ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
ตอนที่ ๑๗๐๖
สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าใครคิดที่อยากจะรู้แจ้งธรรมขณะนี้โดยวิธีอื่น ขณะนั้นลืมแล้วด้วยโลภะและความเห็นผิด ไม่รู้หนทางจริงๆ ว่าเป็นหนทางที่อบรมความรู้ที่จะละความไม่รู้ เมื่อถึงกาลที่ได้สะสมความเข้าใจธรรมละความไม่เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เครื่องกั้นสิ่งที่กำลังกั้นในขณะที่สภาพธรรมปรากฏขณะนี้ก็จะไม่มี เมื่อนั้นปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของธรรมซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ แต่คนที่ศึกษาธรรมผิวเผินด้วยโลภะที่มีความต้องการ จึงผิวเผินก็พยายามหาทางอื่นที่จะให้คิดว่าขณะนั้นเป็นสติ แต่สติต้องเป็นอนัตตา ถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ในการที่ได้เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏทีละเล็กทีละน้อย ไม่มีทางเลยที่สัมมาสติจะเกิดได้ ไม่รู้ตัวเองว่า ขณะนั้นกำลังกั้นการที่สภาพธรรมจะปรากฏด้วยความต้องการในการที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น การฟังจึงเป็นการฟังด้วยความแยบคาย ด้วยความถูกต้องที่จะเห็นตรงตามความเป็นจริงว่าต้องเป็นปกติธรรมดา เพราะเหตุว่าขณะนี้เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้ว ปกติคือเกิดแล้ว ธรรมเกิดแล้วเป็นปกติ เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป มีปัจจัยให้เกิดอีกเป็นปกติ การที่จะรู้ธรรมจริงๆ ก็คือ รู้ธรรมที่กำลังเป็นปกติในขณะนี้ด้วยการฟังเพื่อละความไม่รู้ แล้วจะเห็นประโยชน์จริงๆ ของการไม่ได้ติดข้องต้องการผลที่จะไปทำอย่างอื่น เมื่อสัมมาสติเกิดขณะนั้นก็รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะกั้นสัมมาสติ เพราะว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ว่าอกุศลสะสมมามากมายเหลือเกิน โลภะก็มีโอกาสมากมายเหลือเกิน ที่จะไม่ให้รอการที่จะเริ่มเข้าใจสภาพธรรมทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ ขวนขวายหาทางเมื่อไรก็คือ หลงกลและติดกับของโลภะต่อไป นี่เป็นสิ่งซึ่งเป็นความละเอียดที่จะต้องไม่ลืมว่า พระธรรมทั้งหมดเพื่อละ ละอะไร ละความที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีอกุศลทั้งหมด แต่ต้องละด้วยความรู้
ดังนั้นจึงละอวิชชา ซึ่งขณะใดก็ตามที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเที่ยง มีความเข้าใจผิดเพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เรารู้สึกเหมือนกับไม่ดับไปเลย ความจริงเกิดแล้วดับอย่างเร็วมาก ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่มีการที่จะพยายามไปประจักษ์การเกิดดับด้วยความไม่รู้ ด้วยการไม่ละ ด้วยการไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจากการฟังแล้วคลายความติดข้องต้องการ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจในขณะที่ฟังเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ฟังทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง เพราะว่าลืมทุกครั้ง คุณอรรณพมาจากไหน
อ.อรรณพ ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบ จะไปไหน
อ.อรรณพ ก็ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ทราบอีก จะไปเมื่อไร
