ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721


    ตอนที่ ๑๗๒๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณฟองจันทร์ วอลช

    วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบารมีไม่ใช่มีเพียงหนึ่ง ไม่ใช่ปัญญาบารมีอย่างเดียว ปัญญาบารมีไม่สามารถที่จะเกิดสมบูรณ์โดยการที่มีอกุศลทั้งหลายมากมายมาส่งเสริม ได้ไหม อกุศลทั้งหลายเกิดแล้วเกิดอีกจะส่งเสริมปัญญาให้มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกเป็นไปไม่ได้ แต่กุศลทุกประเภทเป็นเรื่องละ ทานเป็นเรื่องละ ศีลเป็นเรื่องละ เนกขัมมะเป็นเรื่องละ ปัญญาเป็นเรื่องละ วิริยะเป็นเรื่องละ ขันติเป็นเรื่องละ สัสจะเป็นเรื่องละ อธิฐานเป็นเรื่องละ เมตตาเป็นเรื่องละ อุเบกขาเป็นเรื่องละ แล้ววันนี้วันนี้ละ หรือติด เห็นไหม ยังไม่ต้องถึงตัวปัญญา เพียงแค่บารมีที่จะอุปการะให้เป็นธรรมที่สามารถจะทำให้สิ่งที่ได้ฟังมาแล้วมีปัจจัยที่จะเกิด เพราะไม่มีเครื่องกั้นที่เป็นอกุศล แม้แต่เพียงความหวัง หรือความต้องการก็ไม่สามารถที่จะทำให้สติและปัญญาเกิดได้ ใครก็ตามที่ฟังธรรมแล้วหวัง แล้วอยาก แล้วทำ ก็คือ ไม่ได้เข้าใจธรรมว่าเป็นอนัตตา ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ได้ฟัง และจะชื่อว่าเข้าใจหรือ ในเมื่อรู้ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ขณะนี้ไม่ว่าอะไร ไม่มีใครทำเลย เกิดแล้วทั้งนั้น เห็นก็เกิดแล้ว เมื่อกี้นี้ยังไม่มีได้ยิน เสียงยังไม่ปรากฏ แล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีเสียง เกิดแล้วใครทำ ก็ไม่มีใครทำเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ฟัง เพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นอนัตตาด้วย ก็จะทำให้เป็นสาวกบารมีได้ หรือว่าสาวกโพธิสัตว์ ไม่พ้นคำว่า พุทธะ ใช่ไหม ผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ไม่รู้ พุทธะ ถ้าไม่รู้เหมือนหลับ หลับรู้ไหมว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ ตื่นก็รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้น พุทธะ คือผู้รู้ ซึ่งตื่นจากความไม่รู้ ตื่นจากกิเลส ตื่นจากการที่ไม่เคยรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นความหมายของ พุทธะ คือ รู้ความจริง สัมมาสัมพุทธะ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นสัมมาสัมพุทธโพธิสัตว์ ปัจเจกพุทธโพธิสัตว์ หรือว่าอนุพุทธโพธิสัตว์ จะขาดพุทธะ คือความรู้ไม่ได้เลย สัตว์ คือผู้ที่ยังข้องอยู่ หมายความว่า ขณะนั้นยังไม่ถึงการตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแต่เพียงผู้ที่จะตรัสรู้ แต่การที่จะตรัสรู้ได้ ก็เป็นผู้ที่ไม่ได้ข้องในเรื่องอื่น แต่ข้องอยู่ในการที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏด้วยตนเอง และถึงพระปัญญาระดับที่สามารถอนุเคราะห์บุคคลอื่นให้เข้าใจตาม ให้รู้ตามได้ด้วย โดยประการที่ทรงแสดงธรรมโดยละเอียดยิ่ง อภิธรรม ลึกซึ้งที่จะให้คนได้เข้าใจ ลองคิดดู คุณอภิสิทธิ์เป็นสัตว์หรือเปล่า ยังข้องอยู่ ใช่ไหม สัตว์ประเภทไหน พุทธะหรือเปล่า หรือว่าข้องในเรื่องอื่น ไม่ได้ข้องในเรื่องการที่จะรู้ ที่จะตื่นจากความไม่รู้เลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็มีสัตว์สองประเภทประเภทหนึ่งก็ข้องไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ไม่ได้ข้องในการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังฟังก็เป็นการแสดงอยู่แล้ว