ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695


    ตอนที่ ๑๖๙๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

    วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็มี เห็นสิ่งที่น่าพอใจก็มี มีหูเพื่อกระทบเสียง เสียงเป็นรูป กระทบอื่นไม่ได้เลย นอกจากรูปที่กรรมทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปเฉพาะที่กระทบเสียงได้เท่านั้น จึงชื่อว่าโสตปสาทรูปที่อยู่ที่กลางหู ถ้ารูปนี้ไม่มี เสียงปรากฏไม่ได้ ถึงแม้เสียงมีแต่ไม่กระทบกับรูปนี้ เช่น ขณะที่นอนหลับสนิทไม่มีการได้ยินเสียงเลย เสียงก็ดับไปแล้วโดยที่ไม่มีจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง

    ดังนั้นให้ทราบความเป็นไป เกิดแล้วต้องเป็นไป ไม่มีใครยับยั้งความเป็นไปได้ ขณะที่แสนสั้นคือชั่วขณะที่จิตเกิดขึ้นแล้วดับ ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทใดเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม ในรูปพรหมเป็นพรหมบุคคล เป็นเทพธิดาหรือเทพบุตร จิตเป็นจิต มีอายุเพียง ๓ ขณะ คือ อุปาทขณะ-ขณะเกิด ไม่ใช่ขณะดับ และขณะที่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เกิด เพราะจิตต้องดับ และระหว่างเกิดและดับก็ยังไม่ใช่ขณะที่เกิดและดับ

    ด้วยเหตุนี้ จิตเป็นจิต มีอายุ ๓ อนุขณะ คือ อุปาทขณะ-ขณะเกิด ฐิติขณะ-ขณะที่ยังไม่ดับ และภังคขณะ-ขณะที่ดับ เมื่อถึงภังคขณะดับ ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะไม่เหลือเลย เมื่อถึงภังคขณะดับไป ปราศไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เมื่อปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่งดับไป กรรมนั้นก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตทำภวังคกิจ ได้ยินคำว่า ภวังค์บ่อยๆ ใช่หรือไม่ ภวังค์คืออะไร คือเราหรือไม่ แต่เป็นขณะที่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น เวลาที่ภวังค์จะปรากฏว่าเป็นภวังค์ก็คือ ขณะที่นอนหลับสนิท ไม่รู้เลยว่าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน วงศาคณาญาติ ทรัพย์สมบัติ อะไรก็ไม่รู้เลยทั้งสิ้น เป็นเราหรือไม่ขณะนั้น ไม่มีเรา แต่จิตเกิดสืบต่อดำรงภพชาติ ยังไม่ถึงจุติคือขณะสุดท้ายของชาตินี้ ซึ่งจะต้องมีการเป็นผลของกรรมเกิดขึ้น เพราะมีกรรมโดยการเห็นขณะใดเป็นผลของกรรม ได้ยินขณะใดเป็นผลของกรรม ได้กลิ่นขณะใดเป็นผลของกรรม ลิ้มรสขณะใดเป็นผลของกรรม กำลังกระทบสัมผัส เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวสบาย เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวเป็นโรคภัยต่างๆ ก็เป็นผลของกรรม

    ถ้าเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรมก็คือ ชีวิตประจำวัน แล้วแต่ว่าถ้าเป็นกรรมดีก็เหมือนกับญาติสนิทอุปการะเกื้อกูล บางท่านเพียงแค่คิดว่าอยากจะได้อะไรก็ได้แล้ว ไม่ต้องไปแสวงหาที่ใดเลยทั้งสิ้น อะไรนำมาให้ ไม่ว่าจะทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นผลของกรรม และสำหรับธรรมที่เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจมีใครอยากได้บ้าง ไม่มีเลย แต่ต้องได้เพราะว่าอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถึงกาลเมื่อใดก็ต้องทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น คือ เห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่ไม่ดี ชีวิตวันหนึ่งๆ ก็เท่านี้

