ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
ตอนที่ ๑๗๓๐
สนทนาธรรม ที่ สถาบันบำราษนราดูร
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ถ้าฟังแล้วต้องไตร่ตรอง ถ้าเห็นว่าเป็นความจริง ก็ฟังต่อไปอีก จนกระทั่งมีความมั่นคงว่า นี่คือชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายจะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คิดว่าส่วนใหญ่ในที่นี้จะทราบว่า ธรรมคือธรรมชาติ จะโดยนัยหรือความหมายเดียวกันกับเป็นสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า ขอเดินทาง ครับ สำคัญก็อยู่ที่ความเข้าใจนะครับ จริงๆ แล้วถ้าหากว่าได้มีความเข้าใจธรรมมากนะครับ ก็ย่อมหมายถึงว่าเข้าใจว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริงทุกอย่างทุกประการ แม้แต่จะใช้ คำว่าธรรมชาติธรรมชาตินี้นะครับ ก็ต้องเข้าใจว่ามุ่งหมายถึงอะไร ถ้าหากว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรม ก็อาจจะเข้าใจว่า ธรรมชาติก็คือป่าเขาลำเนาไพร เป็นต้น แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมแล้ว ธรรมชาติก็คือความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม ธรรมชาติคือความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม ก็แสดงให้เห็นว่าย่อมหมายถึงสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
เรื่องของภาษาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแล้วแต่ว่าใครถนัดที่จะเข้าใจด้วยคำอะไรด้วยเหตุนี้ พระไตรปิฎกจะมีคำที่แสดงความจริง และหลากหลายมากมาย แม้แต่เพียงคำเดียว ที่เราได้ยินคำว่า โลภ ออกเสียงในภาษาบาลีเป็น โลภะ คือ ความติดข้องมีชื่อมาก แล้วแต่ว่าหมายความถึงระดับใด เช่น ความหวัง ภาษาบาลีใช้ คำว่า อาสา ต่างกับภาษาไทย ในขณะเวลาที่ศึกษาธรรมด้วย ต้องเข้าใจความหมายเดิมด้วย มิฉะนั้นก็จะสับสนกัน เพราะเหตุว่าคนไทยใช้ภาษาบาลี แต่ไม่ได้เข้าใจความหมายเดิม เพราะฉะนั้นก็ใช้ตามความเข้าใจของเรา ด้วยเหตุนี้ต้องค่อยๆ พิจารณาว่าการที่จะใช้คำแนะให้ตรงกับที่เราจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถเข้าใจในครั้งในได้ เช่น อาสา หรือ หวัง วันนี้หวังอะไรบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ก็ได้ จากนี้ไป ออกจากห้องนี้ไป จะไปไหน จะไปทำอะไร หวังหรือเปล่า นั่นคือหวัง และนั่นคือความติดข้อง ก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน นี่คือความละเอียดยิ่ง ของความจริงในทุกขณะ เช่น ไม่ได้ดูเลยว่าแท้ที่จริงสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่ใช่ความจริงแท้ ซึ่งเกิดและดับ สืบต่อจนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริง และได้ปรากฏลวงเหมือนกับว่ายังมีอยู่ แต่ความจริงสิ่งนั้นเกิดแล้วดับไปแล้ว นี่คือความละเอียดซึ่งค่อยๆ ละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นระหว่างที่จะคิดถึงว่าธรรมชาติกับธรรมกับความจริง ภาษาบาลี ไม่มีคำว่าความจริง ใช่ไหม ถ้าเป็นภาษาไทย เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงธรรม เราก็บอกว่า หมายความถึง สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงขณะนี้ เห็นจริง ได้ยินก็จริง คิดก็จริง ชอบก็จริง ไม่ชอบก็จริง เบื่อก็จริง หิวก็จริง จริงหมดเลย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปอย่างเร็วมากจนกระทั่งไม่รู้ว่าเมื่อกี้นี้ไปในความคิด เมื่อกี้ได้ตั้งมีหมดแล้ว ไปไหนแต่ขณะนี้ก็กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นระหว่างคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงกับคำว่าธรรมชาติ ก็แล้วแต่ว่าใครสามารถที่จะเข้าใจ ทองแท้ด้วยว่าจะใช้คำไหนก็คือหมายความถึงสิ่งที่มีจริง การที่จะน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย หรือว่าองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตัวหนูเองก็คือนึกถึงการสวดมนต์ทั้งนี้การที่จะน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัยที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร
ทุกคำที่พูดต้องเข้าใจ สวดคืออะไร เห็นไหม สวดกันเยอะ ๘ส่วน คืออะไร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจถูก ไม่ใช่ให้ไม่รู้ และก็ตามๆ ไปโดยที่ไม่รู้เลย แม้แต่คำว่า สวด ภาษาไทยใช่ไหม และสวดอะไร ภาษาไทยด้วย ภาษาบาลีที่สวด เป็นภาษาบาลี เป็นภาษาบาลี และเข้าใจว่าอย่างไรทุกคำเลย ไม่เข้าใจเลย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะให้เราไม่เข้าใจ หรือว่าเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงแล้วก็ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพรรษาอะไร ทั้งนั้นความจริงเป็นความจริงเช่นเห็นขณะนี้ภาษาบาลีไม่มีคำว่าเห็น แต่ใช้คำว่า จักขุ คือ ตา วิญญาณ คือ สภาพรู้ที่ต้องอาศัยตาจึงเกิด และกำลังเห็น ขณะนี้ เป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วก็เห็น เพราะฉะนั้นการศึกษาก็คือว่าจะในภาษาไหนก็ตาม เพื่อให้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นจากภาษาบาลีก็แปลเป็นภาษาต่างๆ ในท้องถิ่นต่างๆ ประเทศต่างๆ ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษาเขมร แต่ความจริงเปลี่ยนไม่ได้เลย แต่ใช้คำซึ่งคนในพื้นที่นั้น ในถิ่นนั้นหรือในประเทศนั้น สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการสวดและไม่เข้าใจ ไม่ใช่พุทธประสงค์ แล้วสวดคืออะไร ต้องเป็นผู้ตรง การที่จะได้สาระจากพระธรรม คือความเป็นผู้ตรง ฟังเพื่อเข้าใจ ด้วยเหตุนี้ในสิ่งที่เป็นมงคล ก็จะมีข้อที่ว่าการสนทนาธรรมเป็นมงคลอันอุดมอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าทำให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่มีการสนทนากันเลย เราก็รับฟังทำอะไรต่อต่างๆ กันมา โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ แต่เมื่อไหร่ที่เราต้องการที่จะเป็นคนที่ตรง และเข้าใจสิ่งที่เราทำว่าถูกต้องหรือเปล่า เราก็เริ่มที่จะเข้าใจได้ว่าเราเข้าใจหรือเปล่า เวลาที่เราสวด และสวดทำไม สวดคำที่ไม่เข้าใจเลย สวดทำไม หรือว่าเข้าใจคำที่สุด คือ เพื่อนที่เป็นนักธุรกิจ เค้าบอกว่าเค้าสวดแล้วเค้าขายของได้เงิน ละเขาก็แนะนำให้สวด อาจารย์ในแต่ก่อน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม ซึ่งให้คนเข้าใจ สิ่งซึ่งนักธุรกิจก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมสวดแล้วจะได้เงินล้าน เป็นไปได้เลย ต้องมีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนสวดแล้วได้เงินล้าน ถ้าอย่างนั้น ประเทศไทยทุกคนมั่งมี ทุกคนสวดแล้วก็ได้เงินล้าน แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเมื่อมีการนับถือในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ก็ต้องรู้ไม่จริง ไม่ใช้วาจาสัจจะ เพราะเหตุว่าไม่ประกอบด้วยเหตุผลแต่เหตุผลก็คือไม่ว่าจะกล่าวถึงคำใดคำหนึ่ง พระอรหันตสัมมาสัมเจ้าทรงแสดงความจริงให้เข้าใจให้ถูกต้องด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนา นี่คำตอบสำหรับทุกคำถาม ด้วยเหตุนี้ ถ้าตอบไม่ได้ว่าสวดคืออะไร และสวดทำไม ภาษาบาลีไม่มีคำว่าสวด มีคำว่าอะไร คุณคำปั่น
