ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
ตอนที่ ๑๖๙๗
สนทนาธรรม ที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์
วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ เสียงเป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถกระทบกับโสตปสาท เป็นรูปพิเศษที่อยู่กลางหูซึ่งมองไม่เห็นเลย แต่ถ้าไม่มีรูปนี้เสียงไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเสียงปรากฏได้เพราะมีรูปนี้ที่สามารถกระทบเสียง แล้วจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียงจึงปรากฏ เท่านั้นเอง ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่จำไว้มากมาย เมื่อชาติก่อนเป็นอย่างนี้หรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เหมือนหรือเหมือนชาตินี้ คือ มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีเรื่องราวต่างๆ ของชาติก่อนแล้วเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง ดับไปหมดแล้ว
ท่านอาจารย์ นึกออกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ออก
ท่านอาจารย์ เมื่อถึงชาติหน้าทั้งหมดที่กำลังจำ กำลังเป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น ถึงชาติหน้าจะจำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคือชั่วคราว ชั่วขณะที่สั้นมาก เพราะว่าจากขณะที่เกิดสืบต่อนับไม่ถ้วนจนถึง ณ บัดนี้ และต่อไปจนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ มีแต่การเกิดดับสืบต่อของธรรมเท่านั้นทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เที่ยงที่จะเข้าใจว่าเป็นคนนั้นคนนี้ได้เลย
คุณณรงค์เยื่อใยอะไรบ้าง ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ทรัพย์สมบัติ สิ่งที่เราพอใจใช่หรือไม่ แต่ถ้าจะรู้ว่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากธรรมแต่ละลักษณะ เดี๋ยวนี้เยื่อใยในอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง ในตัวเอง
ท่านอาจารย์ ยังมีตัว หรือว่าในสิ่งที่เมื่อครู่นี้มีแล้วหมดไป แล้วสิ่งที่ยังไม่เกิดก็ยังเยื่อใยว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร แล้วเราจะรู้เมื่อใด แล้วเราจะรู้ได้เท่าไร นี่คือเยื่อใยทั้งหมดมาจากความไม่รู้ความจริงว่า เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเหมือนสายฟ้าแลบ เพียงเท่านั้นแล้วก็ไม่มีเลย
ผู้ฟัง สิ่งที่ท่านอาจารย์สอนทั้งหมด เรามาพิสูจน์ดูว่าเป็นจริง เรื่องอนัตตา เรื่องเหตุปัจจัย เรื่องอะไรต่างๆ แล้วก็คิดไป จะเกิดหรือไม่เกิดเดี๋ยวก็ต้องรู้เมื่อเกิดแล้ว
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจนกระทั่งมั่นคงว่า ไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้เลย สิ่งนี้เกิดแล้ว คือถ้าเราไปคิดว่าเราจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราลืม เข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วและไม่มีวันที่จะเข้าใจได้เลย เพราะเรามัวแต่ไปนึกถึงเรื่องราว คาดคะเนแล้วก็หวัง บางทีถึงกับเข้าใจว่าสิ่งนั้นเกิดเพราะเราคิด คือ เห็นเป็นตัวตน เห็นเป็นเรา แล้วอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาทุกอย่าง กว่าจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขณะนี้เองเกิดแล้ว โดยที่เราทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีใครทำอะไรได้เลย และขณะนี้อาจจะเป็นขณะสุดท้ายของชาตินี้ก็ได้ ไม่มีใครรู้อีกใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ท่านใช้คำว่า เล็กน้อยมากสุดที่จะประมาณ ให้เห็นว่าความเร็วทำให้เราไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อ จึงได้ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดยิ่ง อภิธรรม ถ้าไม่ทรงแสดงอภิธรรม มีแต่พระวินัยกับพระสูตร เราก็เข้าใจเรื่องราว เพียงคนโน้นเป็นอย่างนี้อย่างนั้น พ่อบ้านควรจะทำอย่างนี้ แม่บ้านควรจะทำอย่างนั้น บุตรธิดาควรจะทำอย่างนี้ เท่านั้นเอง แล้วทำได้หรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถที่จะทำให้เราถึงธรรมที่สามารถที่จะละความสงสัย ละความไม่รู้ และเป็นผู้ที่มั่นคงว่า เราสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา รู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพราะมีจริง
สิ่งใดก็ตามที่มีจริงและผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้น แล้วได้ทรงอนุเคราะห์ให้เราค่อยๆ เข้าใจว่า หนทางที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ มีแน่นอน ซึ่งได้ทรงแสดงหนทางนั้นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นประโยชน์ของการที่เราเกิดมาชาตินี้จะน้อยจะมาก จะสั้นจะเร็วอย่างไร เราก็เลือกไม่ได้เลย แต่ถ้ามีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม เราจะทิ้งโอกาสนั้นไปแล้วเมื่อใดจะมีโอกาสนั้นอีก นี่เป็นสิ่งซึ่งมองเห็นเลยว่าแต่ละโอกาส แต่ละกาลที่มีโอกาสจะได้ฟังธรรมหายาก เพราะว่าเราเคยเกิดมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ได้ทรงดับขันธปรินิพพาน แล้วมีผู้ที่ได้ฟังธรรมในครั้งนั้นก็ได้ปรินิพพานตามเพราะว่าได้สะสมปัญญามา แต่ใครก็ตามที่ฟังแล้วปัญญายังไม่สมบูรณ์พร้อมก็อบรมเจริญปัญญา แล้วรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในสมัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้มากมายเลย แต่ใครยังเหลืออยู่ใช่หรือไม่ ก็ต้องเหมือนบุคคลที่มีเหลืออยู่หลังจากที่ได้ฟังพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ที่จะบำเพ็ญความดีแล้วมีความเข้าใจธรรม เพราะเราเห็นได้เลยว่าถ้าไม่มีความดี อกุศลเข้าใจธรรมไม่ได้เลย อกุศลจะต้องเกิดพร้อมกับความไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม เพราะไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม อกุศลจึงเกิด คือ ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ธรรมดาปกติอย่างนี้
ดังนั้น เมื่อมีการติดข้องในสิ่งที่ปรากฏแล้วสิ่งนั้นดับก็ยังไม่รู้ มีสิ่งใหม่เกิดก็ติดข้องอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงกาลของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด หรือมิเช่นนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ในสังสารวัฏฏ์ว่าชาติไหนได้ฟัง ชาติไหนไม่ได้ฟัง และชาติที่ได้ฟังจะเข้าใจเพียงใด และจะมีโอกาสได้ฟังเพื่อที่จะเข้าใจอีกมากน้อยเท่าไร
เพราะฉะนั้น ธรรมที่ควรเป็นเครื่องระลึก เครื่องเตือนก็คือ ความตาย มรณสติ กับ เมตตา เพราะเหตุว่าถ้าจิตเป็นอกุศล เช่น ขณะนี้ฟังธรรมไม่เข้าใจและผ่านไป เป็นต้น ถ้าคนที่ฟังจริงๆ มีเสียงที่กำลังได้ยินได้ฟัง แต่เพียงมีคนอื่นพูด เขาก็ไม่ได้ยินแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว
ดังนั้น แต่ละคนที่ฟังธรรมนี้จึงเป็นผู้ที่ฟังด้วยความเข้าใจ ศรัทธาที่จะเข้าใจจริงๆ แล้วสามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ถึงจะมีศรัทธาเพียงใดก็ยังขึ้นอยู่กับการสะสมด้วยว่า สะสมความเข้าใจก่อนๆ เมื่อที่ฟังแล้วสามารถที่จะสละละความเป็นเราในขณะที่ได้ยิน แม้คำสั้นๆ อย่างเช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย เท่านี้ ถ้าฟังบ่อยๆ แล้วสามารถที่จะไม่เยื่อใยในสิ่งอื่นที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่หมดไปแล้ว จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังมี นี่คือความแยบคายที่คุณณรงค์ถาม
มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่เยื่อใยในสิ่งที่หมดไปแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง มีเฉพาะสิ่งนี้ที่ปรากฏอย่างนี้ ก็เริ่มที่จะมีการใส่ใจเพิ่มขึ้น และความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นทีละน้อยจริงๆ ว่า เพียงปรากฏให้เห็นได้ เรายังไม่หมดความชอบในสิ่งที่น่าดู น่าพอใจ ในเสียง ในกลิ่น ในรส แต่สามารถที่จะมีความเข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วหมดไป ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้น มีความมั่นคงว่าเราไม่สามารถที่จะบังคับบัญชา หรือว่าจะไปเป็นเจ้าของธรรมใดๆ เลยทั้งสิ้น และธรรมนี้ก็หลากหลายมาก โดยเฉพาะที่ตัว ใช้คำว่า ตัว คือ กาย สภาพธรรมถ้าเพียงหนึ่งจะไม่รวมกันจะเป็นอะไรไม่ได้เลย ใช่หรือไม่ ถ้าแยกเก้าอี้ออกไปเป็นแต่ละส่วน จนกระทั่งถึงส่วนที่เล็กที่สุด แยกได้หรือไม่ มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แล้วจะเป็นเก้าอี้หรือไม่ ก็ไม่เป็น ที่เคยเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เราทั้งนั้น อากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ รูปที่มีก็เกิดเพราะปัจจัยต่างกัน บางรูปบางกลุ่มเกิดจากกรรม บางรูปเกิดจากจิต บางรูปเกิดจากอุตุ บางรูปเกิดจากอาหาร แต่ละหนึ่ง ลองคิดดูที่ตัวนี้ แล้วใครจะไปทำอะไรได้
เพราะฉะนั้น แม้แต่สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นเราจริงๆ แม้ยังไม่จากไปด้วยความตายที่จะเอารูปนี้ไปด้วยไม่ได้เลย แต่ก็ยังสามารถที่จะคลายความเป็นเราด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่าสิ่งที่มีในขณะที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏแม้สิ่งนั้นมีปัจจัยเกิด เกิดแล้วดับแล้วโดยไม่ปรากฏเลย อย่างเวลานี้ ถ้าถามว่าคุณณรงค์มีเลือด มีกระดูก มีฟันหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แต่คิดว่ามี และยังจำว่ามี แม้ในสิ่งที่ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นสัญญาที่จำในสิ่งที่ไม่มีว่ามี เป็นสัญญาวิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงก็วิปลาส ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่ของใคร ก็วิปลาสด้วย ดังนั้นการฟังธรรมจึงเป็นเรื่องละเอียด เพื่อให้คลายความไม่รู้ และรู้ความจริงซึ่งเป็นธรรมแต่ละอย่าง หนทางเดียว ไม่ใช่มีตัวเราไปพากเพียรให้เกิดปัญญา ให้ละกิเลส เป็นไปไม่ได้ตราบใดที่ยังมีเราเพราะความไม่รู้
ผู้ฟัง คำว่า ตัวเรา ที่ท่านอาจารย์กรุณาย้ำเรื่อยๆ จริงๆ คือ เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลใช่หรือไม่ เป็นความเข้าใจผิด
ท่านอาจารย์ เรื่องนี้มี ๒ ส่วนที่เป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม ใช้คำว่า รูปธรรม หมายความว่าแม้สิ่งนั้นมีก็รู้อะไรไม่ได้ แต่ยังเป็นที่ตั้ง ที่ยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา ตาของเรา วันนี้ตาไม่ค่อยดี หรือว่าจะปวด จะเจ็บ จะเมื่อย ตรงไหน ก็เหมือนกับว่าเป็นตัวของเรา ร่างกายของเราที่เป็นอย่างนั้น แต่ความจริงเพราะมีปัจจัยเกิดขึ้นแปรเปลี่ยนไปทุกขณะที่จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นอะไรก็ได้ตามเหตุตามปัจจัย นั่นคือฝ่ายรูปธรรม แต่เวลาที่เราพูดถึงเห็น ได้ยิน ก็ไม่พ้นจากที่กาย เห็นอยู่นอกกายได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย
ในภูมิที่มีรูป รูปเป็นที่อาศัยเกิดของจิต เพราะฉะนั้นรูปใดก็ตาม ซึ่งเป็นที่ตั้งหรือเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น เฉพาะรูปนั้นตรงนั้นมีอยู่ พร้อมทั้งสิ่งที่กระทบกับจักขุปสาทก็มีอยู่ และจิตก็เห็นสิ่งที่ยังมีอยู่ ยังไม่ดับไป แล้วสภาพธรรมคือเจตสิกที่เกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิตในขณะนั้นก็มีอยู่ รวมสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ในขณะนั้นซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือ เห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น มีจักขุปสาทเป็นที่เกิด แล้วมีเจตสิกเกิดร่วมกับจิตนั้น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาที่ยังไม่ดับไป ๔ อย่างนี้ใครรู้อะไรบ้าง ขณะความไม่รู้นี้มากมายมาก แต่ถ้าเราจะเข้าใจทีละหนึ่ง เราสามารถที่จะเข้าใจชัดเจนขึ้น
เวลานี้พูดถึงเฉพาะเห็น กำลังเห็น เพราะว่าเห็น พูดมากสักเท่าไร บ่อยสักเท่าไร ก็ยาก เพราะบางคนก็บอกให้พูดอีก ซ้ำอีกในเรื่องเห็น เพราะว่ากำลังเห็นก็จริง แต่อวิชชาไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องและรู้ความจริงของเห็นได้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ฟังและพิจารณา เพื่อที่จะได้เข้าใจเห็นที่กำลังเห็นขณะนี้ก็เป็นประโยชน์ เพราะเหตุว่าเห็นกำลังมีจริงๆ ณ บัดนี้เราทราบแล้วว่า เห็นเกิดเพราะมีสิ่งที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น เราหรือใครก็ตามแต่ไม่มีอำนาจ ไม่มีอะไรเลยที่จะไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อมีปัจจัยพร้อมเมื่อใด เห็นก็เกิด
ดังนั้นทุกอย่างเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุหลากหลายแต่ละชนิด ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป เพียงแค่เห็นหนึ่งขณะ ยังต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบตา แล้วก็มีจักขุปสาท และมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่รู้อะไรทั้ง ๔ อย่าง เพราะฉะนั้นขณะนี้จะสามารถรู้อะไรได้ มี ๔ อย่างคือ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างนี้ แล้วมีจิตเห็นที่กำลังเห็นอย่างนี้ด้วย ไม่เห็นอย่างอื่น เห็น คือ หมายความว่าสามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ เราถึงบอกว่าเห็น ถ้ามีจุดเล็กๆ จุดหนึ่งแล้วเราถามว่าเห็นหรือไม่ คนหนึ่งตอบว่าไม่เห็น อีกคนหนึ่งตอบว่าเห็น เพราะฉะนั้นแสดงว่า แม้เห็นก็ยังต้องมีปัจจัยที่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้เวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏ มีจักขุปสาท มีเห็น เเละมีเจตสิกที่เกิดกับจิต ขาด ๔ อย่างนี้ไม่ได้เลย ภาษาบาลีใช้คำว่า อายตนะ สืบต่อจากขณะก่อนถึงขณะนี้ แล้วจะสืบต่อไปถึงขณะต่อไปด้วย และเป็นที่ประชุมที่รวม เป็นบ่อเกิดด้วย เพราะมีธรรมถึง ๔ อย่างในขณะที่กำลังเห็น คำถามคือว่า จะรู้อะไรได้ในขณะที่กำลังเห็น มี ๔ อย่าง
ผู้ฟัง รูปารมณ์
ท่านอาจารย์ รู้รูปารมณ์ได้ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังเห็น รูปารมณ์ปรากฏได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ธาตุเห็นนี้มีจริงๆ รู้ได้หรือไม่ เพราะกำลังมี รู้ได้แต่ยากกว่า เพราะว่าไม่มีรูปร่างสัณฐานเลยทั้งสิ้น แล้วอีก ๒ อย่าง คือ จักขุปสาทรูป รู้ได้หรือไม่ รู้ไม่ได้ เจตสิกที่เกิดกับจิต รู้ได้หรือไม่ รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะฟังธรรมด้วยความเข้าใจ แม้สิ่งนั้นมีก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ หรือยังรู้ไม่ได้เพราะไม่ได้ปรากฏ เฉพาะสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นที่สามารถจะเริ่มรู้ได้ แต่กว่าจะรู้ได้ต้องเป็นปัญญาที่ฟังเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะนี้มีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