    จิตมีจริง อุปมาเหมือนกับลิงอยู่ไม่สุขเลย มีทางออกทางไหนไปเลย จะไปทางตา หรือจะไปทางหู หรือจะไปทางจมูก หรือจะไปทางลิ้น หรือจะไปทางกาย แล้วก็คิดนึก จำสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วไม่เหลือเลยว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือว่ายังมีอยู่ เหมือนอย่างคำถามที่ถามตอนแรกว่า เดี๋ยวนี้มีฟัน ยังไม่อยากให้คำตอบก็ได้ แต่วันไหนจะเข้าใจธรรมหรือคิดว่าธรรมเป็นอย่างไร ก็คือคำตอบที่ได้คิดในขณะนั้น เป็นการแสดงว่าเข้าใจธรรมหรือไม่

    วันนี้มีใครได้สิ่งที่ชอบบ้างหรือไม่ มีแล้วเพราะกรรมนำมาให้ ถ้าไม่มีกุศลกรรมจะไม่มีทางได้เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามมีสิ่งที่น่าพอใจเกิดขึ้นได้ลาภ ที่ใช้คำว่า ลาภ ต้องเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แล้วแต่ว่าจะเป็นรูปที่ปรากฏให้เห็นทางตา สิ่งสวยๆ งามๆ หรือเสียง หรือกลิ่นก็ตาม แต่ที่น่ากลัวก็คือได้แล้วติดข้อง ลืมว่าชั่วคราว เป็นผลของกรรมที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดเท่านั้นเองและไม่ใช่เราด้วย เป็นจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป แต่โลภะความติดข้องพอใจอย่างมากสะสม จนกระทั่งไม่เห็นโทษภัยของความติดข้อง ถ้ามีความติดข้องแล้วมีหรือที่จะไม่เกิดทุกข์เมื่อไม่ได้สิ่งนั้น หรือว่าเมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไป ซึ่งความจริงไม่ได้รู้เลยว่า กำลังพลัดพรากอยู่ทุกขณะอยู่แล้วโดยไม่รู้

    ดังนั้นเวลาที่พูดถึงคำว่า ทุกข์ ทุกข์ของชาวบ้าน กับทุกข์ที่เป็นสัจจธรรมที่เป็นความจริง โดยมากไม่สามารถที่จะหยั่งรู้ถึงทุกข์ซึ่งเป็นการเกิดดับในขณะนี้ ซึ่งเมื่อใดรู้ ผู้นั้นจะถึงความเป็นพระอริยบุคคล ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่น แต่สามารถที่จะเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้เท่านั้น

    ผู้ฟัง คำถามจากท่านผู้ฟังส่งมา มีหลายท่านบอกว่าท่านอาจารย์สุจินต์ไม่สอนการปฏิบัติ แต่ผมฟังแล้วเข้าใจว่าที่ท่านสอนให้เข้าใจว่า รู้เท่าทันธรรมที่กำลังปรากฏ และรู้แจ้งสัจจธรรม พิจารณาการเกิดดับนั้นเป็นการปฏิบัติแล้ว ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ โดยมากจะพอใจเพียงคำตอบว่าใช่ หรือไม่ใช่ แต่คงไม่ลืมว่า การฟังธรรมเพื่อเข้าใจ จนกว่าจะเป็นความเข้าใจมั่นคงจริงๆ ว่า ปฏิปัตติคืออะไร เพราะฉะนั้นจึงต้องเริ่มจาก คืออะไร ไม่ใช่ว่า ไม่มีคืออะไรแล้วไปทำแล้วก็สงสัย แต่ว่าตามความเป็นจริงอย่างที่ได้กล่าวถึงแล้วคือ ปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ เป็นธรรมทั้งหมด โดยเป็นการอบรมเจริญขึ้นของปัญญาแต่ละขั้น ซึ่งถ้าไม่มีการฟังพระธรรมซึ่งเป็นปริยัติ ไม่ใช่ศึกษาอย่างอื่น แต่ศึกษาพระธรรมที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียด ในขณะนั้นจะรู้ว่าเข้าใจขึ้นบ้างจากที่ไม่เคยได้ฟัง แล้วถ้ายิ่งเข้าใจขึ้นอีก ขณะนั้นก็มีความมั่นคงว่าธรรมคือขณะนี้