อมาสวัสดิ์ นี่ก็เป็นคำไทยแล้ว แต่ถ้าเทียบเคียงจากคำแปลซึ่งมาจากภาษาบาลีท่านจะใช้คำว่า ซัดชายิตวา ถ้าจะแปลให้ตรงก็คือ การสาธยาย แต่ก็ต้องแปลอีกว่าสาธยายคืออะไร ทั้งหมดนั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ ในสิ่งที่กำลังกล่าวในสิ่งที่กำลังสาธยาย เพราะว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร สูตรใด ส่วนไหนก็ตาม สำหรับศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริงๆ เพื่อความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในสิ่งที่พระองค์ทรงแสดง
แล้วก็ไม่พอ แม้แต่เพียงคำเดียวอย่าง คำว่าสวด แต่ก่อนนี้สวดเปล่าๆ ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แปลกหวังว่าสวดแล้วก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี ใช่ไหม ไม่ตรง เพราะเห็นว่าจริงๆ แล้ว หวัง คือ โลภะ เหตุไม่ดีจะนำผลที่ดีมาให้ได้ไหม นี่คือ ความตรงให้ไม่ได้เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจด้วยว่าระหว่างการสวดโดยไม่เข้าใจ กับการฟังธรรมแล้วเข้าใจ ประโยชน์อยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น การสาธยายก็คือการทบทวนสิ่งที่ได้ฟังให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ผู้ใดก็ตามในครั้งพุทธกาล ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็สวด ใช่ไหม แต่เพราะฟังพระธรรมแล้ว แล้วก็การได้ฟังของคนในครั้งนั้น และยากลำบากสักแค่ไหน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองหนึ่ง คนอื่นก็เดินทางแสนไกล เพื่อที่จะได้ฟังแล้วก็กลับบ้านไกลอีกด้วย ระหว่างทางจะระลึกถึงคำที่ได้ฟังไหม หรือว่าทิ้งไปฟังแล้วก็ทิ้งไป ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ว่ามาเพื่อที่จะฟัง ฟังเพื่อที่จะเข้าใจ เข้าใจแล้วก็จะได้ไม่ลืม เพราะเหตุว่าคนเราเพียงครั้งเดียวที่ได้ยิน ได้ฟัง ลืม แต่ว่าฟังอะไรบ่อยๆ ก็แจ่มสิ่งนั้นได้ ฉันได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการระลึกถึงคำที่ได้ฟังแล้วก็ไตร่ตรองตามด้วยความเข้าใจ นั่นคือ ศาสตร์ทะยาน เพราะว่าจริงๆ แล้ว ขณะนี้ กำลังคิดอะไรหรือเปล่า คิดแน่ แต่ไม่ได้พูด ใช่ไหม เพราะฉะนั้นทุกคนคิด แต่ยังไม่มีเสียงออกมา เพราะฉะนั้นเวลาที่จะไตร่ตรองธรรมก็แล้วแต่ว่าจะกล่าวออกมาเป็นวาจา ๓ เหมือนที่เราท่องสูตรคูณ ใช่ไหม หรือว่าเราจะคิดในใจ และอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทั้งหมดก็คือ เพื่อความเข้าใจจริงๆ ที่จะ ด้วยเหตุนี้แถบมีความเข้าใจสิ่งใด และก็กล่าวถึงสิ่งนั้นเพื่อที่จะไม่ลืมแล้วก็ขณะที่กล่าวนั้นก็ไตร่ตรอง และก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นนั่นคือประโยชน์จริงๆ แต่ไม่ใช่พูดคำที่ไม่เข้าใจ และคำที่ไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยอยู่ดีๆ ก็พูดคำที่ไม่รู้จัก และมีความคิดว่ากำลังนอบน้อมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย คำที่ไม่เข้าใจอันนั้นก็ไม่ถูกต้อง นอกนั้นจริงๆ คือด้วยใจ เซนไดเห็นพระคุณแล้วกล่าวคำด้วยความเข้าใจจริงๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้บทสวดทุกบทควรที่จะเข้าใจจริงๆ แม้แต่ที่จะกล่าว คำว่า พุทธังสรนังคัทฉามิ ด้วยการนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า ก็จะมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ลึกซึ้งขึ้น เมื่อได้ศึกษาแล้วก็ได้เข้าใจในพระคุณจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ เป็นผู้ตรงนะคะ จะสวดโดยไม่เข้าใจหรือว่าจะศึกษาฟังธรรม จนกระทั่งเข้าใจแล้วก็ระลึกถึงธรรมบ่อยๆ จะด้วยวาจาหรือวาจาด้วยใจก็ตามแต่
