ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699


    ตอนที่ ๑๖๙๙

    สนทนาธรรม ที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์

    วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ แข็งขณะนี้ที่กำลังปรากฏ รู้ว่าเป็นธรรมหรือไม่ ไม่ใช่เพียงชื่อและจำว่าแข็งมีจริงๆ เป็นธรรมที่มีในสังสารวัฏฏ์ จะขาดไปจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้ตราบใดที่ยังเกิดอยู่ แม้ว่าจะเกิดในรูปพรหมภูมิ แต่ว่ายังไม่ได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก เพราะว่าความไม่รู้พาไปสู่อกุศลกรรม ทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน มีมากมายเลยใช่หรือไม่ เกิดเป็นเปรตก็มี เกิดในนรกก็มี เกิดในภูมิของอสูรกายก็มี เกิดเป็นมนุษย์ก็มี และเป็นมนุษย์ที่เห็นโทษของสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็นเมื่อใดก็ไม่มีปัญญาเกิดเลย ใช่หรือไม่ เห็นเมื่อใดก็ติดข้อง โลภะบ้าง โทสะบ้าง

    ผู้มีปัญญาที่เห็นโทษของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และการคิดนึก ดังนั้นปัญญาจึงมีหลายระดับ ผู้ที่เห็นโทษและรู้ว่าขณะนั้น แม้เพียงเห็นจิตก็เศร้าหมองแล้วด้วยกิเลส ถ้าสามารถที่จะรู้ว่ากุศลจิตเกิดเพราะอะไร อย่างที่คุณคำปั่นกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ เวลาที่ศรัทธาเกิด หิริเกิด โอตตัปปะเกิด สติเกิด แต่คนนั้นไม่ใช่รู้ลักษณะของศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่รู้ลักษณะของหิริโอตตัปปะและสติจริงๆ เพียงแต่มีความรู้ในความต่างกันของขณะที่เป็นกุศลและอกุศล และสามารถที่จะรู้ได้ด้วยว่ากุศลจิตเกิดเพราะตรึกนึกถึงอะไรที่ทำให้จิตสงบจากอกุศล

    ท่านเหล่านั้นจึงมีความสงบจากการระลึกถึงสิ่งที่จิตกำลังเป็นกุศล ไม่คิดถึงสิ่งที่เป็นอกุศล จนกระทั่งสามารถที่จะกันอกุศลซึ่งเกิดแทรก เดี๋ยวก็เป็นอกุศลอีก เดี๋ยวก็เป็นอกุศลอีก จนกระทั่งความสงบมีกำลัง ไม่เสื่อม เกิดเป็นรูปพรหมบุคคล ถ้ากล่าวถึงรูปพรหมบุคคลเพราะเป็นผู้ที่หน่ายในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ซึ่งผลของการเกิดเป็นรูปพรหมก็คือมีร่างกายที่เป็นรูปแต่ไม่มีกายปสาทซึมซาบทั่วตัว ที่จะประสบกับสิ่งที่เย็นแล้วเป็นทุกข์ หรือว่าแข็งแล้วเป็นทุกข์ ร้อนเป็นทุกข์ และก็ไม่มีชิวหาปสาทด้วย

    ตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อสักครู่นี้อร่อยดี ถ้าเป็นรูปพรหมไม่มีชิวหาปสาท ที่จริงก็สบายขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ต้องเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ลองคิดดู เดือดร้อนมากกับการที่จะลิ้มรสอาหารที่อร่อย แต่ว่าไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ เพราะไม่มีปัญญาที่จะรู้หนทางว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ที่ไม่ติดข้อง และเกิดเป็นรูปพรหมบุคคล มีจักขุปสาท เห็น มีโสตปสาท ได้ยิน มีมโนทวาร รู้สิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยิน เเต่ไม่มีจมูกที่จะรู้กลิ่น ไม่มีลิ้นที่จะลิ้มรส ไม่มีกายที่จะกระทบสัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดสุขทุกข์ น่าสบายขึ้นมามากมายเลยใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงการที่สามารถที่จะพ้นจากทุกข์แต่ละทาง ต้องตามลำดับขั้นของปัญญา แต่อย่างนั้นเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้นเองแล้วก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ในพระสูตร ในพระไตรปิฎกที่จะแสดงถึงอดีตชาติของแต่ละท่าน ท่านเคยเป็นผู้ที่หน่าย เห็นโทษของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีปัญญาอบรมจิตจนความสงบมั่นคง เกิดในพรหมภูมิก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ การที่ท่านอยู่ในพรหมโลกนานๆ ทำให้ท่านไม่ติดในสิ่งที่คนอื่นติดอย่างมากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะว่าท่านอบรมการที่จะพ้นจากการติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส นานพอสมควร แต่แล้วก็ต้องกลับมาติดข้องอีกเพราะว่าพืชเชื้อของอกุศลที่สะสมไว้ไม่หายไปจากจิต