    เมื่อธรรมคือขณะนี้ ความเข้าใจในขณะที่มีธรรมปรากฏระดับไหน เช่น พูดถึงเรื่องเห็น ทุกคนกำลังเห็น และเริ่มรู้ว่าเห็นมีจริงๆ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เกิดเห็นแล้วดับ และการที่เห็นจะเกิดขึ้นได้นั้นไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นโดยใครไปทำให้เห็นเกิด หรือว่าใครจะคิดอะไรก็มีคนไปทำให้คิดอย่างนั้นเกิด ก็ไม่ใช่ ธรรมทั้งหมดเกิดเพราะมีเหตุปัจจัย เช่น ถ้าไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ที่เราใช้คำว่า จักขุหรือตา หมายความถึง รูปที่มีอยู่ที่กลางตา ไม่ใช่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เป็นรูปพิเศษที่มีลักษณะสามารถกระทบเฉพาะกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ในขณะนี้เท่านั้น

    ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ก็จะรู้ได้ว่า ทั้งหมดนี้คือธรรมที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ปฏิปัตติ คือ การถึงความจริงของสภาพธรรมด้วยปัญญาที่รู้จริงๆ ในสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นธรรมก็เกิดไม่ได้

    ดังนั้น แต่ละคำไม่ใช่คิดเอง แปลเองแล้วเข้าใจเอง แต่ปฏิหมายความถึงเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ถ้าเพียงคำแปลว่า ถึงเฉพาะ ถึงเฉพาะอะไร ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลย ขณะนี้เป็นธรรมเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ก็ยังมีปรากฏให้เห็นว่าขณะนี้เห็น กำลังเห็นจริงๆ และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็จริง

    การฟังธรรมคือมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นว่า แต่ละลักษณะที่กำลังปรากฏเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะถ้าไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ จะรู้อะไร สิ่งที่ดับไปแล้วก็รู้ไม่ได้ สิ่งที่ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่มาถึงก็รู้ไม่ได้ แต่สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ฟังจนกระทั่งรู้ว่าเมื่อใดสามารถที่จะมีความเข้าใจความจริงของธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งปรากฏได้เฉพาะแต่ละทาง เมื่อนั้นไม่ใช่เราแต่เป็นปฏิปัตติ สภาพธรรมที่สามารถไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม ขณะนั้นรู้เฉพาะตรงลักษณะที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเห็น ขณะที่กำลังเห็น หรือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ ก็ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ไม่ไปพยายามทำไม่ให้เห็น หรือไม่ไปพยายามทำให้อย่างอื่นเกิดขึ้นปรากฏ ซึ่งเห็นที่กำลังมีในขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ปรากฏแล้ว แต่ว่ายังไม่ถึงความเห็นว่าเป็นธาตุ หรือเป็นธรรมซึ่งเกิดและดับ และปรากฏเฉพาะให้เห็นได้เท่านั้น

    เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติ หมายความถึง ปัญญา ซึ่งสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟัง มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏทีละเล็กทีละน้อย เช่น แข็ง มาทางกายบ้าง ขณะนี้ทุกคนก็มีแข็งกำลังปรากฏ ไม่รู้เลยว่าแข็งเป็นธรรมที่เกิดดับ และในขณะที่แข็งปรากฏ ไม่มีอย่างอื่นใดปรากฏรวมกับแข็งทั้งสิ้น

    ถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางใจ ไม่ปรากฏ มีแต่เฉพาะลักษณะเดียวที่แข็งที่กำลังปรากฏ เมื่อได้ฟังจากปริยัติมีความเข้าใจว่า จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จะมีจิตเกิดพร้อมกัน ๒ ขณะไม่ได้ เพราะว่าจิตหนึ่งขณะที่เกิดนั้นเองเป็นอนันตรปัจจัย ทันทีที่จิตนั้นดับ ปราศไปทั้ง ๓ ขณะไม่เหลือเลย ทั้งอุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อหนึ่งขณะพร้อมด้วยเจตสิก

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนจึงมีจิตทีละหนึ่งขณะที่เกิดดับสืบต่อ แล้วก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง ยังไม่เป็นความรู้ชัดสักอย่างเดียว ถ้ารู้ชัดต้องทีละหนึ่ง จะทีละหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้ เช่น ในขณะนี้ที่กำลังเห็นก็มีคิดนึกและมีเสียง แล้วก็มีแข็ง ไม่ได้ปรากฏเฉพาะลักษณะเดียว ซึ่งปรากฏว่าไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลยทั้งสิ้น

