ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717


    ตอนที่ ๑๗๑๗

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น การสะสมที่มีอยู่ในจิตจะไม่ปรากฏเลยถ้าไม่เกิดขึ้น เช่นคนที่นอนหลับสนิท ผู้ร้าย คนดี พระสกทาคามี หรือพระอรหันต์ รู้ได้หรือไม่ ไม่มีอะไรที่จะปรากฏให้รู้ได้เลย แต่ทันทีที่เห็น พระอรหันต์เห็นแล้ว กับคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์เห็น ต่างกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ต้องต่างแน่นอน

    ท่านอาจารย์ ต้องต่างกันแน่นอนเพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะปัญญา

    ท่านอาจารย์ สะสมมาที่จะเป็นเช่นนั้นก็เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่สะสมปัญญาที่สามารถที่จะดับอกุศลได้หมดไม่เหลือเลย ทันทีที่เห็นก็ต้องเกิดอกุศล จะไปห้ามยับยั้งอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีปัญญาระดับที่สามารถที่จะดับกิเลสได้หมดไม่เกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดมา ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า แต่ละจิตมีอะไรที่สะสมมาแล้วในแสนโกฏิกัปป์

    พี่น้องมีตั้งหลายคน นิสัยเหมือนกันหรือไม่ ชอบอาหารอย่างเดียวกันหรือไม่ หรือแม้แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วความเป็นไปของชีวิตก็ต่างกันไป ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือบังคับบัญชาได้ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแม้ขณะจิตเดี๋ยวนี้ของแต่ละหนึ่งๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่า สะสมอะไรมามากน้อยเท่าไร แต่ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่ได้สะสมมาก็จะเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อสะสมอกุศลมามาก มากจนเป็นปุถุชนคนที่หนาแน่นด้วยอกุศล ทันทีที่เห็น อกุศลเกิดได้ทันทีแล้วแต่ว่าจะเป็นประเภทไหน เหมือนกับต้นยางชุ่มด้วยยางภายใน เมื่อมีอะไรสะกิดนิดเดียวยางก็ไหลออกมา

    ขณะที่กำลังนอนหลับยังไม่มีอะไรกระทบ เพราะฉะนั้นจะมีโลภะ โทสะ หรืออะไรเกิดขึ้นเป็นไปก็ไม่ได้ แต่เมื่อมีการประสบกับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด แล้วแต่ว่าการสะสมในขณะนั้นเป็นปัจจัยให้จิตอะไรเกิดขึ้น คนที่ไม่ชอบ จะไปบอกเขาว่าไม่ดีก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะเกิดเป็นเช่นนั้นแล้วตามการสะสม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กำลังพูดถึงว่า อกุศลมีกำลัง ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ถ้ากล่าวถึงธรรมที่มีกำลัง จะมีทั้งที่เป็น ๕, ๗ และ ๙ ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ถ้าพูดถึงเรื่องกำลัง ซึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ มีทั้งนัยที่เป็น ๕ นัยที่เป็น ๗ นัยที่เป็น ๙ ซึ่งเป็นเรื่องของจำนวน แต่ว่าจริงๆ แล้วคือสภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมดเลย เคยได้ยินหรือไม่ กำลังของความละอายต่ออกุศล กำลังคือความเกรงกลัวต่ออกุศล นี่คือกำลังที่เป็นหิริ และโอตตัปปะ ซึ่งเป็นกำลังฝ่ายดีใช่หรือไม่ แต่ถ้าโดยนัยตรงกันข้าม กำลังที่เป็นฝ่ายอกุศล กำลังคือความไม่ละอาย กำลังคือความไม่เกรงกลัวต่ออกุศล นี่คือโดยนัยที่เป็นกำลังทางฝ่ายกุศลและกำลังที่เป็นฝ่ายอกุศล แต่กำลังอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นกำลัง เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงแล้วเป็นธรรมฝ่ายดีคือ ประเภทที่เป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องของกำลังทางฝ่ายที่ดีงาม

    ผู้ฟัง สติเกิดขึ้นระลึกรู้ โดยคนทั่วไปจะคิดเช่น หยิบแก้วน้ำแล้วน้ำไม่หก เป็นสติหรือไม่

    อ.คำปั่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสติเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพที่ระลึกได้ เป็นไปในกุศลธรรม เป็นไปในสิ่งที่ดีงาม จึงจะเป็นสติในทางพระพุทธศาสนา แต่ละเอียดไปกว่านั้น สติก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดร่วมกับกุศลจิตเท่านั้น ยังเกิดร่วมกับจิตฝ่ายดีทุกประเภท ในชีวิตประจำวันขณะใดก็ตามที่เป็นกุศลจิต ขณะนั้นมีสติเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง

    ท่านอาจารย์ ที่คุณคำปั่นพูดเมื่อครู่นี้เป็นกุศลจิต ใช่หรือไม่

    อ.คำปั่น ขณะที่พูดอธิบายเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจก็เป็นจิตที่ดีงามที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นมีศรัทธาหรือไม่

    อ.คำปั่น มีศรัทธาด้วย

    ท่านอาจารย์ มีวิริยะ

    อ.คำปั่น มีวิริยะในทางที่เป็นกุศลด้วย

    ท่านอาจารย์ มีสติ

    อ.คำปั่น มีด้วย

    ท่านอาจารย์ มีสมาธิ

    อ.คำปั่น ก็ตั้งมั่นในกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ มีปัญญา

    อ.คำปั่น ต้องเป็นขณะที่เข้าใจจริงๆ

    ท่านอาจารย์ มีกำลังหรือยัง

    อ.คำปั่น ยังไม่ถึงขั้นที่มีกำลัง

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงขั้นที่มีกำลัง แสดงให้เห็นว่า แม้ธรรมที่เป็นฝ่ายโสภณะ ฝ่ายดี ก็ไม่ใช่ว่าจะถึงระดับที่จะใช้คำว่าเป็นพละหรือมีกำลัง เพราะว่าจะต้องมีการเจริญขึ้นตามลำดับ เช่นขณะนี้มีการฟังธรรม มีศรัทธาแน่นอน และขณะที่กำลังเข้าใจก็มีสติ และขณะนั้นวิริยะก็เกิดแล้ว ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เป็นสภาพธรรมที่ถึงวาระที่จะเกิดก็เกิด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตขณะนั้นเป็นไปในทางฝ่ายกุศล มีทั้งศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ ปัญญา แต่ว่าแม้จะฟังเข้าใจก็จริง กำลังรู้ลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามที่เข้าใจหรือยัง รู้หรือยัง ฟังเข้าใจ แต่ว่าจะถึงขณะที่กำลังเข้าใจลักษณะของเห็น ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริงว่าเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม หรือไม่ต้องใช้คำอะไรเลยก็เป็นสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็น เริ่มเห็นความจริงว่า เป็นสิ่งที่กำลังเห็น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็เริ่มที่จะมีกำลังระดับขั้นของอินทรีย์ แต่ไม่ใช่ระดับขั้นของพละที่มีกำลัง

    สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นที่ตั้ง เป็นฐานะของสติ ที่จะทำให้รู้ความจริงของลักษณะนั้นได้ ไม่ใช่เพียงขั้นการฟัง นี่คือถึงสภาพนั้นด้วยปัญญาและสติสัมปชัญญะตรงลักษณะที่เป็นธรรม ที่ใช้คำว่าปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ความเข้าใจลักษณะที่กำลังเป็นเช่นนั้นตรงตามที่ได้ฟัง แสดงให้เห็นว่า ถ้ายังไม่เกิดขึ้นขณะใดยังไม่เป็นอินทรีย์ แต่ก็เป็นสติ เป็นศรัทธา ต่อเมื่อใดสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แม้เพียงเล็กน้อยยังไม่มีกำลังถึงขณะที่ว่า อกุศลธรรมเกิดก็ไม่หวั่นไหวเพราะรู้ว่าเป็นธรรม โดยมากเมื่อเกิดขุ่นใจไม่ชอบก็หาทาง หาวิธีแล้ว ใช่หรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะไม่โกรธบ้าง ถึงจะเข้าใจธรรมบ้าง หาทางอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นขณะนั้นไม่ใช่พละ ไม่มีกำลังที่จะเข้าใจว่า ขณะนั้นเป็นธรรม ไม่ใช่เรา มีลักษณะที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป

    ดังนั้นกว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างจะเจริญขึ้น จนกระทั่งถึงระดับที่เราใช้คำว่าสัทธินทรีย์ หรืออินทรีย์ ๕ หรือว่าพละ ๕ ตามที่กล่าวแล้วว่า เป็นไปในการที่จะถึงการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏโดยไม่หวั่นไหวเมื่อไร เริ่มจากการที่ระลึกทางนั้นบ้าง ทางนี้บ้าง (แต่ละทาง) ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคง เป็นเรื่องของการฟังให้เข้าใจ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะไปหาวิธีอื่นที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แม้แต่คำว่า พละ ก็มีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลและฝ่ายที่เป็นอกุศล ความไม่ละอายถึงระดับขั้นที่มีกำลัง ทำร้าย ทำลายได้ทุกอย่างก็ระดับหนึ่งใช่หรือไม่ มีกำลังถึงทำสิ่งซึ่งไม่น่าจะทำได้ แต่ก็ทำได้ ทั้งอหิริกะ อโนตตัปปะ เพราะฉะนั้นก็เป็นพละทางฝ่ายอกุศล

    ส่วนพละทางฝ่ายกุศลทั่วๆ ไปก็มีหิริ โอตตัปปะ ที่ละอายที่จะไม่รู้ธรรมจึงฟัง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะก็ไม่ฟังแต่ทำอย่างอื่น เพราะเหตุว่าไม่ละอายที่จะไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ไม่รู้ไปจนตายก็ไม่เดือดร้อน ขณะนั้นไม่มีหิริโอตตัปปะที่จะเริ่มฟังธรรม ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ ในเมื่อสามารถที่จะรู้ได้แล้วเหตุใดจะไม่รู้ เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ ยังคงเป็นผู้ที่พอใจที่จะไม่รู้ต่อไปเพราะไม่มีความละอาย

    สภาพธรรมเกิดแล้วดับโดยที่ไม่มีใครรู้เพราะว่าเกิดดับเร็วมาก แล้วเกิดพร้อมกันหลายๆ อย่างด้วย เพราะฉะนั้น ในขณะที่มีหิริ โอตตัปปะก็มีอโลภะ มีอโทสะด้วย มีสภาพธรรมที่เป็นโสภณะเกิดพร้อมกัน ร่วมกันด้วย ถ้าไม่ใช่การที่รู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ ก็ยังไม่ใช่การที่จะถึงความเป็นอินทรีย์ ๕ หรือว่าพละ ๕ ได้ การฟังธรรมจึงต้องละเอียด แต่ว่าทางฝ่ายอกุศลไม่ต้องอบรมอะไรเลย ใช่หรือไม่ เพียงแต่ว่าเมื่อมีกำลัง สามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมที่ร้ายแรง ก็เห็นกำลังของความไม่ละอายและความไม่เกรงกลัวต่อโทษภัย

    เกิดเป็นมนุษย์ จิตที่ทำกิจครั้งแรกเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นมนุษย์ กับจิตที่เกิดขึ้นและต่อไปจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องมีจิตแน่นอนใช่หรือไม่ และต้องมีเจตสิกคือธรรมที่เกิดกับจิตด้วย เพราะจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ ระหว่างเกิดเป็นมนุษย์กับเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เจตสิกไหนจะมากกว่ากัน เป็นมนุษย์มากกว่า นี่คือการเริ่มมีเหตุผลที่จะรู้ว่าเพราะอะไร เพราะว่ามนุษย์ต่างกับสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานก็เห็นและรู้สิ่งที่ปรากฏว่าเป็นอะไร เพียงแค่จำได้ จะรู้จักชื่อ จะรู้จักความละเอียด ความเป็นมาเป็นไปของสิ่งที่ปรากฏเท่ามนุษย์ไม่ได้ ใช่หรือไม่

    เจตสิกที่เกิดกับปฏิสนธิจิตในนรก หรือเป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นผลของอกุศลกรรม เมื่ออกุศลกรรมให้ผลจะมีปัญญาเจตสิกเกิดพร้อมกับจิตก็ไม่ได้ หรือจะมีธรรมฝ่ายดีเกิดกับจิตเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้มีการเจริญขึ้นของกุศลมากๆ ก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นผลของอกุศลกรรม นี่คือตอนหนึ่งแล้วที่เราจะพอได้เหตุผลว่า ขณะจิตไหนมีเจตสิกเกิดมาก หรือขณะไหนมีเจตสิกเกิดน้อย

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่กำลังเห็น เพียงแค่เห็น ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้เลย เป็นการอุปปัตติเหมือนกับที่เราใช้คำว่า อุบัติเหตุ เมื่อมีการประจวบกันของธรรม คือจักขุปสาทกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แล้วก็มีจิตด้วย ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ก็เกิดไม่ได้ เพียงการที่ถึงวาระที่กรรมจะให้ผลทำให้เกิดเพียงเห็น ไม่ได้ทำกิจมากกว่านั้นเลย เพียงเห็น ในขณะที่กำลังเห็นยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ยังไม่มีความชอบหรือไม่ชอบเลย เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป จิตขณะนั้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากหรือน้อยกว่าขณะอื่น