อาจารย์ขา การที่เราเจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่ดี การที่ทำให้เราต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ เกิดมาจากเจ้ากรรมนายเวร อดีตชาติ เขาตามมาเอาคืน ความจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร
ขณะนี้เดี๋ยวนี้ห้องนี้มีเจ้ากรรมนายเวรไหม แล้วไปคิดถึงใคร อยู่ดีๆ ก็คิดว่ามีเจ้ากรรมนายเวร และหาไป แค่ไหน อยู่ในอถามว่ามี ยืนไหน แม้แต่ขณะแรกซึ่งเกิด ใครทำให้เกิด เจ้ากรรมที่ไหนมาทำให้ใครเกิด เป็นอย่างนี้นายเวรที่ไหนมาทำให้เกิดเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้คำ เจ้านายกับกรรมเวร ก็มาแยกกันเป็น เจ้ากรรมนายเวร ก็พูดกันไป แต่ว่า กรรมคืออะไร เวรคืออะไร ก็ไม่รู้ก็เป็นคำพูดทั้งหมด กล่าวได้เลยตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก หรือว่าพูดคำที่ไม่รู้จริงๆ สักคำ ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เช่น คำว่าจิต เช่นคำว่ากรรม เช่นคำว่าอะไรทั้งหมด ไม่ได้รู้เลย แต่ก็พูด แต่ว่าความจริงคืออะไร นี่คือการที่เราฟังธรรม ก็เพื่อที่จะได้รู้ความจริง และเข้าใจความจริง ยังสนใจเจ้ากรรมนายเวรไหม ทั้งๆ ที่ห้องนี้ก็ไม่เห็นมี ด้วย ใครเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรของใครบอกได้ไหม หรือว่าคิดเอาเองคิดเอาเองได้อย่างไร ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผลอะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่เชื่อว่ามี แต่ก็มองไม่เห็นเลย แล้วก็ยังกลัวอีกใช่ไหม กลัวอะไรกับสิ่งซึ่งคิดเอาเองทั้งนั้นเลย ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของคำว่า กรรม ไม่ใช่เจ้ากรรม แต่กรรม
เรื่องของกรรม กรรมเมื่อว่าโดยศัพท์แล้ว หมายถึง การกระทำ ก็คือ เจตนาเจตนาเป็นความจงใจ ขวนขวายที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นธรรมประการหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิตทุกขณะ ไม่มีเม็ดเลย อันนี้คือความละเอียดของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นกุศลกรรมก็มี เป็นอกุศลกรรมก็มี เมื่อเหตุที่ไม่ดีมีแล้ว คนที่ไม่ดีก็ย่อมเกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุ ในทางตรงข้ามสาเหตุที่ดีได้สะสมไว้แล้วผลที่ดีก็ย่อมเกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่มีความมั่นคงในเรื่องกรรมแล้ว ท่านก็จะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่หวั่นไหว แต่ว่ามีความมั่นคงที่จะสะสมความดีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะว่าสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งจริงๆ นั่นก็คือความดีที่ได้สะสมไว้ตั้งแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง
คำว่ากรรม ชัดเจนหรือยัง เพราะว่าต้องไม่ลืม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ขาดไม่ได้เลย มิฉะนั้นแล้วเราก็จะเข้าใจเป็นเราแล้วก็เป็นเรื่องราวต่างๆ แต่ก็ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม คือสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง โดยละเอียดยิ่งด้วยประการทั้งปวง แม้แต่คำที่เราใช่บ่อยๆ คือกรรม มีจริงเพราะกรรมคือการกระทำ แต่ต้องไม่ลืมว่ากรรมเป็นธรรมหรือเปล่า ต้องย้อนกลับมาหาความจริงว่ากรรมมีจริงไหม ถ้าจะรู้ว่ากรรมเป็นธรรม หรือเปล่า ก็คือว่า กรรมมีจริงหรือเปล่า มีจริงๆ ไหม กรรมเป็นธรรมหรือเปล่า ถามต่อไปอีกใช่ไหม กรรมมีจริง เพราะฉะนั้นกรรมเป็นธรรมหรือเปล่า เป็นแน่นอน เป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นของเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นธรรม คำตอบจะอยู่ที่ธรรม