ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
ตอนที่ ๑๗๑๒
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ ซึ่งเมื่อไม่ปรากฏ จะเป็นจริงได้อย่างไร แล้วไปพยายามทำและคิดว่าจะรู้สิ่งซึ่งไม่มีในขณะนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งที่มีในขณะนี้เกิดแล้ว เป็นเช่นนี้แล้ว เป็นความจริงเช่นนี้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่าเราพูดถึงธรรมทุกอย่างเหมือนอยู่ในความมืด เพราะว่าไม่มีแสงสว่างคือ ปัญญาที่สามารถที่จะเห็นลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมนั้น ทั้งๆ ที่มีจริง เป็นจริงทุกอย่างตามที่ทรงแสดงไว้ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจขั้นฟังเป็นพื้นฐานในความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม เพราะแต่ละคำหรือว่าแต่ละครั้งที่มีการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงขณะนั้นเป็นธรรมอะไร แม้แต่เพียงคำพูดว่าไม่รู้สักที ส่องแล้วใช่หรือไม่ ความอยากจะรู้ และเมื่อไรจะรู้ โดยที่ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่า มีความหวัง มีความติดข้อง มีความต้องการ
เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ โลภะทำหน้าที่มาก เกือบจะกล่าวได้ว่าตลอดทั้งวันโดยที่ไม่รู้เลย เช่นมีข้อความที่ว่า ทุกคนรู้จักรูปใช่หรือไม่ สิ่งที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ทั้งหมดเป็นรูป ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม เสียงมีจริงๆ เสียงไม่รู้อะไรเลย เสียงเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ใช่สภาพรู้ก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม คือถ้าย่อหรือแบ่งโลกทั้งหมดกี่จักรวาลก็ตามแต่ สภาพธรรมมีต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ สภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิดมีขึ้นจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น แข็ง แข็งมี ใครจะบอกว่าแข็งไม่มีไม่ได้ ใช่หรือไม่ กำลังแข็ง แข็งปรากฏ แต่แข็งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แข็งก็เป็นธรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ในขณะที่ปรากฏ แต่ก็ต้องมีสภาพรู้แข็ง แข็งจึงปรากฏได้ ดังนั้นก็ต้องมีสภาพรู้ซึ่งไม่ใช่แข็ง แต่กำลังรู้ลักษณะของแข็ง ถ้าสามารถที่จะฟังให้เข้าใจว่า เหตุใดกล่าวว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีแต่การเกิดขึ้นของธาตุที่หลากหลายมาก บางธาตุก็แข็ง บางธาตุก็หวาน บางธาตุก็ดัง บางธาตุก็ปรากฏเป็นรูปร่างให้รู้ได้ทางตา ก็เป็นแต่ละสิ่งซึ่งมีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด
ดังนั้นการศึกษา การฟังธรรม ต้องฟังเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่มีในขั้นฟัง แล้วเมื่อฟังต่อไปก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เกิดแล้วจึงได้ปรากฏ ก็เริ่มเข้าใจ ไม่มีใครบังคับแต่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย และเมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นธรรม มีจริงๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป จึงไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดเลย นี่คือความหมายของธรรม เวลาที่ได้ยินชื่อต่างๆ เช่นความติดข้อง ความต้องการ มีใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้แล้วก็เข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงขณะนั้นเป็นธาตุ หรือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเปลี่ยนลักษณะไม่ได้เลย เวลาที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่น่าพอใจก็มีความต้องการอยากได้ แต่ละเอียดยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเห็นแล้วไม่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ปกติธรรมดาก็มีความติดข้องในสิ่งที่เห็น
