ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
ตอนที่ ๑๗๐๙
สนทนาธรรม ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี
วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ อีกคำหนึ่งที่อยากจะให้เข้าใจขึ้นก็คือ นามธรรม เพราะเหตุว่ายุคนี้สมัยนี้ใช้คำคลาดเคลื่อนอีกแล้วใช่ไหม เป็นรูปธรรมหรือยัง หรือว่ายังเป็นนามธรรมอยู่ หรืออะไรอย่างนี้ แต่ความจริงธรรมเป็นธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด แล้วก็มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เช่น จิตเป็นธรรม เป็นจิต เจตสิกเป็นธรรม เป็นเจตสิกไม่ใช่จิต แล้วก็สภาพธรรมที่มีแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น เสียงไม่ใช่ได้ยิน รู้อะไรไม่ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์แน่ เสียงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป กลิ่นก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดแล้วไม่รู้อะไร รวมเรียกว่าเป็นรูปธรรม นี่คือความเข้าใจธรรม ไม่ใช่ใช้ภาษาบาลีในภาษาไทย โดยที่ว่าความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่จิตรู้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เป็นอารมณ์ของจิต คือ เป็นสิ่งที่จิตรู้ และสำหรับนามธรรมและรูปธรรมเฉพาะที่เกิด นามธรรมที่ไม่เกิดก็มี แต่ว่ายังไม่กล่าวถึง แต่ถ้าได้ยินชื่อก็คุ้นหู คือ นิพพาน เวลานี้ไม่มี จะเข้าใจนิพพานไม่ได้ แต่ว่าขณะนี้สิ่งที่จะเข้าใจได้ คือ สิ่งที่กำลังมีให้เข้าใจ เมื่อมีการฟังและพิจารณาจนกระทั่งเข้าใจ เพราะฉะนั้น ๒ คำที่ต่างกัน คือ สิ่งที่มีเกิดขึ้นปรากฏ สิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น เช่น ไม่มีใครเห็นเสียง ไม่มีใครเห็นกลิ่น ไม่มีใครเห็นแข็ง ไม่มีใครเห็นร้อนแต่มี สภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะเฉพาะของตน แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้นธรรมจึงจำแนกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ รูปธรรมประเภทหนึ่ง และนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นรูปธรรม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ส่วนนามธรรมนั้นมี ๒ อย่าง คือ จิตกับเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏในขณะนั้น แต่เจตสิกเกิดกับจิต ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง และมีเจตสิกทั้งหมดถึง ๕๒ ประเภท ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเป็นจิต เจตสิก ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานและรูปก็ไม่ใช่จิต เจตสิก แต่ว่าเกิดปรากฏให้รู้ได้ว่าเป็นธรรมที่มีจริง
ก็ขอเริ่มจากสิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ มนุษย์ เพราะเหตุว่าทุกคนที่นี่เป็นมนุษย์ แต่ว่ารู้จักมนุษย์ดีหรือยัง ทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์ มีชีวิตอยู่ ยังไม่เปลี่ยนเป็นอื่นจนกว่าจะจากโลกนี้ไป ถึงจะสิ้นสุดความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงขณะนี้เป็นมนุษย์จริงๆ หรือว่าเป็นมนุษย์ประเภทไหน เพราะเหตุว่าทุกคนเกิดเป็นมนุษย์ก็จริง แต่ว่าหลากหลายต่างกันมาก ไม่มีใครเหมือนใคร และก็ไม่มีใครซ้ำกับใครเลย แม้แต่ในขณะนี้คนหนึ่งคิดอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็คิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นมนุษย์น่าสนใจที่สุด ถ้าไม่มีมนุษย์ โลกนี้ก็คงจะไม่ต้องเดือดร้อน เพราะเหตุว่าแม้ว่าจะมีภูเขาไฟระเบิด หรือว่ามีน้ำท่วม แต่ไม่มีใครไปรู้ไปเห็น ไปสุขไปทุกข์กับเหตุการณ์นั้นๆ เลย