    โดยการตรัสรู้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า จิตเห็นเป็นผลของกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ถ้าเห็นสิ่งที่ดีก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นผลของอกุศลกรรม แต่ไม่ว่าจะเห็นสิ่งดีหรือไม่ดี เห็นเป็นเห็น จะเป็นเกินกว่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นในบรรดาจิตทั้งหมด จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุดคือ จิต ๑๐ ประเภท ได้แก่ จิตเห็น ๒ คือ กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ อาศัยตา จิตได้ยิน ๒ กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ จิตที่กำลังเพียงรู้กลิ่น กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ จิตที่กำลังรู้รส กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ จิตรู้สิ่งที่กระทบกาย ไม่รู้ไม่ได้ ถึงกาล ถึงเวลาที่กรรมจะให้ผลก็ทำให้มีการรู้สิ่งที่กระทบ จะเป็นสิ่งที่แข็ง ร้อน เย็น อะไรก็แล้วแต่ ขณะนั้นเป็นกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ รวม ๑๐ ใช่หรือไม่ ๕ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย กุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิต ๑๐ ดวงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุดคือ ๗

    เราก็เริ่มมีเหตุผลว่า เพราะอะไรบางจิตจึงได้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่านี้ และเมื่อไรจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านี้ เมื่อเวลาที่เห็นแล้วเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลซึ่งไม่ใช่เห็น คนละขณะ เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นอกุศลจะมีเจตสิกมากกว่าจิตเห็นหรือไม่ มากกว่า ซึ่งปกติธรรมดาพื้นเพของจิตก็ง่ายที่จะเป็นอกุศล นานๆ ครั้งหนึ่งก็จะเกิดจิตที่เป็นกุศล เวลาที่กุศลจิตเกิด จะมีเจตสิกเกิดมากกว่าอกุศลหรือไม่ มากกว่า นี่คือเราเริ่มเข้าใจว่า จิตหลากหลายไปตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้น จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด เราค่อยๆ จำ ค่อยๆ เข้าใจ พร้อมกับการจำว่ามีเพียง ๑๐ ซึ่งจิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ แต่เราก็เริ่มจากนิดๆ หน่อยๆ เท่าที่เราจะเข้าใจได้ จนกระทั่งในที่สุดก็ครบ ๘๙ หรือ ๑๒๑ ได้ แต่ตอนนี้คงไม่มีใครลืมว่า จิต ๑๐ ประเภทมีเจตสิกเกิดกับจิต ๑๐ ประเภทนั้นเพียง ๗ ประเภทเท่านั้น เวลาที่เป็นอกุศลก็มีเพิ่มขึ้นอีก และเวลาที่เป็นกุศลก็ต้องเพิ่มมากกว่า เพราะว่าต้องมีกำลังพอที่จะเป็นกุศล ซึ่งเวลาที่เป็นอกุศลง่ายมากเลย เมื่อเห็นแล้วปกติก็เร็วมากที่จะเป็นอกุศลประเภทหนึ่งประเภทใด

    อ.คำปั่น ในสังคมไทยจะมีการถามกันว่าไปปฏิบัติธรรมที่ไหน เขาก็จะตอบว่าไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะได้ยินคำนี้บ่อยมากเลย ขอให้ท่านอาจารย์ได้อธิบายเกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องนั้นคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานคืออะไร วิปัสสนาคืออะไร ปฏิบัติคืออะไร ถ้าไม่รู้ก็ทำสิ่งที่ไม่รู้ ทำไปก็ไม่รู้ ก็ชอบทำสิ่งที่ไม่รู้

    อ.คำปั่น ถ้าเป็นเช่นนี้หมายความว่า ถ้าเริ่มจากความไม่รู้ ผลก็คือเพิ่มความไม่รู้มากขึ้น

    ท่านอาจารย์ แล้วที่ไม่รู้ ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน แต่ทุกคำเป็นความจริง เป็นสัจจะ เช่น กรรมฐาน หรือ สติปัฏฐาน ฐานะคือที่ตั้ง เวลาจิตเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแน่นอน ขณะที่เกิด มีสิ่งที่จิตรู้หรือไม่ เพราะจิตเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่เกิดขณะแรก ครั้งแรก จิตนั้นรู้อะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกจิตแรกที่เกิด

