให้จิตเกิด สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมนั้นเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต เพราะเป็นสภาพรู้ด้วยกัน แต่ไม่ใช่จิต จึงเป็นเจตสิกะในภาษาบาลี ภาษาไทยก็ตัดคำท้ายออกเป็นเจตสิก

    เจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต จะมีจิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดไม่ได้เลย ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เจตสิกก็จะเกิดตามลำพังไม่ได้ต้องมีจิต เกิดในจิตและรู้อารมณ์เดียวกับจิต แต่ว่าเจตสิกต่างกันเป็น ๕๒ ประเภท ในขณะที่จะกล่าวได้ว่าจิตเป็นหนึ่งคือ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นสิ่งซึ่งถ้าเข้าใจแล้วจะใช้โวหาร คือการกล่าวถึงสภาพธรรมนั้นๆ หลากหลายอย่างไร ก็ไม่ทำให้ความเข้าใจของเราเปลี่ยนแปลงไปเพราะว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ

    ด้วยเหตุนี้ถ้ากล่าวถึงโลภะ ภาษาไทยใช้คำว่า โลภ ความติดข้อง ความอยากได้ มีจริงในชีวิตประจำวัน เป็นธรรมหรือไม่ ก็ต้องเป็นธรรม เป็นธรรมที่เป็นประเภทนามธรรม หรือรูปธรรม ก็ต้องเป็นประเภทนามธรรม เป็นจิต หรือเป็นเจตสิก ก็ต้องเป็นเจตสิก เพราะว่าไม่ใช่เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าเป็นโลภะก็เป็นความติดข้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าเป็นโทสะก็เป็นความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ลักษณะของธรรมแต่ละอย่างก็เป็นแต่ละหนึ่งประเภท ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้จริงๆ เราก็สามารถที่จะฟังแล้วเข้าใจความละเอียดของจิต เจตสิกและรูป จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้

    แต่ต้องไม่ลืมความเข้าใจตอนแรกที่ว่า จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เจตสิกเป็นสภาพนามธรรมหลากหลายชนิดซึ่งเกิดกับจิต บางครั้งก็เกิดกับจิตประเภทที่เป็นอกุศลจิต เพราะมีสภาพที่ไม่ดีงามเกิดร่วมด้วย บางครั้งก็เป็นโสภณะ คือเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม และยังกล่าวถึงเหตุได้แก่ เจตสิก ๖ ถ้ากล่าวถึงเหตุปัจจัย (เห-ตุ-ปัจ-จัย) ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ ทุกคนมี อโลภะ อโทสะ อโมหะ มีกันทุกคนหรือไม่ มี แต่มีน้อยหรือน้อยกว่าอกุศล นี่คือสิ่งที่เป็นความตรงทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง เพราะทุกคนอยากจะมีกุศลมากๆ แต่ปฏิเสธได้หรือไม่ว่า วันหนึ่งๆ อกุศลมีมากกว่า การศึกษาธรรมทำให้เป็นผู้ที่ตรง เพราะธรรมเป็นธรรม ไม่เปลี่ยนแปลง

    ผู้ฟัง เราอยากที่จะให้ทุกคนได้ดี เราพยายามที่จะไปมองในส่วนที่เขาทำแล้วไม่ถูกใจเรา หรือที่เรียกว่า เราเพ่งอกุศลคนอื่น แล้วทำให้เราเป็นอกุศลในตัวเราเอง เราจะห้ามได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เรียนธรรมสำหรับห้ามหรือไม่ ธรรมบังคับบัญชาไม่ได้ก็ลืมอีกแล้ว จะไปห้ามเขา เหมือนจะไปบังคับให้เขาเป็นตามที่เราต้องการ หรือพยายามที่จะให้เป็นเช่นนั้น แต่ให้ทราบจริงๆ ว่าธรรมเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น ข้อสำคัญที่สุดคุณโป๊ดนึกถึงคนอื่น ใช่หรือไม่ แต่ลืมว่าทุกคนคือจิตหนึ่งขณะเท่านั้นเองที่เกิดขึ้น จะมีจิตสองขณะพร้อมกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะที่เกิดคือ โลกแต่ละโลก คนละโลก รวมกันไม่ได้เลย

