ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740


    ตอนที่ ๑๗๔๐

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    เพราะฉะนั้นธรรมะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งนะคะ ฝั่งเพื่อขัดเกลากิเลส และก็จะขาดบารมีคือบริวารของปัญญาไม่ได้เลยเพราะว่าวันนึงวันนึงเนี่ยปัญญาก็เกิดยากถ้าไม่มีความดีอื่นเองที่จะเกื้อกูลอุปถัมภ์เป็นบริวารเพราะว่าขณะใดที่ กุศล และจิตด้วยสภาพธรรมะที่ดีงามเกิดขึ้นขณะนั้นธรรมะฝ่ายไม่ดีเกิดไม่ได้เลยแต่ถ้ากุศลจิตไม่เกิดนะคะ ธรรมะฝ่ายไม่ดีซึ่งมีมาแล้วมากก็ยิ่งมีการเพิ่มเติมด้วยเกียร์ ดังนั้นซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นด้วยด้วยเหตุนี้นะคะ จึงต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในความเห็นถูกว่าการฟังธรรมะนะคะ เผื่อเข้าใจธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใดเลย และว่าเมื่อฟังแล้วเข้าใจนะคะ เป็นเรื่องละ ตั้งแต่ละความไม่รู้ความไม่เข้าใจจนกระทั่งละกิเลสอื่นๆ นะคะ ซึ่งปัญญาขนาดนั้นสามารถที่จะเห็นโทษของกิเลสนั้น เพราะว่ากิเลสที่มีอยู่ในใจของแต่ละคนนะคะ คนอื่นเอาออกไม่ได้เลยแม้พระฮั่นสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาด้วยการอนุเคราะห์ทรงแสดงธรรม ให้ผู้นั้นไตร่ตรองเองเห็นโทษของอกุศลเห็นประโยชน์ของกุศลจนกระทั่งบารมีทั้งหลายบริวารของปัญญาก็เป็นเหตุให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏไม่ว่าจะมีปัญญาตามลำพังโดยไม่มีกุศลอื่นนะคะ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงฟัง และหวัง และคอยนะคะ เมื่อไหร่จะรู้ความจริงพูดแต่เรื่องความจริงพูดแต่ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ แล้วเมื่อไหร่จะรู้จริงไม่ใช่คนอื่นแต่ตั้งเป็นเราเองคะที่อดทนที่จะเริ่มฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจเพื่อที่จะคล้อยไปที่จะละการยึดถือ สภาพธรรมะที่ปรากฏแต่ต้องไม่ขาดบารมีธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีบารมีนะคะ เป็นเครื่องเกื้อกูลให้ปัญญาสามารถที่จะละ อกุศล วันนี้คิดจะอักษรอะไรบ้างไหมคะ อกุศลเกิดแล้วแน่ๆ วันนี้ค่ะ คงจะไม่มีใครที่บอกว่าอกุศลไม่เกิดแต่ว่าเมื่อกุศลเกิดแล้วเนี่ยจะมีการระลึกได้ไหมว่าพระผู้มีพระภาคตรัสว่าอย่างไร แม้อกุศลเพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรจะมีค่ะไม่ประมาทเพราะว่าอกุศลทีละเล็กทีละน้อยวันหนึ่งก็มา แล้วก็ลงรากลึกกว่าที่จะถอนรากมันออกไปได้ก็เจริญเติบโตซะมาก เพราะฉะนั้นให้เห็นความจริงนะคะ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยไม่เถียงเพียงเกิดขึ้นปรากฏชั่วคราวที่แสนสั้นแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยแล้วจะสะสมอกุศลนั้นมั้ยทำไม ใครจะสะสมอกุศลใหม่อีกค่ะ เพียงคิดค่ะเห็นโทษ ก็เกื้อกูลขนาดนั้นนะที่จะให้การคิดที่จะสละกิเลส และกิเลสใดๆ เนี่ยเพิ่มขึ้นมากขึ้น วันนี้แอบภัยใครบ้างหรือเปล่า ถ้าโกรธใครอยู่ เก็บไว้ดีไหม ไม่ดีแต่ว่าต้องอาศัยปัญญาถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ นะคะ ไม่มีทางที่จะเห็นโทษของอกุศล และรู้ว่าแม้อกุศลก็เป็นเพียงธรรมะที่สะสมอยู่ในจิตค่ะ ไม่ได้หายไปไหนเลยทุกครั้งที่อกุศลเกิดขึ้นนะคะ ซะสนเพิ่มชื่อของอกุศลเองมากขึ้นมากขึ้นเหมือนเชื้อโรคนะคะ พอเกิดมันก็ทำให้ ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยเป็นอกุศลตามมาอีกมากมายเป็นโทษอย่างยิ่ง สาวกไม่ใช่เพียงผู้ฟังนะคะและประพฤติปฏิบัติตาม ให้ความเข้าใจพระธรรมที่เห็นคุณค่าจริงๆ ทำไมทรงอนุเคราะห์๔๕พรรษานะคะ แม้แต่เรื่องที่เราคิดว่าเล็กน้อยที่สุดเพียง กายกรรมหรือว่าจีกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นโทษก็ทรงแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรที่จะให้เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้จึงมีวินัยการกำจัดอกุศลทางฝ่ายคฤหัสถ์ และบรรพชิตด้วย ถ้าเป็นผู้ฟังพระธรรมที่จะไม่สละไม่ละกิเลสก็เปล่าประโยชน์ใช่ไหมคะ กราบท่านอาจารย์นะคะ เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์เนี่ยกรุณาพูดถึงเรื่องของเราแบบนี้ค่ะตอนนี้อย่างไรคะที่ได้ว่าเป็นการสะสมบารมี ก่อนอื่นนะคะ ขณะนี้ค่ะก็เหมือนสมัยพระโพธิสัตว์ ที ได้เฝ้าพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ว่ากิเลสมากมาย แม้ผู้ที่มีปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ที่สะสมมาแล้วก็ยังเห็นว่าควรที่จะอนุเคราะห์ให้คนอื่นเนี่ยได้เข้าใจธรรมะด้วยคิดอย่างนี้เป็นบารมีหรือเปล่า แม้แต่ความเมตตา ที่จะอนุเคราะห์คนอื่นเพราะว่าพระองค์เองก็สะสมปัญญา ที่เป็นพระโพธิสัตว์เนี่ยที่สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมะแต่บารมีที่จะทำให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ยทำให้รู้ว่าสามารถถึงได้ด้วยคุณความดี เพราะฉันมีคุณความดีอะไรบ้างที่ค่อยๆ สะสมไปซึ่งบารมีทั้งหมดนะคะ เป็นเรื่องละไม่มีบารมีสักบารมีเดียวที่จะให้มีความเห็นแก่ตัวแล้วก็รักตัวแต่ว่ารักผิดๆ เพราะเหตุรักด้วยอกุศลซึ่งเป็นการทำลายตัว เพราะฉะนั้นพระธรรมจึงต้องละเอียดนะคะ ลองคิดถึงแต่ละบารมีฐานะการให้มีทั้งวัตถุธรรมะ และอภัย มีอันไหนบ้างขาดอันไหนบ้างอันไหนน้อยบ้างอันไหนยังไม่เคยเกิดบ้างแล้วก็เป็นสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญนะคะ ไม่ใช่แค่นี้พอแล้วหรือกับบุคคลนี้พอแล้วแต่ต้องหาประมาณไม่ได้ เพราะฉะนั้นประโยชน์ของฐานะการให้ก็คือขณะนั้นนะคะ สามารถสลัด แม้วัตถุซึ่งเป็นที่พอใจของตนเอง ให้บุคคลอื่น ก็ดูนะคะ ว่าเราสามารถสละอะไรได้แค่ไหนวัตถุในที่เราติดคลองมากยังไม่สละ วัตถุในที่พ่อสละได้จึงสละแน่ค่ะก็เป็นเครื่องวัดกิเลสนะคะ เก๋สะสมมาทุกอย่างนะคะ สะท้อนให้เห็นสิ่งที่แต่ละหนึ่ง๗ ได้สะสมมาในสังสารวัฎทำให้เป็นบุคคลที่หลากหลายตามวาระต่างๆ กันด้วยบางวาระก็เป็นคนดีนะคะ กุศล และจิตมีปัจจัยเกิดขึ้นบ้างการละอกุศลจิตก็เกิดขึ้นยับยั้งไม่ได้เลยต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรทั้งหมดนะคะ แต่ขาดความเข้าใจว่าเป็นธรรมะไม่ได้มิฉะนั้นแล้วก็เป็นเรานั่นแหละที่จะได้มีบารมีเยอะๆ นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งยังไม่เข้าใจพระธรรมว่าพระธรรมทั้งหมดเพื่อให้เกิดปัญญาทำไมเผื่อล่ะ ความไม่รู้นะคะ เพราะไม่รู้จึงยึดถือติดข้องในสิ่งที่ปรากฏในสังสารวัฎมานานมากเป็นกามราคานุสัย ความยินดีพอใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโพสต์พระไม่ได้ใครไปละด้วยความไม่รู้นะคะ แต่ให้รู้ว่าการล่ะต้องเป็นไปตามปัญญาตามลำดับขันธ์ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงขนาดนั้นแล้วคนที่ไม่ได้ฟังธรรมะเลยเนี่ยบางคนจิตใจดีค่ะสามารถที่จะ ให้คนอื่นช่วยคนอื่นได้สารพัดแต่ว่ามีความเห็นผิด เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่บารมีซึ่งถ้าเขาสามารถที่จะมีการได้ฟังมีความเข้าใจความดีที่ได้สะสมมาแล้วนะคะ พอที่จะสละสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นได้ก็สามารถที่จะทำให้จิตใจของเขาเนี่ยมีความเข้มแข็ง ที่สามารถที่จะสลัดการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นตัวตนได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าแต่ละอย่างเนี่ยจะได้อย่างใจนะคะ ฟังแล้วก็อยากจะรู้ทันทีอยากจะบรรลุทันทีเป็นไปไม่ได้เลยคะแต่ต้องเป็นความเข้าใจเพื่อทำเท่านั้น ปัญญาบารมี ที่สามารถจะทำให้ละการยึดถือสภาพธรรมะนะคะ ในครรภ์ฟังเดี๋ยวนี้ค่ะฟังเพื่อเข้าใจธรรมะไม่ใช่ฟังเพื่อลาภยศสรรเสริญสุขหรือไม่แต่คำชมเชยเพราะทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ว่างเปล่าแต่ละครั้งแต่ละหนึ่งนะคะ เพียงเกิดขึ้น และก็ดับไป แล้วก็ไม่ใช่ของใครเลยกลับไปอีกก็ไม่ได้แล้วจะเป็นของเราได้ยังไง เพราะฉะนั้นโมหะความไม่รู้ก็คือความหลงลงทุกวัน ขณะใดที่อกุศลจิต เข้าใจไหมคะว่าบารมีต้องเป็นความดี ไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้นนิดนึงที่เป็นกุศลก็สะสมไว้เป็นบริวารของบารมี อยากเรียนท่านอาจารย์ครับ นะครับ สัจจะบารมีก็เป็นบารมีที่สำคัญอย่างหนึ่งนะครับ คือความตรงซึ่งกว่าจะตรงในการที่จะรู้สภาพธรรมะตรงตามความเป็นจริงนะครับ ความตรงเริ่มต้นที่ค่อยๆ สะสมคืออย่างไรก่อนจะถึงความตรงไหนสภาพธรรมะ ฟังธรรมะทำไมนี้ต้องตรง เอาตรงๆ ตั้งแต่วัดฟังธรรมตั้งแต่ต้นจนตลอด เพราะฉะนั้นที่เมื่อสักครู่แต่จะกล่าวว่าฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ และเป็นไปเพื่อละค่ะถ้าเข้าใจ และเข้าใจทำไม เห็นไหมคะไม่ใช่หมายความว่าเราตามคำพูดไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองแต่ต้องเป็นเหตุผลหลที่สามารถที่จะได้รู้ประโยชน์ของการฟังฟังธรรมะเพื่อเข้าใจธรรมะเพื่อละอกุศลอย่าลืมจุดนี้เลยค่ะไม่ใช่เพื่อเหตุอื่น เมื่อสักครู่ถ้าจัดกล่าวว่าความดีต่างๆ เพื่อกุมปัญญามีปัญญาก็เกื้อกูลให้ความแน่นอนค่ะแน่นอนค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าบารมีทั้งหลายไม่มีปัญญาก็จะเดินไม่ได้ คนที่ฝันธรรมะแต่ยังโกรธ ยังไม่ให้อภัย แค่บารมีอยู่ที่ไหน ก็แสดงว่ายังสะสมบารมีน้อยอยู่ค่ะคิดรึเปล่าที่จะอภัย ครับบางคนไม่ยอมบอกเลยครับไม่อภัยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นของอกุศลนะฮะมากมายเหมือนหินดานกว่าธรรมะที่จะลงไปถึงเพื่อที่จะเป็นดินที่อ่อนนะคะ ที่คู่ควรต่อการที่จะเติบโตได้เนี่ย ก็อย่าแต่ก็ฟังทำไมแต่ในขณะเดียวกันอกุศลก็มีกำลัง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฟังโดยการที่เข้าใจจริงๆ ในพระมหากรุณานะคะ ว่าเพื่อที่จะให้ผู้ฟังได้เข้าใจถูกค่ะเพื่อประโยชน์ของผู้ฟังจริงๆ ไม่มีใครสามารถที่จะเอาอกุศลที่มีอยู่ในใจออกได้นอกจากพระธรรมคือความเข้าใจ ไม่พอนะคะ ต้องอบรมบารมีด้วยทุกโอกาสทุกกาละ ให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งนั้นไม่เคยให้โทษเลยสักคำค่ะ สิ่งที่แท้จัดเปรียบเทียบว่ากว่าคุณความดีเนี่ยจะ ค่อยๆ บ่มขึ้น และสลายความไม่ดีทิ้งเป็นหินดินดาน ก็ต้องอาศัยธรรม แล้วก็ทานยาก็เตือนว่ามากระบี่อยู่ที่ไหนในขณะที่ไม่ให้อภัย แต่ละก้าวที่เรามาด้วยความเคารพอย่างยิ่งเพื่อนมัสการ แล้วอะไรนะคะ ที่จะเป็นสิ่งที่เป็นยอดของนมัสการ ดอกไม้ธูปเทียนหรือ คะหรือว่าความดี ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ แต่เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วนะคะ ก็เห็นบารมีที่พระผู้มีพระภาคทรงอบรมมาเพื่ออนุเคราะห์เราแล้วเราได้รับหรือเปล่า ที่จะเป็นผู้ที่ว่าง่าย เห็นประโยชน์นะคะ มิเช่นนั้นแล้วพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ก็ผ่านไปแต่ละพระองค์ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่บำเพ็ญบารมีเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกด้วยพระมหากรุณาแต่จิตของบุคคลนั้นก็ยังคงเป็นอย่างนั้นทุกข์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เห็นคุณจริงๆ นะคะ ก็ไม่คิดแม้แต่ว่าจะนมัสการด้วยการทำความดี ไม่ใช่เพียงเข้าใจธรรมะอย่างเดียวแต่ความดีไม่เว้นด้วยค่ะทุกประการที่จะเจริญขึ้นได้ เมื่อพระธรรมะสามารถที่จะทำให้เห็นด้านนั้นอ่อนตัวลง กราบเรียนอาจารย์ก็เมื่อสักครู่แต่อาจารย์บอกว่าให้เราตั้งใจว่าวันนี้เราจะวาระคล้ายละกุศลอะไรไม่ได้ค่ะคิดว่าวันนึงวันนึงนะคะ ก็เป็นไปด้วยอกุศลทั้งนั้นแต่ว่าเวลาที่ได้ฟังพระธรรม และเป็นพูดตรงๆ คืออย่างไรเป็นผู้ตรงที่จะน้อมรับกระทำ เพื่อประพฤติปฏิบัติตาม คือฟังเพื่อเข้าใจพระธรรมเพราะรู้ว่าถ้าความเข้าใจพระธรรมไม่พอเนี่ยไม่สามารถที่จะแม่คิดที่จะละอกุศล เพราะใช้การวัดว่าเราเนี่ยมีศรัทธามีความเคารพนอบน้อมแค่ไหนก็คือแม้ในขณะที่ได้ฟังเรื่องของพระบารมีที่ได้อบรมมานานเพื่อที่จะอนุเคราะห์เราแต่เราก็ยังเป็นผู้ที่ไม่แม้คิดที่จะเจริญกุศลทุกประการ เวรนั่นเวรนี่เวรหนดใช่ไหมคะ สมควรหรือเรียกว่าเมื่อได้มีความเข้าใจพระธรรมนะคะ ก็เจริญกุศลด้วยเพราะว่ารู้ว่าอกุศลไม่สามารถที่จะทำให้ความเข้าใจธรรมะเจริญได้ แน่นอนเลยค่ะแต่ว่าเวลาที่กุศลนะคะ เกิดบ่อยๆ อกุศลไม่สามารถที่จะเกิดได้กุศลนั้นก็มีกำลังแต่ว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็ยังไม่เป็นบารมีแต่ครูสนนั้นก็เป็นบริวารของบารมีซึ่งพร้อมที่เมื่อได้ฟังเมื่อไหร่นะคะ บริเวณที่ได้สะสมมาคือความดีต่างๆ เนี่ย ก็น้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามแล้วก็ขณะนั้นปัญญาก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมะเพราะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมะตามด้วย ครับท่านอาจารย์ครับซึ่งเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนพระอาจารย์ก็ได้พูดถึงประโยชน์ของการสะสมบารมีด้วยคำที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ฟังมากเลยนะครับ ว่ามีความเพียรที่จะฟังพระธรรมต่อไปนั่นแหละคือวิริยะบารมีมีความอดทนที่จะฟังพระธรรม คือขันติบารมี มีความจริงใจที่จะฟังพระธรรมเพื่อความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงก็คือสัจจะบารมีมีความมั่นคงที่จะศึกษาพระธรรมพร้อมกับน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมนั้นก็คืออาทิตย์ฐานะบารมี และใครก็ตามที่มีความเข้าใจสามารถเกิดขึ้นค่ะนั่นก็คือ ปัญญาบารมี เพราะฉะนั้นแล้วก็คือเหมือนกับว่า ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมนั้นก็สามารถที่จะเจริญกุศลทุกประการที่จะเป็นบริวารของปัญญาบารมีได้ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ คือเป็นคนดีขึ้น อะไรที่รู้ตัวว่าไม่ดี และได้ไหมยังไม่ได้ก็คือแสดงว่าปัญญายังไม่พอแล้วยังจะให้ปัญญาไปรู้อะไรเมื่อไหร่จะอาศัยการฟังเพื่อทำทั้งวัน ช่วยได้หรือเปล่าคะ ด้วยความต้องการอะไรหรือเปล่าแต่ไม่ใช่ด้วยความต้องการที่จะเข้าใจเพื่อค่ะ เพราะฉะนั้นอกุศลทั้งหลายเนี่ยไม่เว้นเลยนะคะ เผื่อเพราะได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ว่าฟังไปแล้วก็ได้อกุศลไม่ได้อยู่เรื่อยๆ หรือไม่คิดที่จะละด้วย อย่างงั้นประโยชน์ของการฟังอยู่ที่ไหน จะมุ่งแต่เข้าใจธรรมะรี ในเมื่ออกุศลเกิดขึ้นจะรู้ได้ไหมว่าขณะนั้นเป็นธรรมะ ใช่รู้ธรรมะจริงๆ นะคะ ไม่ว่าอกุศลใดๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยไม่หวั่นไหว เรารู้ความจริงว่าเป็นธรรมะนี่คือการละความไม่รู้ก่อนแล้วก็จะเห็นอกุศลที่สะสมมาเนี่ยตามความเป็นจริงความตรงสัจจะจริงใจก็คือเห็นอกุศลที่ได้สะสม แต่ว่าขณะใดก็ตามอกุศลใดๆ เกิดขึ้นระดับไหนก็ตามก็ยังไม่เห็นก็ยังพอใจก็ยังยินดีที่จะมีอกุศลนั้นก็แสดงให้เห็นว่าปัญญาที่ได้ฟังเนี่ยไม่ใช่เพื่อการละเลย เพราะฉะนั้นแต่ละคนนะคะ จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงเมื่อเข้าใจธรรมะไม่เข้าข้างตัวเองเลยไม่คิดว่าเรายังต้องเป็นอย่างนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้นั่นคือการไม่รู้ว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาแต่ถ้ามีความเข้าใจธรรมะจริงๆ นะคะ ไม่ว่าธรรมะได้เกิดการฟังก็สามารถที่จะรู้ว่า ลักษณะนั้นก็เป็นธรรมะเพราะจริงๆ แล้วนะคะ ไม่ว่าจะฟังมากน้อยสักเท่าไหร่กี่ภพกี่ชาติก็ตามเพื่อให้มีความเห็นถูกต้องว่าธรรมะไม่ใช่ตัวตนธรรมะเป็นธรรมะจริงๆ ค่ะเดี๋ยวนี้จริงเกิดแล้วไม่มีใครทำแล้วก็ดับไปโดยที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจว่าเป็นธรรมะทั้งหมดนะคะ อกุศลที่แต่ละคนสะสมมาก็เปิดเผยตัวเองตามความเป็นจริงในอกุศลที่ได้สะสมมาอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นให้ปัญญาเห็นถูกว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้นะคะ ก็เป็นเราต่อไปอีก น่าจะค่ะพูดถึงขนาดที่เป็นกุศลก็คือขณะที่กุศลจิตเกิด และขณะที่ยึด กุศลนั้นว่าเป็นของเราเนี่ยหมายถึงขนาดต่อมาใช่ไหมคะถ้าจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ เห็นมั้ยคะเราอยู่ใน ไม่ห่างเลยค่ะเดี๋ยวมาเดี๋ยวมา ขณะนี้ฟังธรรมะมาแล้วยังคะ ชอบนายกได้เลยค่ะแต่ไม่รู้นะคะเพราะฉะนั้นปัญญาที่เกิดจากการฟังเนี่ยสามารถที่จะทำให้เห็นความต่างของสภาพธรรมะตามความเป็นจริงไม่หลงเข้าใจผิดเพราะต้องรู้ทัวร์จริงๆ จึงสามารถที่จะละความเป็นเราได้ อาจารย์คะความดีที่ประกอบด้วยปัญญากับที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเนี่ยยกตัวอย่างเช่นที่เขาทำความดีกันนะแต่ไม่ได้สอนไปไหนไม่ได้เป็นไปเพื่อการล่ะนั่นคือความดีที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาใช่ไหมคะค่ะ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าปัญญาคืออะไรมีจริงๆ หรือเปล่าคะเป็นธรรมะที่มีจริงแน่นอนนะคะ แล้วถามว่าอะไรล่ะที่ชื่อว่าปัญญาไม่ใช่ว่าเราไปเรียกชื่อปัญญาอย่างนั้นปัญญาอย่างนี้หรือคนไม่มีปัญญาคนมีปัญญาด้วยความไม่รู้ของเรานะคะ แต่ต้องเข้าใจจริงๆ ค่ะว่าขณะนี้มีธรรมะที่ปรากฏ ปัญญาคือความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังพระธรรมนะคะ จะไม่รู้เลยว่าธรรมะที่มีจริงที่ปรากฏเป็นธรรมะอย่างหนึ่งในบรรดาธรรมะทั้งหลาย เพราะมีจริงกำลังปรากฏก็ต้องเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจริงปรากฎ แรกๆ ตามความเป็นจริงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมะใดก็ตามเกิดแล้วต้องดับ แต่เวลานี้ไม่ดับ ใช่ไหมคะเหมือนยังมีอยู่เรื่อยๆ ก็แสดงว่าไม่ใช่ปัญญาที่รู้ และเข้าใจความจริงของธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงต้องเข้าใจว่าแม้แต่ปัญญาคือความเห็นถูกตามความเป็นจริงนะคะ ไม่ใช่เรามาคิดเองตั้งชื่อต่างๆ แต่ต้องอาศัยการฟังพระธรรมเพราะว่าผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ในการละหนึ่งสมัยหนึ่งต้องมีเพียงพระองค์เดียวจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันสองพระองค์ไม่ได้แต่เมื่อพระศาสนาอันตรฐานนะคะ ผู้ที่ได้สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกก็สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมะด้วยตัวเองเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเฉพาะตน ไม่ได้มีบารมีที่จะทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกที่จะให้เข้าใจธรรมะตามได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะได้รู้ความจริงนะคะ ว่าที่เรานั่งอยู่ตรงนี้เนี่ยเราเป็นใคร เป็นสาวกผู้ฟังพระธรรมแต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงนะคะ สาวกไม่ใช่เพียงฟังแต่เข้าใจ และก็ขัดเกลากิเลสตามกำลังด้วยเพื่อที่จะได้ให้กิเลสนั้นปรับหมดไปไม่ต้องเก็บไว้อีกเลยนิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็ทับถมกันได้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าปัญญาจริงๆ ก็คือ สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าความจริงนั่นคือทางไหนจะเป็นทางตาหรือทางหูหรือทางจมูกหรือทางลิ้นหรือทางกายหรือทางใจ ถ้ามีใครสามารถที่จะทำสิ่งสิ่งน่าอัศจรรย์ในยุคนี้นะคะ เช่นคอมพิวเตอร์หรือว่าอะไรต่างๆ ก็ตามแต่ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นไม่ใช่แบบปัญญา เกษตรก็ต้องเข้าใจจริงๆ คะปัญญาไม่ใช่คำที่เรามาตั้งให้เรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่ขณะที่กำลังเข้าใจถูกเห็นถูก ขณะนั้นก็ไม่ใช่เราแต่เป็นสภาพธรรมะที่ฟังแล้วเข้าใจในครรภ์ที่กำลังฟังอยู่ ซึ่งยังไม่ถึงการณ์รู้สภาพธรรมะที่เกิดนักทั้งๆ ที่เกิดรักนะคะ แต่รู้ได้ไหมถ้ารู้ไม่ได้แล้วจะเป็นแบบกิเลสอะไรได้ค่ะก็ยังเป็นคนนั้นเป็นสุนัขเป็นต้นยาเป็นต้นไม้เป็นดอกไม้ต่างๆ ขณะนั้นก็ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าชั่วขณะที่สิ่งนี้ปรากฏเพียงอาศัยระลึกก็ดับแล้ว เพื่อจนกว่าจะฝันธรรมะเข้าใจธรรมะนะคะ อย่างต้องถึงขั้นที่ละคลายความติดข้องด้วย เมื่อกี้นี้คำถามนะคะ ทำความดี แล้วก็เข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นยังไม่ได้ละความเป็นเรา เพราะฉะนั้นความดีนั้นก็ยังเป็นความดีของเราแต่ว่าที่จะหมดความเป็นเราได้ก็ต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังปรากฏนะคะ ตรงตามความเป็นจริงเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้จะรู้อื่นเลย และใครไปสอนให้รู้อีกทีไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏผิดหรือถูกสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏจะรู้ได้ยังไงโหมดไปแล้วเป็นอดีตยังไม่มาถึงก็จะไปรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏนะคะ ฟังแล้วก็รู้ว่ายังไกลต่อการที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่มีจริง ปรากฏได้เฉพาะเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นซึ่งต้องอาศัยตาคือจักขุประสาทนี้คือแสดงธรรมะนะคะ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่สามารถที่จะไปไปหลงยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรา เมื่อมีความเข้าใจแม้ในขั้นการฟังนะคะ ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังเห็น ซึ่งใช้คำว่าจิตซึ่งเกิดพร้อมกับเจตสิกนี้ก็ขยายสิ่งที่มีจริงนะคะ เพื่อให้เราค่อยๆ เข้าใจค่อยๆ คลายความยึดมั่นเพื่อที่แวะไม่ใช่จงใจตั้งใจจะไปรู้แต่ว่าละคลายเพราะว่าเข้าใจแล้วว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เวลานี้นะคะ มีหลายคนเลย ชื่อต่างๆ กันด้วยจำได้หมดเลย แล้วเมื่อไหร่จะเป็นเพียงธรรมะที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ถ้ายังไม่เริ่มเข้าใจอย่างนี้นะคะ ก็อีกไกลไหมคะกว่าจะละการที่เคยติดคลองว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ที่เรารู้ความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้นแม้เพียงเข้าใจอย่างนี้เริ่มต้น ค่อยๆ ฟังไปเรื่อยเรื่อยจนกระทั่งถึงการที่ก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา จริงหรือเปล่าถ้าจริงรู้หรือเปล่าในขณะที่เห็นยังไม่รู้ก็จนกว่าจะเป็น เพราะว่าเราไม่คุ้นเคยกับธรรมะเลยค่ะคุ้นเคยแต่กลับ เป็นคนนั้นเป็นคนนี้เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากที่ทำให้รูปร่างนิมิตต่างๆ ปรากฏ และก็ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจึงเป็นเท็จถูกปาทานอัตว่าทุปาทานความยึดมั่น ที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดนะคะ ที่จะทำให้เราแน่ใจขึ้นสะสมความเห็นถูกสะสมความเข้าใจถูกเพื่อให้ละไม่ใช่เพื่อหวัง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    19 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