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้ เกิดเมื่อไร ที่ไหน

    ผู้ฟัง ต้องรู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะเป็นจิต เป็นธาตุรู้ก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้นขณะแรกที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นจิตที่เกิดใช่หรือไม่ จิตขณะนั้นรู้อารมณ์คือสิ่งที่จิตกำลังรู้ หรือไม่

    ผู้ฟัง รู้

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ แต่อารมณ์นั้นไม่ปรากฏ เหมือนขณะที่กำลังหลับสนิท แต่เมื่อมีจิตเกิดจิตนั้นต้องรู้อารมณ์ ซึ่งไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์นั้นจึงไม่ปรากฏ และที่อารมณ์ไม่ปรากฏ ที่ไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะเหตุว่ามีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จะตายของชาติก่อน ก่อนตายจิตมีอารมณ์อะไร ปกติธรรมดา ขณะนี้ถ้าเห็นแล้วเราก็ยังมีการคิดนึก รู้อารมณ์นั้นต่อทางใจเสมอ เห็นจริง เราไม่รู้เลยว่าจำสิ่งที่เห็น และทางใจก็รู้สิ่งนั้นต่ออย่างเร็วมาก คิดนึกต่อไปจนกระทั่งรู้เรื่องราวก็ได้ เพราะฉะนั้นที่มีการเห็นแล้วจะไม่คิดไม่มี ได้ยินแล้วไม่คิดก็ไม่มี แต่เร็วมากเหมือนกับว่า เห็นก็เป็นคุณณรงค์ แต่จริงๆ เป็นสิ่งที่ปรากฏ ใช่หรือไม่ แล้วถ้าไม่มีความจำ ไม่มีรูปร่างสัณฐาน จะมีการรู้หรือไม่ว่านั่นอะไร จะเป็นคุณณรงค์ หรือจะเป็นโต๊ะ หรือจะเป็นแก้วน้ำ ต้องเพราะเหตุว่า เมื่อเห็นแล้วทางใจสามารถที่จะจำรูปร่างสัณฐาน และยังรู้ในความหมายนั้นด้วย ดังนั้นปฏิสนธิจิตก็ต้องรู้อารมณ์ ปฏิสนธิจิตดับไป ภวังคจิตเกิดต่อ รู้อารมณ์หรือไม่

    ผู้ฟัง รู้

    ท่านอาจารย์ รู้อารมณ์ แต่อารมณ์นั้นไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่ได้กลิ่น ไม่ใช่ลิ้มรส ไม่ใช่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ใช่คิดนึก เพราะฉะนั้นต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิต หรือเป็นเรื่องของเจตสิก ถ้าสับสน หรือว่าเปลี่ยนแปลง หรือว่าคิดเองต่อก็ผิด ต้องเป็นการพิจารณาและเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังแล้ว

    ผู้ฟัง เห็นไม่เป็นโต๊ะ ไม่เป็นผม ไม่เป็นใคร แต่ที่เป็นเพราะคิด ต้องคิด จึงจะรู้ว่าเป็นอะไร ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ คิดคือไม่เห็น ขณะเห็นไม่ใช่คิด เพราะฉะนั้นที่รู้ว่าเป็นอะไร ต้องไม่ใช่เห็น

    ผู้ฟัง หลังเห็นแล้วคิด ต่างกับเวลาเราคิดเรื่องอะไร ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ก็คือคิดโดยไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่ได้กลิ่น ไม่ใช่ลิ้มรส ไม่ใช่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เมื่อไม่ใช่การรู้ ๕ ทางนั้นก็คือต้องเป็นคิด

    ผู้ฟัง ต้องเป็นคิด แต่ปกติเราคิดเรื่อง เราจะรู้เลยว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ว่าเห็นแล้วคิด ไม่รู้ว่าคิด

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ได้คิดเป็นคำ

    ผู้ฟัง เพราะไม่ได้คิดเป็นคำ คิดเป็นสิ่งของ

    ท่านอาจารย์ รูปร่างสัณฐาน นี่เป็นกรรมฐานหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าต้องแต่ละคำจริงๆ ที่เราจะต้องเข้าใจก่อน เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจคำว่า วิปัสสนากรรมฐาน เริ่มจากไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วจะไปทำอะไรให้เกิดความเข้าใจก็เป็นไปไม่ได้