    เวลาที่ต่างคนต่างเกิด แน่นอนที่สุดคือ จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นในโลกนี้เพียงหนึ่ง และจะมีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีใช่หรือไม่ มีแต่จิตและเจตสิกเกิดขึ้น ตั้งแต่จิตขณะแรกเกิดและดับสืบต่อ จนกระทั่งมีการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เห็นแล้วไม่คิดได้หรือไม่ มีรูปร่าง มีสัณฐานให้จำได้ ให้นึกถึง แม้ไม่เอ่ยเป็นคำก็ยังสามารถที่จะรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นที่หลากหลายนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นก็มีความคิดว่า นั่นเป็นคนอื่น ใช่หรือไม่ เพราะเห็น หรือเพราะได้ยิน หรือเพราะฟังเรื่องราวของคนนั้น แต่ความจริงคือ โลกหนึ่งโลกซึ่งเห็นแล้วคิด แล้วจำเรื่องราวต่างๆ จนกระทั่งในความคิด ในความจำ มีหลายคนในโลก แต่ถ้าไม่มีโลกหนึ่งซึ่งเป็นโลกคิด อะไรๆ ก็มีไม่ได้ ที่จะเป็นคน เป็นสัตว์ หลากหลายก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น

    ถ้ารู้ความจริงแล้วเราอยากให้คนอื่นเป็นเช่นนั้น นั่นเป็นเราคิด ใช่หรือไม่ เป็นจิตขณะที่คิด แล้วจะสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จ คิดไปเพื่ออะไร น่าเสียดายเวลาที่คิด เพราะเหตุว่าคิดแล้วก็ไม่ได้ทำให้เป็นเช่นที่คิดได้ เพราะฉะนั้น ควรที่จะสะสมความเห็นถูกสำหรับโลกนี้ โลกใบนี้ไม่มีใครเลย มีแต่เพียงจิตหนึ่งขณะที่เกิดดับสืบต่อ และเป็นโลกที่เต็มด้วยความคิด จิตมีแน่ๆ ใช่หรือไม่ สว่างหรือมืด

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าสว่าง หมายความว่า เราเข้าใจในเรื่องของสิ่งที่เราได้เห็น ไม่ว่าจะทางจักขุปสาท หรือว่าทางหู ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ (กล่าวถึง) ความสว่างที่เป็นรูปๆ หนึ่งที่ปรากฏ สว่างที่เป็นรูป ทำให้สามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งนี้เป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่ แต่ว่าในอีกความหมายหนึ่งที่ใช้คำว่าสว่าง หมายความถึง ความเห็นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เห็นแสงสว่าง

    ผู้ฟัง เป็นความเห็นถูก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แต่เห็นความจริง ในความมืดก็สามารถที่จะเห็นความจริงได้ เพราะฉะนั้นสภาพที่สามารถที่จะเห็นความจริง เราก็ใช้คำว่าสว่าง หรือในบางแห่งจะใช้คำว่าแสงสว่าง มีจักษุ มีตาที่เห็นแสงสว่างที่ไม่ใช่เป็นรูปธรรม แต่ว่าความสว่างที่แม้ในที่มืดสนิท ก็ยังสามารถที่จะเห็นความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้

    ความสว่างที่เป็นรูปธรรมต้องอาศัยจักขุปสาท แต่สว่างที่เป็นปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงแม้ในความมืดสนิทได้ ซึ่งต้องเป็นลักษณะของปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะเป็นเช่นนั้นได้

    ดังนั้น สว่างก็ต้องเริ่มตั้งแต่ความเข้าใจเดี๋ยวนี้ที่จะรู้ให้ถูกต้องว่า ตัวจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น จิตไม่หอม ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่มีกลิ่นใดๆ แต่ว่าเป็นธาตุซึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น จะมีขอบเขตหรือมีปริมาณหรือไม่ เช่นดอกกุหลาบ ก็ยังมีปริมาณขอบเขตว่าอยู่ตรงนี้ เท่านี้ ตรงนั้นก็เป็นใบแล้ว ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นสภาพซึ่งเป็นนามธาตุ หรือนามธรรมล้วนๆ ซึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น จะมีขอบเขตหรือไม่สำหรับธาตุรู้ ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ซึ่งขณะนั้นไม่มีรูปใดๆ เลยที่จะมาวัดความกว้างใหญ่ หรือความลึกซึ้ง หรืออะไรเลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าไม่มีรูป เป็นแต่เพียงนามธาตุเท่านั้น เป็นธาตุรู้ในขณะนั้น ในความมืดหรือในความสว่างที่รู้ที่เป็นจิต

    ถ้าคุณโป๊ดจะหาจิต จะไปหาที่ไหนดี ไฟฉายส่องในที่มืดหรืออย่างไรก็ไม่ใช่จิต ใช่หรือไม่ แต่ต้องเป็นความเข้าใจถูกต้องว่าในขณะนี้มีธรรม หรือสิ่งที่มีจริงที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กำลังเห็น รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เสียง ธาตุรู้นั้นก็สามารถที่จะรู้เสียงที่ปรากฏว่า ไม่ใช่เสียงอื่น แต่เป็นเสียงนี้

    ถ้ากล่าวถึงธรรม ธรรมทั้งหมดมีธรรมเดียว อย่างเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้คือ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา นอกจากนั้นอยู่ในความมืดหมด ตอนนี้รู้สึกอย่างไรตามความเป็นจริง อยู่ในความมืดแน่ๆ ถ้าไม่มีการเห็น ถูกต้องหรือไม่ แต่ความเห็นทำให้ลวงคิดว่าอยู่ตลอดเวลาในความสว่าง แต่ถ้าเป็นธรรมที่ปรากฏจริงๆ ความสว่างชั่วขณะที่จิตเกิดขึ้นเห็น ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็นจะสว่างไม่ได้เลย อยู่ในความมืดทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในขณะใดที่กำลังเริ่มเข้าใจเช่นนี้ก็เป็นเหมือนแสงสว่าง ที่สามารถที่จะทำให้เห็นสิ่งซึ่งอยู่ในความมืดตามความเป็นจริงได้

    คิดถึงอีกโลกหนึ่งจะน่ากลัวหรือไม่ มืดสนิท เสียงปรากฏในความมืดได้แล้วก็หมด แล้วก็มืดต่อไป กลิ่นปรากฏในความมืดได้แล้วกลิ่นก็หมดไป ทุกอย่างก็ยังอยู่ในความมืด แม้แต่รสก็อยู่ในความมืด ปรากฏเป็นรสนั้นรสนี้แล้วก็หมดไป แล้วก็กลับมืดอีก เพราะว่าจิตเป็นสภาพซึ่งไม่มีรูปร่างเลย ส่วนใหญ่ตามความเป็นจริงก็จะอยู่ในความมืด เว้นขณะเห็น (เท่านั้น)

    ธรรมสำหรับไตร่ตรอง เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ จนกระทั่งรู้ว่า ยังไม่เคยเข้าใจความจริงเช่นนั้นเลย เพราะไม่ได้ปรากฏเช่นนั้น แต่ปรากฏเหมือนกับสืบต่อกัน จนกระทั่งไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วอยู่ในความมืด และในความมืดก็จะมีจุดอยู่ ๕ จุด ถ้าจะอุปมาคือ จุดที่สามารถกระทบแล้วเห็นนิดหนึ่งแล้วดับ อีกจุดหนึ่งสามารถกระทบเสียงได้ยินนิดหนึ่งแล้วดับ อีกจุดหนึ่งก็ได้กลิ่นนิดหนึ่งแล้วดับ อีกจุดหนึ่งก็รู้รสปรากฏนิดหนึ่งแล้วดับ อีกจุดหนึ่งก็มีเย็นหรือร้อนปรากฏนิดหนึ่งแล้วดับ แล้วทุกอย่างก็ต้องอยู่ในความมืดทั้งหมด นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมเท่ากับเปิดโลกอีกโลกหนึ่งให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ไม่เหมือนโลกซึ่งเกิดดับสืบต่อจนไม่ปรากฏว่า ขณะนี้อยู่ในความมืด เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏทางตานั้นมากแล้วก็ปรากฏบ่อย เช่น ถึงไม่ได้ยินเลยก็ยังเห็นได้ ถึงไม่ได้กลิ่น กลิ่นไม่ปรากฏก็ยังเห็นได้ แสดงว่าโลกทางตานั้นมาก ปรากฏจนกระทั่งสามารถปิดบังความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วโลกอื่นนั้นมืดสนิท เว้นโลกเดียวคือสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะอะไรต้องพูดเช่นนี้ด้วย เพราะเป็นความจริงเพื่อให้รู้ว่า ความไม่รู้มากเพียงใดเพราะว่าความจริงเป็นอย่างหนึ่ง และสิ่งที่ปรากฏที่ทำให้ไม่รู้ความจริงนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

    ผู้ฟัง การสั่งสมของแต่ละบุคคลมา มีการสั่งสมอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ว่า บุคคลคนนี้เกิดมาแล้วต้องเป็นผู้ที่ใจดี บุคคลคนนี้เกิดมาแล้วต้องเป็นผู้ที่ขี้โมโหหรือโกรธง่าย

    ท่านอาจารย์ แล้วโมโหง่ายๆ มาจากไหน

    ผู้ฟัง ก็มองเห็น เห็นแล้วไม่ชอบ

    ท่านอาจารย์ แล้วเพราะเหตุใดคนอื่นเขาถึงไม่เป็นเช่นนี้ แต่คนนี้สะสมมาที่จะไม่ชอบ เพราะฉะนั้นการสะสมที่มีอยู่ในจิตจะไม่ปรากฏเลยถ้าไม่เกิดขึ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    15 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