อ.อรรณพ ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ทราบ แต่ละคนกำลังอยู่ ณ ที่นี้มาจากไหน ไม่มีใครรู้เลย ต้องมาจากที่ต่างๆ กันบ้างแน่นอน ภพภูมิต่างๆ มาจากสวรรค์ก็ได้ มาจากนรกก็ได้ มาจากเปรตก็ได้ มาจากสัตว์เดรัจฉานก็ได้ แต่มาแล้วสู่โลกนี้และกำลังอยู่รวมกันที่นี่ ต่างกรรมหรือไม่ ที่ทำให้แต่ละชีวิตต่างกันไม่ซ้ำกันเลยเป็นแต่ละหนึ่ง แม้รูปร่างหน้าตาเพียงแค่เกิดมา เด็กทารกที่เกิดมาใหม่ๆ ใครจะรู้ว่าต่อไปหน้าตาจะเป็นอย่างไร เกิดมาใหม่ๆ ก็ดูเหมือนคุณปู่คุณย่าบ้าง พ่อแม่บ้าง โตขึ้นไม่เหมือนก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นความวิจิตรของธรรม ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครไปแต่ง ไม่มีใครไปทำขึ้นมาเลย ทุกคนมีตาสองข้าง มีหู มีปาก มีจมูก แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งโลกด้วย จะต้องมีการต่างกันตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว นี่เป็นมนุษย์ ถ้าสัตว์เดรัจฉานก็ยิ่งวิจิตรมาก แม้แต่สัตว์ประเภทเดียวเช่นนกหรืองูก็หลากหลาย แล้วยังมีสัตว์ต่างชนิดอีก อะไรทำ เกิดแล้วตามปัจจัย
ถ้าสามารถที่จะรู้จริงๆ ว่า กรรมดีและกรรมชั่วนั่นเองนำมาซึ่งภพภูมิต่างๆ และรูปร่างต่างๆ กัน นั่นคือเรื่องของกรรมที่ทำให้รูปเกิดเป็นไปตามกรรม แต่เจตนาความจงใจ ความตั้งใจ ที่สะสมอยู่ในจิตที่เป็นกุศลและอกุศลก็ยิ่งละเอียดมาก เพราะเหตุว่าเกิดดับสลับสืบต่อตลอดเวลา ยากที่จะรู้ได้ว่าขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล แต่กุศลและอกุศลที่เกิดแล้วไม่ได้หายไปไหนเลย เก็บสะสมอยู่ในจิต ที่เราใช้คำว่า จิต มีความหมาย หรือมีคำที่เป็นภาษาบาลีหลายคำ เช่นคำว่า ปัณฑระ คงจะได้ยินน้อยหน่อย เพราะว่ากล่าวถึงสภาพของจิตทั้งหมดทุกประเภทว่า เป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ คำพูดสั้นๆ เท่านี้เตือนให้ระลึกได้ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น ทางตากำลังเห็นก็เพราะจิตเกิดแล้วเห็น ทางหูเสียงปรากฏก็เพราะจิตเกิดขึ้นได้ยิน เพราะฉะนั้น สภาพของจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
เมื่อเช้านี้ถ้าใครตื่นเช้าเห็นหมอกสวยหรือไม่ เพราะอะไรรู้ว่าเป็นหมอก ดูคล้ายๆ กับฟ้านั่นเองใช่หรือไม่ แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ สามารถรู้ความต่างและความละเอียด แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นกุศลและอกุศลโดยตัวจิตเองเลย เป็นธาตุที่เกิดเมื่อไรต้องรู้ ทำหน้าที่อย่างเดียว ไม่ทำหน้าที่อื่นเลย รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ กำลังคิดนึกก็เป็นจิตที่คิด รูปคิดไม่ได้เลย โต๊ะเก้าอี้ไม่มีความคิด แต่เราไม่คุ้นเคยกับการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้มีการเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีขณะนี้ว่า สืบเนื่องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ตามเหตุตามปัจจัย
ในขณะที่เกิดใครรู้บ้างว่า ต่อไปกิเลสอะไรจะแรงขนาดไหน วันไหน สะสมมาแล้วทั้งความริษยา ความสำคัญตน ความแข่งดี ไม่มีใครสามารถที่จะรู้อนาคตได้เลย จิตขณะแรกเกิดมาพร้อมกับการสะสมซึ่งไม่หายไปเลย แต่เป็นธาตุซึ่งเป็นปัณฑระ เป็นธาตุที่ตัวเองไม่ได้เป็นสภาพที่ดีหรือชั่ว แต่ว่ามีการเกิดดับสืบต่อสะสมอยู่ในจิตนั้น ซึ่งจิตก็เป็นเพียงขณะนี้กำลังเห็นสิ่งใดคือจิต ไม่ใช่เรา มีสิ่งที่ปรากฏเมื่อไร ถ้าระลึกได้เช่นนี้วันหนึ่งวันใดจับแข็ง รู้เลยใช่หรือไม่ แข็งไม่ใช่จิต แต่มีธาตุที่กำลังรู้แข็ง
