ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
ตอนที่ ๑๗๑๙
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณฟองจันทร์ วอลช
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ และต่อไปก็เป็นเช่นนี้ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเป็นเช่นนี้ เหมือนกับมีคนนั่งอยู่ ใช่หรือไม่ แต่ต้องมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้าไม่มีจะไม่มีสิ่งที่กระทบตาที่จะปรากฏให้เห็น แล้วสัญญาคือสภาพจำก็จำตลอด จำได้ในสีสันวัณณะ ในรูปร่าง ในนิมิตที่ปรากฏและยังจำชื่ออีก ไม่ต้องนึกถึงชื่อก็ยังได้ ใช่หรือไม่ เพียงแค่เห็นจำรูปร่างสัณฐานนิมิตได้ยังไม่พอ ยังจำชื่อด้วย เพราะฉะนั้นจิตเกิดดับเร็วสักเพียงใด โดยที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียวว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งเกิดดับเร็วมากสุดที่จะประมาณได้
เท่านี้พอหรือไม่ สำหรับประโยคสั้นๆ ที่จะทำให้เข้าใจข้อความยาวๆ ต่อไปอีก ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน อย่างไรก็คือไม่พ้นจากเห็นแล้วคิด จนกว่าจะรู้ความจริง และเห็นเป็นเช่นนี้จะรู้เมื่อไร บังคับบัญชาได้หรือไม่ ยังไม่ทันเข้าใจความละเอียดแล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับ เป็นไปไม่ได้เลย จะให้คลายอย่างไรๆ ๆ ทำอย่างไรก็ไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วไม่ข้าม ไม่เผิน ฟังแล้วพิจารณาและไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานเท่าไร สำคัญที่ความเข้าใจเพิ่มขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นการสะสมความเห็นที่ถูกต้องที่มั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องนิมิต ถ้าจะแปลความให้เข้าใจคือ สิ่งที่มีการเกิดและมีการดับไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดดับหมายถึง จิตเกิดดับ เจตสิกเกิดดับ และรูปเกิดดับ แต่เมื่อพิจารณาถึงรูปนิมิตเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากมาก เพราะเวลานี้ปฏิเสธเรื่องความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน แต่รูปนิมิตคือเป็นรูปที่เราสมมติว่าเป็นคน กลับไม่ยอมรับว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย นิมิตเป็นนิมิต ไม่ต้องมีใครไปยอมรับ
ผู้ฟัง นิมิตคือสิ่งที่มีจริง
ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้คุณศุกลพูดถึงนิมิตว่าอย่างไร
ผู้ฟัง คือสิ่งที่เกิด
ท่านอาจารย์ อะไรเกิด
ผู้ฟัง รูปเกิด
ท่านอาจารย์ รูปเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ รูปๆ เดียวไม่สามารถที่จะปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เลย ใช่หรือไม่ แต่ที่ปรากฏรูปร่างสัณฐานต่างๆ เพราะว่ารูปนั้นลักษณะเช่นนั้น มีปัจจัยให้เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นเกิดดับสืบต่อ
ผู้ฟัง เมื่อเกิดดับแล้วก็ไม่น่าจะมีรูปร่างสัณฐาน
ท่านอาจารย์ เกิดดับจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตที่เหมือนไม่ดับเลย ไม่ได้รู้การเกิดดับ แต่ว่าเพราะการเกิดดับรวดเร็วมากจึงปรากฏเป็นนิมิต เหมือนไม่ดับเลย
ผู้ฟัง ดังนั้น รูปร่างสัณฐานเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
ท่านอาจารย์ แน่นอน จะปฏิเสธความจริงได้อย่างไร รูปเกิดดับปฏิเสธไม่ได้ รูปเกิดดับซ้ำสืบต่อจนปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ รูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้
ผู้ฟัง แสดงว่ายังดับไม่หมด ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เกิดแล้วดับไปแล้วก็ซ้ำจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต
ผู้ฟัง นิมิตนี้ไม่สามารถจะรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ว่าเป็นการรู้ทางใจ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าทางตาจะต้องเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏแล้วดับ จนกระทั่งรูปนั้นเองปรากฏเป็นนิมิตเพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับ รูปนั้นที่เกิดดับสืบต่อซ้ำจึงปรากฏเป็นนิมิต
ผู้ฟัง จะเป็นความรู้ที่ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน
ท่านอาจารย์ ก็รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสิ่งที่มีจริงๆ กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง เอาเท่านี้เท่านั้น
ท่านอาจารย์ เอาเท่านี้ หมายความว่าอะไร
ผู้ฟัง คือจะคิดไปมากกว่านั้นก็ ...
