ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
ตอนที่ ๑๗๒๖
สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ก็เป็นสัญญาว่าเป็นเขาใหญ่จริงๆ เหมือนกับประเทศตะวันจริงๆ แต่จริงๆ แล้วก็คือว่าต้องมีสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็รูปร่างสัณฐานนิมิตต่างๆ ทำให้มีการคิด และจำ มากมายเยอะแยะเลย คนแต่ละคนไม่คิดดูสิเรารู้จักกี่คน ถึงไม่รู้จักก็ได้ยินชื่อได้ยินเรื่องราวเป็นคนมาเลยความจริงไม่ใช่ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดก็คือไม่พ้นจากธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้กับไม่ใช่ธาตุรู้แต่ทั้งหมดก็เกิดขึ้น และดับไป มีแต่ความจำที่จำไว้เท่านั้นเองแล้วก็ยังจำอยู่คือท่านอาจารย์กำลังเราถือว่าในความจริงจริงจริงนั้นก็ยังมีสิ่งที่ เราไม่รู้อีกมากใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นก็ฟังเพื่อเข้าใจขึ้น ก็ที่ไปจำไว้ก็ไม่จริงด้วยจำไว้เป็นอรรถสัญญาเพราะยังไม่เห็นความเป็นอนัตตาสัญญา แสดงว่าถ้าไม่ฟังทำนี่ก็คือจำผิดจำไม่จริงไปตลอดชีวิตก็สัญญาวิปลาสในขณะที่เป็นอกุศล เมื่อฟังธรรมก็ยังจะต้องสะสมความเข้าใจเพื่อที่จะละความจำผิดขณะนี้เป็นอรรถสัญญาไม่ใช่อัดสัญญา แล้วแต่สัญญามีไหม อนัตตาสัญญามีค่าอะไรถูก อัตสัญญากับอาณัติสัญญา อาณัติสัญญาถูก กำลังฟังขณะนี้เป็นอะไร ยังไม่ถึงความเป็นอำนาจสัญญาครับ เพราะฉะนั้นเป็นยังมีความเป็นตัวตนที่ฝังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นเป็นอัถตสัญญาเมื่อเป็นอกุศล เพราะฉันไม่สงสัยเลยในความหมายว่ายังเป็นตัวตนอยู่เพราะอะไรเพราะยังไม่ได้ประจักษ์ลักษณะที่เป็นอนัตสัญญา ยังพูดว่าจิตมีจริงเป็นธาตุรู้ ยังไม่ได้ประจักษ์ความเป็นอนัตตา เพราะสภาพของจิตยังไม่ปรากฏ เซ็นสัญญาจะไปจำธาตุรู้ซึ่งขณะนั้น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ในความมืดสนิทเพราะจิตไม่มีรูปร่างใดๆ เลยแต่เมื่อเกิด และเป็นธาตุรู้ ถ้าขณะนั้น กำลังมีลักษณะของธาตุรู้อย่างเดียว เป็นการรู้รอบในธาตุรู้ซึ่งไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลยนั่นคืออาณัติสัญญา อาจารย์กำลังกล่าวถึงว่าเมื่อลักษณะของสภาพธรรมะนั้นปรากฏกับสติสัมปชัญญะที่ระลึกรู้ตรงสภาพนั้นในขณะนั้นเท่านั้นจึงจะค่อยๆ เข้าใจความหมายของนัทสัญญาขึ้นใช้ในขณะที่ปัญญาสามารถประจักษ์ คาดนั้น ไม่ใช่เพียงสติเริ่มอะไรเลย แต่ที่ผมได้ฟังมาก็คือก่อนหน้านั้นก็คือจะต้องสะสมความเข้าใจที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงการกระจัดด้วยวิธีไหน ด้วยการอบรมปัญญาครับด้วยวิธีไหนโดยมากมีองค์๘ ฟังธรรม ฟังเข้าใจ ผลความเข้าใจไม่ได้เลย พูดถึงมากเดี๋ยวก็จะเป็นบ่นเพ้อถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ใช่ไหม ชื่อมากใครก็พูดได้เลยจำนวนก็เอ่ยได้ แต่ว่าเข้าใจแต่ละมากหรือเปล่ายังสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสะติสัมมาสมาธิ ลำดับก็ได้เรียนก็ได้แต่ว่าแต่ละอย่าง คืออะไรเมื่อไหร่ ก็คือท่านได้ฟังธรรมก็คือแต่ละอย่างก็เป็นชื่อทั้งนั้นเลยต้อง คือมีคนถามส่วนตัวนิดนึงนะครับ อย่างเมื่อกี้ท่านอาจารย์กล่าวถึงเข็นครกขึ้นภูเขา คือเข้าใจว่าแผนที่จะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจธรรมก็เหมือนกับการเข็นครกขึ้นภูเขา เป็นความคิดใช่ไหม เป็นเราคิดหรือเปล่าอยากจะเราคิด ตอนนี้อาจจะไม่สนใจตามที่กำลังคิดแต่สนใจว่าครบไหมหรือเปล่า และจะเข็นครกใบไหนเรียกเข็นไหม จะเอาใบเล็กใบใหญ่เรียงไงก็คือเรื่องคิดทั้งนั้น แต่จริงๆ แล้วฟังธรรมทั้งหมดเพื่อเข้าใจความเป็นจริงคือขณะนั้นไม่มีเราเป็นธรรมทั้งหมด และการที่จะเข้าใจได้ก็นานมาก แล้วเรายังไปเสียเวลาติดตรงนั้นแวะตรงนี้ที่อุปมานั้นอุปมานี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องยาวนานต่อไปอีกเพราะไปคิดว่าคืออะไรแน่ใช่ไหม เส้นผมบังภูเขาหมายความว่าอะไรภูเขาบ้างเมล็ดพันธุ์ผักกาดหมายความว่าอะไรคนนึงอยู่ข้างล่างคนนึงอยู่ข้างบนเป็นยังไงคือไปติดอยู่แต่เรื่องราวของความคิดนึก อย่างบางคน ลองคิดดู ชอบอ่านหนังสือนวนิยาย ชอบดูละคร บีอยู่แล้วก็ไม่เห็น ยิ่งกว่าละครอีกใช่ไหม ก็ยังอยากโดนละครเรื่องอื่น ตื่นเต้นมากกว่าเพราะคิดนึก ตามจริงจริงแล้วขณะนั้น เป็นธรรมอะไรเห็นไหม แม้กำลังดูเป็นธรรมอะไร ปัญญาสามารถรู้ได้ เพราะเป็นความจริง แต่ว่าเมื่อแยกโลกออกจากถ้ำก็เลยไม่เข้าใจว่าแท้ที่จริงไม่มีอะไรผลจากธรรมเลย แล้วพอจะเข้าใจธรรมในขณะที่กำลังอ่านหนังสือสนุกสนาน ด้วยว่ากำลังดูละครดูโทรทัศน์ดูหนังได้ไหมว่าธรรมจริงๆ คืออะไร เพราะว่าชีวิตจริงเป็นอย่างนั้นแล้ว เกิดแล้วเป็นแล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้าใจธรรมทั้งหมดโดยประการทั้งปวงทรงแสดงว่าธรรมทั้งนั้นเลยไม่เว้นเลยสักอย่างเดียวเป็นอนัตตา เกิดแล้วจึงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกในความเป็นธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่าห้าม ไม่มีคำว่าต้องทำหรืออะไร พระวินัยบัญญัติสำหรับพระภิกษุ สำหรับผู้ที่มีการสะสมมาที่จะมีอัธยาศัยในการอบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิตจึงสามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตไว้ได้ ด้วยความสบายไม่อึดอัด เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามซึ่งไม่ใช่วิสัยของบรรพชิต แล้วทำแสดงว่าบุคคลนั้นไม่ใช่บรรพชิต แต่เมื่อกิเลสมีมากแล้วก็ศรัทธาที่ได้สะสมมามากพอที่จะสามารถบำเพ็ญกุศลในเพศบรรพชิตต่อไปก็ทรงมีบท บัญญัติให้สามารถที่จะปลงอาบัติหรือสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วแล้วก็เห็นว่าเป็นโทษจริงๆ เพราะฉะนั้นการปลงอาบัตหมายความว่าแสดงความจริงใจที่เห็นโทษของตัวเองแล้วก็จะไม่กระทำอย่างนั้นอีก ไม่ใช่ไม่เป็นไรเดี๋ยวลงก็ได้เดี๋ยวปลงอีกก็ได้ปลงบ่อยๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นในพระธรรมที่จะเจริญขึ้นได้ด้วยความจริงใจ มั่นคงศึกษาเพื่ออะไรกิเลสมีมากมากอย่างนี้คล้ายได้ดับได้ แต่ต้องด้วยความเป็นผู้ตรงแล้วก็เป็นคนที่จริงใจ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ ความไม่จริงใจในการที่จะศึกษาพระธรรมในเพศบรรพชิตแล้วก็ไปบวชเป็นบรรพชิต และก็อึดอัดแล้วก็ปลงอาบัติไม่ใช่อย่างนั้น ส่วนของทางวินัยก็เป็นสิ่งที่อาจารย์นำมากล่าวเขาเป็นเรื่องที่ละเอียด และมีประโยชน์แสดงให้เห็นว่าทำมาเป็นอนัตตา ผู้ที่รู้ว่าเป็นอนัตตาแล้วจะให้คนอื่นทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม แต่แสดงคุณ และโทษของธรรมตามความเป็นจริงได้ถูกต้องให้คนนั้นเกิดปัญญาไม่ว่าจะไหนเพศไหนที่จะรู้ธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ตรง ถ้าเป็นภิกษุไม่ได้เป็นคฤหัสถ์ที่ดีได้ ข้อสำคัญคือแม้เป็นคฤหัสถ์ที่ดีก็แสนยากหรือเปล่า ยากครับยากมากให้ยังจะไปเป็นบรรพชิต ก็เกินกำลัง อนุโมทนาครับ ก็คำถาม อยากทราบว่าสภาพของการหน้า ทำไมถึงมี ความเสียใจเป็นศัตรูไกล ความกรุณานะครับ ก็จะต้องเป็นสภาพธรรมที่ดีงามก็คือสภาพที่ เปลี่ยนไปขวนขวายในการที่จะช่วยเหลือด้วยจิตที่ดีงามนะครับ ที่จะช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ ก็ไปมีวัญจกธรรม คือ ธรรมหลอกลวง คือ อกุศลธรรมลวงเหมือนกับเป็นกุศล อย่างเราไปเยี่ยมไข้คน เขาป่วยมากเลยใช่ไหม เราก็โศกเศร้าบางคนก็น้ำตาไหลเมื่อเห็นทุกขเวทนาของบุคคลอื่น ขณะนั้นไม่ได้กรุณาแต่ว่าถูกลวง ขณะนั้นความเศร้าใจ ความทุกข์โศกไปกับเขาด้วยร่วมเหมือนกับเป็นผู้มากไปด้วยกันแต่ที่แท้แล้วเป็นสภาพของความโทมนัสใจ กราบเรียนเชิญคุณย่าครับ คุณย่าเคยจำได้ สักหลาย๑๐ปีแล้ว คุณย่าไปอินเดีย อาจารย์ก็อยู่บนเขาแยกละตอนเช้าก็เดินมาคุยกับมากันเนี่ยก็คุยเรื่องกรุณาเนี่ยคุณอยากบอกมีโทสะไม่มีอกุศลเป็นศัตรูไกลต้องมีอกุศลก่อนถึงจะกรุณาช่วยก็ อาจารย์ก็บอกที่คนเรียนธรรมมาแล้วทำไมจะต้องมีศัตรูไกลเพราะเราเรียนมาแล้วเรารู้ว่าเขาก็เป็นการเมืองของเขา เขาจะต้องเป็นไปอย่างงั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะไปทุกข์โศกอะไรเค้าเลยที่ให้เกิดเป็นหลักกุศลกับตัวเราใช่ไหม มันเหมือนเราช่วยได้ก็ต้องช่วยโดยที่ไม่ต้องไปคิดถึงเพราะเรารู้แล้วคนทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเองอะไรอย่างนี้ โดยเข้าใจถูกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเกิดอกุศลคุณย่าจำได้จนเดี๋ยวนี้ด้วย และกาลครั้งหนึ่ง ที่อินเดีย แต่ว่าไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วก็ได้ แต่เมื่อพูดถึงก็ทำให้รู้ว่าขณะนั้น