นี่คือการศึกษาธรรม ศึกษาโดยรู้ว่าตัวธรรมจริงๆ คืออะไร ภาษาบาลีใช้คำว่า องค์ธรรม แต่ความจริงก็คือ สภาวะ หรือธรรมนั่นเอง เป็นตัวธรรมที่มีในขณะนั้น บางคนเวลาศึกษาแล้วเห็นชื่อก็งงเพราะเราไม่คุ้นเคยใช่หรือไม่ องค์ธรรมของนั่น องค์ธรรมของนี่ ก็คือกล่าวถึงสภาพธรรมที่มีลักษณะเช่นนั้นนั่นเอง เวลาฟังธรรมถ้าสะสมความเข้าใจไว้ สามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมในขณะที่กำลังปรากฏได้ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นเรา ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วแต่สภาพธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น
ชื่อต่างๆ ของจิต ถ้าได้ยินคำว่าปัณฑระ หมายความถึงจิตเท่านั้น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ความดีความชั่วใดๆ แต่จิตที่เกิดจะต้องมีเจตสิกคือ นามธรรมอีกประเภทหนึ่งเกิดร่วมด้วย เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เกิดในจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต เรียกว่าจะมีจิตโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่ดีหรือชั่วเป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมจิต เกิดขณะใดก็ทำให้จิตซึ่งเป็นสภาพที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดประกอบด้วยเจตสิกที่เกิดร่วม ถ้าเป็นฝ่ายไม่ดีก็เป็นอกุศลจิต ถ้าเป็นฝ่ายดีก็เป็นกุศลจิต เดี๋ยวนี้หรือไม่ คือฟังธรรมจะพ้นจากความจริงขณะนี้ไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าเรารู้เพียงใด
ดังนั้น เวลาที่ฟังธรรมแล้วยังไม่รู้ลักษณะของธรรม เหมือนอยู่ในฝันหรือไม่ ได้ยินก็ได้ยินในฝัน ยังไม่ตื่นขึ้นที่จะรู้ว่า ลักษณะจริงๆ ของธรรมแต่ละอย่างมีจริงๆ แล้วก็ปรากฏถ้ามีความเข้าใจในขณะนั้น แต่ถ้ายังไม่มีความเข้าใจก็ฟังไปเรื่อยๆ จนกว่าเมื่อใดมีการรู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดก็จะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วชีวิตทั้งหมดอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิตซึ่งกำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ และจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้น สภาพธรรมที่เกิดกับจิตและเป็นนามธรรมด้วยกัน ทุกครั้งที่จิตเกิดต้องมีสภาพนามธรรมเกิดร่วมด้วย เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน สภาพธรรมนั้นไม่แยกขาดจากจิตเลย เป็นเจตสิกะ หรือภาษาไทยใช้คำว่า เจตสิก สภาพธรรมที่เกิดกับจิต จะมีจิตโดยไม่มีเจตสิกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ จะมีเจตสิกเกิด โดยไม่มีจิตได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่จิตหนึ่งขณะ จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท อีกคำหนึ่งของจิตคือ หทย หมายความถึง ภายใน เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่า จิตเป็นภายใน ภายในที่สุด ไม่มีอะไรที่จะในยิ่งกว่าจิต เวลาเราเห็น เป็นสีสันภายนอกภายนอกใช่หรือไม่ ลอกหนังออก สิ่งที่ปรากฏเป็นภายนอกหรือภายใน
ผู้ฟัง ภายนอก
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นภายนอก มีจิตอย่างเดียวที่เป็นภายใน แม้เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็เป็นภายนอก เพราะขณะใดที่เจตสิกนั้นไม่เกิดก็มีจิตใช่หรือไม่ แต่เมื่อใดมีเจตสิกนั้นเกิดร่วมด้วย แสดงว่าเจตสิกเป็นภายนอกที่มาเกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น นี่คือการที่จะเข้าใจธรรมที่ละเอียดขึ้นเพื่อเห็นตามความเป็นจริงและเข้าใจถูกตั้งแต่ต้นว่า เป็นอนัตตา ไม่มีใครไปบังคับบัญชาว่าไม่ให้เจตสิกเกิดกับจิต หรือจิตที่เกิดก็ไม่ให้รู้อะไร เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าธาตุรู้เกิดขึ้นต้องรู้ แต่ความละเอียดมีอีกมากนัก เพราะว่าจิตก็มีมากมายหลายประเภท เจตสิกก็มากมาย แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นและดับไปไม่กลับมาอีก ด้วยเหตุนี้แต่ละธรรมซึ่งเกิดจึงใช้คำว่า ขันธ์ ขันธะ เกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก จึงว่างเปล่าจากการเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ขณะนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ ว่างเปล่าหรือไม่