ท่านอาจารย์ จะคิดหรือไม่คิด บังคับบัญชาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้ เพราะความที่คุ้นเคย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เอา แต่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังว่าเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น คุณศุกลเปลี่ยนนิมิตได้หรือไม่
ผู้ฟัง นิมิตเปลี่ยนไม่ได้
ท่านอาจารย์ ให้เข้าใจว่านิมิตคืออะไร ไม่ใช่ให้ไปเปลี่ยน
ผู้ฟัง นิมิตมี ๕ ลักษณะด้วยกัน
ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้พูดถึงอย่างเดียว ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง อย่างเดียว
ท่านอาจารย์ ตอนนี้เข้าใจรูปนิมิตหรือยัง
ผู้ฟัง กราบเรียนถามว่าเมื่อเราเห็นเป็นนิมิต คือเป็นการเริ่มของเงานก ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ กำลังฟังเรื่องนี้แต่ไปคิดถึงเงานก
ผู้ฟัง ทางใจ
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ เห็นอะไร
ผู้ฟัง เห็นรูป
ท่านอาจารย์ รูปอะไร
ผู้ฟัง รูปบุคคลและสิ่งของเบื้องหน้า
ท่านอาจารย์ มีคน มีสิ่งของ หรือมีรูป
ผู้ฟัง มีรูป
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อรูปนั้นเกิดดับแล้วไม่รู้ จึงปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ ยังไม่ต้องคิดว่าทางไหนเลยทั้งสิ้น แต่ว่าความจริงเป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่ กำลังเห็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ และมีการจำหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังเห็น จำอะไร
ผู้ฟัง จำสิ่งที่เห็น อารมณ์ที่เห็น
ท่านอาจารย์ ว่า..
ผู้ฟัง ว่าเป็นบุคคล เป็นสิ่งของต่างๆ ชื่อนั้น ชื่อนี้
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องมีใครบอกก็จำเช่นนี้ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ใช่ ยังไม่ได้จำเลยว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ นี่ต่างกันแล้วใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ฟังบ่อยๆ ก็ยังไม่ได้จำว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะอะไร เห็นคุณบุญโกศลไปเลย ใช่หรือไม่ เห็นคุณธิดารัตน์แต่ไม่ได้รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ จนกว่าความจำจะมั่นคง ไม่ว่าเห็นเมื่อไรก็สามารถที่จะรู้ความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้โดยไม่ต้องไปนึกเป็นคำๆ แต่ความเข้าใจที่มั่นคงก็สามารถที่จะเหมือนกับเมื่อเห็นก็รู้ว่า เป็นดอกกุหลาบ หรือเห็นก็รู้ว่าเป็นโต๊ะ นั่นคือไม่ต้องมีใครไปบอกหรือเตือนเลย เพราะคุ้นเคยกับการที่จะจำได้เช่นนั้นก็เกิดจำได้เช่นนั้นขึ้น แต่การที่จะเริ่มเข้าใจจริงๆ ว่า เพียงปรากฏให้เห็น เพียงแค่หลับตาก็ไม่มีแล้ว หลับตาแล้วไปหามาว่าใครนั่งอยู่ตรงไหน ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจความจริงแต่ละอย่างว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ ก็คือเพียงปรากฏให้เห็นเท่านี้เอง
ผู้ฟัง ตามความเข้าใจแล้วคือ ถ้าฟังก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ถ้าฟังเป็นชื่อ เป็นเรื่องราว ก็ยังไม่ใช่ปริยัติที่จะทำให้เข้าใจขั้นฟัง
ท่านอาจารย์ เท่าที่ฟังมาแล้วทั้งหมดนี้รอบรู้หรือยัง
ผู้ฟัง ยัง