ถ้ามีความเข้าใจธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป อันนี้ คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่พูดเปล่าๆ เลื่อนลอย แต่อ่านวิจารณ์คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีเกิดแล้วต้องดับ อันนี้จริง ไม่เที่ยงคงอยู่ต่อไปไม่ได้ ทุกขังคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามซึ่งเกิดมีแล้วหมดไปสิ่งนั้นเป็นสุขที่แท้จริงหรือเปล่า คิดดู ชั่วคราวสั้นแค่ไหนเพียงมีเกิดแล้วก็ดับไป จะเป็นสุขแท้จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเกิดมาได้ ไม่รู้เลย เกิดมามีแต่เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้างเท่านั้นเอง จนตายเป็นศพจริงๆ หรือเปล่า หรือว่า ทำไมถึงต้องเกิดมาเห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิดนึก แล้วทำไมไม่อยู่ต่อไป ให้เป็นเราที่ยั่งยืน เพียงแค่ชั่วคราวแล้วก็ต้องหมดไป ไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะอยู่หรืออยู่ในโลกนี้ค้ำฟ้าไปได้ ไม่ว่าภพไหนภูมิไหนบนสวรรค์ พรหมโลก หรือที่ไหนก็ตาม จิตเกิดแล้วดับตลอดเวลา แต่ความรวดเร็วทำให้ไม่รู้ความจริง จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสามารถที่จะเริ่มฟังพระธรรม เริ่มเข้าใจบ้าง จนกว่าจะประจักษ์ความจริงว่าความจริงนี้ที่ได้ฟังทุกคำ สามารถที่ปัญญาจะรู้ความจริงนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างต้องไม่เพลิน แม้แต่กรรมก็เป็นสิ่งที่เกิดและดับ ไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าเมื่อการกระทำมีแล้ว ผลของกรรมมี จะช้าหรือจะเร็ว นี่คือเราศึกษาธรรมแบบฉบับย่อคร่าวๆ มากเลย ยังไม่ละเอียดพอที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าแม้แต่ คำว่าธรรม คำเดียว ถ้ามีความเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะแม้แต่เพียงเราจะเริ่มเข้าใจเพียงเล็กน้อย ก็ยังเห็นความเป็นเหตุเป็นผล และรู้ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าใครเป็นคนที่มั่นคงในเรื่องของกรรม ก็มีความมั่นคงว่าเมื่อเหตุมีผลก็ต้องมี เวลาที่รับประทานอาหาร ใครอิ่มเราเองใช่ไหม ไม่ใช่คนอื่นกิน เพราะฉะนั้นถ้าเหตุได้กระทำแล้ว ใครเป็นผู้รับผล ก็ต้องตัวเองจะเอาผลนั้นไปให้ใครได้ แต่เพราะเหตุว่าเรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นธรรมที่เป็นเหตุ และอะไรเป็นธรรมที่เป็นผล เราก็ใช้คำว่ากรรม และผลของกรรม แลกคำของพวกนักปราชญ์หรือพวกชาติคลิป เขาก็จะมีเรื่องเหตุเรื่องผล แต่ไม่ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เป็นผู้ที่รู้ความจริงที่ใช้คำว่า ตรัสรู้ คือ หมายความว่าเข้าถึงความจริงซึ่งไม่เปลี่ยนอีกเลยด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะไปไกลถึงเรื่องกรรม โดยที่เข้าใจเพียงคร่าวๆ คร่าวๆ ก็อยากจะให้เข้าใจธรรมก่อน เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่มั่นคง ในเรื่องของกรรม เพราะฉะนั้นก็ขอกลับไปทวนตั้งแต่ต้น สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ใช่ไหม เพราะมีจริงจะให้เรียกว่าอะไร ภาษาไทยก็บอกว่ามีจริงๆ นี่แหละ แต่ภาษาบาลี ก็คือ ธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมหลากหลายมากมาย เห็นก็มีจริงเป็นธรรม ได้ยินเสียง มีจริงเป็นธรรม ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมหมด เพราะเกิดก็จริง ถ้าไม่เกิดจริงๆ จะอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใช่ไหม แต่ก็ยังไม่รู้ธรรม โดยละเอียดขึ้นว่าจริงๆ แล้ว เมื่อทุกอย่างเป็นธรรมแล้วมากมาย จะแสดงธรรมโดยนัยไหน