เพราะฉะนั้น ความติดข้องก็มีอย่างละเอียดมาก ตื่นมาเห็นเกิดขึ้นเป็นอุปปัตติ การเกิดขึ้น การกระทบกัน การประจวบกันของรูป ซึ่งเป็นรูปที่มีลักษณะพิเศษที่อยู่กลางตา เป็นจักขุปสาท สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ มิฉะนั้นแล้วสิ่งนี้จะปรากฏไม่ได้เลย เมื่อจักขุปสาทกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นปัจจัยให้มีธาตุเห็นเกิดขึ้นเห็น นี่คือ ๓ ธาตุแล้วใช่หรือไม่ รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ และสิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่ใช่จักขุปสาทซึ่งเป็นรูป และจิตก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง ในขณะที่จิตเกิดก็มีนามธาตุคือเจตสิกเกิดร่วมด้วย ในขณะนั้นเป็นการอุปปัตติ การเกิดขึ้นของธรรมที่ประจวบกัน โดยที่กรรมเป็นปัจจัยให้จักขุปสาทรูปเกิด ใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้จักขุปสาทรูป ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ได้ และสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใครจะเห็นหรือไม่เห็น สิ่งนั้นมีปัจจัยก็เกิด
เมื่อมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อไร ที่ไหน ขณะนั้นก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถจะกระทบกับจักขุปสาท จักขุปสาทก็เกิดดับ รูปก็เกิดดับ อาศัยการที่ทั้งสองอย่างยังไม่ดับ และจักขุปสาทเกิดกระทบกับรูปเป็นปัจจัยให้จิตเกิด ถ้ารูปนั้นเป็นรูปที่น่าพอใจ ไม่มีใครไปทำให้จักขุปสาทกระทบรูปนั้น ใช่หรือไม่ ถึงแม้เมื่อกระทบแล้ว กรรมที่จะทำให้มีจิตที่เกิดเห็นสิ่งที่น่าพอใจเป็นผลของกุศล ก็เป็นปัจจัยให้ธาตุเห็นหรือธาตุรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เป็นการเกิดขึ้นโดยอุปปัตติของธาตุทั้งหลายแล้วดับไป แต่ขณะนั้นเมื่อดับไปแล้วเพราะไม่รู้จึงมีความติดข้องในสิ่งที่เห็น
โลภะระดับนี้หรือขั้นนี้ใครจะรู้ ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะไม่รู้เลยตั้งแต่ตื่นแล้วหาอะไร ทุกคนหารูปหรือไม่ ตื่นขึ้นมาหารูปแล้ว รูปอะไร ทางตาใช่หรือไม่ ทุกอย่าง ทางหู หาหรือไม่ บางคนก็เปิดวิทยุทันที หารูปอีกแล้ว หากลิ่น หารสหรือไม่ หาสิ่งที่กระทบสัมผัสหรือไม่ ทุกวันหารูป จริงใช่หรือไม่ ใครหา โลภะ มีความต้องการ แต่เราก็ถามหาโลภะว่าโลภะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งความจริงโลภะมีตั้งแต่อย่างหยาบจนกระทั่งถึงอย่างที่ละเอียดที่สุด มีทั้งเกิดขึ้นพัวพันครอบงำจิตทั้งวัน หมกมุ่นครุ่นคิดแต่ในเรื่องที่เราติดข้องก็ได้ หรือว่ามีอย่างที่สามารถที่จะให้กระทำทุจริตกรรมด้วยโลภะ ด้วยความต้องการอยากจะได้ของซึ่งไม่ใช่ของของตน มีกำลังถึงกับสามารถที่จะถือเอาสิ่งของของคนอื่นมาด้วยกำลังของโลภะ เป็นทุจริตกรรม หรือว่ามีลักษณะที่ไม่ถึงระดับนั้นแต่ก็เป็นไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ติดข้องทันที
ตื่นขึ้นมาหารูปทั้งวัน ยังมีอีกคำหนึ่งซึ่งแสดงความละเอียดกว่านั้นคือ ค้นหารูป ทั้งๆ ที่หารูป ซึ่งรูปมีมากมายแล้วก็ค้นหารูปด้วย เป็นชีวิตประจำวันหรือไม่ คนที่เห็นแก่สุขภาพของร่างกาย ค้นหารูปหรือไม่ อาหารชนิดไหนมีประโยชน์ อาหารเสริมชนิดไหนมีประโยชน์ อาหารนั้นมีประโยชน์ในทางไหน เกี่ยวกับตา เกี่ยวกับไต หรือเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่แต่เพียงหารูป ยังค้นหารูป เพื่อหาสาระเพราะเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นทั้งวันไม่รู้จักโลภะ แต่ว่ามีโลภะ
ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ที่ใช้คำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ลักษณะต่างๆ คือ รูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้จึงติดข้อง ไม่รู้ความจริง เช่น คำถามที่ว่าทำอย่างไรจะละความติดข้องในสมมติบัญญัติ ที่จริงต้องรู้ความจริงก่อนว่า สมมติบัญญัติของอะไร ถ้าไม่มีสภาพธรรมเลย จะหาสมมติบัญญัติมาแต่ไหน ก็ไม่มีเลย แต่เมื่อมีสภาพธรรมคือ จิต เจตสิก และรูป เป็นธาตุ นานาธาตุ ทุกอย่างเป็นธาตุ เกิดแล้วดับตามเหตุตามปัจจัยสืบต่อ แม้แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น ไม่ใช่เห็นวาระเดียว เพราะความรวดเร็วของจิต จิตขณะนี้เห็นก็ยังเห็นอยู่ เหมือนกับยังเห็นโดยที่ไม่ได้ดับไปเลย เพราะฉะนั้นก็ปรากฏเป็นนิมิตตะให้รู้ว่า มีเห็น กำลังเห็น แต่ไม่ใช่ตัวขณะจิตที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ด้วยเหตุนี้ ความรวดเร็วของธรรมกั้นไม่ให้สามารถที่จะละคลายความยินดีติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ
จะมีคำถามบ่อยสักเท่าไร มากสักเท่าไรว่า ทำอย่างไรจะไม่ติดข้อง เป็นไปไม่ได้เลย เพราะติดข้องเพราะไม่รู้ ต่อเมื่อค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ ก็ยังไม่สามารถที่จะหมดความติดข้องได้ ต้องค่อยๆ คลายด้วยปัญญาตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้น ปริยัติคือการศึกษาพระพุทธพจน์ ไม่ใช่คำของคนหนึ่งคนใดเลย ไม่มีใครสามารถจะพูดความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้ นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจะฟังคำคนอื่นก็เป็นความคิดของคนอื่น ซึ่งไม่ใช่การรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏโดยถ่องแท้ โดยประการทั้งปวง
ปริยัติคือ การศึกษาพระพุทธพจน์ทั้งหมด ด้วยความละเอียด ด้วยความรอบคอบ ด้วยการเริ่มเข้าใจว่าเป็นความจริง แล้วเริ่มรู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระปัญญาของพระองค์สามารถที่จะรู้ความจริง แล้วทรงพระมหากรุณาแสดงความจริง อนุเคราะห์ให้เรามีโอกาสได้ยินได้ฟังคำที่ได้ทรงแสดงเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี แต่ยังสืบทอดมาจนกระทั่งสามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ และเริ่มรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงแสดงธรรมให้สัตว์โลกรู้ความจริงเพื่อละความไม่รู้ และเพื่อที่จะดับกิเลสทั้งหมดซึ่งเกิดจากความไม่รู้
ขณะนี้เป็นเพียงปริยัติ การฟังให้เข้าใจจนกระทั่งเป็นความมั่นคงว่า ขณะนี้ไม่ต้องไปขวนขวายอยากจะรู้โลภะ แต่ฟังจนกระทั่งเข้าใจว่าเมื่อไร ขณะไหน อาศัยอะไร โลภะนั้นจึงเกิดขึ้นเป็นไป แล้วมีชีวิตตามความเป็นจริงซึ่งแสดงให้เห็นว่า คำที่ได้ยินนั้นถูกต้องหรือไม่ และเมื่อมีความถูกต้องก็เริ่มที่จะเป็นความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่ไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากปริยัติ ความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง เป็นปัจจัยที่จะทำให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว เช่น เห็นมีจริงๆ ขณะที่มีความเข้าใจเห็น ขณะนั้นเพราะการฟัง ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น ไม่ได้คิดถึงได้ยิน ไม่ได้คิดถึงโลภะ แต่เห็นขณะนี้มีจริง