ท่านอาจารย์ ถ้ายังไม่รอบรู้ จะสามารถรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏโดยความเป็นอนัตตา หรือว่าเป็นธรรมได้หรือไม่
ผู้ฟัง ยังไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นหนทางเดียวคือ รู้ความต่างของขณะที่ฟังเข้าใจเรื่องของธรรม ทั้งๆ ที่ตัวธรรมก็กำลังปรากฏ และถ้าไม่มีปัจจัยพอที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ คนนั้นก็รู้เองว่ายังไม่มีปัจจัยพอที่จะเข้าใจเห็น ได้ยิน คิดนึก สุขทุกข์ ทุกอย่างที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งมีปัจจัยเกิดปรากฏ แล้วเวลานี้หมดไปแล้วนับไม่ถ้วน โดยที่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรงแล้วก็จริงใจ เรียน ฟัง เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อหวังอะไร เมื่อครู่นี้เรารับประทานอาหารเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อให้หายหิวและอิ่ม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ก็ต้องตรงใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เหมือนกับว่าเราฟังเรื่องราวของธรรมเพื่อให้เข้าใจตัวธรรม เพียงแค่ขั้นฟังเพื่อให้เป็นการรอบรู้ คิดว่าต้องฟังมากพอจริงๆ
ท่านอาจารย์ ถ้าฟังรอบรู้ เข้าใจแล้วจะเปลี่ยนหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่เปลี่ยน
ท่านอาจารย์ เช่น ขณะนี้จะไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฎ ถูกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ นี่คือความเข้าใจที่มั่นคงว่า แม้มี ยังไม่รู้ก็คือยังไม่รู้ จะเปลี่ยนขณะที่ยังไม่รู้ให้เป็นรู้แจ้งก็ไม่ได้ แต่การที่จะรู้แจ้งได้ก็ต้องจากการที่เข้าใจขึ้น และสภาพธรรมปรากฏตรงตามที่ได้ฟังด้วย ไม่ต่างกันเลยจึงจะเป็นความถูกต้อง
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นในการศึกษาต้องเข้าใจว่า กำลังศึกษาธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้จริงๆ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง มีตั้งหลายอย่างแต่ไม่รู้สักอย่าง หรือใครรู้บ้าง หรือใครรู้บางอย่าง หรือฟังแล้วเริ่มที่จะเข้าใจ เช่นจิตมีจริง ใช่หรือไม่ เป็นธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นปรมัตถธรรม บังคับบัญชาไม่ได้และไม่ใช่ของใคร แล้วเข้าใจจิตเดี๋ยวนี้หรือไม่ เข้าใจจิต ไม่ใช่เข้าใจเรื่องจิต เข้าใจจิตที่กำลังเป็นจิตขณะนี้หรือยัง
ผู้ฟัง ยังเป็นเข้าใจเรื่องจิตอยู่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนนั้นก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่า ยังไม่ได้เข้าใจจิต พูดคำนี้วันละกี่ครั้งก็ตามแต่ยังไม่ได้เข้าใจตัวจิตจริงๆ เพียงแต่ว่าได้ยินเรื่องจิตแล้วเริ่มเข้าใจว่าจิต คนที่ไม่ได้ฟังเรื่องจิตเลย แม้รู้ว่ามีจิตก็ไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นจิต และจิตอยู่ที่ไหน จิตทำอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่ามี แต่จากการฟังพระธรรมความเข้าใจก็เริ่มตรงและละเอียดขึ้น ไม่ใช่คำตอบที่ไม่ชัดเจนหรือว่าคิดเอง แต่รู้ว่าขณะนี้จิตเป็นธาตุที่ต่างกับรูป หรือสิ่งที่มีแต่ไม่รู้อะไรเลย
ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ และขณะนี้ก็มีจิตเห็นซึ่งยากแสนยากกว่าที่จะรู้ว่า เป็นธรรมซึ่งเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธาตุเพราะเหตุว่าลักษณะนั้นเป็นเช่นนั้นเปลี่ยนไม่ได้ เช่นขณะนี้นอกจากเห็นก็ยังมีแข็งที่ปรากฏ แข็งเป็นแข็ง ใช่หรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ เป็น แต่แข็งเป็นธรรมที่จะปรากฏไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการรู้ลักษณะที่แข็งที่กำลังปรากฏด้วย โต๊ะแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าจับก็แข็ง
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ถามว่าจับหรือไม่จับ ถามว่าโต๊ะแข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าตามความเข้าใจก็ไม่แข็ง
ท่านอาจารย์ ไม่แข็งเพราะอะไร นี่คือถ้าเราสามารถที่จะมีคำตอบ เพราะเหตุว่าเข้าใจจึงตอบได้ ถ้าไม่เข้าใจจะตอบได้อย่างไร แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็ตอบได้ทุกคำถามเมื่อเข้าใจ เพราะฉะนั้นตอบว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ไม่แข็ง เพราะว่าจะรู้แข็งต่อเมื่อสัมผัสทางกาย และมีจิตรู้แข็งเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นไม่สามารถที่จะรู้แข็ง หรือร้อน หรือเย็น หรืออ่อนได้ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ได้แข็ง ไม่ได้ร้อน ไม่ได้เย็น ไม่ได้หวาน ไม่ได้ขม ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เท่านี้ กว่าเราจะเข้าใจชีวิตจริงๆ ทุกขณะซึ่งเกิดมาแล้วก็มีเห็น และกว่าจะรู้ได้ว่า เห็นมีจริงๆ เมื่อมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หรือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ปรากฏว่ามี เพราะเหตุว่ามีเห็น ถ้าเห็นไม่เกิด สิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏทางตาก็ปรากฏไม่ได้เลยว่ามีจริงๆ แต่ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง แต่รู้หรือไม่ว่า ที่มีจริงเมื่อจิตเกิดขึ้นเห็น
ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็น จะบอกได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้มีจริงๆ ก็บอกไม่ได้ ฉันใด เวลาที่แข็งยังไม่ปรากฏเพราะไม่ได้กระทบสัมผัสกาย แล้วจะบอกว่าสิ่งนั้นแข็งเป็นไปไม่ได้เลย ใช่หรือไม่ เพราะการที่แข็งจะปรากฎได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพที่กำลังรู้แข็ง เฉพาะตรงแข็งด้วย ไม่ใช่ว่าไปคิดเรื่องอื่นแล้วบอกว่าทุกอย่างแข็งหมดเลย ไม่ใช่ แต่เฉพาะส่วนที่กำลังรู้ ปรากฏว่าแข็งเพราะมีสภาพที่รู้แข็งตรงนั้น แข็งตรงนั้นจะเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากเป็นสิ่งที่มีจริง มีลักษณะต่างกับเห็นและต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางตา
ดังนั้นจริงๆ แล้วไม่ว่าจิตจะเกิดเมื่อไร ขณะไหน ที่ไหน เวลาใดก็ตาม เป็นธาตุที่สามารถรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ในขณะที่เป็นอย่างอื่น เช่นขณะที่เห็น จิตเกิดขึ้นเห็น ขณะนั้นไม่ได้คิด ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ได้รู้แข็ง เพราะฉะนั้นขณะหนึ่งๆ ในสังสารวัฏฏ์ก็คือ ปรากฏว่ามีสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าปรากฏกับความไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือปรากฏด้วยการที่ค่อยๆ รู้ความจริงว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ถ้ากล่าวถึงว่าเป็นธรรมก็ต้องเป็นธรรม เป็นอื่นไม่ได้ ถ้าจิตไม่เกิดเลย จะมีอะไรปรากฏหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มีเลย เท่านี้ คือเราเริ่มที่จะเข้าใจว่าวันหนึ่งๆ เราไม่ได้เข้าใจความจริงเลย เพราะเหตุว่าแม้แต่จิตที่เราบอกว่ามี เราก็ไม่รู้ว่าขณะนี้เพราะจิตเกิดขึ้นแล้วเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏเมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วรู้สิ่งนั้น ถ้าจิตไม่เกิด สิ่งใดๆ ก็ไม่ปรากฏว่ามี
