ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701


    ตอนที่ ๑๗๐๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคล้ายจันทร์ จ.ระยอง

    วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลซึ่งไม่มีใครเสมอเหมือน เพราะว่าคำสอนจากการตรัสรู้ความจริงละเอียดและค่อยๆ ทำให้คนเข้าใจสิ่งที่มีจริง จนผู้ที่รู้แจ้งสภาพธรรมจากการได้ฟังมากมาย มีทั้งพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน แต่ท่านเหล่านั้นต้องฟังแล้วเข้าใจก่อนเพราะเป็นสาวก ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เห็นความลึกซึ้งของพระธรรม กราบบูชาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเริ่มรู้พระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ละเอียดและลึกซึ้ง ซึ่งคนที่ได้ฟังแล้วรู้ว่าปัญญาเท่านั้น มรดกที่ได้รับจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือปัญญา

    เพราะว่ากุศลมีหลายประเภท กุศลที่เป็นทานกุศล ชาวโลกก็มีปัจจัยที่จะสละวัตถุที่เป็นประโยชน์ให้คนอื่น กุศลขั้นศีลก็วิรัติทุจริต ไม่เบียดเบียนด้วยกายด้วยวาจา แล้วยังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วย เพราะว่าศีลมีมากมายหลายอย่าง มีทั้งวิรัตศีลกับจาริตศีล ถ้าวิรัตศีล ก็หมายความว่าเว้นทุจริต อกุศล จาริตศีล ก็ยิ่งกว่านั้นคือ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วย ถ้าเราเห็นคนที่เขากำลังต้องการความช่วยเหลือ แล้วเรานั่งเฉยๆ จิตขณะนั้นเป็นอะไร เป็นอกุศลใช่หรือไม่ แต่ขณะที่เห็นความลำบากของคนอื่น แม้แต่เพียงจะสงเคราะห์ช่วยเหลือ หยิบยื่น ยก หรืออะไรก็ตามแต่แม้เล็กน้อยสักเท่าใด ขณะนั้นเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย เป็นกุศลประเภทหนึ่ง เหตุใดคนอื่นไม่มี เหตุใดคนอื่นทำไม่ได้ เพราะว่าธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ตามการสะสมของแต่ละคนซึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง จะไม่เหมือนกันเลย สอดคล้องกับคำว่า ขันธะ ว่างเปล่า เกิดแล้วก็ว่างเปล่า คือ หมดไป ไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีทางที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วในขณะนี้ กลับมาเกิดอีก เป็นอีกได้ เพราะว่าเมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดก็เกิดแล้วดับไป

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจธรรมจะสอดคล้องทั้งหมด ทั้ง ๓ ปิฎกและทุกข้อความ ไม่ว่าจะทรงแสดงโดยนัยของขันธ์ โดยนัยของธาตุ วิถีจิต อะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดให้ทราบว่า คือ ความลึกซึ้งของธรรมที่เป็นตามที่ได้ทรงแสดงทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้คนที่ฟังมาแล้วเป็น ๑๐ ปี เริ่มที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หรือสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้างหรือยัง มี แต่กว่าจะฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะสามารถเข้าถึงความหมายของคำว่า เป็นเพียงธรรมอย่างเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ ทุกคำที่ทรงแสดงไม่เปลี่ยน อะไรก็ตามที่ปรากฏให้เห็นได้ เป็นธรรมประเภทหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลาย ซึ่งกระทบกับจักขุปสาทได้แล้วต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นด้วย สิ่งนี้จึงปรากฏได้