    เพราะฉะนั้น กุศลประเภทใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้วสะสมอยู่ในจิต อกุศลใดๆ ก็ตาม ความริษยา ความสำคัญตน ความมานะ กิเลสแม้เพียงเล็กน้อยใดๆ ก็ตามที่เกิดแล้ว เกิดกับจิต ออกจากจิตไปไม่ได้เลย เมื่อจิตดับก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด สิ่งที่มีในจิตก่อนที่ดับไปก็สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไป ดังนั้น แต่ละคนจึงมีอัธยาศัยที่หลากหลายประมาณไม่ได้เลย เวลาที่ทรงแสดงเรื่องของจิตประเภทต่างๆ แสดงโดยประเภทใหญ่ แต่ว่าความละเอียดที่ต่างกันนั้นมากมาย

    แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง รู้ว่าผู้ที่รู้แจ้งมี ผู้ที่ประจักษ์ความจริงมี ผู้ที่ดับกิเลสมี วันหนึ่งเมื่อปัญญาถึงความสมบูรณ์ที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็สามารถที่จะไม่เห็นผิดในสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เป็นเรื่องของการอบรมไปเป็นปกติ เป็นปกติคือ อย่าไปทำไม่เห็น อย่าไปทำไม่ได้ยิน อย่าไปทำให้เกิดความจดจ้องที่จะรู้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าสภาพธรรมเกิดแล้วดับไปเร็วมาก ถ้ายังทำอย่างนั้นจะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้อย่างไร และขณะนี้ทุกคนกำลังเป็นปกติหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นปกติ

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องเปลี่ยนกิริยา อาการ ท่าทาง แต่งเนื้อแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวอะไรทั้งสิ้น ใช่หรือไม่ เพราะว่าขณะนี้เป็นความจริงที่เกิดแล้ว ปัญญาสามารถที่จะรู้ตรงตามความเป็นจริงได้ เป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นบารมีของพระโพธิสัตว์ซึ่งขาดไม่ได้เลย คือ สัจจะบารมี แม้ว่าในบางพระชาติก็มีการล่วงอกุศลกรรม แล้วล่วงศีลบางข้อ แต่จะไม่มีในเรื่องของการมุสา หรือพูดเท็จ หรือพูดไม่จริง เพราะความจริงถ้าเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นประโยชน์ว่า จริงคือจริง อกุศลก็จริง กุศลก็จริง

    มีใครบ้างที่ไม่เคยผิด ไม่เคยพลาด แต่ถ้าสามารถที่จะเป็นผู้ที่ตรงและจริงต่อสิ่งนั้น ทุกคนอภัยให้ได้ แต่ถ้าไม่จริง อภัยหรือไม่ เดี๋ยวก็ไม่จริงอีก เดี๋ยวก็ไม่จริงอีก เดี๋ยวก็ไม่จริงอีก อภัยไม่รู้จบ ก็คงจะรู้เลยว่าการอภัยอย่างนั้นไม่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ถูกอภัย แต่สำหรับคนอภัยมีประโยชน์ นี่คือธรรมที่ละเอียดมาก เวลาฟังต้องฟังด้วยความละเอียดจริงๆ