ใช่ไหม ฟังทำไม ฟังเพื่อตื่น เพื่อรู้ รู้อะไร รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ให้ไปรู้อย่างอื่นอีกไหมที่ไม่ใช่ขณะนี้ จะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อไม่ปรากฏว่ามี และจะไปรู้อะไรได้ ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ พระโพธิสัตว์ ผู้ที่รู้ว่า เห็นมี ได้ยินมี แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เห็น และได้ยิน เป็นต้น เพราะฉะนั้น โพธิสัตว์ ก็คือ รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นขณะใดที่ไม่สนใจอย่างอื่น ไม่ข้องอยู่ในเรื่องอื่น แต่ข้องอยู่ในการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยการฟัง เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องเป็นพหุสุตตะ คือ ผู้ฟังพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ แต่ว่าในขณะที่กำลังฟังนั้น ไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม บารมีไม่ถึง ปัญญาหรือคุณความดียังไม่สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมได้ แม้ว่าสภาพธรรมก็ปรากฏ ใครจะรู้หรือไม่รู้ สภาพธรรมก็ปรากฏ ทั้งกับคนที่รู้และไม่รู้ เพราะว่าเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่มีการเห็นประโยชน์ของการตื่น จะรู้อะไร การแพทย์ ปรมาณู วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ก็ต้องมาจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะมีการจดจำ เป็นวิชาการ ตรึกตรองไปตาม สิ่งที่เห็น แล้วก็คิดจนกระทั่งเป็นวิชาการต่างๆ ก็ไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว โลก ก็คือ ขณะที่สั้นมาก เพราะว่า เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ความจริงเป็นอย่างนี้แต่เมื่อไม่ประจักษ์ความจริงอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงเป็นอย่างนี้ ก็เพราะเหตุว่าไม่มีปัญญาพอ เพราะไปข้องในเรื่องอื่น แต่ว่าเมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้ แล้วก็ยังละโลภะไม่ได้ก็จริง ยังข้องอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ แต่ก็มีการเห็นประโยชน์ แล้วไม่ละเลย ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นโพธิสัตว์ด้วย เพราะว่ายังมีการข้องอยู่ในเรื่องของปัญญาที่จะรู้ความจริง เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ ขณะนี้ เป็นโพธิสัตว์หรือเปล่า ประเภทไหน คงไม่มีใครตั้งอกตั้งใจที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนานแสนนาน ต้องมีพระศรีอริยเมตไตย และก็ยังไม่ต้องคิดถึงท่านเหล่านั้น เพียงแค่ความดีวันนี้ที่จะเต็มที่ มีได้ไหม ถ้าคิดถึงความอดทน ของพระโพธิสัตว์ เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ทั้งคำชม คำติ ทั้งความทุกข์ ความลำบาก ทุกอย่างเพื่อการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ความจริงใจ ความมั่นคง ทุกอย่าง และวันนี้เราเป็นได้แค่ไหน ก็ยังดีที่มีการฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นได้ หรือหวังที่จะเป็น หรือคิดที่จะเป็น ก็คงเพียงแค่สาวกโพธิสัตว์ มีใครที่จะเป็นปัจเจกโพธิสัตว์ไหม อีกนานยิ่งกว่าสาวกโพธิสัตว์ คิดดูก็แล้วกัน แล้วถ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นนานยิ่งกว่า กว่าบารมีจะถึงการที่จะรู้สภาพธรรมพร้อมด้วยพระทศพลญาณ เหนือบุคคลใดๆ ในจักรวาลทั้งหมด

    อ.คำปั่น สนทนาธรรมที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

    อ.กุลวิไล กราบเรียนท่านอาจารย์ สำหรับการมาสนทนาธรรมในวันนี้

    ท่านอาจารย์ เรื่องสนทนาก็คงมีเยอะ เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าท่านที่มาไกลมาก คือ จากเชียงใหม่ ก็ไม่ค่อยได้พบกัน และก็ไม่ทราบว่าเวลาที่ฟังธรรมจากที่กรุงเทพฯ แล้ว มีอะไรที่อยากจะทราบ เฉพาะเรื่องนั้นๆ บ้างไหมที่สนใจและคิดว่ายังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่ว่าจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่มีที่จริงๆ แต่ว่ามีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม แล้วเราก็จำไว้เสมอว่าเป็นที่นั่น ที่นี่ แม้แต่ในขณะนี้ ความจริง ก็คือ มีเห็น แล้วก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าไม่คิด ขณะที่เห็นก็จะมีเพียงเห็นกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ว่าเมื่อมีการที่เคยจำได้ว่าไม่ ใช่มีแต่เห็น เห็นแล้วก็ยังมีคิดนึก เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นขณะนี้ ความจริง ก็คือ สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท จิตเห็น เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไป คิดถึงและจำได้ ขณะนี้ทุกคนจำได้ ใช่ไหม มีดอกไม้ มีเก้าอี้ มีกล้อง มีเสื่อ มีถ้วยแก้ว จำทั้งหมด พอเห็นก็จำได้ทันที แต่ลืมว่าก่อนนั้นต้องมีสภาพธรรมที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ ไม่ว่าที่ไหน เหมือนกันหมด แล้วแต่ว่าความจำจะนึกถึงอะไร สิ่งนั้นก็ปรากฏให้รู้ว่ามีสิ่งนั้น แต่ว่าไม่ใช่ขณะเดียวกับที่เห็น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความหลากหลายของชีวิต เกิดมาแล้วต้องเป็นไป ไม่มีใครที่เกิดมาแล้ว จะไม่เห็น แล้วคิด จะไม่ได้ยินแล้วคิด เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็มีเรื่องราวมากมายจากสิ่งที่เพียงปรากฏเล็กน้อย และก็หมดไป โดยไม่มีใครรู้เลยทั้งสิ้น แล้วก็มีสภาพธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อ ไม่หยุด ถูกต้องไหม ตั้งแต่เกิดจนถึงขณะนี้ ไม่หยุด และเมื่อขณะก่อนนี้หมดไป ปราสไปไม่เหลือเลย ก็ยังไม่หยุด ก็จะต้องมีการรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏ คือ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง เป็นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ แต่ก็เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่น้อยมากของจำนวนของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีโอกาสจะได้ฟังพระธรรม แล้วก็ได้เข้าใจสิ่งที่มี ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะอย่างไรเกิดแล้วต้องตายแน่ แต่ว่าจะตายโดยที่ว่าไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น หรือว่าเกิดแล้ว สนุกแล้ว ทุกข์แล้ว ทุกอย่างแล้ว ก็ยังสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ซึ่งถ้าจากโลกนี้ไปแล้ว จะไม่เข้าใจสิ่งที่มี ถ้าผ่านไป โดยไม่มีการสะสมความรู้ความเข้าใจเลย เพราะว่าเกิดอีก ก็เหมือนอย่างนี้ เหมือนชาติก่อน ก็เหมือนอย่างนี้ แต่ว่าความจำเรื่องราวของชาติก่อน ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง พอถึงชาตินี้ก็จำชาตินี้ แล้วก็จากโลกนี้ไป ก็จำใหม่ จำเรื่องอื่น ไม่มีทางสิ้นสุดเลย ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ยังไม่เบื่อ ใช่ไหม