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว คงจะไม่รู้ว่าธรรมชาติทั้งหลายถึงแม้ว่าจะก่อความพินาศต่างๆ แต่ก็ยังไม่เท่ามนุษย์ ซึ่งมนุษย์สามารถที่จะทำได้ทั้งสิ่งที่ดีที่สุด จากการเป็นผู้ที่เลวที่สุด จนถึงความเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด ถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ได้ แต่ใครจะเป็นอย่างไร เพราะเหตุว่ามนุษย์หลากหลายมาก และก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงให้คนนั้นๆ หรือคนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ แม้แต่ตัวเราเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด เหนือวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น ก็คือ ความรู้เรื่องมนุษย์
อ.คำปั่น ความหมายของมนุษย์ มนุษย์ หมายถึง บุคคลผู้มีใจสูง ใจสูงด้วยคุณ ธรรม ด้วยความดีประการต่างๆ ด้วยศีล ด้วยความเพียร ด้วยความมั่นคงที่จะเจริญซึ่งความดีประการต่างๆ และนอกจากนั้นมนุษย์ก็ยังหมายถึง ผู้ที่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วย เมื่อรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว ก็ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และก็งดเว้นละจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เหล่านั้น
ท่านอาจารย์ รูปร่างเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่งู ไม่ใช่นก แต่ว่าความต่างของมนุษย์ ก็เพราะว่าจิตใจต่างกัน เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ได้สนใจเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ จิต ถ้าทุกคนขณะนี้คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เป็นไปได้ไหม ยาก เพราะเหตุว่าเกิดมาก็ต่างคนต่างใจ ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร ก็ต่างคนก็ต่างคิด เพราะฉะนั้นถ้าเราเกิดมาได้ยินคำที่เราใช้ แต่ว่ายังไม่ได้เข้าใจจริงๆ เช่น จิต มีใครรู้จักจิตอย่างละเอียดบ้าง ทั้งๆ ที่ขณะนี้ต้องมีจิตแน่นอน เพราะว่าเป็นสัตว์โลก ไม่ใช่เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ ซึ่งไม่สามารถจะรู้จะคิดอะไรได้เลย
เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ความหลากหลายของจิตแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นต่างๆ กันไปตามเหตุ บางคนเป็นคนดี กายดี วาจาไม่ดีก็ได้ บางคนใจดี แต่บางขณะบางครั้งกายก็ไม่ดีวาจาก็ไม่ดี ทั้งหมดนี่มีความหลากหลาย เพราะเป็นไปตามจิต ข้อสำคัญที่สุดได้ยินคำว่าจิต และก็กำลังมีจิต แต่จิตอยู่ที่ไหน จิตมีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าจิตไม่มีก็เสียเวลาที่จะพูดเรื่องจิต แต่เมื่อมีจิตแต่ไม่รู้จักจิต ก็ควรที่จะได้เข้าใจจิต ซึ่งทุกคนมี และก็เป็นจิตที่หลากหลายต่างกันไปด้วย ด้วยเหตุนี้ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีชัดเจนขึ้น ถูกต้องขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะว่าคนดีเพราะจิตดี คนชั่วหรือคนเลวเพราะจิตเลว ด้วยเหตุนี้จะเป็นประเภทไหน ไม่มีใครที่อยากชั่ว อยากเลว แต่ก็เป็น เพราะไม่รู้ความจริงว่า ขณะใดก็ตามความเลวที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ให้โทษกับคนอื่นเลย ให้โทษกับตนเองก่อน และความเลวนั้นจึงสามารถที่จะกระทำสิ่งที่เลวต่อบุคคลอื่นได้
ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดมาแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนก็คือ ความรู้สึก ทุกคนอยากจะมีแต่ความสุข ไม่อยากจะมีความทุกข์เลย แต่ทำไมมีความทุกข์หลากหลายมาก ทุกข์กายก็มี ทุกข์ใจก็มี เลือกไม่ได้เลย บางคนเกิดมาพรั่งพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง รูปสมบัติก็มี ทรัพย์สมบัติก็มี มิตรสหายที่ดีก็มี แต่ร่างกายพิการวันหนึ่งวันใดก็ได้ แขนจะขาด ขาจะขาด ตาจะบอด หรืออะไร ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นเป็นไปได้โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แต่ถ้าศึกษาถึงเหตุที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น มนุษย์ผู้มีใจต่างกับสัตว์ เพราะว่าสัตว์ได้ยินเสียง ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจ ไม่สามารถที่จะไตร่ตรองเนื้อความที่เกิดจากเสียงนั้นได้ แต่มนุษย์สามารถที่จะฟังแล้วพิจารณาและคิด ถ้าคิดดีด้วยความแยบคาย ก็เป็นความเห็นที่ถูกต้อง รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว เมื่อมีความสามารถที่จะเห็นชั่วเป็นชั่ว เห็นดีเป็นดี ความรู้นั้นก็จะนำตนไปสู่ในทางที่ดี เพราะเห็นโทษของความไม่ดี