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเริ่มต้นก็เข้าใจตรงนี้ว่า ธรรมมีจริงๆ แล้วก็เป็นรูปนาม
ท่านอาจารย์ มีธรรม ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น และอีกอย่างหนึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งถ้าไม่เกิด อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้เลย ไม่มีอะไรจะปรากฎได้ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งเป็นจิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกันแล้วดับพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ยินคำว่า เจตสิก จะได้ยินแต่คำว่า จิต เพราะอะไร เพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เช่น ขณะใดก็ตาม ที่ไหนก็ตาม เห็น หมายความว่า ขณะนั้นมีสิ่งที่ปรากฏ เปลี่ยนไม่ได้เลย จะเรียกอะไรหรือไม่เรียกอะไรก็ตามแต่ สิ่งนั้นปรากฏกับจิตที่เห็น ปรากฏกับคนหรือไม่ ปรากฏกับสัตว์หรือไม่ ปรากฏกับเทวดา พรหมหรือไม่ ก็ไม่ใช่ แต่ปรากฏกับจิตที่กำลังรู้ คือสามารถเห็นสิ่งที่กระทบจักขุปสาท จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นแล้วดับไป จะไปรู้อื่นไม่ได้เลย จิตเห็นเกิดเพราะจักขุปสาทกระทบกับรูปๆ หนึ่ง รูปเดียวซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ รูปนั้นสามารถกระทบกับจักขุปสาท เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดเพราะการกระทบกันของจักขุปสาทกับรูปนี้ เกิดขึ้นแล้วเห็นเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วดับ
ผู้ฟัง ในการที่จะฟังเข้าใจว่า ไม่มีแมวเห็น ไม่มีปลา ไม่มีคนเห็น ซึ่งจริงๆ เมื่อมีจักขุปสาทรูปที่สามารถรับกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้นเห็น ซึ่งไม่มีรูปอะไรเลย ตรงนี้ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ แล้วค่อยๆ ไตร่ตรองตามว่า ความจริงเป็นเช่นนี้จริงๆ
ท่านอาจารย์ แล้วก็เป็นคำตอบด้วยว่า ประโยชน์อะไรที่จะรู้เช่นนี้ เพราะว่าเกิดมาแล้วต้องตาย มีใครบ้างที่ไม่ตาย จะตายเร็วตายช้าก็ต้องตาย แต่ว่าระหว่างที่ยังไม่ตายก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก สารพัดอย่าง สุข ทุกข์ ความพอใจ เดือดร้อน สุขสบาย ทั้งหลายนี้มาจากสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วจะมีประโยชน์อะไร อุตส่าห์เกิดมาลำบากลำบนทุกวันทุกคืนแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆ เหมือนไม่มีการพบการเห็นมาก่อน เพราะว่าจากโลกนี้ไปก็เป็นอื่นทันที
แม้แต่ขณะนี้เองก็เป็นเช่นนั้น เป็นขณิกมรณะ คือ การตายหรือการดับแล้วไม่กลับมาอีกของแต่ละขณะ ซึ่งเป็นเช่นนี้ตลอดในสังสารวัฏฏ์ และมาสมมติว่าตายเมื่อมีการเกิดเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นคนหนึ่งคนใด เป็นเทพ เป็นคนในนรก เป็นเปรต เป็นอะไรก็ตามแต่แล้วสิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเลย เพียงแต่มีสิ่งที่ปรากฏเกิดดับ เกิดดับแล้วก็ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้น จะพอใจอะไรกับสิ่งที่เพียงปรากฏสั้นมากแล้วหมดไปไม่กลับมาอีกเลย ว่างเปล่าจริงๆ