    อ.กุลวิไล พูดถึงว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่คิด มีเรื่องราวที่คิดมาก คิดมาจากการจำ นั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราไม่เข้าใจความต่างกันระหว่าง เห็น กับ คิด เราก็จะไม่รู้ว่า ขณะที่คิด ไม่ใช่เรา เพราะคนส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่รู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ยังยึดมั่นว่าเป็นเราที่คิด กราบเรียนท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วเรามักจะข้ามแต่ละคำที่น่าสนใจ เช่น ขณะนี้ มีสาระ หรือไม่มีสาระ แม้แต่จะเพียงพูดคำเดียวว่า สาระ สิ่งที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นขณะนี้ อยู่ เดี๋ยวนี้ สาระ หรือ ไม่มีสาระ เมื่อไหร่ ขณะไหน ถ้าไม่มีสาระ ก็คือ เห็น แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ถูกต้องไหม แล้วก็ยังไปจำเห็นด้วย ว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น รูปร่างสัณฐานอย่างนี้ๆ เป็นเรื่องอย่างนั้น อย่างนี้ สาระหรือเปล่า ไม่ว่าเห็นอะไร ก็ต้องคิด ก็ต้องจำ แล้วก็หมดไป แล้วเห็นใหม่ คิดใหม่ แล้วก็จำอีก แล้วก็หมดไป แล้วก็ได้ยิน หมดไปแล้ว ก็ยังจำเสียงที่ได้ยิน แล้วก็คิดถึงเรื่องที่ได้ยิน หมดแล้ว ก็มีได้ยินอีก แล้วก็มีจำอีก แล้วก็มีคิดอีก สาระหรือเปล่า หมดไปๆ ตลอดเวลา โดยที่บังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับไม่ให้ได้ยินในขณะนี้ เกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับว่าได้ยินแล้ว ไม่ให้คิดถึงเสียง และความหมายของเสียง เป็นไปโดยที่คิดว่าเป็นเรา จงใจได้ตั้งใจได้ แต่ความจริงทั้งหมดก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเห็น แล้วคิดเรื่องที่เห็น มีการได้ยิน ก็คิดเรื่องที่ได้ยิน ทุกอย่างที่ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คิดถึงสิ่งที่ผ่านไปยาวมากเป็นเรื่องราวต่างๆ สาระหรือเปล่า คือ แม้แต่คำว่าสาระนี้ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะไม่ได้ประโยชน์เลย แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่สาระ ไม่มีสาระ เพราะอะไร มีแล้วก็ไม่มี แล้วก็หมดไป แล้วก็กลับมาอีกไม่ได้เลย มีสิ่งที่เห็นแล้วน่าพอใจ ติดข้อง แล้วก็หมดแล้ว แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น สาระหรือเปล่า มีสิ่งที่พอใจ แต่สิ่งที่พอใจไม่ได้กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นก็ไม่มีสาระ ใช่ไหม ที่จะไปนึกถึงสิ่งที่หมดแล้ว แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น สาระจากสิ่งที่ไม่มีสาระ ก็คือความสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะเหตุว่าวันหนึ่งๆ ก็เห็นมาก ได้ยินมาก คิดมาก เพราะว่า เห็นแล้วก็คิด ได้ยินแล้วก็คิด ไม่คิดไม่ได้เลย แต่คิดสาระ หรือไม่มีสาระ เรื่องที่มีสาระ จริงๆ หรือเปล่า เพราะแม้แต่คิดก็ตามสิ่งที่ปรากฏ บังคับให้คิดถึงสิ่งอื่นไม่ได้ มีปัจจัยที่เกิดขึ้นคิด ก็คิดแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นทั้งวัน ก็คิดๆ ๆ ๆ อยู่นั่นแหละ ใช่ไหม แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ก็คิดไปอีกเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า อยู่ในโลกของความคิด หรือว่าถ้าเราจะเข้าใจว่ามีจิต ขณะนี้ แม้แต่จะบอกว่า เห็นเป็นจิตก็ยาก เพราะว่าไม่รู้จริงๆ ในสภาพที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ แต่เวลาคิด บางคนบอกว่ายากที่จะรู้ว่าเป็นธรรม แต่ความจริงเห็นกับคิด อะไรที่จะยากกว่ากันที่จะรู้ว่าเป็นจิต ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ก็คิด เพราะฉะนั้นก็ชินกับความคิด ใช่ไหม เกิดมาแล้วก็ต้องคิด เหมือนคุ้นเคยกับความคิด ก็น่าที่จะเข้าใจได้ว่า คิดเกิดขึ้นคิด โดยที่แม้ไม่ต้องเห็น ไม่ต้องได้ยินเลย ในขณะที่เห็นยากที่จะรู้ไหม เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏ และความสนใจก็ไปสนใจในสิ่งที่ปรากฏ ลืมว่าสิ่งนั้นปรากฏ เพราะมีจิตที่กำลังเห็นสิ่งนั้น แต่เวลาคิดเป็นเรื่องราว เราก็ยังรู้ว่าคิดแล้วแต่ว่าจะคิดถึงเรื่องอะไร เพียงแต่ว่ายังไม่เข้าใจลักษณะที่คิดจริงๆ ว่าเป็นธรรม ซึ่งเกิดคิด ไม่ใช่เกิดเห็น ไม่ใช่เกิดได้ยิน แต่ว่าเกิดคิด เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคำ สำหรับไตร่ตรอง พิจารณา จนกว่าจะเข้าใจ และเข้าถึงความจริงของสภาพธรรมในขณะนั้น เพราะถ้าไม่มีสภาพธรรมขณะนี้ จะไม่มีอะไรปรากฏเลย แน่ๆ ที่กำลังปรากฏทั้งหมดเป็นธรรม แน่ๆ อีกเหมือนกัน แต่กว่าจะเข้าใจแน่ๆ ว่าเป็นธรรมเท่านั้น ก็ต้องอาศัยการฟัง การไตร่ตรอง ไม่ใช่การทำ แต่เป็นความค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง คิดมีทั้งคิดดี และคิดไม่ดี จะอยู่ที่เรื่องราว หรืออยู่ที่คิด