ก็สามารถที่จะกล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงได้ โดยประเภทใหญ่ๆ ที่กว้างที่สุด เข้าใจธรรมที่มีจริง เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ก็มีจริงๆ มีไหม แข็ง มีอะไรที่แข็งบ้าง เดี๋ยวนี้มีไหม แข็งมีจริงๆ หรือเปล่า หรือใครไม่เคยรู้ว่ามีแข็งเลย เดี๋ยวนี้มีแข็งไหม ต้องเป็นนึกถึงแข็งเรียกว่ากำลังปรากฏลักษณะแข็งให้รู้ว่ามีแข็ง ไม่เคยคิดเลยว่าแข็งเป็นธรรม ถูกต้องไหม เรียกว่าใครรู้ว่าแข็งเป็นธรรม ถ้าไม่ฟังจะรู้ไหมว่าแข็งเป็นธรรม เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ ขณะที่แข็งปรากฏว่ามีแข็ง อะไรกำลังรู้ลักษณะที่แข็งเพราะว่าสภาพธรรมที่เกิดแล้วไม่รู้ มีมากเสียงเกิดเป็นเสียง แต่เสียงก็ไม่รู้อะไร กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น แต่กลิ่นก็ไม่รู้อะไร แข็งเกิดเป็นแข็ง แข็งก็ไม่รู้อะไร รสต่างๆ รับประทานอาหารเมื่อกี้นี้ เผ็ดบ้าง หวานบ้าง ถ้าเป็นรสต่างๆ แต่รสไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยด้วยเหตุนี้สิ่งที่มีจริง จึงต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ สองอย่าง คือ อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่มีความจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุหรือ เป็นธรรม คำว่า ธาตุ กับ ธรรม และใช้แทนกันได้ หมายความถึงสิ่งที่มีจริงไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นที่มีจริงให้เป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเสียงมีจริง กลิ่นมีจริง แข็งมีจริง แต่ไม่มีสภาพซึ่งเป็นธาตุเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจะปรากฏไหม อย่างขณะนี้ เสียงปรากฏ ทุกคนรับรองว่ามีเสียง เสียงเป็นธรรม ถูกต้องไหม แต่ต้องมีได้ยินด้วย เพราะแหวก ถ้าไม่มี ได้ยินเสียงจะปรากฎได้ไหม ทุกครั้งที่เสียงปรากฏ เพราะมีธาตุ หรือธรรมชนิดหนึ่งใช้คำว่าธรรม เราเห็นว่าทุกอย่างเป็นธรรม ในขณะที่เสียงหนึ่งเสียงใดกำลังปรากฏหมายความว่าต้องมีธรรม หรือถ้าที่กำลังได้ยินเฉพาะเสียงที่ปรากฏ เลือกตั้งใหม่ เพราะฉะนั้น นี่คือธรรม ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใคร แต่ว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของไม่มีสิ่งที่ใครสามารถที่จะดลบันดาลให้เกิดขึ้นได้แต่สิ่งนั้นเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้ธรรม ก็คือตั้งแต่เกิดจนตายมีสภาพธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และก็มีความต่างเป็นสองอย่าง คือธรรมอย่างหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ถ้าต้องการภาษาบาลี ก็มีคำว่า รูปธรรม รูป กับ ธรรม หมายความถึงสภาพซึ่งมีจริง แต่ไม่ใช่สภาพรู้ แต่ถ้าศึกษาธรรมะละเอียด และกว้างกว่านี้ คำว่ารูป ก็ยังมีความหมายอื่นด้วย แต่ว่าคำใดก็ตามที่ได้ยิน ไม่ผิด เช่นถ้าจะกล่าวว่าสิ่งที่เกิดแล้ว ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เจ๋งนั้นมีจริง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง แต่เป็นฝ่ายรูปธรรม ซึ่งถ้าไม่มีธาตุรู้ รูปธรรมปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคำว่าธรรม ประเภทหนึ่งเกิดแล้วไม่รู้อะไรอีกประเภทหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ ที่เป็นสัตว์เป็นบุคคล ไม่ใช่มีแต่รูป แต่ต้องมีจิตใจที่เราใช้ในภาษาไทยว่าจิตใจ หมายความว่าเป็นธาตุที่มีจริงที่สามารถจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเช่นในขณะนี้มีใครคิดบ้างว่าเห็นเป็นธรรมที่ต่างกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740