    นี่คือความเป็นไปของที่เราใช้คำว่า โลก เราคิดถึงโลก จักรวาลทั้งหมด แต่ถ้าไม่มีธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ จะมีโลกได้หรือไม่ ก็มีไม่ได้ เมื่อย่อลงไปถึงที่สุดก็มีธรรมซึ่งเป็น ๒ อย่างที่ต่างกัน คือ ธรรมอย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แล้วก็ไม่เดือดร้อนด้วย ถ้ามีแต่เฉพาะรูปธาตุ หรือธรรมที่รู้อะไรไม่ได้เลย แต่ใครจะยับยั้งธาตุอื่นที่ไม่ใช่รูปธาตุให้เกิด เพราะว่ามีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด และธาตุนี้พิเศษมาก เกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ นี่คือการที่จะเข้าใจธรรมตลอดกาล มีทั้งนามธาตุ มีทั้งรูปธาตุ ซึ่งเป็นธรรมทั้งหมดด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่ใช่มีแต่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แต่ต้องมีเห็น คือ ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ที่เราใช้คำว่า"เห็น" เป็นอนัตตาแล้วเป็นอนิจจัง เพราะมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป อย่างอื่นปรากฏแล้ว เสียงปรากฏแล้ว คิดนึกปรากฏแล้ว แสดงความไม่เที่ยงของสิ่งซึ่งอายุสั้นมาก แต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ ถ้ายังคงต้องการ ปรารถนา ติดข้อง เพราะไม่รู้ความจริง

    ดังนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นมรดกที่ประเสริฐสุด เป็นสัจจธรรม คือ ความจริงมีอย่างใด ก็ให้ผู้ที่ได้ฟังสามารถที่จะให้เข้าใจตามความเป็นจริงอย่างนั้น มิฉะนั้นก็ไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งวันนี้กำลังฟังว่า สิ่งที่กำลังปรากฏทางตามีจริงๆ ปรากฏเมื่อจิตเห็น ทั้งจิตเห็นและสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดแล้วก็ดับ ถ้ารู้แจ้งเมื่อใดคือทุกขอริยสัจจะ ต้องเป็นความจริงอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    ขณะนี้เพียงเริ่มเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ แล้วติดเพราะอะไร เห็นหรือไม่ว่าอวิชชามหาศาล ผู้ที่จะละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้ คือพระอนาคามีบุคคล แต่ยังมีกิเลสแม้ว่าจะไม่มีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เย็นร้อน อ่อนแข็ง ที่ปรากฏทั้งวัน แต่ยังมีความติดข้องในความเป็น ซึ่งไม่ใช่ความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จนกว่าจะถึงอรหัตตมรรค เมื่อนั้นจะไม่มีกิเลส เพราะเหตุว่าดับและคลายด้วยความเข้าใจธรรมตั้งแต่เริ่มฟัง

    ผู้ฟัง ในเมื่อเราเป็นปุถุชน สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มีทั้งความสุข มีทั้งความทุกข์ มีทั้งความติดข้อง มีทั้งความดีใจ และมีทั้งความเสียใจ ตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่

    ท่านอาจารย์ เห็นแล้วก็เป็นอย่างนี้ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ต้นเหตุอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ต้นเหตุอยู่ที่เหตุและปัจจัยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ต้นเหตุอยู่ที่เห็น ถ้าไม่เห็น จะมีสุขมีทุกข์จากเห็นได้หรือไม่ จะมีความขวนขวายต้องการ แสวงหาสิ่งที่ปรากฏมากมายเท่าไรก็ไม่พอได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น เวลานี้ไม่รู้ความจริงถึงเหตุ พยายามที่จะดับผล แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่มีทางสำเร็จ เพราะว่าไม่ได้รู้ความจริงว่า ทั้งหมด ทุกข์ทั้งหลายมาจากการเห็น ซึ่งเป็นขันธ์ ขันธะเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีก ว่างเปล่า หาอีกไม่ได้เลย ชั่วคราวจริงๆ

    คนที่เข้าใจว่าชีวิตแสนสั้นชั่วคราว ก็ยังไม่เท่ากับหนึ่งขณะจิตที่เกิดและก็ดับ สืบต่อจนเหมือนกับว่าเป็นบุคคลหนึ่งตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ความจริงชั่วคราวคือ เปลี่ยนลักษณะของจิตแต่ละประเภทตามเหตุตามปัจจัย แล้วยึดถือการที่จิตเกิดดับอย่างรวดเร็วว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราคิดนึก เราสุข เราทุกข์ ทั้งหมดมาจากอวิชชา เพราะฉะนั้น จะค่อยๆ ลดน้อยลงได้ด้วยวิชชา