เพราะฉะนั้น การฟังที่เป็นความเข้าใจขึ้นเป็นสัจจญาณ เป็นความรอบรู้ในเรื่องของเห็นว่า เป็นธรรม ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยก็เริ่มที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมซึ่งเป็นนามธรรม แม้แต่คำว่าธรรมก็ไม่ใช่ง่าย แม้แต่คำว่านามธรรมก็ไม่ง่าย เพราะเหตุว่ารูปยังสามารถจะปรากฏว่ามีจริงในขณะที่เห็น เป็นสิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ว่ามีทางตา เสียงซึ่งเป็นรูปชนิดหนึ่ง ก็สามารถที่จะรู้ได้เมื่อมีการได้ยินเกิดขึ้นว่าเสียงมีแน่นอน และได้ยินก็มีแน่นอน แต่ว่านามธรรมไม่มีรูปร่างใดๆ เลย เป็นแต่เพียงธาตุที่เกิดขึ้นแล้วสามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเมื่อเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จะมีแต่ธาตุรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ แต่เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถที่จะรู้ความจริงเพราะเหตุว่าเป็นอวิชชา เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งปกปิดความจริง แต่ปัญญาคือเริ่มเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่ใช่ให้เราเลือก อยากจะรู้วิปลาส อยากจะรู้โลภะ หรืออยากจะรู้อะไร แต่ฟังธรรมแล้วขณะนั้นมีธรรมจริงๆ ให้เริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริง เราไม่เคยรู้มาก่อนแล้วยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจความจริงขึ้น
ผู้ฟัง ฟังเพื่อให้เข้าใจถูกเห็นถูก เริ่มต้นจากขั้นการฟังเพื่อที่จะให้มั่นคงจริงๆ ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายให้ละเอียดอีกเล็กน้อยดัวย
ท่านอาจารย์ ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง ต้องฟังแล้วพิจารณาทีละเล็กทีละน้อย เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถที่จะรอบรู้พระไตรปิฎกหรือว่าอรรถกถาทั้งหมด แต่ว่าแต่ละคำสามารถที่จะพิจารณาค่อยๆ เข้าใจขึ้น เดี๋ยวนี้คุณบุษกรไม่รู้อะไร
ผู้ฟัง คืออย่างเช่น จิตเห็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตเห็นมีจริง ฟังจนกว่าจะรู้
ผู้ฟัง ขณะที่เห็นแล้วก็กำลังปรากฏ แต่ลักษณะของสภาพที่เห็นจริงๆ ตรงนั้น ไม่ได้เข้าใจตรงลักษณะ
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เข้าใจ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จนกว่าจะรู้ว่าขณะที่ไม่เข้าใจ ก็คือเป็นจริงขณะนั้นที่ไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง โดยชีวิตประจำวันปกติก็จะมีแต่สภาพคิด แล้วลักษณะของสภาพคิด
ท่านอาจารย์ แล้วคิดจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม มั่นคงหรือยัง
ผู้ฟัง ยังไม่มั่นคง
ท่านอาจารย์ จนกว่าจะมั่นคงว่า คิดมีจริง เป็นธรรม เกิดแล้ว ใครจะรู้ว่าขณะต่อไปจะคิดอะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจน แต่ปัญญายังไม่ถึงกาลที่จะรู้ว่าเป็นอนัตตา คิดอยู่ตลอด คิดเกิดแล้วก็ดับ ทุกอย่างแสดงความเป็นอนัตตา เสียงเกิดแล้ว ใครจะรู้ว่าต่อไปแข็งอาจจะกระทบกายก็ได้ หรือว่าต่อไปจะเป็นคิด และคิดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ได้ ใช่หรือไม่ เมื่อคิดแล้วจึงรู้ว่าขณะนั้นเกิดขึ้นคิดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา แม้แต่ความเข้าใจ จะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเท่าไรก็เป็นอนัตตา เวลานี้ฟังเท่านี้ก็เข้าใจเท่านี้ แต่จะรู้อย่างที่เข้าใจทันทีเป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจแล้วก็ละความไม่รู้ ถ้าค่อยๆ รู้ขึ้นก็จะไม่หวังเพราะไม่มีเรา แต่เป็นปัญญาซึ่งเกิดจากการฟัง เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ ดังนั้นฟังธรรมเพื่ออะไร เพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่เพื่อไปได้อะไร ไม่ใช่เมื่อไรเราจะรู้ นั่นคือผิด แต่ฟังเพื่อละความไม่รู้ เพราะไม่รู้จริงๆ ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ฟังจนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้นและเข้าใจขึ้น