มีความเข้าใจธรรมหรือเปล่า แต่ละท่านมากน้อยต่างกัน แต่สำหรับคุณย่าสงวนสุจริตกุลท่านก็สามารถที่จะไม่เลวแล้วก็ยังจำได้ในเรื่องของความเข้าใจลักษณะของกรุณาแต่ว่ากาลครั้งหนึ่งที่อินเดียก็ผ่านไปแล้วขณะนี้ถ้าใครจะชักตาย เดี๋ยวนี้เป็นไปได้ไหม อ้าวยังไม่ตายก่อนก็ได้แค่ชัก เป็นอย่างไร ตกใจหวั่นไหวหรืออย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่สะสมมาที่เกิดแล้วไม่เป็นอกุศลกับอะไรที่สะสมมา เกิดแล้วก็เป็นอกุศลทันที นี่ก็เป็นความต่างกันแล้วซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ทำมันก็เป็นธรรม ธรรมที่เป็นกุศลก็เป็นกุศลธรรมที่เป็นอกุศลก็เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าถ้ามีคนที่กำลังชักไม่สบายป่วยไข้เดี๋ยวนี้แล้วก็ไหมช่วยไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายความว่าสภาพจิตขณะที่เห็นขณะนั้นเป็นอย่างไรถ้าจะให้สะสมความ โทมนัสความเดือดร้อนเป็นประโยชน์ไหมหรือว่าให้เข้าใจถูกต้องว่ากรุณาหมายความถึงขณะใดก็ตามที่เห็นใจ ถ้าเห็นใจ เราไม่เดือดร้อนเพราะเข้าใจจึงเห็นใจใช่ไหม ทำไมเป็นอย่างนั้นถ้าไม่มีเหตุที่ได้กระทำไว้ก็จะไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นคนที่ยากจน เด็กเล็กพ่อแม่ปู่ย่าตายายรายไว้ที่ๆ ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ขณะใดที่ช่วยขณะนั้นเพราะเห็นใจในความทุกข์ยากในความเป็นอย่างนั้นไม่ว่าเขาหรือเราขณะที่กำลังมีความทุกข์ ถ้าสามารถที่จะให้เขาพ้นทุกข์ได้ก็ควรทำแต่ว่าใจด้วย ไม่ควรจะหวั่นไหว ถ้าหวั่นไหว และมีประโยชน์ไหม คือ อกุศลกับกุศลก็เกิด ทั้งสองอย่างแต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องกรุณานี่ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปโศกเศร้าเพราะทุกคนอดไม่ได้เลยเวลาเห็นใครที่กำลังเดือดร้อน หรือว่ายากจนหรือกำลังเจ็บป่วย สำหรับดิฉันเอง ถ้าเป็นไปได้เลยไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ ถ้าเป็นไปได้เพราะว่าความทุกข์ใดๆ ของคนเขาก็ยังพอทนได้แต่เวลาที่เขาถึงกับน้ำตาไหลหรือว่าร้องไห้แค่ไหนมากเกินกว่าที่จะทนตามปกติใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าถึงภาวะนั้นก็รู้สึกว่าไม่อยากเห็น เพราะว่าปกติธรรมดา แล้วทำไมจะต้องไปเห็นสิ่งซึ่งทำให้เราเกิดความเศร้าใจ เพราะฉะนั้นถ้ามีสิ่งที่น่าสงสารกลางถนนหนทาง สัตว์ถูกรถทับทำไมต้องดูค่ะเรียกว่าคนกำลังเจ็บจะแย่อยู่แล้ว แขนขาดก็ได้หรืออะไรก็ตามแต่กลางถนนทำไมต้องดูใช่ไหม ถ้าหลีกเลี่ยงลบได้เป็นอัธยาศัยที่สะสมมาที่จะไม่ไปมองหรือว่าไปดูแล้วก็ถ้าเป็นไปได้ก็ขอไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ ความทุกข์ได้ในก็พอที่จะช่วยเหลือได้ แต่ถ้าถึงร้องไห้ รู้สึกใจคนนั้นคงแย่มากทุกข์มากเลย เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจมีความเห็นใจจนถึงระดับที่ไม่พลอยเป็นทุกข์ไปด้วยแต่ด้วยความเข้าใจ และเห็นใจ ก็จะทำให้เป็นคนที่ช่วยเหลือคนได้ โดยที่ไม่เดือดร้อนอันนี้ถูกต้องกว่า เพราะเห็นว่าช่วยเหลือด้วยความเดือดร้อนใจการช่วยเหลือนิดเดียวแต่ความเดือดร้อนใจมากก็ได้แต่ถ้าไม่เดือดร้อนใจ และช่วยเต็มที่ก็ทำได้อย่างเวลานี้ก็มีการประสบภัยเรื่องน้ำท่วมเรื่องพายุเรื่องอะไรต่างๆ ก็เห็นใจในความยากลำบากในความทุกอย่างก็ช่วยเพราะรู้ว่าคนช่วยแต่ก็ไม่ควรที่จะเป็นทุกข์เดือดร้อน อีกอย่าง บางคนก็คิดว่าเขาไม่ช่วยเราก็คิดว่า เขาเรียกวางเฉยแต่จริงๆ ก็เป็นความรักตัวเองที่ไม่ช่วยก็ไม่ใช่อุเบกขาถ้าเป็นการรักตัวเอง และไม่ช่วยใครก็เปลี่ยนจะไปใช้ชื่อนโยบายกฎโลบายพยายามเปลี่ยนยังไงก็ไม่ได้เพราะสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างนั้น และในขณะเดียวกัน ผู้ที่ช่วยโดยจิตใจไม่หวั่นไหว ไม่ตั้งน้ำตาไหลไม่ต้องโศกเศร้าไปด้วยคนอื่นก็อาจจะคิดว่าคนนี้ใจแข็งได้ว่าอาจจะคิดว่าใจดำแต่ดูจากการกระทำก็ได้การกระทำของเขาไม่ได้เป็นคนใจดำแต่ช่วย เพราะฉะนั้นก็การกระทำก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าขณะนั้นเป็นกุศล และการที่ไม่หวั่นไหวมีความมั่นคง ยิ้มได้ไหม ขณะที่ช่วย ไม่ต้องหน้าบึ้งหรือไม่ต้องพลอยเดือดร้อนก็ได้ใช่ไหม ขณะนั้นก็จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นสภาพของจิตละเอียด และก็ไว้ เปลี่ยนแปลงไวมากเร็วมากเหมือนกับพร้อมกันซึ่งปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ถ้าไม่ใช้ปัญญาแม้ขณะนี้ เราฟังแล้วเราก็เริ่มเห็นความต่างแต่ว่าขณะนั้นปัญญาเกิดหรือเปล่าที่จะรู้ว่าจริงๆ แล้วขณะนั้นสภาพจิตเป็นอะไร เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องคาดคะเน ไม่ใช่เป็นเรื่องหนักเพียงเข้าใจ เรื่องราวแต่เป็นเรื่องที่ขณะนี้มีธรรมแล้วก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏหรือเปล่าแม้ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ยากแสนยาก ที่จะเข้าใจได้ถูกต้องว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ซึ่งเป็นความตรงที่สุด แล้วก็ถูกต้องจริงๆ ในภาษาบาลีใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ธาตุรู้ซึ่งอาศัยตาเกิดขึ้นเห็น อาศัยอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากจักขุปสาท ถ้าเกิดเห็น ซึ่งเห็นไม่ใช่จักขุปสาท และก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในพระไตรปิฏกเวลาพูดถึงจักขุวิญญาณไม่ได้พูดว่ามีคนมีสัตว์เป็นอารมณ์เลย แต่ใช้คำว่า รูปารัมมณะ รูปารมณ์ คือ รูป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงก็จะเห็นความไวของสภาพธรรม เห็นแล้วก็เป็นอย่างอื่นไปเลยเป็นคนกำลังเดือดร้อนทุกข์โศกแล้วเมื่อไหร่จะรู้ความจริงว่าขณะที่กำลังพลอยเดือดร้อนไปด้วย