ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
ตอนที่ ๑๖๙๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะพบใครหรือเห็นอะไรถ้าเพียงครั้งเดียวก็จำไม่ได้ แต่ถ้าพบบ่อยๆ ก็จำได้มากขึ้น เราไม่เคยคุ้นเคยกับสภาพธรรม คุ้นเคยแต่ความคิดว่าเป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แม้ในขณะนี้ที่ยังเหลือปรากฏให้เห็นสืบต่อเหมือนกับเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ หรือว่าเป็นถ้วยแก้ว เหมือนกับการจุดธูปดอกหนึ่งเพียงก้านเดียวแล้วหมุนจนกระทั่งเป็นวงกลม จะเห็นเป็นวงกลมหรือว่าจะเห็นเป็นธูปดอกเดียวที่สว่าง นี่คือแสดงให้เห็นว่าจากการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากทำให้ปรากฏเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เป็นวงกลม หรือจะทำให้เป็นรูปอะไรก็ได้ขณะนั้น เวลานี้ก็เหมือนอย่างนั้น สภาพธรรมเกิดดับ สิ่งที่เหลือคือนิมิต สิ่งที่ยังจำได้ว่ารูปร่างอย่างนี้แล้วเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้ไม่เรียกชื่อเลย
เมื่อตอนที่เป็นเด็กแรกเกิด ได้เห็น รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร สั้นมากใช่หรือไม่ แต่ว่าจากการที่ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นก็สามารถที่จะจำรูปร่างสัณฐานแต่ก็ยังไม่รู้ชื่อ ยังพูดไม่ได้ ยังเรียกไม่ได้ แต่จำแล้ว มีการที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ปรากฏโดยที่ไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นเป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ตาม
ธรรมมี ๒ อย่าง ธรรมที่มีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป เช่น กลิ่น ไม่รู้อะไรเลย แต่เพราะอะไรถึงว่าเป็นกลิ่น เพราะปรากฏสภาพของกลิ่นและยังรู้ด้วยว่ากลิ่นหลากหลายต่างกันมาก ซึ่งแต่ละกลิ่นที่ปรากฏก็ต่างกันไป แต่กลิ่นหนึ่งเกิดแล้วต้องดับไปและไม่กลับมาอีกเลย
เพราะฉะนั้น ธรรมในภาษาบาลีจึงใช้คำว่า ขันธ์ สิ่งที่มีจริง เมื่อมีปัจจัยเกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก แต่มากมายสุดที่จะประมาณได้เพราะว่าแต่ละอย่างเป็นแต่ละหนึ่ง แม้แต่กลิ่นหนึ่งปรากฏแล้วดับไป กลิ่นที่ปรากฏใหม่ก็ไม่ใช่กลิ่นเก่า เป็นกลิ่นใหม่แต่ละหนึ่งอีก ดังนั้นจึงรวบรวมเป็นธรรมใดๆ ก็ตามซึ่งมีลักษณะเฉพาะของธรรมนั้นๆ มีจริงหลากหลายมากทั้งภายใน ภายนอก หยาบละเอียด ไกล ใกล้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรมทั้งหมด ก็คือเดี๋ยวนี้ ฟังธรรมแต่ละคำไม่เผินแต่ให้เข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งธรรมนั้นหลากหลาย มีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป และสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละขันธ์
สภาพธรรมซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น เสียงและกลิ่นเป็นรูปขันธ์แต่ละหนึ่งๆ ส่วนนามขันธ์มีจิตกับเจตสิก เป็นสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ฟังธรรม เพื่อรู้ว่าเป็นธรรม นี่คือสาระจากการฟัง ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น
ผู้ฟัง เนื่องจากวันนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันที่พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งกล่าวไว้ว่า การละอกุศล คือ ไม่ทำบาป เจริญกุศลและทำจิตให้ผ่องแพ้ว แต่ความลึกซึ้งของอรรถตรงนี้ ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ก็จะไม่สามารถเข้าใจความลึกซึ้งของโอวาทปาติโมกข์ตรงนี้ได้ ขอท่านอาจารย์กรุณาขยายความถึงความลึกซึ้งของโอวาทปาติโมกข์ด้วย