    ผู้ฟัง วิชชา คือต้องฟังพระธรรมอย่างเดียวถึงจะเข้าใจในสิ่งที่ถูก

    ท่านอาจารย์ ถามอีกว่า เหตุใดต้องฟังพระธรรมอย่างเดียวจากใครเท่านั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะทรงตรัสรู้ ทรงให้ความจริงของสิ่งซึ่งคนอื่นให้ไม่ได้เลย แม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาจริงๆ ก็ไม่มีคำอธิบายจากคนอื่นที่จะรู้ว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ในบรรดารูปธาตุและนามธาตุทั้งหมดเลย สิ่งนี้สิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้

    ผู้ฟัง เมื่อเห็นปรากฏแล้ว ไม่ติดข้องได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง เพราะว่าสะสมความติดข้องมานานเท่าใดจากความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงติดข้อง ดังนั้นหนทางเดียวคือ เพราะรู้จึงคลายความติดข้อง ไม่มีทางที่ใครที่ไม่ใช่ผู้ฟังพระธรรม แล้วจะละกิเลสได้ เป็นความหลงเข้าใจผิดเพราะใครละ ก็ตัวตนนั่นเองที่ละ ไม่ใช่ความที่เห็นถูกว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมคำเดียว เมื่อเข้าใจขึ้นถึงความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีอะไรพ้นจากธรรมเลย

    ผู้ฟัง ถ้าในเมื่อเรารู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดข้อง ก็ไม่ต้องติดข้องกับสิ่งนั้นไม่ได้หรือ

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ไม่ได้ นี่คือคิดเเต่ไม่ได้เข้าใจธรรม ฟังธรรม แต่เป็นเราจะไม่ติดข้อง ยังมีเราอยู่มากมาย จนกว่าค่อยๆ รู้ว่าเป็นธรรมเมื่อใด ความเป็นเราก็ลดลง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นเลย เพราะมีแล้วเดี๋ยวนี้ที่ควรรู้ ควรเข้าใจ ที่ทรงแสดงธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เห็นกับสิ่งที่ปรากฏทางตา เดี๋ยวนี้ความจริงอยู่ตรงนี้ เพียงเท่านี้ ไม่ควรรู้หรือ ขณะที่ได้ยินไม่ใช่เห็น ไม่ใช่คิดด้วย สิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือ ได้ยินกับเสียง เมื่อเสียงมีจริง ได้ยินมีจริง และไม่ใช่เรา เป็นธรรม ไม่ควรรู้ในความเป็นธรรมนั้นหรือ จนกว่าจะรู้จริงๆ

    มีคนที่ศึกษาธรรมด้วยความเป็นตัวตน ศึกษาเพื่อเราจะได้เข้าใจ เราจะได้นำธรรมไปใช้ แต่ไม่ได้เข้าใจว่าเป็นธรรม เป็นเราอยู่ขณะที่กำลังศึกษา เพราะฉะนั้น จึงยากแสนยากกว่าปัญญาจะตั้งตนไว้ชอบ คือ เพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ว่าเราจะศึกษาอะไร ฟังอะไร ทั้งหมดเพื่อเข้าใจ เช่น กำลังดูคุณโป๊ดทำอาหารแล้วถามว่านี่อะไร นั่นอะไร เพื่อเข้าใจ ทุกอย่างเพื่อเข้าใจถูก แล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ดังนั้นการฟัง การอ่าน ทั้งหมดเพื่อเข้าใจขณะนี้ ไม่ใช่เพื่อให้ไม่มีกิเลส หรือเพื่อให้กิเลสเกิดแล้วไปบังคับ แต่เพื่อเข้าใจความจริงว่าเป็นธรรม ต้องเกิดแน่เมื่อมีปัจจัย จะไม่เกิดก็ต่อเมื่อไม่มีปัจจัย ดับปัจจัยอย่างละเอียดด้วยที่สืบต่ออยู่ในจิต สะสมมานานแสนนานแสนโกฏิกัปป์ แล้วจะสะสมต่อไปอีกถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นฟังธรรมคือเพื่อเข้าใจธรรม ถ้าคิดว่าเพื่อจะไม่มีกิเลสก็ผิดทันที เพราะไม่เข้าใจแล้วจะไม่มีกิเลสได้อย่างไร เห็นหรือไม่ว่าเหตุผลตรงทุกอย่าง ต้องเป็นคนที่ตรงต่อเหตุผลต่อความเป็นจริง