    ขณะนั้นเมื่อรู้จริงๆ อย่างนั้นก็เป็นปฏิเวธ ตามลำดับขั้นของปัญญาที่รู้แจ้งก่อนที่จะถึงอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เพราะฉะนั้น ธรรมมีจริงๆ กำลังปรากฏ การอบรมเจริญปัญญาไม่ใช่เป็นความต้องการที่จะไม่ให้สิ่งนี้เกิด ไม่ให้สิ่งนั้นเกิด ไม่ให้คิด ไม่ให้จำ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยเพราะเกิดแล้ว ในขณะนี้อะไรที่ปรากฏ สิ่งนั้นเกิดแล้ว ใครทำ ไม่มีใครทำได้เลย แต่สามารถที่จะฟังพิจารณาแล้วเข้าใจ และรู้ว่าใครเป็นผู้ตรัสรู้ จึงสามารถที่จะทรงแสดงความจริงที่ละเอียดที่เป็นความจริงในขณะนี้ได้

    ดังนั้น การอบรมเจริญปัญญาไม่ใช่รู้อย่างอื่น ถ้ารู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ขณะนี้ก็ไม่ใช่ปัญญา จะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน ปรากฏหรือยัง หรือว่าดับไปแล้ว แต่สิ่งที่กำลังมีนี้เอง เมื่อใดที่ฟังเริ่มเข้าใจและเริ่มไม่ใช่เพียงคิดเรื่องการเกิดดับ ไม่ใช่เพียงคิดเรื่องธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น หรือว่ากำลังได้ยิน หรือกำลังคิดนึก แต่สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของธาตุนั้นทีละอย่าง ชัดเจน ถูกต้อง นั่นคือปัญญาที่ได้อบรมแล้วจึงเป็นปฏิปัตติ

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีปริยัติ จะไม่มีปฏิปัตติ คือ สติสัมปชัญญะ ที่ใช้คำว่า สติปัฏฐาน หมายความว่า ที่ตั้งของความรู้ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏจึงเป็นปัฏฐาน เป็นที่ตั้งของสติและปัญญาได้

    ถ้าไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นปฏิปัตติ จะไม่ถึงปฏิเวธ จะแทงตลอดการเกิดดับของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้รู้ตรงลักษณะนั้นจริงๆ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ ไม่มีสิ่งอื่นปะปน และมีความเข้าใจในความเป็นธรรมของสภาพนั้นแต่ละอย่างด้วย ไม่ใช่เมื่อคิดก็ไม่อยากคิด นั่นไม่เข้าใจธรรม แต่คิดเกิดแล้ว คิดไม่ใช่เห็น คิดเกิดแล้ว ไม่ใช่ได้ยิน คิดเป็นคิด คิดแล้วก็ดับ เพราะในขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่คิด ในขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่ขณะที่เห็น ไม่ใช่ในขณะที่คิด

    เพราะฉะนั้น จะรู้ในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สามารถประจักษ์ความจริง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ และทรงรู้ความจริงโดยประการทั้งปวง ที่จะทำให้คนอื่นที่ได้ฟังเกิดความเข้าใจ ทุกท่านพิสูจน์ธรรมด้วยตัวเอง ตั้งแต่ฟังมาเข้าใจบ้างหรือยัง เข้าใจหรือไม่ เข้าใจขึ้นมากหรือไม่ นี่คือ การฟังพระธรรมซึ่งพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ และความเข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ก็เริ่มมีขึ้น และแต่ละคนก็เป็นผู้ตรงที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า เป็นขั้นปริยัติ หรือว่าปฏิปัตติ หรือว่าปฏิเวธ

    อ.วิชัย ท่านที่ถามเกี่ยวกับว่า เจริญสติปัฏฐาน ควบคู่กับการเจริญสมาธิ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด จะได้ยินคำว่า สติ สมาธิ และความสงบ และอาจจะมีอีกหลายคำ ถ้ารู้แต่ละคำชัดเจนจะไม่มีความสงสัยเลย แต่ถ้ารู้เล็กๆ น้อยๆ และไม่ชัดเจนก็จะมีคำถาม เช่น สติปัฏฐานกับสมาธิแยกกัน หรือว่าเกิดด้วยกันได้ นี่เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะแม้แต่คำว่าสมาธิคืออะไร ก่อนอื่นถ้าไม่ตั้งต้นด้วยความเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ไม่มีทางที่จะเข้าใจถูกได้โดยตลอดในพระธรรม

    ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่า สภาพธรรมมีจริงแต่หลากหลายมาก รูปธรรมทั้งหมดก็หลากหลายต่างกันไป ไม่ใช่สภาพรู้ แต่สภาพรู้มีต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วมีเจตสิกถึง ๕๒ ประเภท แต่ว่าทั้ง ๕๒ ประเภทไม่ได้เกิดกับจิตทั้งหมดทีเดียวพร้อมกัน จิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท แล้วขณะนี้ปรากฏสักหนึ่งหรือไม่ ก็ไม่ได้ปรากฏ แม้ว่ามีแล้วเกิดดับไปอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นการศึกษาธรรมต้องรู้ว่า ชื่อของสภาพธรรมหลากหลายตามสภาพนั้นๆ ในขณะนั้น เช่น สัญญาเจตสิกเป็นสภาพที่จำ จำธรรมดาๆ กับจำด้วยความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ต่างกันแล้ว ใช่หรือไม่ จึงต้องมีชื่อที่ต่างกันตามประเภท หรือว่าตามสภาพของธรรมนั้นในขณะนั้น

    ด้วยเหตุนี้ สมาธิคืออะไร สมาธิเป็นจิตหรือไม่ หรือว่าเป็นรูปธรรมหรือไม่ สมาธิไม่ใช่รูปธรรมแน่นอน ต้องเป็นนามธรรม และสมาธิเป็นจิตหรือเป็นเจตสิก นี่คือการที่จะค่อยๆ เข้าใจความละเอียด สมาธิไม่ใช่จิต เป็นเจตสิกที่มีชื่อว่า เอกัคคตาเจตสิก หมายความถึง สภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์ เกิดกับจิตทุกขณะ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นจะรู้เพียงอารมณ์เดียว เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ เมื่อจิตหนึ่งเกิดขึ้นก็รู้เฉพาะสิ่งที่เป็นอารมณ์ของจิตในขณะนั้นเท่านั้น และเจตสิกที่เกิดร่วมกันทั้งหมด ก็รู้อารมณ์เดียวกัน แต่ทำกิจหน้าที่ต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้น หน้าที่ของจิตไม่ใช่หน้าที่ของสมาธิ หรือเอกัคคตาเจตสิก และหน้าที่ของสติก็ไม่ใช่หน้าที่ของสมาธิ หรือเอกัคคตาเจตสิก

    การศึกษาธรรมจึงต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า จิตต่างกับเจตสิก เท่านี้ ขณะนี้แยกออกได้หรือไม่ว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นเจตสิก ทั้งๆ ที่เกิดพร้อมกัน ถ้าไม่ศึกษาก็จะไม่ทราบเลยแล้วคิดว่าต่างขณะด้วยซ้ำไป แต่ถ้าศึกษาแล้วจะทราบว่า จิตหนึ่งขณะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อย ๗ ประเภท เพราะอะไรเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะว่าจิตก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ เจตสิกก็รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้พร้อมจิต ไม่ว่าจิตรู้อะไร เจตสิกที่เกิดร่วมกันต้องรู้อารมณ์เดียวกันกับจิต แยกกันไม่ได้เลย แต่เพราะอะไรเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างมีความละเอียด จิตไม่ใช่เจตสิก เพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ถ้ากล่าวถึงจิต ไม่พูดถึงเจตสิกเลยเพราะยังไม่รู้จักเจตสิก

    ในขณะที่อยู่คนเดียวในห้องมืด ไม่ได้เปิดไฟ ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็น เสียงก็ไม่มี ขณะนั้นเสียงไม่ได้ปรากฏ อะไรๆ ไม่มี แต่ยังมีจิตหรือไม่

    อ.วิชัย มี

    ท่านอาจารย์ ยังมีธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นไม่รู้เลยว่าเป็นธาตุ แต่เมื่อฟังธรรมก็เรียกชื่อได้ แต่เวลาที่สภาพนั้นปรากฏ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ แม้ว่าไม่มีอะไรๆ จะปรากฏเลยทั้งสิ้น แต่ยังมีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ถ้าเป็นความรู้ชัดในขณะนั้น จะรู้ในความเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ใช่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ใช่ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ใช่กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    สำหรับกายานุปัสสนาหมายความถึงรูป ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าแต่ละรูปปรากฏได้แต่ละทาง เมื่อเกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจแล้วก็มีรูปที่กายปรากฏ และกำลังรู้ลักษณะของรูปนั้นซึ่งเกิดจะปรากฏว่ารูปนั้นดับเมื่อปัญญาเจริญขึ้น ก็จะไม่มีอะไรเลยนอกจากธาตุที่กำลังรู้ กับสิ่งที่ปรากฏให้รู้แล้วดับไป นั่นคือสติปัฏฐาน แต่ขณะนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มีสมาธิ หรือเอกัคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็มีสมาธิหรือเอกัคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดร่วมกับสัมมาสติ ก็มีสัมมาสมาธิ คือ เอกัคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่ได้แยกกัน เกิดพร้อมกัน แต่เป็นธรรมคนละประเภทและต่างกันด้วย

    นี่คือการที่เราจะค่อยๆ เห็นความละเอียดซึ่งทำให้รู้ว่า ไม่มีเราเลยสักขณะเดียว ไม่ว่าจะเป็นขณะที่หลงลืมสติก็ต้องมีจิต เจตสิก และในภพภูมิที่เราเกิดมามีแต่รูป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วเมื่อเห็นรูปจะไม่ให้ติดในรูปได้อย่างไร

    วันหนึ่งๆ ปราศจากรูปปรากฏบ้างหรือไม่ ไม่มีเลย ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายกระทบสัมผัส ล้วนเป็นรูปทั้งนั้นที่จิตรู้ในวันหนึ่งๆ แต่ไม่ใช่ว่ารู้แต่เฉพาะรูป ยังมีอย่างอื่นอีก

    เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ และจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเจตสิกที่เกิดร่วมกันก็ทำหน้าที่อื่นๆ แต่ไม่ใช่เป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ถ้ายังไม่มีความเข้าใจความต่างของจิต เจตสิกและรูป จะมีการรู้ลักษณะที่ใช้คำว่า สติปัฏฐาน หรือว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้หรือไม่ ก็มีแต่เพียงชื่อ

    เรารู้ชื่อมากมายแต่ไม่ได้รู้ธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าปัญญาไม่สามารถจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏได้ แต่ว่าอวิชชา ความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อมีการฟังเริ่มเข้าใจ สะสมเพิ่มขึ้นก็สามารถเข้าใจความจริงของธรรม รู้ว่าไม่เคยปราศจากธรรมเลย แม้ขณะนี้ก็มีธรรมที่กำลังปรากฏ อยู่ที่ว่าจะเข้าใจได้เพียงใด และขณะนั้นมีความเข้าใจเรื่องสมาธิหรือไม่ มีความเข้าใจเรื่องสติปัฏฐานหรือไม่ ถ้าไม่มีก็มีแต่ชื่อกับความสงสัย และอาจจะได้ยินได้ฟังบางท่านกล่าวว่า ต้องทำสมาธิเสียก่อนแล้วถึงจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

    ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎกหรือไม่ เพราะแม้แต่จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สภาพที่กำลังรู้ลักษณะของจิต หมวดแรก โลภมูลจิต แล้วอย่างไร จะไปทำสมาธิอะไรขึ้นมารู้สึกก่อนถึงจะรู้ลักษณะของโลภมูลจิตได้ เพราะว่าแม้ขณะนี้ไม่ทันรู้สึกตัวเลยก็มีโลภะหลังเห็น หลังได้ยินแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก

    เพราะฉะนั้น พระธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดแม้ในขั้นของการฟัง แล้วตัวจริงของธรรมจะละเอียดกว่าสักเพียงใด เพราะว่าแม้ว่าฟังธรรมเข้าใจ จิตขณะนี้กำลังเห็น มีเห็น ได้ยินว่ามีจิตแต่ยังไม่เคยรู้ว่าจิตอยู่ที่ไหน จิตทำอะไร แต่เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ในขณะนี้ที่กำลังเห็น ไม่มีอย่างอื่น นอกจากเห็นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะกำลังเห็นจริงๆ ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะรู้จิตที่ทุกขณะไม่เคยปราศจากจิตเลย

    ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมจึงเผินไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสติปัฏฐาน หรือปัญญาขั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    5 ก.พ. 2569