ด้วยเหตุนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ก็คือ จิต ถ้าเราสามารถที่จะรู้ความละเอียดของจิตขึ้น เราก็จะห่างไกลจากความทุกข์และความเดือดร้อนมากขึ้น ทุกคนคงยอมรับว่าโลกมีปัญหา ตัวเองมีปัญหา เพื่อนฝูงมีปัญหา มนุษย์มีปัญหา น่าคิดเหมือนกันว่าสัตว์มีปัญหาหรือเปล่า ถึงมีก็ไม่รู้ว่าเป็นปัญหา แต่ว่าสำหรับมนุษย์ ยิ่งรู้ปัญหาก็ยิ่งมาก และทุกคนก็พยายามหาทางที่จะแก้ปัญหา แต่ไม่ตรงจุด เพราะว่าปัญหาเกิดที่จิต ถ้าไม่แก้จิตให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีปัญญาสามารถที่จะเห็นชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี ปัญหาทั้งหลายแก้ได้ไม่ยากเลย ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าพยายามหาทางแก้เศรษฐกิจ หรือว่าศีลธรรม หรืออะไรต่างๆ ก็ตามแต่ โดยไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องหรือความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่มี ถ้าไม่แก้ที่จิตจากความไม่รู้สู่ความค่อยๆ รู้ถูกต้องขึ้น ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย
แต่ปัญหาใดๆ ทั้งหมด พระภิกษุในอดีตเป็นพระอรหันต์ ยังเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ท่านไม่เดือดร้อนเลย เพราะจิตของท่านพ้นจากการที่จะยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ได้รู้ความจริงของธรรมว่าเป็นธรรม ความละเอียดของสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ถ้าเข้าใจคำนั้นๆ เพิ่มขึ้น ก็จะชัดเจนขึ้น เช่น ตั้งแต่เล็กมาได้ยินคำว่า ธรรม หลายอย่าง คุณธรรมก็ได้ยิน ศีลธรรมก็ได้ยิน จริยธรรมก็ได้ยิน แต่แม้แต่คำว่าธรรม ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นการศึกษาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ต้องรู้จริง ถ้าไม่รู้จริงก็เป็นโทษ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นคำใดๆ ก็ตามที่เราคิดว่าเราเข้าใจแล้ว ยังมีความลึกซึ้งและความจริงของธรรมนั้นอีกมาก ซึ่งเริ่มด้วยคำว่า ธรรม ธรรมไม่ใช่ภาษาไทยมาจากภาษาบาลี จนกระทั่งใช้เป็นภาษาไทย แต่ว่าเรายังไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของธรรมว่า ธรรมคืออะไร ทั้งๆ ที่เราใช้
ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ใครเคยคิดบ้างว่าเสียงเป็นธรรม ใครเคยคิดบ้างว่าโกรธเป็นธรรม ใครเคยคิดบ้างว่าแข็งเป็นธรรม เย็นร้อน หวานเปรี้ยว ทุกอย่างที่มีจริงที่เกิดแล้วเป็นธรรมทั้งหมด เพราะว่าธรรมคือ สิ่งที่มีจริงๆ ที่เกิดขึ้นปรากฏให้รู้ว่ามีจริง อย่างเสียงขณะนี้มีแน่นอน เพราะได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นธรรม แล้วได้ยิน ได้ยินก็ต้องเป็นธรรม เพราะเหตุว่าได้ยินมีจริงๆ ด้วยเหตุนี้พื้นฐานความเข้าใจสิ่งที่มีในโลกที่เกิดมา แล้วก็เป็นธรรมทั้งหมด อยู่กับธรรมตลอดตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่ได้เข้าใจธรรม ก็ควรที่จะได้มีความสนใจที่จะรู้ว่าธรรมคืออะไร ในเมื่อทุกอย่างเป็นธรรม แต่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นธรรม ก็คือ เกิดมาไม่รู้ แล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้