    ผู้ฟัง จะตีกิเลสให้แตกได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ กิเลสมีตัวให้คุณโป๊ดตีหรือไม่ แล้วจะตีด้วยอะไร อวิชชาจะหมดไปได้ด้วยวิชชา

    ผู้ฟัง นำปัญญามาตีได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ นำมาจากไหน ในป่าหิมพานต์ ยอดภูเขา ใต้ดิน หรือที่ไหน ปัญญาไม่ได้เกิดโดยความต้องการของใคร แต่ปัญญาเกิดจากการพิจารณาเข้าใจสิ่งที่มีจนกว่าจะรู้ความจริง ก่อนตรัสรู้สมัยเป็นพระโพธิสัตว์เวลาที่เกิดความยินดี ติดข้องพอใจสิ่งใด ความคิดของพระโพธิสัตว์ต่างกับคนอื่น สิ่งที่กำลังติดข้องพอใจนั้น ความจริงคืออะไร ท่านมุ่งไปหาความจริง ต้องการรู้ความจริงแท้ๆ ของสิ่งที่กำลังปรากฏ คุ้มหรือไม่ ควรหรือไม่ เพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก เหมือนหลอกให้ติด หลอกให้พอใจ ให้หลงอยู่ในโลกของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

    ผู้ฟัง สมมติว่ามีบุคคลกำลังหลอกเราอยู่ แต่เรารู้ทันที่เขาหลอกเรา นั่นเป็นปัญญาของเราหรือไม่

    ท่านอาจารย์ กำลังถูกหลอกจากคนหนึ่ง ใช่หรือไม่ แน่ใจหรือว่าคนนั้นหลอกเรา หรืออวิชชาหลอกว่าเป็นคนนั้นและเป็นเรา หลอกก่อนอื่นเลย ก่อนที่จะไปถูกใครหลอกก็ถูกหลอกตั้งแต่เกิดแล้วไม่รู้ คุณโป๊ดชอบอ่านหนังสือ นวนิยายต่างๆ หรือฟัง

    ผู้ฟัง ชอบฟัง

    ท่านอาจารย์ บางคนชอบมาก แต่ไม่สนุกเท่าชีวิตตัวเองใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ชีวิตแต่ละคนก็อย่างที่ท่านอาจารย์บอกว่าก็เป็นแต่ละหนึ่ง แล้วจะมีเรื่องราวแต่ละอย่างก็ไม่เหมือนกันเลย

    ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่ง ถ้านำไปเขียนเป็นเล่มก็ไม่มีที่ ใช่หรือไม่ แล้วยังจะไปดูชีวิตไหน ไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับสิ่งที่เกิดแล้วกับคนหนึ่งคนแต่ละคน ดูความละเอียดแล้วน่าอัศจรรย์มาก เพราะว่าคนที่เขาเขียนหนังสือแค่เล่มเดียว ไม่ใช่ทั้งชีวิตเลย นำมาเพียงเล็กน้อย อย่างเวลาที่ดูละครก็มีภาพ นานๆ ก็พูดกันที ๒-๓ ประโยค คนเขียนก็เขียนเท่านั้นเองใช่หรือไม่ แต่ใจขณะนี้กำลังคิดเพียงใด ถ้าจะออกมาเป็นเสียงดังๆ บันทึกไว้เท่าไรก็ไม่มีทางที่จะบันทึกได้เลย

    ดังนั้นสิ่งที่น่าเข้าใจ น่ารู้ ไม่ใช่เรื่องอื่น เพียงแต่งให้เพลิน ให้หลงว่ามีคนนั้นอยู่ที่นั่นกำลังทำอย่างนี้อย่างนั้น แล้วคนนี้ตั้งแต่เกิดมาทำอะไร ใช่หรือไม่ ถูกหลอกมากี่ครั้ง หรือว่ามีอะไรอะไรในชีวิต ซึ่งสารพัดที่คนอื่นก็ไม่รู้ จะรู้ได้อย่างไร ต้องตัวเองเท่านั้นที่จะรู้ได้ คนอื่นรู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้ารู้จักตัวเองคือธรรมตามความเป็นจริง มีปัญญาที่จะไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ เพราะเหตุว่ารู้สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เขามาเขียนให้ หรือว่าให้เราดูเพลินๆ และก็จบแล้ว จบได้อย่างไร ชีวิตใครจบ แสนโกฏิกัปป์มาแล้วจนถึงเดี๋ยวนี้จบหรือยัง ไม่จบ