ทุกคนพิสูจน์ธรรมได้ทันที หลับตา ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อลืมตา คือ ธาตุที่มีจริงที่สามารถจะปรากฏว่ามี เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ความไม่รู้ของเรามากมายมหาศาล ฟังอย่างนี้ กำลังเป็นอย่างนี้ก็ยังไม่รู้อย่างนี้ จนกว่าจะมีความมั่นคงที่จะเข้าใจธรรม แล้วเป็นปัจจัยให้มีการเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าวันไหนเมื่อใดและรู้อะไร เพราะทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ทั้งนั้นเลย เพียงเกิดแล้วดับ และสิ่งใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ไม่ใช่สิ่งเก่าเลย
เพราะฉะนั้น ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วว่าเราจะต้องไปรู้สิ่งที่ดับแล้วๆ ไม่ต้องไปคิดเลย ดับแล้วก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่สิ่งที่มีในขณะนี้เริ่มเข้าใจหรือยัง หรือว่าไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด เมื่อใดเราจะรู้ หรือเมื่อใดจะเข้าใจเห็น เพราะเห็นก็เห็นมาตั้งนาน แล้วเมื่อใดจะเข้าใจเห็นสักครั้งหนึ่ง เริ่มผูกพันกับสิ่งที่ยังไม่เกิด คือการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ซึ่งเห็นแล้วก็ยังไม่รู้
ดังนั้นกิเลสมากมาย ไม่ต้องคิดจะไปดับโดยไม่เข้าใจ โดยไม่ได้อบรม แต่ในขณะใดก็ตามที่เริ่มเข้าใจ เราจะรู้ได้ว่าความเข้าใจนั้นน้อยมากเหมือนแสงไฟเพียงนิดเดียว ในที่มืดแล้วก็มีแสงเล็กๆ ยังไม่ทันที่จะทำให้รู้ได้ว่าในที่มืดนั้นมีอะไรบ้าง ที่มืดขณะนี้คือ จิต เจตสิก มืดหรือไม่
ผู้ฟัง มืด
ท่านอาจารย์ แต่ก็มีหมดเลย มีผัสสเจตสิก มีเวทนาเจตสิก มีสัญญาเจตสิก มีเจตนาเจตสิก ตามที่ได้ฟัง จำได้แต่ชื่อแล้วเพียงแต่เข้าใจว่ามี ซึ่งต้องอบรมเจริญปัญญาจนกว่าจะรู้แต่ละลักษณะซึ่งมีจริงๆ เท่าที่ปรากฏให้รู้ได้ อย่างเช่น จักขุปสาท เดี๋ยวนี้จะปรากฏให้รู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แต่สิ่งที่ปรากฏนั่นเอง ที่สามารถเริ่มจะคลายนิดหนึ่งในขณะที่เข้าใจว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ทุกชาติ ปรากฏให้ติด เห็นแล้วติด เห็นแล้วพอใจ ปรากฏให้ขุ่นเคือง ซึ่งความขุ่นเคืองใจและความติดข้องจะสะสมมากขึ้นๆ ทุกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเป็นโทษ เป็นความไม่รู้ เพราะฉะนั้นต้องนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด
เกิดมาแล้วบางคนบอกว่าทุกข์เหลือเกิน บางคนวันนี้ยังไม่ทุกข์ พรุ่งนี้ไฟไหม้หมดเลย ทุกข์หรือไม่ ก็ทุกข์ เลือกได้หรือไม่ จะไม่ให้มีไฟไหม้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตแต่ละคนจึงหลากหลาย บางคนเกิดมามีความสุขเป็นส่วนใหญ่ บางคนเกิดมามีความทุกข์เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเกิดมาแล้วต้องมีชีวิตเป็นไปตามปัจจัย ไม่ใช่มีแต่เพียงเกิดมาเพราะกรรมหนึ่งแล้วก็หมด เพราะกรรมไม่ได้ให้ผลเพียงแค่เกิดมาเท่านั้น แต่ยังต้องมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ เห็น สำหรับติดข้อง เป็นสัตว์โลก ไม่ใช่โพธิสัตว์ ถ้าโพธิสัตว์คือ เห็นแล้วไม่รู้ความจริงของเห็น ซึ่งความจริงของเห็นซึ่งต้องมีแน่นอน แม้แต่เห็นแล้วชอบก็ยังรู้ว่าชอบเกิดแล้ว เป็นจริงแล้ว เพราะฉะนั้น ชอบต้องมีแน่นอน ชอบมาจากไหน ต้องค่อยๆ ไล่เรียงไป ถ้าไม่เห็นเลย จะชอบสิ่งที่กำลังเห็นแล้วชอบ ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ แต่เราเกิดมาโดยเราไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นเลย มีสิ่งที่ปกปิดอยู่ตลอดเวลาไม่ให้รู้ความจริง เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก แต่ว่าอาศัยได้มีผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงพระธรรม และก็มีศรัทธาที่จะฟัง ฟังแล้วเข้าใจคือแยบคาย ถ้าฟังไม่เข้าใจคือเราคิดอะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่ได้ยินอย่างนี้ กลับคิดอีกอย่างหนึ่ง แล้วจะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็ไม่แยบคาย
แต่ละสิ่งที่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป สาระจริงๆ ควรจะเป็นความเห็นถูก ไม่ใช่เพียงแต่ตลอดชีวิตมาเห็นแล้วมีความติดข้องบ้าง มีความขุ่นเคืองบ้าง เพิ่มความไม่รู้เพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง จากอภิธรรมที่ท่านอาจารย์อธิบายว่า มี ๔ สภาพธรรมประจวบกันที่เป็นอายตนะ ฟังแล้วเหมือนกับยากมากเลยที่เขาจะมาพบกันใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ยากเพราะอะไร รูป ไม่มีเจตนาจะให้ใครเห็นเลย ใช่หรือไม่ ไม่มีเจตนาจะให้ใครรัก ใครชัง รูปเป็นรูปธรรม จักขุปสาทเกิดเพราะกรรม พ้นจากการเห็นไม่ได้เพราะเหตุว่าทำกรรมเนื่องด้วยการเห็น เพราะมีการเห็นจึงเป็นกุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง เพราะฉะนั้น อกุศลกรรมก็ทำให้เกิดจักขุปสาทสำหรับเห็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าไม่มีจักขุปสาท ไม่มีทางที่เราจะไปเห็นสิ่งที่ไม่ดีเลย แต่เมื่อมีจักขุปสาทเพราะกรรม แล้วกรรมที่ถึงกาลที่จะทำให้เกิดผลที่ไม่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ไม่ดีกระทบจักขุปสาท เเล้วเมื่อถึงวาระที่กรรมจะทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น อย่างไรก็ต้องเห็น
ดังนั้นไม่มีการที่จะไปบังคับว่า จิตเห็น อยากให้เราเห็น หรือว่าจักขุปสาท อยากให้เราเห็น ไม่ใช่เลย แต่ถึงกาลซึ่งกรรมทำให้เห็นเกิดขึ้นเห็น ใครก็ทำไม่ได้ มือที่มองไม่เห็นกำลังทำอยู่ ทุกขณะเลย ทำเห็น ทำได้ยิน ทำให้รู้แข็ง และการสะสมความไม่รู้ทำให้ติดข้องอย่างรวดเร็ว จนกว่าจะค่อยๆ รู้ความจริง ขณะใดที่เข้าใจความจริง ขณะนั้นจะเป็นความไม่รู้ไม่ได้ รู้คือรู้ ไม่รู้คือไม่รู้
เพราะฉะนั้น ทุกคนเป็นคนตรง ฟังแล้วเข้าใจเท่าไร อบรมความรู้ต่อไปอีก เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก จะช้าสักเท่าไร จะน้อยสักเท่าไรก็ยังรู้ได้ เพราะว่ายังฟังอยู่ และมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ว่า เป็นสิ่งที่เรากำลังฟังให้เข้าใจนั่นเอง
ผู้ฟัง เป็นเพราะบุญแต่ชาติปางก่อนถึงได้มาฟัง คิดว่ามีหลายคนที่เขามีโอกาสได้มาฟังเหมือนเรา แต่เขาไม่สนใจที่จะฟังต่อ อย่างนี้ก็เป็นบุญแต่ชาติปางก่อน
ท่านอาจารย์ ทีละอย่าง ทีละขณะ บุญแต่ชาติปางก่อนทำให้ได้ฟัง อกุศลแต่ชาติปางก่อนก็ทำให้หันไปทางอื่น ไม่ใช่มีแต่บุญที่มาเกิด ไม่ใช่มีแต่บุญพามา นำมา หรือเป็นปัจจัยอย่างเดียว อย่างอื่นตามมาด้วยหมดเลย ความน่าอัศจรรย์ของจิตซึ่งเป็นนามธาตุหรือนามธรรม ไม่มีรูปร่างจะปรากฏได้เลย แต่จากการสะสมกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ไม่หายไปไหนเลย สะสมอยู่ในจิตหนึ่งขณะที่เกิดแล้วดับ สืบต่อไปถึงจิตขณะต่อไปเกิดและดับสืบต่อไป
ดังนั้น แต่ละคนสะสมอะไรมามากน้อยเท่าไร ก็ปรากฏออกมาทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าสะสมมาดี ดีทั้งหลายที่สะสมมาก็กลั่นกรองน้ำใจออกมา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740