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจก็คิดเองใช่หรือไม่ แต่ถ้าเข้าใจแม้แต่คำว่า ละชั่ว หรือว่า ละความไม่ดี ละสิ่งที่ไม่ดี ละทุจริต ถ้าไม่รู้จะละได้หรือไม่ เท่านี้เอง ขั้นต้น คนที่กำลังทำชั่ว หรือยังไม่ถึงกับทำ เพียงแค่กำลังโกรธ โกรธเกิดแล้วไม่รู้ จะละโกรธนั้น จะเห็นว่าโกรธก็คือชั่วได้หรือไม่ ถ้าไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ สภาพธรรมที่เป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหมดจะไม่มีอกุศลใดๆ เกิดได้เลย แต่ตราบใดที่มีโลภะ ความติดข้อง ติดข้องเพราะไม่รู้ เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วดับ ติดข้องทางตาอย่างมากในสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
สำหรับทางหู เสียงมีจริงๆ เวลาที่ได้ยินเกิดขึ้นแต่เพราะไม่รู้ความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏได้ว่ามีจริงเมื่อกระทบกับโสตปสาท เหมือนสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้คือ เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ว่ามีเมื่อจิตเห็นเกิด และเสียงเป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง จะต่างอะไรกันเพียงเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ว่ามีเสียงแล้วดับไป แต่เมื่อไม่รู้ความจริง เสียงชม ชอบหรือไม่ เมาเลยใช่หรือไม่ หลายวันด้วย บางทีแค่คำชม ๒-๓ คำ คิดแล้วคิดอีกไม่เห็นลืม เขาชมว่าอย่างนี้ เขาชมว่าอย่างนั้น แค่เสียงที่เพียงเกิดปรากฏแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก แต่ทำให้คนที่ไม่รู้สามารถที่จะเกิดอกุศลได้มากมายทางตาและทางหู ส่วนทางจมูกก็ขึ้นอยู่กับว่าสะสมความติดข้องในกลิ่นไว้มากน้อยเพียงใด บางคนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ได้ใช้น้ำหอม ไปไหนก็หอมเลย แค่เข้าใกล้นิดเดียวก็ได้กลิ่น และเขาทนไม่ได้จริงๆ ที่ออกจากบ้านโดยไม่ใช้น้ำหอม หรือว่าบางท่านถึงกับเพียงแค่แต่งตัวเสร็จ ไม่ต้องออกจากบ้านก็ยังต้องใช้น้ำหอม
แสดงให้เห็นถึงการสะสมของแต่ละคน เพียงกลิ่นปรากฏแล้วดับและไม่กลับมาอีกเลย แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เกิดดับ ทำให้มีการติดข้องในสิ่งนั้นซึ่งยากแสนยากที่จะละ ต้องรู้แจ้งสภาพธรรมอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามีบุคคลจึงสามารถที่จะละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ คือ สิ่งที่กระทบสัมผัสกายและปรากฏได้ คือ เย็นหรือร้อน ๑ อ่อนหรือแข็ง ๑ ตึงหรือไหว ๑ รวมเรียกว่าโผฏฐัพพะ คือ สิ่งที่สามารถจะกระทบกายแล้วปรากฏให้รู้ได้
พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา โดยนัย โดยประการทั้งปวง อุปการะให้มีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก เช่น จิต ทุกคนกำลังมีแน่นอน มีจริงๆ จิตของแต่ละคนมีการสะสมของกุศลหรืออกุศลมามาก เป็นผู้ตรงแล้วใช่หรือไม่ วันนี้ไม่รู้เลย เพียงเห็นยังไม่ทันรู้เลยว่าเป็นอะไร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงสัจจะความจริงว่า ขณะที่รูปยังไม่ดับ จิตเห็นเกิดดับแล้วจิตอื่นเกิดสืบต่อ หลังจากนั้นก็มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เร็วแสนเร็ว เพราะฉะนั้นกิเลสที่สะสมไว้เป็นปัจจัยที่มีกำลัง เป็นที่อาศัยพร้อมที่จะเกิดทันทีที่เห็น ทั้ง ๕ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ยังถึงใจที่จำไว้ไม่ลืมอีกด้วย