    บทบาทของชาตินี้เป็นอย่างนี้ บทบาทของชาติก่อนเป็นใคร ยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภยศเสื่อม นินทา สารพัดอย่าง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ มากเพียงใดก็จำไม่ได้ และชาตินี้กำลังจะเป็นชาติก่อนของชาติหน้าก็จะลืมหมด ที่นี่วันนี้เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง เพียงเมื่อสักครู่นี้เองก็หมดแล้ว อีกร้อยปี อีกพันปี ก็แน่นอน ก็ยิ่ง ณ กาลครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นพระไตรปิฎกไม่พอที่จะบรรจุชีวิตของแต่ละคน แต่ละคนเกิดมาเป็นไปตามเหตุการณ์ต่างๆ ชั่วคราวแล้วจากโลกนี้ไป แต่ตอนจากไป ไปพร้อมกับอะไร อวิชชาเพิ่มขึ้นมหาศาล หรือว่ามีปัญญาที่เริ่มเข้าใจว่า สิ่งใดมีค่าที่สุดของการที่เกิดมาแล้วจากโลกนี้ไป

    ถ้าเกิดมาสนุกสนาน มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีเรื่องต่างๆ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวอะไร คุ้มหรือไม่ นำไปด้วยไม่ได้เลย แต่ว่านำความติดข้อง นำกิเลสไปได้หมด ทั้งกุศลก็มี และก็กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาน้อยหรือมากไม่ต้องคำนึงถึงเพราะเป็นธรรม เพื่อให้รู้ความจริงว่าเป็นธรรม มิฉะนั้นจะมาเป็นตัวเราอีก

    ดังนั้นให้ทราบว่า ขณะนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ ทางเดียวที่เป็นธรรมที่ปรากฏได้ ต่อจากนั้นคิดตลอด อยู่ในโลกของความคิดจนชิน จนเป็นเรา เป็นเขา เป็นเรื่องนั้น เรื่องนี้ จนฝัน เหมือนเห็นแต่ก็ไม่ใช่เห็น แต่เพราะจำจนกระทั่งเหมือนกับสิ่งนั้นปรากฏ

    นี่คือ กว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ความจริง ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมตรงตามความเป็นจริงของธรรมแต่ละลักษณะ ต้องละเอียด

    ผู้ฟัง ละเอียดมากเลย แม้กระทั่งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง ก็เป็นเรื่องยากที่ต้องเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน จึงได้มีข้อความในพระไตรปิฎกตลอด จักขุวิญญาณกับรูปารมณ์เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง แล้วเราจะไม่รู้ แล้วเราจะไปทำอะไร เราจะไปปฏิบัติ แล้วเราจะไปเข้าใจอะไร เห็นอะไรแต่ไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์เลย เพราะเวลานี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่เข้าใจ แล้วประโยชน์อยู่ตรงไหน