ขันธ์คือความว่างเปล่าจากสาระ หรือว่าจากการเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เป็นเช่นนี้มานานแล้วทุกชาติด้วย ชาติก่อนก็จำไม่ได้ ชาตินี้ก็เหมือนกันเลย ชาติหน้าเป็นอะไรก็ไม่รู้ ใช่หรือไม่ ก็ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีเรื่องต่างๆ สุขมาก สุขน้อย ทุกข์บ้าง อะไรบ้างสารพัดอย่างแล้วไม่เหลืออะไรเลย เสียเวลาหรือไม่
ผู้ฟัง ในตรงนี้ก็ดูเหมือนว่า เมื่อมีโอกาสแล้วถ้าศึกษาให้ถูกต้อง สะสมความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่หายไปไหน ซึ่งตรงนี้ถ้าพวกเราไม่ต้องหวังอะไรมาก เป็นบุญมากแล้วที่ได้ฟังแล้วสะสมความเข้าใจไป คิดว่าเป็นอะไรที่ประเสริฐมากสำหรับชีวิต
ท่านอาจารย์ เพราะถ้าแม้แต่จะเข้าใจจริงๆ ว่า เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา คุ้มหรือไม่กับการเกิดมาเข้าใจจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่เกิดแล้วดับนับไม่ถ้วน ประมาณไม่ได้หลากหลายมากแล้วไม่ซ้ำกัน เป็นแต่ละหนึ่งขันธ์ ไม่มีสาระเพราะว่าเกิดแล้วดับ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังพระธรรมด้วยความเป็นผู้ตรงและจริงใจได้สาระจากพระธรรม จากสิ่งที่ไม่มีสาระก็ได้สาระที่ได้เข้าใจถูกต้องว่า แท้ที่จริงคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัย เกิดเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
แม้แต่ปัญญาของวันแรกที่ได้ฟังว่าธรรมเป็นอนัตตาก็ดับแล้ว แต่เป็นปัจจัยปรุงแต่งที่จะให้มีศรัทธา เห็นประโยชน์ว่าการที่จะมีชีวิตอยู่และจากโลกนี้ไปโดยการมีความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏ ก็ยังดีกว่าเกิดมาแล้วไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น และมีความติดข้องในสิ่งซึ่งเพียงปรากฏชั่วคราวสั้นมากแล้วดับไป และไม่กลับมาอีกเลยสักอย่าง หลงติดข้องในสิ่งซึ่งว่างเปล่า เพราะว่าทันทีที่ดับไป ปราศไปไม่เหลืออะไรเลย จะหากลับมาสักนิดหนึ่งก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นได้สาระจากสิ่งที่ไม่มีสาระคือ ประโยชน์ของความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลยจะมีใครเข้าใจเช่นนี้ก็เป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นกว่าจะถึงที่สุดคือ ปัญญาที่สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจจะ ทำให้บุคคลนั้นสามารถที่จะดับความเห็นผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ดับความสงสัยที่จะว่าเป็นธรรมเป็นอย่างไร เพราะว่าเคยเป็นเรา เห็นก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้เป็นธรรม สงสัยหรือไม่ ในเมื่อยังไม่รู้ก็ต้องสงสัย และก็ไม่ใช่แต่เห็น เมื่อโลภะเกิดความติดข้องต้องการ ขณะนั้นสงสัยหรือไม่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น เป็นลักษณะของธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ เมื่อเป็นความติดข้องก็ต้องเกิดขึ้นติดข้อง ถ้าตรงกันข้ามคือเกิดขึ้นขุ่นเคือง จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ เป็นความขุ่นใจ ไม่พอใจ เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ทั่ว รอบรู้ในปริยัติไม่ได้หมายความว่าในคำ แต่ต้องในลักษณะของสภาพธรรม ปริยัติไม่ใช่ว่าเปิดตำราอ่านจบแล้วสอบ แต่ว่าไม่เข้าใจลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้