    ท่านอาจารย์ คุณสุกัญญาลองคิด แล้วบอกว่าคิดอะไร

    ผู้ฟัง ก็กำลังคิดอยู่

    ท่านอาจารย์ อะไร คิดถึงอะไร

    ผู้ฟัง คิดถึงคำถามนี้

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม คิดถึงคำถาม และคำถามปรากฏเป็นคำถามให้เห็น หรือเปล่าว่าอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อะไรจริง

    ผู้ฟัง คิดจริง

    ท่านอาจารย์ แค่นี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไตร่ตรองแล้ว ใช่ไหม เพราะเหตุว่าบอกว่าคิดจริง แต่เรื่องที่คิดไม่จริง ถ้าเป็นช่างตัดเสื้อ คิดถึงเสื้อ ขณะนั้นเห็นเสื้อจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ แต่คิด เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าอะไรจริง ก็ต่อเมื่อขณะนั้น คิดถึงอะไร แต่สิ่งนั้นไม่ได้ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้ใจ เช่น จะคิดถึง ปอด ปรากฏให้เห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ มีรูปร่างไหม

    ผู้ฟัง มี มีรูปร่าง แต่ไม่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เวลาที่เห็นบอกได้ใช่ไหม ว่ารูปร่างอย่างนี้ แต่เวลาที่ไม่เห็นก็ยังจำได้ เพราะฉะนั้นคิด จริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ เพราะฉะนั้น คิดได้ทุกอย่าง คิดถึงสิ่งที่เคยเห็นก็ได้ แต่สิ่งที่เห็นแล้วไม่ได้มาปรากฏในขณะนั้นเลย คิดถึงเสียง จำได้ แต่ว่าขณะนั้น เสียงก็ไม่ได้ปรากฏ แต่ยังจำเสียงนั้นได้ ลองร้องเพลงในใจ ได้ไหม แต่ก็ไม่มีเสียงเพลงใดๆ มาปรากฏเลย แต่คิดถึงได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ที่จะกล่าวว่าคิดมีจริง แต่สิ่งที่คิดไม่จริง ก็จะต้องมีความเข้าใจขึ้น มิฉะนั้นแล้ว เวลาที่ฟังธรรมเหมือนเป็นคำของคนอื่น ฟังดูก็จริง แต่ไม่รู้ว่าจริงขนาดไหน ระดับไหน เพราะว่ายังไม่ได้ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำที่ได้ยิน เพียงแต่พอได้ยินแล้วก็จริง ถูก แต่จริงอย่างไร เช่น บอกว่าคิดมีจริง แต่สิ่งที่คิด ไม่มีจริง เมื่อกี้นี้รับประทานอะไร จำได้ไหม

    ผู้ฟัง ข้าวเหนียวมะม่วง

    ท่านอาจารย์ ยังพูดได้เลยข้าวเหนียวมะม่วง หมายความว่า ต้องมีข้าวเหนียว และมะม่วงที่เห็นแล้ว ในขณะที่กำลังรับประทาน มีข้าวเหนียวที่ปรากฏเป็นสีสันวัณณะที่จำได้จริงๆ แล้วก็มีสีและรสของมะม่วงจริงๆ ในขณะที่กำลังรับประทาน แต่ขณะนี้ คิดถึงได้ แต่ไม่มีสิ่งที่ปรากฏรูปร่างสัณฐานที่จะเป็นข้าวเหนียวและเป็นมะม่วงเลย ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า จริง คือ คิด แต่เรื่องที่คิดไม่จริง เพราะเป็นแต่เพียงคิดตามความจำ และก็การนึกถึงสิ่งที่จำแล้ว เพราะว่าเราจำไว้มากมาย ไม่มีใครจะบังคับ จิตบอกว่าเกิดขึ้นแล้วไม่ให้มีสภาพธรรมที่จำเกิดร่วมด้วย เป็นไปไม่ได้เลย ธรรมเป็นธาตุซึ่งเหนือการที่ใครจะไปบังคับบัญชา สั่งให้เป็นอย่างนี้ บงการให้ทำอย่างนั้น ไม่ได้เลย เกิดแล้วดับแล้ว เร็วมาก เกินกว่าที่ใครจะไปบังคับบัญชาได้ ตามเหตุ ตามปัจจัย เพราะฉะนั้น เห็นเดี๋ยวนี้ให้ทราบว่า ขณะใดที่เห็น ขณะนั้นจำ จำไม่ใช่จิต แต่มีสภาพที่เป็นนามธรรมเกิดร่วมด้วย เป็นสภาพที่จำ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้กำลังจำ คุณสุกัญญาจำได้หมดไหม ในห้องนี้ เห็น แต่ถ้าไม่นึกถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งใดก็ไม่ได้จำสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อนึกถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งใด จำสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นมีเห็นแล้วก็มีจำ และก็มีคิดด้วย เพราะขณะที่นึกถึงรูปร่างสัณฐาน ไม่ใช่ขณะที่เห็น ความรวดเร็วของสิ่งที่มีจริงๆ เลย เร็วจนทำให้ไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นเมื่อจำแล้ว จะคิดถึงสิ่งที่เห็น เมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าสิ่งนั้นไม่ปรากฏ ก็ยังจำ และคิดถึงได้ ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมจึงละเอียด สภาพจำเป็นจำ สภาพคิดเป็นคิด สภาพเห็นเป็นเห็น ทุกอย่างก็เป็นธรรมซึ่งว่างเปล่า เพราะว่ามีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็สืบต่อ ตลอดไปไม่หยุดเลย ยังไม่เบื่อ ยังพอใจที่จะให้เป็นอย่างนี้ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง แล้วคิดดี กับคิดไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ก็ลองคิดอีก จะได้รู้ด้วยตัวเอง คิดอย่างไรคิดดี คิดอย่างไรคิดไม่ดี