    ผู้ฟัง ที่เห็นสี เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นสี เห็นดอกกุหลาบ บางคนชอบดอกกุหลาบสีแดง บางคนชอบดอกกุหลาบสีขาว บางคนชอบดอกกุหลาบสีม่วง แต่ทั้งหมดแล้วคือดอกกุหลาบเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ความละเอียดของการสะสม ๑.เห็น ๒.ไม่ใช่ดอกกล้วยไม้ ไม่ใช่ดอกมะลิ แต่ดอกกุหลาบ สีสันวัณณะที่ปรากฏเป็นที่ยึดถือ เป็นที่พอใจ เป็นอารมณ์ซึ่งมีกำลังทำให้ติดข้องต้องการแสวงหา ไม่ละเลย ถ้าคนที่ชอบดอกกุหลาบ เมื่อเห็นดอกมะลิก็ไม่สนใจใช่หรือไม่ เพราะไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นใหญ่ที่จะทำให้จิตมีความติดข้องพอใจในสิ่งนั้น โดยที่ทั้งวันมีอารมณ์จริง จิตเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่จิตรู้เป็นอารมณ์ แต่อารมณ์ที่เป็นใหญ่ในวันหนึ่งๆ อย่างเช่น ไส้กรอกเยอรมันก็เป็นใหญ่แล้ว เพราะว่าเราต้องการ เราพอใจสิ่งนั้น สะสมแล้วในความติดในรสอย่างนี้ ทางตาก็ในสีสันของที่เราเรียกว่าเป็นดอกกุหลาบสีนี้ด้วย ไม่ใช่สีอื่น

    เพราะฉะนั้น ความละเอียดของกิเลสของแต่ละเพียงหนึ่งขณะที่เกิดซ้ำๆ กัน ๗ ขณะ สะสมอยู่ในจิตมากมายมหาศาล ซึ่งการที่จะละกิเลส การที่จะหมดการที่ไม่รู้สภาพธรรมได้ด้วยการเริ่มเข้าใจธรรม นี่คือการศึกษาธรรม แต่ถ้าศึกษาเรื่องราวที่เป็นตัวหนังสือก็ไม่เข้าใจเลยว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม หลายคนศึกษาแบบนั้น มีคนอเมริกันคนหนึ่งอยู่ที่มาเลเซียได้สนทนากัน เขาเขียนตำรับตำรามาก เป็นนักศึกษาวิชาการเลย เวลาจะจากกันก็ถามเขาว่าธรรมอยู่ที่ไหน เขาตอบไม่ได้เพราะไปอยู่ในหนังสือหมด ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงทั้งหมดบ่งถึงลักษณะของธรรมแท้ๆ แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าการศึกษาธรรมคือเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ไม่ใช่ไปนึกถึงชื่อต่างๆ

    เพราะฉะนั้นกว่าจะตั้งจิตไว้ชอบ ศรัทธาที่มีเพียงในทานบ้าง ในศีลบ้าง ในความสงบของจิตบ้าง จนกว่าจะมาถึงในการฟังพระธรรม จนกว่าจะถึงการเริ่มเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยไม่ใช่เรา ตามเหตุตามปัจจัยเพราะเป็นธรรม เพื่อมีความมั่นคงว่าเป็นธรรม เพื่อจะค่อยๆ รู้ความจริงว่าเป็นธรรม ยากมาก เพราะเหตุว่าฝืนกระแสของชาวโลก

    ชาวโลกศึกษาเพื่อได้ ปฏิบัติเพื่อได้ ทำทุกอย่างเพื่อได้ แต่ไม่ใช่เพื่อละ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ต่างจากคำสอนอื่นทั้งหมดเพราะเป็นไปเพื่อการละเท่านั้น ฟังแล้วเหมือนได้ยินแล้ว รู้แล้วมานานแสนนานใช่หรือไม่ แต่จะต้องเป็นอย่างนี้จนกว่าจะเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามเรื่องของความติดข้อง

    ท่านอาจารย์ คุณเก๋ชอบอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ชอบเรื่องของดอกไม้ ดนตรี

    ท่านอาจารย์ ชอบดอกไม้ ชอบดนตรี แล้วชอบอะไรอีก

    ผู้ฟัง ชอบเรื่องของกลิ่นหอม

    ท่านอาจารย์ ชอบกลิ่น เพราะฉะนั้นชอบสิ่งที่ปรากฏทางตา ชอบเสียง ชอบกลิ่น ยังไม่หมด

    ผู้ฟัง ชอบรสชาติของอาหารอร่อย

    ท่านอาจารย์ ชอบนั่นเองคือติดข้อง เราจะอยากได้สิ่งที่เราไม่ชอบหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่อยาก