เป็นอกุศลไม่ใช่เห็นด้วยขณะที่เขาทุกศพก็จริง แต่ใจของเรา เข้าใจความจริงในขณะนั้นว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเข้าใจความจริงนั้นก็ไม่ได้ทุกข์โศกเพราะเห็นว่ารู้ว่าเป็นธรรม และถ้าสามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วดับแล้ว จึงคิดถึงสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดความเข้าใจนั้นก็จะทำให้ไม่หวั่นไหวแล้วก็ไม่เดือดร้อน และกุศลจิตก็เกิดได้แล้วก็สามารถที่จะมีเมตตาหรือกรุณาหรือมุทิตาหรืออุเบกขาก็ได้แล้วแต่การสะสมโดยที่ว่าไม่ใช่ เราพยายามที่จะเป็นอย่างนั้นเพราะเหตุว่าถ้าพยายามเป็นอย่างนั้นเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าควรเป็นอย่างนั้นในขณะนั้นก็เป็นเรา ยังไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม แม้ว่าสภาพธรรมจะเกิดขึ้นเป็นไปตามความคิดที่สะสมมาแต่ก็ยังคงมีความเป็นเรา เพราะฉะนั้นจะยังไงก็ตามแต่ทั้งสิ้นเลย ต้องเข้าใจให้ถูกต้องเมื่อได้ศึกษาแล้วก็คิดว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นธรรมทุกอย่างซึ่งมีเหตุปัจจัยที่เกิดแล้วจึงเป็นอย่างนี้เวลานี้โกรธไหม ไม่โกรธต่อไปจะโกรธไหมก็มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดก็คือเกิด อาจารย์ได้กล่าวไปแล้ว ๓ อย่าง ทั้งเมตตาทั้งกรุณา และอุเบกขายังคาดว่าที่ตายอย่างหนึ่ง อาจารย์ มีรีวิวนี้ โดยฐิตาแล้วแต่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะฉะนั้นไม่ขาด นะคะ ถ้ามีขณะนั้นก็มีไม่ได้หายไปไหนแต่ถ้ายังไม่เกิดก็ยังไม่เกิดพวกที่ต่างก็คือการพลอยยินดี กับบุคคลที่กำลังมีความสุข ได้ลาภมีความสุขไหม เสริมลาภมีความสุขไหม ไม่มียินดีกับคนที่กำลังเสื่อมลาภไหม สภาพของจิตเปลี่ยนแล้ว เห็นใครเสื่อมลาภแล้วดีใจ เพราะฉะนั้นธรรมมีจริงๆ แล้วก็เป็นธรรมที่เป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้างแล้วปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้แต่ก่อนอื่น ที่จะรู้ก็คือว่าเริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรมก่อนเพราะสภาพธรรมเกิดดับเร็วมากสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็เกิดหนักระดับไม่รู้ เห็นก็กำลังเกิดระดับไม่รู้แหละเห็นแล้วเป็นโลภะ หรือเป็นโทสะ หรือเป็นเมตตา หรือเป็นกรุณาก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องเริ่มจากเข้าใจว่าเป็นธรรมที่มั่นคง และเวลาที่สภาพธรรมได้เกิดแล้ว แต่มีปัจจัยคือความเข้าใจที่ได้ฟังธรรมชาติอย่างดี อย่างมั่นคงแล้วเป็นปัจจัยให้เข้าใจสภาพนั้นทันที ถ้าเราไปก็ไม่ใช่สภาพธรรมนั้นเป็นสภาพธรรมเองแล้วก็สติเกิดจะตามคือรู้ทันทีไม่ใช่ชาเลย รู้ลักษณะที่กำลังปรากฏเหมือนพร้อมกันด้วยเพราะเหตุว่าจะขณะนี้เห็นกับได้ยินเหมือนพร้อมกันไหม