รอบรู้ คือเมื่อได้ฟังพระธรรม อาศัยพระธรรมที่ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา โดยประการทั้งปวงอย่างละเอียดยิ่งทุกคำ เพื่อที่จะให้เข้าใจจริงๆ ว่าขณะนี้เป็นธรรม จะเห็นได้ว่า การรอบรู้ปริยัติต้องเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังฟังเรื่องนั้น และเริ่มเข้าใจสภาพธรรมแล้วเห็นความจริงแม้ในขั้นการฟัง เช่น เมื่อครู่นี้ดับหมดแล้วไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แม้กำลังพูดเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏเมื่อครู่นี้ก็ดับหมด ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
นี่คือกว่าที่เราจะมีความมั่นคงจริงๆ เป็นผู้ที่รอบรู้ เราจะรู้ได้ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจเช่นนี้ ไม่มีปัจจัยพอที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เพราะแม้ความเข้าใจขั้นต้นทีเดียวก็ไม่มี แล้วจะไปเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้อย่างไร ไม่มีพื้นฐานที่จะรู้เรื่องจิตที่กำลังเห็น แล้วจะไปเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นว่าเป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีความค่อยๆ เข้าใจขึ้น รู้ความต่างของสภาพธรรม จะเริ่มเห็นความเป็นอนัตตาของธรรมทีละหนึ่ง ไม่ใช่หลายๆ อย่างรวมกัน เช่น กำลังเข้าใจอะไรที่กำลังมีในขณะนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งนั้น จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจจนหมดการที่จะไปกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความหวัง เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างเดียว ตั้งแต่ปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ เป็นเรื่องของความเข้าใจในทุกขอริยสัจจะ
ถ้าขณะนี้ไม่มีธรรมปรากฏ อะไรจะเกิดดับ แต่เพราะเหตุว่าขณะนี้ธรรมที่ปรากฏเกิดแล้วดับด้วย ประจักษ์ได้ รู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้นก็มีปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งเกิดจากความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่า ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ ขณะนี้มีแข็งปรากฏหรือไม่ ตอบได้ว่าแข็งเป็นอะไร
ผู้ฟัง ถ้าตอบก็แข็งเป็นรูปเพราะว่าไม่รู้อะไร เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แข็ง ตอบได้ว่าเป็นธรรม แต่กำลังรู้ และเข้าใจธรรมที่แข็งหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าอยู่ที่ความเข้าใจ แข็งก็ปรากฏ มีใครบ้างในชีวิตที่แข็งไม่ปรากฏ ตื่นมาก็มีแต่แข็ง ใช่หรือไม่ จับต้องช้อนส้อม แปรงสีฟัน ถ้วย จาน รองเท้า แข็งทั้งหมด แต่ไม่ได้มีความเข้าใจว่าแข็งนั้นเป็นธรรม แล้วมีสภาพธรรมที่กำลังรู้ ซึ่งไม่ใช่แข็ง แต่แข็งนั้นปรากฏกับสภาพที่กำลังรู้เฉพาะแข็งนั้น ไม่ใช่แข็งอื่น เห็นหรือไม่ว่า มีธรรมที่จะให้ปัญญาเกิดตลอดเวลา แต่ถ้าไม่มีการฟังจนกระทั่งเข้าใจ จะมีขณะที่กำลังกระทบแล้วรู้ว่าเป็นธรรมได้หรือ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740