    ท่านอาจารย์ เราอยากได้สิ่งที่เราชอบเพราะเราติดข้องในสิ่งนั้น ชอบ จึงอยากได้ต้องการ ถ้าถามว่าติดข้องคืออย่างไรก็ขณะที่กำลังชอบนั่นเอง ซึ่งชอบก็มีหลายระดับ ชอบมากๆ มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ชอบไม่มากนัก มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ชอบอย่างนั้นเอง สิ่งนั้นอย่างเดียวกันแต่ชอบน้อยกว่านั้นอีกได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นระดับของความติดข้อง จนกระทั่งถึงระดับซึ่งไม่รู้ตัวเลย เพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏ ติดข้องแล้ว รู้หรือไม่ ไม่รู้ แต่เมื่อชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดรู้ว่าชอบสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เช่น ดอกกุหลาบเมื่อเป็นดอกกุหลาบเกิดความชอบ แต่แม้ไม่ใช่ดอกกุหลาบ ดอกอื่นก็ไม่เดือดร้อนใช่หรือไม่ จะเป็นดอกกล้วยไม้ ดอกมะลิหรือดอกอะไรก็ไม่ขุ่นเคืองใจ ขณะนั้นเป็นความติดข้องซึ่งมีกำลังน้อยกว่าขณะที่ชอบ

    จะเห็นได้ว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม แม้แต่ความติดข้องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมองไม่เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นความติดข้อง จะเห็นก็ต่อเมื่อใหญ่โตมโหฬาร อยากทำอย่างนั้น อยากไปดูหนังเรื่องนี้ หรืออยากดูโทรทัศน์ตอนนั้นตอนนี้ ทั้งหมดนั้นคือความติดข้อง ซึ่งปรากฏความชัดเจนว่าเป็นความติดข้อง แต่ลดระดับลงมาก็ยังเป็นความติดข้อง ในบ้านมีสิ่งที่ชอบหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ไม่ชอบ ไม่อยู่ในบ้านใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง สิ่งที่ไม่ชอบก็มีในบ้าน

    ท่านอาจารย์ ไม่ทิ้งไปหรือ ไม่ชอบแล้วเก็บไว้เพื่ออะไร เพราะฉะนั้น การฟังธรรมไม่ได้พ้นจากชีวิตจริงๆ แต่ไม่รู้ แม้แต่ชื่อก็ยังต้องไปอาศัยภาษาบาลี เมื่อบอกโลภะก็เข้าใจ เมื่อบอกติดข้อง ภาษาไทยแท้ๆ เเต่ไม่เข้าใจ เราเป็นคนมคธอยู่ที่ประเทศอินเดีย หรือว่าเราเป็นคนไทยที่ใช้ภาษาไทย แต่ต้องเข้าใจเข้าใจลักษณะความจริง ไม่ใช่ว่าฟังแล้วติดในคำและคิดว่ารู้จักคำนั้น แต่ลักษณะของธรรมที่ใช้คำนั้น คืออย่างไร โกรธก็มีตั้งแต่พยาบาทคิดที่จะปองร้าย จนกระทั่งถึงไม่ลืม ยังโกรธบ่อยๆ จนกระทั่งถึงแค่ขุ่นใจนิดเดียว ที่ไม่ชอบๆ ในบ้านมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความขุ่นใจแล้ว แต่ไม่มีกำลังจนกระทั่งถึงกับจะนำไปไว้ที่อื่น ดังนั้นเป็นธรรมทั้งหมด ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ชีวิตจริงๆ ทุกขณะ ทุกภพ ทุกชาติ เป็นธรรมที่สามารถจะเข้าใจขึ้นว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นอย่าหลงประเด็น ศึกษาธรรมต้องรู้จักธรรม เพื่อเข้าใจธรรม ไม่ใช่เป็นเราศึกษาธรรม แล้วเราก็จะไปไม่ให้เกิดกิเลส นั่นคือผิด

    ผู้ฟัง กิเลสเกิดขึ้นอย่างไวมากเลย จากทางทวารทั้งหมดที่เห็น

    ท่านอาจารย์ เหตุใดกิเลสเกิดได้ไวอย่างนั้น

    ผู้ฟัง ก็เกิดจากสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เมื่อเช้ามาตั้งแต่ถึงเดี๋ยวนี้ กิเลสมากหรือไม่

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    23 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