ดังนั้น ฟังธรรมโดยละเอียดคือ ฟังให้รู้จักพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าให้เราไปรู้อย่างพระองค์ แต่เริ่มเห็นพระกรุณาคุณว่า ถ้าไม่ทรงแสดงธรรมโดยนัยประการต่างๆ ๔๕ พรรษา เราจะไม่สามารถเข้าใจสภาพธรรมที่มีแต่ละขณะด้วย ไม่ใช่แต่ละวัน แต่ทุกๆ ขณะในวันหนึ่งๆ เป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แม้แต่จิตมีเเต่ก็ไม่รู้ว่าขณะนี้จิตทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่กำลังมี นี่คือถ้ากล่าวถึงไม่มีวันจบ ตลอดชีวิตไม่มีใครศึกษาธรรมจบแม้ในขั้นของปริยัติ ซึ่งเป็นการรอบรู้ในพระธรรมที่ทรงแสดงโดยความลึกซึ้ง โดยนัยต่างๆ โดยประการต่างๆ โดยโวหารต่างๆ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทควรที่จะได้ฟังมากๆ แล้วมีความเข้าใจขึ้น จะได้มีความกตัญญูต่อผู้ที่มีคุณที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่ตรัสรู้พระธรรมและทรงแสดง ให้เราสามารถที่จะได้ยินได้ฟังในชาตินี้ ซึ่งชาติก่อนๆ ก็คงจะเคยได้ฟังมาบ้างแล้ว แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลไม่มีใครรับประกันได้ว่าชาติหน้าจะได้ยินได้ฟังอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะจากโลกนี้ไปสิ่งที่มีค่าที่สุดคือ การเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่เป็นธรรม เพราะวันหนึ่งวันใดต้องจากโดยสิ้นเชิง ไม่กลับมาอีกเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นบุคคลนี้ได้อีกต่อไป
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ สิ่งนั้นไม่นำความทุกข์ใดๆ มาให้ ทรัพย์สินเงินทองก็นำความทุกข์มาให้ได้ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขณะใดก็ตามที่มีความติดข้อง มีความต้องการแล้วไม่เห็นโทษ เมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไปหรือไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มีหรือที่ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีความเข้าใจพระธรรม พระรัตนตรัยมีค่าสูงสุดประเสริฐสุดเพราะไม่นำทุกข์ใดๆ มาให้เลย ซึ่งความหมายของคำว่ารัตนะ หรือสิ่งที่มีค่าจริงๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง เพราะเหตุว่าสิ่งใดก็ตามที่ยังนำความทุกข์มาให้สิ่งนั้นไม่มีค่า แต่สิ่งที่ไม่นำทุกข์มาให้เท่านั้นที่จะเป็นสิ่งที่มีค่าจริงๆ และเป็นค่าที่ประเสริฐสุดด้วย
ผู้ฟัง สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตนเอง เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง และมีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ที่ว่ามีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เป็นอย่างไร
อ.อรรณพ กรรมคือ กุศลเจตนา หรืออกุศลเจตนา ที่ได้เป็นไปแล้ว สำเร็จแล้วและสะสมไว้ในจิต เมื่อได้เหตุปัจจัยก็ทำให้เกิดผลของกรรม คือ จิตกับเจตสิกที่เป็นผลของกรรมและรวมทั้งรูปด้วย และกรรมสามารถที่จะเอื้อเฟื้อให้ผลได้หลากหลาย ทั้งเป็นปัจจัยให้เกิดคือเป็นชนกกรรม คือเป็นปัจจัยให้เกิดได้เลยก็มี หรืออุปถัมภ์ก็ได้ อุปถัมภ์คือส่งเสริมได้