ผู้ฟัง ว่าง
ท่านอาจารย์ ดับแล้วกลับมาอีกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่กลับ
ท่านอาจารย์ อยากได้จังเลย ชอบมาก ไปหาคืนมาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย เกิดแล้วดับไป เป็นแต่ละขันธ์ ใช้ขันธ์ได้กับทุกอย่างที่เกิด จิตใช้คำว่า วิญญาณขันธ์ และรูปซึ่งไม่ใช่จิต ไม่ใช่สภาพรู้ แต่ละลักษณะก็เป็นแต่ละหนึ่งขันธ์ เป็นรูปขันธ์ เวลาฟังธรรมต่อไปนี้ได้ยินคำว่า ขันธ์ ไม่สงสัยเลย อะไรก็ตามที่เกิดนั่นเองแล้วก็ดับไปแน่นอน เกิดแล้วไม่ดับไม่มี และไม่กลับมาอีก จะซ้ำกับของเก่าที่กลับไปได้หรือไม่ ไม่ได้เลย ก็เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ในแต่ละภพแต่ละชาติ ขณะนี้ก็กำลังเป็นเช่นนั้น ไม่มีอะไรที่เที่ยง หรือว่าที่จะกลับมา หรือว่าที่จะเป็นของใครได้เลย ฟังแล้วอยากจะรู้ลักษณะของจิตเดี๋ยวนี้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้อยาก คือเข้าใจขั้นการฟังว่าจิตเกิดต้องมีอารมณ์แล้ว ...
ท่านอาจารย์ เป็นคำที่จำ แต่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่า เห็นขณะนี้เป็นจิต
ผู้ฟัง คือเห็น ก็เลยมีความสงสัยว่าจิตเกิดต้องมีอารมณ์
ท่านอาจารย์ แล้วไปจำเรื่อง
ผู้ฟัง ใช่ จำตรงนี้จึงไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจึงไม่เข้าใจจิตใช่หรือไม่ เมื่อสักครู่นี้บอกว่าไม่เข้าใจจิต
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ จิตขณะนี้ที่กำลังเห็น เห็นมีจริงๆ
ผู้ฟัง มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ เป็นจิตที่เห็น เป็นธาตุรู้ เป็นภายใน เป็นปัณฑระ เป็นทั้งหมดที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ทุกคำที่กล่าวไว้และเข้าใจหมายความถึง สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ใช่รีบร้อนที่จะไปรู้ลักษณะของจิต แต่เพียงฟังเท่านี้แล้วเข้าใจเมื่อไร เมื่อนั้นคลายความไม่รู้หรือไม่ ยังไม่ได้รู้ลักษณะของจิตเลย แต่จากการฟังและเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ละคลายความไม่เคยรู้เรื่องจิตหรือไม่ ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะเข้าใจขึ้น จนกว่าจะไม่มีอะไรบัง จนกว่าจะไม่ลืม แล้วขณะนั้นสภาพธรรมจึงสามารถที่จะปรากฎได้ ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะไปจดจ้อง ไปดูให้รู้ว่าจิตเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อรู้แล้วละความไม่รู้
ขณะใดที่ฟังเข้าใจ ขณะนั้นคลายความไม่รู้น้อยมาก แต่ก็ไม่เหมือนกับตอนที่ยังไม่ได้ฟังเลย เพราะฉะนั้นการที่ปัญญาสามารถที่จะคลาย ไม่ใช่ติดข้องต้องการรู้เพราะรู้ว่าสภาพธรรมเป็นเช่นนี้ เวลาที่อบรมความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ละคลายมากขึ้น ต้องไม่ลืม ยิ่งมีปัญญา ยิ่งละคลายความต้องการ ขณะนั้นจะเห็นจริงๆ ว่า ปัญญาสามารถละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเมื่ออบรมแล้ว แต่ไม่ใช่โดยวิธีอื่น เพราะฉะนั้นอาศัยการฟังเข้าใจ เป็นปริยัติ ที่ใช้คำว่าปริยัติคือ การฟังพระพุทธพจน์ ฟังพระธรรมเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ แล้วรู้ด้วยตัวเองว่ายังไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่เริ่มเข้าใจ กำลังเห็น ไม่เคยสนใจที่จะรู้ว่าเห็นคืออะไร แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น ฟังเรื่องเห็น รู้ว่าเห็นมีจริงๆ เป็นธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็น ใช้คำว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็น เพราะมีนามธาตุอื่นเกิดพร้อมกันเกิดร่วมกัน แต่นามธาตุอื่นซึ่งไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ จึงเป็นเจตสิกหรือเจตสิกะ ไม่ใช่จิต
ฟังอย่างไร พูดอย่างไร ก็คือให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่าเป็นธรรม เป็นปกติใช่หรือไม่ (ขณะกำลัง) ฟังเทปแล้วมีคนพูด (ก็สงสัยว่าเสียงนั้นเป็น) เสียง (คน) พูดหรือเสียงเทป แต่ความจริงได้ยินเป็นธรรม ลืม ได้ยินที่เกิดก็เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ไม่รู้ แต่ก็คิดว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเทป หรือว่าเสียงคนพูดจริงๆ ขณะนั้นไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแม้ว่าเป็นธรรม แต่ความลึกซึ้งที่ควรจะเข้าใจจนกระทั่งเห็นว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นลักษณะของธรรมแต่ละอย่างจริงๆ เช่น เวลาที่ได้ยินเสียง ขณะนี้กำลังได้ยิน ได้ยินเกิดที่โสตปสาทรูปแล้วดับไป เพราะว่าจิตใดก็ตามในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ที่จะเกิดได้ ต้องอาศัยรูปเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น เราจะบอกว่าที่ตัวมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เหมือนกับเป็นของเรา ใช่หรือไม่ แต่ความจริงรูปนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เป็นของใคร แม้แต่โสตปสาทรูปก็เกิดดับ และในขณะที่จิตได้ยินเกิดขึ้นถ้าเป็นปัญญาที่รู้จริงๆ ในความเป็นธรรม ขณะนั้นไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เต็นท์ไม่มี คนไม่มี เรื่องไม่มี อะไรก็ไม่มี มีแต่เพียงธาตุที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยได้ยินแล้วดับไป
ดังนั้นการที่สามารถจะละความเป็นตัวตนได้ ปัญญาต้องถึงระดับที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมโดยความเป็นธรรม ซึ่งขณะที่ปรากฏไม่มีสิ่งอื่นปรากฏร่วมด้วยเลย แม้แต่ความคิดต่อไปว่า เสียงนั้นเป็นเสียงเทปหรือเป็นเสียงคนก็ไม่มี เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้ยินแล้วดับไป แต่ความจำว่าเรามีหูใช่หรือไม่ ยังคิดว่าได้ยินที่หูของเรา หูของใคร ก็ต้องเป็นหูของเรา เพราะว่ายังมีตัวเราและคิดว่าตัวเรามีหู แต่ว่าความจริงแล้วรูปทุกรูปมีปัจจัยเกิดแล้วดับ ทางตาจักขุปสาทไม่ใช่โสตปสาท มีปัจจัยเกิดแล้วดับ ทางหู โสตปสาทก็มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับ ขณะนี้เป็นหนึ่งขณะๆ ซึ่งมีปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย ไม่ใช่มาประชุมรวมกันจนเป็นเรานั่งและกำลังได้ยิน
นี่คือความละเอียดของธรรมซึ่งต้องค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองว่า ความจริงเป็นเช่นนี้หรือไม่ การที่จะละความเป็นตัวตนได้ต้องขณะที่สภาพธรรมนั้นปรากฏ ขณะนั้นเป็นธาตุได้ยินเกิดแล้วดับไป เมื่อดับไป แขนมีหรือไม่ ขามีหรือไม่ เรามีหรือไม่ ก็ไม่มีเลย แต่ตราบใดที่ยังจำไว้ว่า หูของเรากระทบเสียงแล้วได้ยิน ขณะนั้นคืออัตตสัญญา การจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้แต่ขณะนี้ไม่ใช่เพียงได้ยินเกิดแล้วดับ เรานั่งอยู่แล้วก็ได้ยิน