ก่อนจะจากโลกนี้ไป ซึ่งทุกคนต้องจากแน่นอน อาจเป็นเย็นนี้ หรือพรุ่งนี้ หรืออีกหลายสิบปีก็ได้ ก่อนจะจากไปก็ขอให้มีความเข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป อันนี้ก็เป็นพื้นฐานของคำๆ เดียว คือ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง บุคคลใดก็ตามที่รู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น จะเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถที่จะถึงการดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงนี้ ซึ่งได้ทรงแสดงความจริงนี้ให้ชาวโลกได้เข้าใจถูกต้อง คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทุกคนรู้จัก ได้ยินบ่อยๆ ชื่อนี้ มีศาสดาหลายศาสดา แต่ว่าศาสดานี้ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชื่อซึ่งไม่มีคนอื่นสามารถจะให้ได้เลย นอกจากคุณธรรมความดีที่ได้สะสมอบรมมาที่จะรู้ความจริงของทุกสิ่ง โดยละเอียดโดยถี่ถ้วนโดยประการทั้งปวง และก็จากการที่ได้บรรลุคุณธรรมถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้พระองค์ทรงมีพระมหากรุณา ที่จะแสดงความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย
ถ้าพระองค์ตรัสรู้เพียงพระองค์เดียว ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ยินชื่อนี้ แต่ก็ควรที่จะเข้าใจด้วยว่าพุทธะ คือ ความรู้หลายระดับขั้น พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือ ไม่เศร้าหมองด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นการที่ได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสาวก ปกติสาวก ก็แสดงระดับขั้นของความต่างกันของจิต ซึ่งประกอบด้วยการสะสมความเห็นถูก จนกระทั่งเป็นบุคคลประเภทต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นการศึกษาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แม้แต่เพียงคำเดียวแต่ละคำ ก็ขอให้เป็นความรู้ความเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นสำหรับคำว่าธรรมที่ได้ยินกันบ่อยๆ ให้ทราบว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ตั้งต้นเพียงเท่านี้ก็คงจะมีคำถามหลายคำถาม
ผู้ฟัง ทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่นิพพานได้
ท่านอาจารย์ ทุกคนได้ยินคำว่า นิพพาน แต่มีกี่คนที่รู้ว่านิพพานคืออะไร นี่แสดงให้เห็นว่าอยากจะถึงสิ่งที่ไม่รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้ว่าคืออะไรก่อน แล้วก็จะได้ตัดสินใจว่าอยากจะถึงหรือว่าไม่อยากจะถึง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงแต่ว่าได้ยินชื่ออะไรและฟังดูดี คุณคำปั่น นิพพานเป็นภาษาบาลี มาจากคำว่าอะไร
อ.คำปั่น คำว่า นิพพาน ไม่ใช่ภาษาไทย แต่ว่าก็เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่านิพพานะ นิพพานะ หรือว่าพระนิพพานนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง นิพพานะ หรือว่านิพพานเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ เป็นสภาพธรรมที่ปราศจากกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด มาจากคำว่า นิ บทหน้า บวกกับวานะ นิ แปลว่า ไม่มี วานะ แปลว่า กิเลส เป็นเครื่องร้อยรัด เมื่อสำเร็จรูปแล้ว ก็เป็นนิพพานะ หมายถึง สภาพธรรมที่ปราศจากกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด
ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้ถ้ายังไม่รู้จักนิพพาน อยากจะถึงนิพพานไหม ยังไม่รู้จักเลยก็ถึงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่จริงใจโดยการที่ว่า ต้องมีความรู้ในสิ่งที่เราปรารถนา หรือต้องการจริงๆ แล้วก็เจริญ หรือว่าอบรมหนทางที่จะให้ถึงสิ่งที่เราปรารถนา เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยาก หรือว่าเราต้องการ แต่ว่าเพียงได้ยินคำว่า นิพพาน ฟังดูเป็นความสงบอย่างยิ่ง คือ ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อนใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เพราะเหตุว่าไม่เกิด แต่เวลาที่เกิดแล้วต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือ สุขหรือทุกข์ รู้หรือไม่รู้ ชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นชีวิตประจำวันซึ่งไม่ใช่นิพพาน