    ฐานะคือที่ตั้ง คืออารมณ์ที่จิตกำลังรู้ แต่ปกติไม่มีปัญญาที่เห็นถูกในสิ่งที่ปรากฏ แต่มีโลภะบ้าง มีโทสะบ้าง มีอกุศล หรือกุศล ซึ่งไม่ใช่ปัญญาที่เข้าใจถูกต้องในความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นจะเป็นวิปัสสนาไม่ได้ เพราะเหตุว่าวิปัสสนาหมายความถึง ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดดับ จะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏนี่เอง เริ่มเข้าใจจนกระทั่งประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป จึงจะเป็นวิปัสสนา ดังนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นกรรมฐาน หรือเป็นสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งของปัญญาที่จะรู้ความจริง ไม่ใช่รู้อื่น แต่รู้สิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าไม่มีความเข้าใจก็ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน แต่เรียกเอง คิดเองว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐาน

    ผู้ฟัง ในสมัยพุทธกาล ถ้าพระพุทธองค์ท่านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บ้านเมืองนั้นทะเลาะวิวาทกัน จะด้วยเหตุอะไรก็ตามแต่ ในพระสูตรมีกล่าวไว้หรือไม่ว่าท่านทำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ทุกอย่างที่ทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันต้องเป็นไปเพราะพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ไม่จำกัด ไม่มีขอบเขต ที่จะให้คนมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก เช่น พวกเดียรถีย์ปริพาชกในสมัยพุทธกาลที่นับถือคำสอนอื่นมีมากมาย ไม่ได้มาฟังธรรมเลย พระพุทธองค์จะทำอย่างไร จะไปเรียกร้องมา หรือรู้ว่าเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ เพราะเขาไม่ได้สะสมมาที่จะเห็นถูก แต่เขาสะสมมาที่จะเห็นผิด เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    คุณพัฒน์นรีต้องการจะช่วยใครโดยสถานใด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ช่วยที่ประเสริฐสุดคือ ช่วยให้เขามีความเห็นที่ถูกต้อง เพราะกิเลสทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความวุ่นวาย แต่กุศลทั้งหลายไม่ได้เป็นปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเลย ไม่ว่าจะช่วยใครสักเท่าไร ตราบใดที่เขายังมีกิเลสอยู่จะพ้นจากปัญหานี้ได้หรือไม่ แม้ในครั้งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล ดังนั้นการดับต้องดับที่เหตุ ไม่ใช่ดับชั่วคราว หรือว่าเป็นแต่เพียงหวังว่า สิ่งนั้นจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้โดยที่ไม่รู้เหตุจริงๆ ว่า ถ้าเหตุยังมีอยู่ ผลก็ยังต้องมี ประเทศชาติก็คือแต่ละหนึ่ง ถ้าไม่มีหนึ่งๆ ๆ มารวมกัน จะเป็นประเทศชาติไม่ได้ แต่ละหนึ่งที่เลวก็ทำให้ความเลวมากขึ้น แต่ละหนึ่งที่ดีก็ทำให้ดีมากขึ้น เพราะว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นช่วยจริงๆ ช่วยอย่างไร

    อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงแต่ละคนที่เกิดมาในถิ่นหนึ่งถิ่นใดเป็นประเทศชาติ เพราะว่ามีการเกิดขึ้นของคนแต่ละคนซึ่งสะสมมาที่แตกต่างกัน แต่ถ้าหากว่าได้มีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม ได้เข้าใจในเรื่องของเหตุของผลในความเป็นจริงของสภาพธรรมมากขึ้น เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ปัญญานี่เองจะเป็นเครื่องปรุงแต่งให้บุคคลคนนั้น มีการคิดก็คิดในสิ่งที่ดี มีการพูดก็พูดในสิ่งที่ดี มีการกระทำก็เป็นการกระทำในสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นผู้ที่มีพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าทุกคนมีความเข้าใจธรรมเช่นนี้ก็จะเป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่มีแต่ความสงบสุขร่มเย็น

    เพราะฉะนั้น จะมีความสุขก็ต่อเมื่อทุกคนนั้นเป็นคนดี อยู่ร่วมกันด้วยความมีเมตตาต่อกันและกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวันจริงๆ เพราะว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่ทุกบุคคลไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศใด วัยใด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าหากว่าศึกษาและน้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามแล้วดีทั้งหมดเลย เพราะว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม เป็นไปเพื่อความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสูงสุดเลยคือ สามารถที่จะถึงความเป็นผู้หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวงได้ในที่สุด พระธรรมเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องขจัดขัดเกลาอกุศล ขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง ด้วยความรู้ความเข้าใจของแต่ละบุคคล ซึ่งจะต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมในแนวทางที่ถูกต้องจริงๆ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    18 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