    ผู้ฟัง คิดไม่ดี ก็เหมือนกับคิดว่าคนอื่น

    ท่านอาจารย์ ก็รู้แล้วว่าคิดอย่างไร คิดไม่ดี

    ผู้ฟัง แต่คิด ก็คือคิด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่อย่างนั้น เราจะมาเรียนทำไม มีจิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์ นิพพานปรมัตถ์ ก็แยกไปแล้ว จิตต้องไม่ใช่เจตสิก ต้องไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน นิพพานก็ไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นจะให้จิตเป็นเจตสิกไม่ได้ จิตไม่ได้จำ

    ผู้ฟัง ก็คือ มีคิดเท่านั้นที่จริง นอกนั้นก็คือไม่จริง

    ท่านอาจารย์ คุณสุกัญญาต้องทราบว่า เรื่องที่คิด มีปรากฏจริงๆ ในขณะนั้นหรือเปล่าที่จะกล่าวว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่พูดตาม พอบอกว่าคิดจริง แต่สิ่งที่จิตคิดไม่จริง ไม่ใช่ให้ตามเพียงเท่านี้ ไม่ใช่ให้ไปจำไว้ แต่ต้องรู้ว่าขณะที่คิด คิดถึงอะไร แต่ว่าสิ่งนั้นปรากฏจริงๆ หรือเปล่า อย่างเมื่อกี้นี้ ตัวอย่าง คิดถึงข้าวเหนียวมะม่วง ทำไมคุณสุกัญญาพูดคำว่า ข้าวเหนียว ถ้าไม่มีสิ่งนั้นปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานซึ่งจำได้ว่าข้าวเหนียวเป็นข้าวเหนียว มะม่วงเป็นมะม่วง เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่าข้าวเหนียวเป็นข้าวเหนียว มะม่วงเป็นมะม่วง เวลาคิด ก็คิดถึงข้าวเหนียว คิดถึงมะม่วง เพราะจำทั้งสองอย่าง แต่ขณะนั้นไม่ได้มีข้าวเหนียวมะม่วงปรากฏจริงๆ จึงกล่าวว่า จิตคิดจริง แต่สิ่งที่จิตคิดไม่จริง เพราะไม่ได้ปรากฏ

    ผู้ฟัง แล้วขณะที่คิดว่าผู้อื่น

    ท่านอาจารย์ มีผู้อื่นอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อะไรจริง

    ผู้ฟัง คิดจริง

    ท่านอาจารย์ คิดจริง

    ผู้ฟัง ผู้อื่นไม่จริง

    ท่านอาจารย์ มาปรากฎหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ แล้วจะจริงได้อย่างไร

    ผู้ฟัง แต่คำกล่าวว่า

    ท่านอาจารย์ กล่าวว่าอะไร

    ผู้ฟัง ว่าไม่ดี หมายถึง คนนั้นเป็นคนไม่ดี

    ท่านอาจารย์ คนนั้นปรากฏหรือเปล่า ในขณะที่คิด

    ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จำว่ามีคนนั้น แล้วก็คิดถึงคนนั้น แล้วก็จำคำ แล้วก็คิดตามคำนั้นด้วย

    ผู้ฟัง แล้วถ้าความโกรธปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ความโกรธมีจริงๆ ไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความโกรธจริงไหม

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ คือ ธรรมเป็นเรื่องตรงตามความเป็นจริงนั้นไม่เปลี่ยน ขณะที่โกรธ ถ้าโกรธไม่เกิดจะกล่าวว่าโกรธไม่ได้ ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นขณะนั้นโกรธต้องมีลักษณะของโกรธปรากฎ จึงรู้ว่าเป็นโกรธ

    ผู้ฟัง แต่แม้โกรธ ก็มีคิด

    ท่านอาจารย์ ขณะโกรธ คิดด้วยความโกรธ หรือว่าโกรธ แต่ไม่ได้คิดเรื่องอะไร เพราะโกรธ คือความไม่ชอบสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็ได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    6 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