    ผู้ฟัง ที่ว่าเมื่อเห็นแล้วก็เห็นเป็นคน เป็นโต๊ะ เก้าอี้ จากการที่เรามาศึกษาก็ทราบว่าตรงนั้นคือ คิด ซึ่งจะเกิดทางมโนทวาร ประโยคที่ว่าปัญจทวารปิดบังมโนทวาร

    ท่านอาจารย์ คุณณรงค์เพิ่งพูดใช่หรือไม่ว่า เห็นแล้วคิด

    ผู้ฟัง เห็นแล้วคิด

    ท่านอาจารย์ ได้ยินแล้วคิด

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วเวลานี้ เห็น ถูกหรือไม่ แล้วคิดอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง หลังเห็น

    ท่านอาจารย์ หลังเห็นจริงๆ หรือมีแต่เห็นตลอด

    ผู้ฟัง คือไม่รู้ว่าเป็นคิด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ทั้งๆ ที่คิดก็ไม่รู้

    ผู้ฟัง ก็เลยเข้าใจผิดว่าเราเห็นเป็นโต๊ะ จริงๆ เห็นเป็นเห็น แล้วคิดเป็นโต๊ะ

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่รู้จักปรมัตถ์จะสามารถรู้หรือไม่ว่า บัญญัติกับปรมัตถ์ต่างกันอย่างไร

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่จะรู้จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่พูด แต่คือสามารถที่จะเริ่มเข้าใจว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏ เพียงเท่านี้ นั่นคือปรมัตถ์จริงๆ เพียงเกิดปรากฏว่ามีลักษณะอย่างนี้ นอกจากนั้นเป็นบัญญัติทั้งหมด เป็นเรื่องเป็นราว ลืมว่าสิ่งนี้เกิดปรากฏให้เห็นแล้วดับ

    ทุกคนรู้จักขันธ์หรือไม่ ขันธ์ หมายความถึง สิ่งที่เกิดดับ มีจริงๆ ต้องเกิด ใช่หรือไม่ มีจริงต้องเกิด ไม่เช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจริงๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้อะไรที่กำลังปรากฏ เกิดแล้ว มีจริงแล้ว เมื่อเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดต่อไม่ใช่อันเก่า หลากหลายมากมาย ใกล้ ไกล หยาบ ละเอียด เลว ประณีต จาระไนก็คงจะยากไม่รู้จะนำคำที่ไหนมาพูด เพราะว่าความจริงเป็นอย่างนั้นเลย คือ แต่ละหนึ่งเกิดแล้วไม่กลับมาอีกเลย

    เสียง หนึ่งเกิดขึ้นเป็นเสียงนี้ ดับ ไม่กลับไปอีกเลย เวลาได้ยินคำว่า ดับ ไม่ค่อยจะสะดุ้งสะเทือนเท่าไร เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏสืบต่อจนไม่สนใจกับการดับไปเลย เพราะว่าไม่รู้ว่าดับจริงๆ แต่เมื่อบอกว่าหายไปไหน หาไม่เจออีกแล้ว ไม่มีอีกเลย ไปหาที่ไหนก็ไม่พบ แต่ละอย่างที่เกิดและดับไปคือ จากไปเลย สูญไปเลย ไม่เหลือเลย

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดมีจริงๆ แล้วดับเป็นสภาพธรรมทั้งนั้นเลยที่เกิดจริง มีลักษณะจริงแล้วก็ดับจริง สภาพธรรมที่เป็นรูป เช่น เสียง ไม่ใช่สภาพรู้ กลิ่น มีจริงๆ ไม่ใช่สภาพรู้ เกิดและดับทั้งนั้นเลย ทั้งหมดเป็นขันธ์ที่หลากหลาย