เพราะฉะนั้นเวลาที่สภาพธรรมได้เกิดขึ้นปรากฏ และสติตามรู้คือเหมือนอย่างนั้นเลยคือเหมือนพร้อมกันอย่างนั้นเหมือนกับเห็น และได้ยินพร้อมกันแต่แทนที่จะเป็นเห็นแล้วได้ยินก็เป็นเห็นแล้วรู้เห็นเข้าใจเห็นที่กำลังปรากฏในขณะนั้นเหมือนพร้อมกัน เพราะฉะนั้นก็ใกล้ชิดมาก กับคำว่าตามคือไม่มีอะไร คัน แผนการค้าไทยอาจารย์อธิบายว่าตามนี้ ไม่มีอะไรคันแต่ต้องมีสิ่งที่เกิดก่อนถึงจะตามได้ ไม่มีอะไรเกิดเลยไปตามได้อย่างไร อย่างแข็ง เกิดแล้วปรากฏตาม คือ ไม่ไปไหนเลย ไม่ต้องมาวิ่งไม่ต้องมาเดินแต่แข่งที่กำลังปรากฏกำลังรู้ตรงนั้น ตามทันทีเหมือนกับพร้อมกันเช่นเหมือนกับเห็น และได้ยินพร้อมกันแต่แทนที่จะเป็นได้ยินก็คือกำลังรู้ลักษณะที่กำลังปรากฏ ก็คือตามรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ยังมีอยู่คำนี้มีปิฏก แล้วคิดเองเข้าใจเองก็จะเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าเป็นการเข้าใจธรรมก็จะเข้าใจความหมายของคำที่ใช้คำว่าตามรู้ คือหมายความว่าไม่ใช่รู้อย่างอื่นแต่รู้ลักษณะนั้นแหละเหมือนทันทีเลย เหมือนกันเอนี้ถ้าจะขยายความอีกนิดได้ไหมคะแข็งไหม ดีค่ะ เข้าใจไหม ก็คือถ้าไม่ระลึก แข็งมันก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันนี้ก็คือคำตอบ แต่ไม่ใช่หมายความว่าเดี๋ยวนี้แข็ง และบุคคลนั้นสามารถที่จะรู้เข้าใจคำว่าตามรู้นี่คืออย่างไรคือในขณะที่แข็งกำลังปรากฏ รู้แข็งนั้นแหละ เพราะแข็งเกิดปรากฏแล้วกับกายวิญญาณสั้นมากเร็วมาก อุปมาเหมือนเห็นกับได้ยินพร้อมกันซึ่งความจริงไม่พร้อมเลยฉันได้แต่แทนที่เห็นกับได้ยินจะพร้อมก็เป็นเห็นกับการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ สติก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเหมือนพร้อมกัน แข็งกำลังปรากฏ จิตรู้แคงกายวิญญาณ อาศัยกายแยกภาษาทำให้รู้แข็ง เพราะฉะนั้นขณะที่แข็งปรากฏรู้ตรงแข็งดูแข็ง และก็เหมือนกับแข็งกับได้ยินเหมือนพร้อมกันใช่ไหม ขณะนี้แข็งก็ยังมีแล้วก็ได้ยินด้วยแต่ว่าแทนที่จะเป็นแข็ง และได้ยินก็คือแข็งกับรูปแข็ง ด้วยความเข้าใจว่าเป็นธรรม คือลักษณะของแข็งปรากฏตามความเป็นจริงแล้วก็สภาพลูกแข็งก็ปรากฏตามความเป็นจริงถึงจะเป็นการตามรู้ที่ถูกต้องจะรู้แข็งเป็นกายวิญญาณธรรมดาแข็งจึงปรากฏแต่ในขณะที่แข็งปรากฏ ที่เราใช้คำว่ารูตรงแข้งใหม่ความเริ่มเข้าใจ ปัญญาจะขาดความเข้าใจไม่ได้เลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น กราบท่านอาจารย์ลักษณะของสมน้ำหน้า ก็เป็นธรรมที่มีจริง สมน้ำหน้าเป็นกุศล เป็นอกุศลขนาดนั้นดีใจหรือเสียใจ ดีใจ ดีใจเป็นธรรมมนัสได้ไหม ไม่ได้ พอใจเป็นอะไร พอใจก็ลบผ้าพอใจในความเสื่อมของคนอื่น พอใจในความเสื่อมของคนอื่นค่ะใช้คำว่าสมน้ำหน้าหรือสะใจหรืออะไร ก็เป็นสภาพของอกุศล
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740