เพราะฉะนั้นคำว่า นิพพาน เป็นธาตุหรือเป็นธรรมที่มีจริง แต่ไม่ใช่ใครอยากจะถึงก็ถึง แต่ต้องเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ ว่านิพพานเป็นอย่างไร และก็มีหนทางที่จะไปสู่นิพพานได้ แต่ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่จริงใจว่ารู้จักนิพพานจริงๆ แล้วก็จะถึงนิพพานจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่อยากจะถึง แต่ก็ไม่ไปไหนเลย ก็อยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากอยู่ทุกวัน นั่นก็ไม่ใช่หนทางที่จะถึงนิพพาน แต่ก่อนอื่นให้ทราบว่านิพพานเป็นธรรมที่มีจริง เป็นธรรมที่ดับกิเลส เมื่อปัญญารู้แจ้งนิพพานเมื่อไหร่ กิเลสทั้งหลายความไม่ดีทั้งหลายก็จะดับตามลำดับขั้นของปัญญาที่สามารถที่จะรู้แจ้งนิพพาน เพราะเหตุว่าอริยสัจ มี ๔ นิพพาน คือ นิโรธอริยสัจจะที่ ๓ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องอีกไกลมากเลยกว่าจะถึง เพราะว่าต้องเป็นปัญญาจึงจะถึงได้ แต่ถ้ายังไม่รู้อยู่ก็ไม่มีทางที่จะถึงนิพพานได้เลย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นรู้สิ่งที่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่าธรรมคือ สิ่งที่มีจริงทุกอย่างไม่เว้นเลย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีจริงเป็นธรรม นี่คือธรรม
เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์พูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดเรื่องความจริงของธรรม ถูกต้องไหม แต่เป็นความคิดเรื่องธรรมต่างๆ ซึ่งธรรมแสดงว่าคิดมีจริง และความคิดนี่ก็หลากหลาย เป็นหลายสาขาวิชาการต่างๆ ทั้งหมดมาจากความคิด เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าวิทยาศาสตร์ก็เกิดเพราะความคิดถึงคำว่าวิทยาศาสตร์ และก็ไม่ได้คิดถึงแต่เฉพาะคำ ยังมีเรื่องราวของสิ่งที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้างได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง ประมวลรวบรวมแล้วก็คิดหลากหลายจนเป็นสาขาวิชาการต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วย ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะกล่าวถึงสิ่งใด ความจริงแท้ของสิ่งนั้นเป็นธรรม ถ้าจะมีคนที่ตอบว่าวิทยาศาสตร์พูดถึงเรื่องอะไร ก็จะได้รู้ว่าธรรมคือ สิ่งที่มีจริงของสิ่งที่วิทยาศาสตร์คิดนั้น ความจริงแท้ของสิ่งนั้นคืออะไร บางคนก็สงสัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้จักวิทยาศาสตร์ไหม หรือว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่นเปียโนได้ไหม ขับรถได้ไหม เรื่องเล็กมาก เมื่อเทียบกับการที่พระปัญญาคุณนั้นสามารถที่จะทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้
ผู้ฟัง อยากถามว่าทำอย่างไรจะให้ตายก่อนตายได้
ท่านอาจารย์ เกิดมาแล้วตายกี่ครั้ง เกิดมาแล้วตายกี่ครั้ง นี่เป็นคำตอบได้ไหม เกิดมาแล้วตายกี่ครั้ง ตายครั้งเดียว เกิด ขณะแรกของจิตที่เกิดขึ้นเป็นมนุษย์ หรือจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ตายก็คือ ขณะสุดท้ายของจิตที่ดับ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้นในชาตินั้น เกิดเป็นนก ก็จะเป็นนกตลอดไปจนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของจิตดับลง พ้นสภาพความเป็นนก แต่ก็มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดต่อไปอีก ถ้าศึกษาโดยละเอียด เพราะฉะนั้นเกิด ๑ ครั้งในชาติหนึ่งแล้วก็ตายเพียง ๑ ครั้งในชาติหนึ่ง แล้วจะตายก่อนตายได้อย่างไร อย่างนั้นไม่ใช่ตายแน่ เพราะว่าตายคือ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวง ไม่มีเงินทอง สมบัติ หรือคำขอร้องใดๆ ที่จะไปยืดเวลาให้ยังไม่ตาย เพราะเหตุว่าถึงกาลถึงเวลาที่จิตขณะสุดท้ายจะเกิดและดับไป ซึ่งเป็นผลของกรรมที่จะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น บุคคลนั้นก็จากโลกนี้ไปโดยไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย นี่คือความหมายของสมมติมรณะ เพราะเหตุว่ามรณะมี ๓ อย่าง