พระธรรมที่ทรงแสดง แสดงสิ่งที่มีจริงๆ และความจริงของสิ่งที่มีจริงเป็นปริยัติ แล้วจะถึงปฏิปัตติหรือไม่ และเมื่อมีปฏิปัตติแล้วจะถึงปฏิเวธหรือไม่ เพราะว่าพระธรรมไม่ได้มีแต่เพียงขั้นเรื่องราวของสิ่งที่มี ที่จะได้ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่เพราะมีการฟังและมีการเข้าใจสิ่งที่มีจริง จะเป็นปัจจัยให้ถึงปฏิปัตติ ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่า ปฏิบัติ แต่คนไทยไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดก็คิดว่า ปฏิบัติคือทำ แต่ปฏิปัตติเป็นภาษาบาลี ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เพราะฉะนั้นปฏิปัตติ ความหมายที่ถูกต้องคือ ขณะนี้มีธรรมเกิดปรากฏแล้วฟังเรื่องธรรม แต่ว่ายังไม่ถึงลักษณะที่เป็นธรรมของสิ่งที่มีจริงที่กำลังฟัง ถึงเมื่อใดขณะนั้นก็เป็นปฏิปัตติ ซึ่งไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดเลย ปัญญาความรู้ความเข้าใจจากปริยัติ เป็นปัจจัยทำให้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้ในขณะที่ฟังก็มีสิ่งนั้นแล้วไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่น แต่คิดถึงสิ่งที่ได้ฟังและเข้าใจแล้วกำลังปรากฏเมื่อไร เมื่อนั้นก็เริ่มเห็นถูกว่าสิ่งที่มีจริงๆ คือ เห็นเช่นนี้เอง แต่ว่าไม่ใช่รูปธรรม ลองคิดถึงความหมาย ความจริงของสิ่งที่มี แต่ไม่ใช่รูปธรรม เพราะสามารถที่จะเห็น เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งกำลังเห็น
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราหรือใครคนหนึ่งคนใดเลยทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงธรรมที่สามารถเกิดขึ้นและกำลังเห็น จะพูดอย่างไรก็เปลี่ยนลักษณะของเห็นไม่ได้ เพราะว่าเห็นก็ต้องเห็นเช่นนี้เอง แล้วเป็นธาตุซึ่งเกิดเห็นด้วย บังคับบัญชาไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ บังคับแข็งไม่ให้เกิดเป็นแข็ง ได้หรือไม่ บังคับเสียงไม่ให้เกิดได้หรือไม่ แล้วจะไปบังคับธาตุรู้ไม่ให้เกิดขึ้นรู้ ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
ถ้ามีความเข้าใจความหมายของธรรม ความเป็นอนัตตาและธาตุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดก็เป็นธรรมที่มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น แต่ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดเองไม่ได้ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ถึงแม้ว่าฟังแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ เพียงฟังเล็กน้อย ดังนั้นการฟังแต่ละคนก็รู้ว่าวันนี้ที่ได้ฟังมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่มีการวัดว่าจะต้องเท่าไร แต่ว่าเวลาที่ได้ยินแล้วเข้าใจอีกได้เลย เมื่อใครพูดถึงธรรมรู้เลยว่าหมายความถึงอะไร ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ นั่นคือผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วก็เข้าใจธรรม ถ้าพรุ่งนี้มีใครพูดถึงธรรมก็จะรู้ได้ว่า พูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ให้เข้าใจขึ้นในความเป็นธรรม แต่ถ้าไม่ได้พูดถึงสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ ฟังธรรมหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ ก็ไม่รู้จักธรรมต่อไป เพราะฉะนั้นความมั่นคงก็คือฟัง และแม้แต่คำเดียวคือคำว่าธรรม ถ้าสามารถที่จะรู้จริงๆ จากปริยัติเป็นปฏิปัตติ เป็นปฏิเวธ ผู้นั้นก็สามารถที่จะดับกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ จากการที่เข้าใจธรรมเพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธรรม
ผู้ฟัง เมื่อบอกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ว่าถ้าไม่มีสภาพที่เห็น ไม่สามารถปรากฏได้เลย แต่สภาพที่เห็นก็ไม่ปรากฏ เพียงแต่เข้าใจได้ว่าเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังเห็นอยู่ เหมือนเข้าไปในที่มืดมากๆ แล้วถ้าไม่มีพระธรรมผมคิดว่าก็คลำผิดคลำถูก แต่เมื่อฟังและพิจารณาไปด้วยก็เข้าใจได้ว่า ขณะที่สิ่งที่ปรากฏทางตาหรือทางหูในขณะนี้ เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังได้ยิน โต๊ะได้ยินไม่ได้ คนตายได้ยินไม่ได้ ธรรมอื่นๆ อีกมากเลย โลภะไม่เห็นเลย ไม่ปรากฏ แต่ต้องมี ถ้าไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ที่จะติดข้อง ก็ยังต้องฟังอีกแน่นอน ผมคิดว่าเราเริ่มเดินเข้าไปในที่มืดที่มีพระธรรมส่องแสงสว่าง หรือว่าส่องธรรมให้เราเห็น ให้รู้จักธรรมขึ้นเรื่อยๆ ขอกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ที่จริงถ้าจะเข้าใจก็คงจะไม่ยาก ถ้าไตร่ตรอง ถ้าที่หนึ่งที่ใดก็ตามมืดสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลย เสียงก็ไม่มี กลิ่นก็ไม่มี รสก็ไม่มี ขณะนั้นก็ยังมีธาตุรู้ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ลักษณะจริงๆ ของธาตุรู้ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ตื่นขึ้นมา ตอนหลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลย ค่อยๆ ฟัง ไม่ใช่คนตายเพราะฉะนั้นต้องมีจิตเกิดดับ แต่ว่าไม่ได้ปรากฏว่ารู้อะไร เพราะขณะนั้นไม่ได้อาศัยตา หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกายที่จะไปเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าได้ยินเสียง รู้กลิ่น รู้สิ่งที่เป็นรสต่างๆ หรือว่าเย็นร้อน อ่อนแข็ง ต่างๆ ในขณะนั้นก็คิดได้โดยที่ไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลย หรือว่าในความมืดแม้ไม่มีอะไรก็ยังมีธาตุรู้ ทุกคนพิสูจน์ได้เลย ดับไฟให้มืดสนิท อะไรก็ไม่มี แต่ก็ยังมีธาตุรู้ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจว่าขณะนั้นเป็นธรรมที่มีจริง เป็นความคิดว่าเราและมืด แล้วก็นี่อะไร หรือว่ามืดสนิท อยู่ที่ไหน กลายเป็นความคิดทั้งหมดโดยที่ไม่รู้ว่า แท้ที่จริงขณะนั้นลักษณะของธาตุรู้ก็รู้ แต่ว่าไม่ได้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
เพราะฉะนั้น แม้ความคิดโดยที่ว่าอยู่ในความมืดสนิทก็คิดได้ ขณะนั้นคิดก็เป็นธาตุรู้เรื่องที่กำลังคิด เพราะว่าคนตายไม่มีจิต ไม่คิดแน่ แต่ว่าในขณะที่กำลังคิดอยู่ ลักษณะของจิตก็เป็นธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่สี ไม่ใช่รส แต่ปัญญาก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่านั่นเป็นธรรม เพราะว่าไม่มีการฟังให้เข้าใจว่า ขณะนั้นเองเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา ยังคงมีเราแม้แต่ในความมืด แม้แต่ในขณะที่คิด ซึ่งความจริงที่คิดก็ไม่ใช่เราที่รู้ว่าไม่มีอะไรปรากฏ แม้สิ่งที่เป็นเสียงก็ไม่มีในความมืด แต่ว่ามีธาตุรู้ ดังนั้นกว่าจะฟังก็คือเริ่มรู้สิ่งที่มี และเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรม
ทุกคนตื่นขึ้นมากลางดึกบางครั้งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ใช่หรือไม่ แต่มีเรา ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ซึ่งขณะนั้นความจริงก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง คือเป็นนามธาตุ เพราะขณะนั้นไม่มีอย่างอื่น แต่มีความคิดซึ่งเป็นธาตุรู้เรื่องที่กำลังคิด แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นธรรมดา แต่กว่าปัญญาที่จะรู้เข้าใจลักษณะของธรรมว่าเป็นธรรม ต้องอาศัยการฟังและการอบรมด้วย เพราะว่าการอบรมหมายความถึงจากไม่เคยมี ไม่เคยเกิด ไม่เคยรู้ ก็เป็นความเข้าใจที่เริ่มจะเกิด เริ่มจะรู้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ ในลักษณะของธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740