ขณะที่ท่านได้รับความสะดวกสบายพอสมควรก็มีกรรมที่จะเหมือนกับเป็นพวกพ้อง เหตุใดจึงมีคนช่วยงานต่างๆ ที่เราเรียกว่าเป็นพวกพ้อง ช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ เพราะว่ามีกุศลกรรมที่จะทำให้มีความสะดวกสบายอย่างนั้น ซึ่งโดยตรงแล้วคือ เอื้ออำนวยให้ได้รับผลที่ดีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นคือกรรมที่จะมาสนับสนุนอุปถัมภ์ พอที่จะกล่าวได้ว่าเป็นพวกพ้องและเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลกรรมนั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นพวกพ้องคือเป็นพวกพ้องที่ไม่ดี ที่จะอุปถัมภ์ให้ได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นต่อเนื่องหรือเพิ่มขึ้นได้ อย่างเช่น บางคนเกิดในที่ที่ไม่สบายเลย เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็ยังมีกรรมที่เอื้อเฟื้อให้เขาได้รับความทุกข์ยากยิ่งขึ้นไปอีก
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นขอให้ไม่เผิน คือถ้าจะพูดถึงอะไรก็ขอให้รู้จักสิ่งนั้นจริงๆ ทุกคนจะพูดถึงคำว่า กรรม แต่ว่ากรรมเป็นเราหรือไม่ ทบทวนเล็กน้อย ถ้าไม่มีธรรมก็จะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละลักษณะ เพราะฉะนั้น สภาพของกรรมอย่างคร่าวคือ เจตนาหรือความจงใจความตั้งใจ จงใจตั้งใจ มีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ ความละเอียดมีมากแต่ขอกล่าวเพียง ๒ อย่าง คือ ความจงใจหรือความตั้งใจที่เป็นกุศล กับความจงใจหรือความตั้งใจที่เป็นอกุศล มีหรือไม่
มาฟังธรรมเป็นกรรมหรือไม่ มีความตั้งใจจงใจที่จะฟังสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเพื่อจะได้เข้าใจขึ้นหรือไม่ นี่คือเป็นกุศลกรรม ไม่ต้องไปถามใครอีกเลยว่ากุศลกรรมเป็นอย่างไร กุศลกรรมมากไหม หรือว่าเป็นอกุศลกรรมหรือไม่ แต่ขณะใดก็ตามซึ่งเป็นความตั้งใจด้วยความจงใจที่เป็นไปในทางฝ่ายที่ดีงาม ขณะนั้นความจงใจตั้งใจนั้นไม่ได้เบียดเบียนทำร้ายใครเลย ขณะนั้นเป็นกุศลกรรม มีผลหรือไม่ มองไม่เห็นผล เวลาที่กรรมหนึ่งกรรมใดเกิดขึ้นไม่รู้เลยเพราะกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด คนที่กำลังทำอกุศลกรรมรู้หรือไม่ว่า อกุศลกรรมนั้นจะให้ผลเมื่อไหร่ ชาติไหน ชาตินี้หรือชาติหน้า หรือจะให้ผลในลักษณะใด เพราะแม้แต่ผลของกรรมก็ยังไม่ชัดเจน ได้แต่พูดกันว่ากรรมและผลของกรรม จึงต้องมีความชัดเจนเมื่อมีการศึกษาธรรม
พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นถ้าทราบว่ากรรมได้แก่ ความจงใจ หรือที่ใช้คำว่า เจตนา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิต นี่คือความละเอียดอีกแล้ว ทุกคนกำลังมีจิต แต่ยังมีสภาพธรรมที่ไม่ใช่จิตและเกิดกับจิต ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียดก็เป็นแต่เพียงชื่อไปหมด แต่ถ้าศึกษาโดยความต่างก่อน ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องกรรมและผลของกรรม อยากจะให้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ถ้าพูดถึงความต่างของนามธรรม ธรรมที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด อย่างในขณะนี้เห็น เห็นจะบอกว่าไม่เห็นไม่ได้ เห็นเกิดแล้วเห็น หมายความว่า เป็นสภาพที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ในขณะใดที่มีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วยในขณะนั้นคือ สภาพธรรมที่เป็นจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออาลัมพนะ หมายความว่า เป็นสิ่งที่ถูกจิตกำลังรู้ เสียงปรากฏกับจิตที่กำลังได้ยินเสียง