เห็นหรือไม่ว่ายังเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้นกว่าความเป็นเราจะหมดไปได้ ปัญญาก็ต้องอบรม ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของธรรมด้วยความละคลาย ไม่ใช่ด้วยความต้องการที่จะรู้ แต่เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมพร้อมกับการละคลาย การยึดถือสภาพธรรม เพราะฟังแล้วเข้าใจว่าสภาพธรรมจริงๆ เป็นเช่นนั้น จึงสามารถที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล แต่เวลาที่ธรรมเกิดดับสืบต่อกันโดยไม่รู้ที่ว่าไม่รู้นั้นเพียงใด ทำให้ยังยึดถือว่าเป็นเราที่กำลังได้ยิน และยังมีความคิดว่าเป็นเสียงอะไรด้วย
ถ้าใครคิดจะหมดกิเลสโดยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมตามปกติตามความเป็นจริง นั่นคือไม่เข้าใจธรรม และในขณะนี้ถ้าเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม จริงหรือไม่ เปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วเป็นเช่นนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ไม่ได้ใช่หรือไม่ คนที่มีความเข้าใจจึงเข้าใจความหมายของคำว่า ปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ โดยอรรถที่ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงความเป็นธรรมนั้นๆ ได้เลย เพราะฉะนั้นธรรมคือปรมัตถธรรม ถ้ามีคนบอกว่าธรรมไม่ใช่ปรมัตถธรรม หมายความว่าคนนั้นไม่ได้เข้าใจธรรม ได้ยินชั่วขณะหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับ เป็นธรรม เป็นปรมัตถ์ ใครก็เปลี่ยนแปลงสภาพนั้นไม่ได้ เป็นอภิธรรมเพราะละเอียดยิ่ง
ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็จะคิดว่าธรรมไม่ใช่อภิธรรม อภิธรรมไม่ใช่ธรรม แต่คนที่ศึกษาธรรมแล้วจะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นชัดเจนขึ้นว่า ถ้าไม่มีธรรมแล้วจะมีอะไร แล้วธรรมที่มีนั้นก็เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน แต่เป็นสภาพที่มีจริงคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน และความลึกซึ้งของธรรมทั้ง ๔ เป็นอภิธรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกันที่จะไม่ประมาทที่คิดว่า จะไปรู้แจ้งสภาพธรรมโดยไม่ค่อยคลายความไม่รู้โดยขั้นแม้การฟัง ซึ่งขั้นการฟังขณะนี้กำลังสะสมความคมของธรรมที่สามารถเมื่อถึงกาลที่สมบูรณ์เมื่อไร ขณะไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เพราะเป็นอนัตตา แต่เพียงสภาพธรรมนั้นปรากฏ ปัญญาสามารถรู้ชัดประจักษ์แจ้งความจริงแล้วละความติดข้องได้ เพราะกำลังสะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยเช่นในขณะนี้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจที่เป็นพื้นฐานที่ค่อยๆ มั่นคงในการละ แม้สภาพธรรมกำลังปรากฏก็เหมือนขณะนี้ คือไม่สามารถที่จะละ เพราะว่าไม่ประจักษ์แจ้งความจริงตามปกติได้
อ.ธิดารัตน์ มีคำถามส่งมาว่า อกุศลจิตเกิดแล้วกับจิตดวงนั้นและจิตดวงนั้นก็ดับไปแล้ว เหตุใดจึงพูดว่ายังมีเชื้อกับจิตดวงถัดไป จิตดวงใหม่น่าจะใสบริสุทธิ์เพราะเป็นคนละดวงกับจิตดวงนั้น
ท่านอาจารย์ ถ้ากิเลสเกิดแล้วดับไปไม่เกิดอีกก็ดี ใช่หรือไม่ ไม่ต้องมีการดับกิเลสใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่กิเลสที่ดับไปแล้วไม่ได้หายไปไหนเลย เมื่อเกิดแล้วตัวจิตที่ประกอบด้วยกิเลสดับจริง แต่สิ่งที่สะสมอยู่ก็สืบทอดไปสู่จิตขณะต่อไป เพราะว่าการดับไป ปราศไป หมดสิ้นไปของจิตขณะก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด แต่ถ้าจิตดวงก่อนยังไม่ดับ จิตขณะต่อไปเกิดไม่ได้เลย ต้องหมดไป ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740