สมมติมรณะ สมมติว่าตาย คือ เกิดแล้วก็ตาย แต่ตายแล้วก็เกิดอีกแล้วก็ตายอีก นั่นเป็นสมมติว่าตาย แต่ขณิกมรณะ ใครรู้บ้างว่าขณะนี้สภาพธรรมที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีก นั่นก็คือ ความหมายของตายด้วย เรียกว่า ขณิกมรณะ แต่ละหนึ่งขณะที่สภาพธรรมเกิดต้องดับไป เพราะฉะนั้นก็เป็นแต่ละขณะซึ่งตาย จะตรงกับคำถามที่ว่าตายก่อนตายหรือเปล่า แต่ว่าตามความเป็นจริงก็ตายอยู่แล้วทุกขณะ และมรณะที่ ๓ ก็คือ สมุจเฉทมรณะ ตายแล้วไม่เกิดอีกเลย เพราะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดเพราะหมดกิเลส เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลาย จิตขณะสุดท้ายของท่าน เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์อื่นๆ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะ เหล่านั้น เมื่อจิตขณะสุดท้ายของท่านเกิดแล้วดับไป ก็เป็นสมุจเฉทมรณะ ไม่มีการเกิดอีกเลย
อ.คำปั่น ขออนุญาตเพิ่มเติมเรื่องความตาย ความตายเป็นธรรมหรือเปล่า ความตายก็เป็นธรรม เพราะเหตุว่าเป็นจิตขณะสุดท้ายของภพนี้ชาตินี้ นั่นคือ ตายแน่นอนเมื่อถึงวันนั้น การตายในแต่ละภพแต่ละชาตินั้นเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ได้ แต่ว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สะสมซึ่งความดีประการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ก็คือ ได้ฟังธรรม ได้ฟังสิ่งที่มีจริง ขณะที่ฟังธรรม ขณะที่ฟังสิ่งที่มีจริงแล้วเข้าใจ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีค่าจริงๆ เพราะเหตุว่าเป็นกุศลจิตที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่หายากสำหรับการได้ฟังธรรม ได้ฟังสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้นความตาย เราไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด เพราะเหตุว่าสิ่งที่ไม่สามารถที่จะรู้ได้ ท่านก็แสดงไว้ว่าไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอยู่อีกนานเท่าใด ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ จะตายด้วยโรคอะไร และตายแล้วจะไปไหน ไม่มีใครรู้ได้เลย เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ก็ควรที่จะได้สะสมสิ่งที่ดีไว้เป็นที่พึ่งต่อไป เพราะอย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ตายแล้วก็ต้องเกิด แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งสำหรับชีวิตของทุกคนจริงๆ ก็ต้องเป็นธรรมฝ่ายดีเท่านั้น คือ กุศลธรรมที่จะเป็นที่พึ่งของชีวิตแต่ละชีวิตได้จริงๆ
ท่านอาจารย์ ทุกคนต้องตาย รู้ว่าต้องตายแน่ๆ พร้อมที่จะตายหรือยัง ยังไม่พร้อม เพราะเหตุว่ายังมีความติดข้อง ยังมีความต้องการ ยังห่วงนั่นห่วงนี่สารพัดอย่าง ยังไม่พร้อมที่จะจากไปโดยไม่กลับมาเป็นคนนี้อีกเลย มีท่านผู้ฟังธรรมท่านหนึ่ง ท่านป่วยเป็นมะเร็ง แล้วก็ท่านก็รู้ว่าท่านจะอยู่อีกไม่นาน เวลาไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาล ท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้ที่จะจากโลกนี้ไปแล้ว คำพูดของท่านก่อนที่จะจากกันในวันนั้น ท่านก็กล่าวว่าขออยู่อีกหน่อยหนึ่ง ไม่ต้องนาน ขออยู่อีกหน่อยหนึ่ง เพื่อที่จะได้เข้าใจธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นแต่ละคนพอถึงวาระใกล้ที่จะจากโลกนี้ อะไรสำคัญที่สุด ทรัพย์สมบัติเงินทองก็เอาไปไม่ได้ เกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภยศ ก็หมด สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง ไม่กลับมา แม้แต่จำว่าชาติก่อนเราเป็นใคร ก็ไม่สามารถที่จะระลึกได้ เพราะฉะนั้นระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ เงินทองเกียรติยศ ชื่อเสียง แต่ความดีก็ยังไม่เท่ากับการที่จะเข้าใจธรรม คือ สิ่งที่มีจริง เมื่อได้เข้าใจแล้วก็จะเห็นคุณประโยชน์จริงๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740