ในขณะที่เสียงปรากฏต้องมีสภาพธรรมที่ได้ยิน คือ เป็นธาตุที่เป็นนามธรรม เกิดขึ้นได้ยินเสียง ธาตุที่เป็นนามธรรมที่ได้ยินเสียงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเฉพาะเสียงที่ปรากฏในขณะนั้นเป็นจิต และเสียงเป็นอารัมมณะ หรือ อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตกำลังรู้ แต่จะไม่มีใครรู้ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงว่า จิตขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นต้องมีนามธาตุหรือนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิต เป็นธรรมที่เกิดกับจิต เกิดในจิต อาศัยจิตเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ แต่ว่าไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้
ดังนั้น ขณะใดก็ตามที่ไม่ใช่เห็นซึ่งกำลังรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แต่กำลังชอบหรือไม่ชอบ สุขหรือทุกข์ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ชอบไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก ไม่ชอบก็เป็นเจตสิก เกิดกับจิตในขณะที่ไม่ชอบเกิดขึ้น ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก สุข ทุกข์ เหล่านี้ทั้งหมดที่ต่างจากจิตเป็นเจตสิกทั้งหมด เจตนาความจงใจเป็นธรรมไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพของเจตสิกซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ นี่คือความละเอียดซึ่งค่อยๆ เข้าใจ มิฉะนั้นเราจะเข้าใจธรรมเผิน แม้แต่เรื่องกรรมและผลของกรรมก็ไม่ได้รู้จริงๆ ว่า แท้ที่จริงคือเป็นธรรมนั่นเอง แต่เพราะเหตุว่าธรรมมีมาก จิตเป็นกรรมหรือไม่ จิตไม่ใช่เจตนาเจตสิก
เพราะฉะนั้น จิตไม่ใช่กรรม โลภะ โทสะ หรือเมตตา เป็นกรรมหรือไม่ ไม่ใช่เจตนาเจตสิก แต่ว่าเมื่อสภาพธรรมเหล่านี้เกิดรวมกัน รวมเรียกได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นเจตนาที่เป็นไปในอกุศลก็เป็นอกุศลเจตนา ซึ่งเมื่อสภาพธรรมอื่นเกิดพร้อมเจตนาทั้งหมดก็เป็นอกุศล
แสดงให้เห็นว่า การที่เราจะเข้าใจธรรมละเอียดขึ้นๆ ควรจะเข้าใจอย่างนี้ หรือรวมไปว่ารู้จักกรรมแล้ว มีใครรู้จักกรรมแล้วบ้าง ได้ยินชื่อกรรมแต่ไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นกรรม แม้ขณะที่กำลังฟังและเข้าใจก็เป็นกุศลกรรม แต่กรรมเป็นสภาพที่ปกปิดที่ไม่รู้ ในขณะที่ทำอกุศลไม่รู้เลยว่า เมื่อใดอกุศลกรรมนี้จะให้ผลและให้ผลทางไหน ชาติไหนด้วย เช่นเดียวกับกุศลขณะนี้กำลังเป็นกุศล ขณะที่กำลังฟังและเข้าใจ แต่จะให้ผลเมื่อใดไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่ปกปิด
ทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพราะกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด ถ้าไม่มีกรรมก็ไม่เกิด พระอรหันต์ทั้งหลายดับกิเลส เพราะฉะนั้นไม่ได้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมจึงไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล แต่ถ้าใช้คำว่ากุศลกรรมคือเป็นเหตุให้เกิดผลที่ดีเป็นกุศลวิบาก ถ้าเป็นอกุศลกรรมเป็นเจตนาจงใจเป็นไปในทางที่ไม่ดี ผลคือทำให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเกิดขึ้นเเล้วแต่ว่าเกิดเมื่อใด ถ้าเราไม่ศึกษาจะไม่รู้เลยว่า แต่ละคนที่เกิดมาเป็นแต่ละหนึ่งเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วแต่ละหนึ่งนั่นเอง ปนกันไม่ได้เลย กรรมของใครจะไปอุทิศ จะไปยกให้ใคร เป็นไปได้หรือไม่ ยกอกุศลกรรมนี้ให้ไปเลย มีใครจะรับได้ ไม่มีใครรับเลย แต่ทางฝ่ายกุศลนั้นมีการอุทิศให้ ซึ่งไม่ใช่ไปหยิบยื่นของๆ ตนให้คนอื่น แต่เพื่อให้คนนั้นเกิดกุศลจิตของตนเอง ซึ่งเป็นกรรมของตนเองที่อนุโมทนาเพื่อที่จะได้เกิดผล
เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมเป็นเหตุต้องมีผล ซึ่งผลเป็นทั้งฝ่ายนามธรรมและรูปธรรม เป็นเรื่องละเอียดต่อไปอีก วันนี้ก็พอคร่าวๆ ดีกว่าเพราะว่าถ้ายาวมากจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่น แต่ให้ทราบเรื่องของกรรมว่า ที่เกิดตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถ้าไม่ได้กระทำกรรมที่จะให้เกิดเป็นอย่างนี้ จะไม่เป็นอย่างนี้เลย ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนก็ตามแต่ เกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกุศลกรรม เป็นผลของทานก็ได้ เป็นผลของศีลก็ได้ เป็นผลของการศึกษาเข้าใจธรรมก็ได้ เป็นผลของความสงบของจิตซึ่งขณะนั้นเป็นกุศลเพราะเมตตาไม่โกรธก็ได้
ให้เห็นไว้ว่า ถ้าเหตุดีนำมาซึ่งผลที่ดีทั้งหมด แม้แต่ขณะแรกที่เกิด เกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้เกิดในนรก ไม่ได้เกิดเป็นอสุรกาย แสดงให้เห็นแล้วว่าแม้แต่การเกิด เลือกได้หรือไม่ที่จะเกิดเป็นคนนี้ ใครเลือกมาที่จะเป็นคนนี้ที่จะเกิดมีมารดาบิดา มีวงศาคณาญาติ มิตรสหายอย่างนี้บ้างหรือไม่ นี่คือธรรมแล้วเป็นอนัตตาด้วย เลือกไม่ได้เลย แต่ก็มีความเข้าใจว่า แม้แต่ขณะแรกของชาติหรือชีวิตนี้ แต่ละชาติมีกรรมเป็นกำเนิด กรรมทำให้เกิดขึ้น และเมื่อเกิดแล้วต้องเป็นไป เกิดแล้วไม่เป็นไปได้หรือไม่ แค่เกิดแล้วดับไป ไม่มีอะไรอีกเลยได้หรือ ไม่ได้เลย
แม้แต่การเป็นไปก็ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งกรรมจะทำให้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณแม้เป็นมนุษย์ก็ต่างกัน จำได้ใช่หรือไม่ว่าใครเป็นใคร ทั้งๆ ที่เป็นมนุษย์ แต่อะไรทำให้บางคนคิ้วเหมือนกัน ตาเหมือนกัน แต่อย่างอื่นไม่เหมือนกัน หรือแม้ว่าทุกอย่างจะคล้ายคลึงกันแต่ก็ยังไม่ใช่คนเดียวกัน เช่น ฝาแฝด บางส่วนของใบหน้ายังต่างกัน แม้ว่าคิ้วอาจจะเหมือนกัน ตาอาจจะเหมือนกัน นี่เป็นความละเอียดยิ่งของเหตุที่ได้กระทำแล้ว
เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุที่ได้กระทำแล้วละเอียดมาก ผลคือความละเอียดยิ่งที่จะทำให้แต่ละคนต่างกัน เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนกันหรือไม่ นานาชนิดเลย วัวกับควายเหมือนกันคล้ายคลึงกันหรือไม่ ที่น่าอัศจรรย์ที่แปลกก็คือ ช้าง เหมือนใครที่ไหน จมูกยาวจนกระทั่งเป็นงวง เห็นได้เลยว่าถ้าไม่มีกรรม อะไรจะทำให้เป็นอย่างนี้ได้ หรือแม้ว่าจะเกิดเป็นผีเสื้อ แต่ปีกผีเสื้อก็ต่างกันไปอีก นี่คือความละเอียดอย่างยิ่งของกรรมในแต่ละขณะที่เกิดขึ้นสะสมและสืบต่อปรุงแต่ง
ดังนั้น ปฏิสนธิต้องมีจิตที่จะเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสิ่งที่มีชีวิตต้องมีจิต ซึ่งจิตที่ทำกิจปฏิสนธิเป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าถ้าเป็นกุศลก็ทำให้เกิดดี ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นเหตุให้เกิดในภูมิที่ไม่ดี แต่เกิดแล้วต้องเป็นไปทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดที่ไหน จะให้เพียงปฏิสนธิจิตเกิดที่ใช้คำว่า ปฏิสนธิ ความหมายคือสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ให้รู้ว่า ทุกคนจากมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ มาสู่ภพนี้ภูมินี้โดยเลือกไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้และจะต้องเป็นไปตามกรรมเมื่อมีตา หู จมูก ลิ้น กาย มีตาเพื่อเห็น เป็นผลของกรรม เพราะว่าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็มี เห็นสิ่งที่น่าพอใจก็มี
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740