    เมื่อสักครู่นี้อาหารที่รับประทานมีกลิ่นหรือไม่ บอกว่ามี หมายความว่าจำได้ใช่หรือไม่ แต่ตัวกลิ่นยังเหลือหรือไม่ ไม่เหลือเลย แต่ในความคิดหรือในฝันยังมีกลิ่นได้ ทุกอย่างที่หมดไปเราไม่ได้เข้าใจความหมดไปเลยจริงๆ ยังมีอัตตสัญญา ความเป็นเราความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหลืออยู่ในใจ จากภพหนึ่งไปอีกภพหนึ่ง จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง ไม่มีวันจบเลย ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีทั้งหมดเป็นที่ยึดถือ ซึ่งถ้ากล่าวโดยปรมัตถธรรมจำแนกเป็นจิต เจตสิก รูป เกิดแล้วดับ จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป จิตเป็นที่ยึดถือหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เป็นเรา เราใช้คำว่า เห็น ภาษาไทย ภาษาบาลีไม่มีคำนี้แต่มีคำว่าอะไร

    ผู้ฟัง จักขุวิญญาณ

    ท่านอาจารย์ วิญญาณเป็นสภาพรู้ จะใช้คำว่าจิต หรือจะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้ มโนได้หรือไม่ มานัสได้หรือไม่ หทยได้หรือไม่ ภาษาจีนได้หรือไม่ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ได้ทั้งหมดเมื่อรู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง เฉพาะสิ่งนั้นที่มีลักษณะอย่างนั้น

    วิญญาณที่เกิดเป็นที่ตั้งของความยึดถือ วิญญาณเป็นวิญญาณขันธ์ใช่หรือไม่ หนึ่งคือหนึ่ง ดับแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งก็เป็นแต่ละขันธ์

    วิญญาณขันธ์ที่เกิดแล้ว เป็นที่ตั้งของความยึดถือว่าเป็นเรา จึงใช้คำว่า อุปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ สองคำรวมกัน วิญญาณ กับอุปาทาน กับขันธ์ เพราะฉะนั้น ขันธ์ใดซึ่งเป็นที่ตั้งของการยึดถือ ขันธ์นั้นเป็นอุปทานขันธ์ แม้จิตก็เป็นที่ตั้งของความยึดถือ ดังนั้น จิตเป็นวิญญาณูปาทานขันธ์ เห็นหรือไม่ว่ากว่าจะละอุปาทานขันธ์ อุปาทานยึดถือโดยฐานะใด ด้วยความชอบ หรือว่าด้วยความสำคัญว่าเป็นเรา หรือด้วยความเห็นผิดว่าเป็นเรา ยึดถือได้ ๓ อย่าง ยึดถือด้วยความพอใจ

    เมื่อสักครู่นี้มีหลายคนไปตลาด เมื่อได้ยินคำว่า ตลาด ก็รู้ว่าเป็นที่ซื้อ ต้องมีของมากมายเลย ยึดถือหรือไม่ ยังไม่รู้เลยว่ามีอะไรแต่ก็ไปแล้ว เพราะว่าเพียงแค่ได้ยิน ความจำก็มาแล้ว ยังไม่เห็นสักนิดเดียวแต่มีความต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่รูปหนึ่งรูปใดปรากฏที่จะไม่ให้ยึดถือเป็นไปไม่ได้เลย รูปทุกรูปเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ยึดถืออย่างไร มีความละเอียด ยึดถืออย่างไร

    ผู้ฟัง ยึดถือว่ามีตัวตน

    ท่านอาจารย์ ยึดถือว่ารูปนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วดับไป เพราะว่าจริงๆ ขณะนี้การเกิดดับสืบต่อของทุกสิ่งทุกอย่างเร็วมาก เวลาที่เราคิดว่าเราได้ยินเสียงแล้วจำได้ว่าเสียงอะไร ที่นี่มีนก เมื่อเช้าได้ยินเสียงนกหรือไม่ เมื่อได้ยินเสียงก็รู้เลยว่าไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงนก ทั้งๆ ที่เสียงเป็นเสียง แต่ว่าเสียงนั้นเป็นอะไร ถ้าไม่รู้ก็สืบหากันใหญ่ว่าเมื่อครู่นี้เสียงอะไร ยังอยากจะรู้ว่าเสียงอะไร ใช่หรือไม่ เพราะความยึดมั่นติดข้องในเสียง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส อะไรก็ตามไม่ใช่สภาพรู้ แต่ปรากฏเมื่อใด เมื่อนั้นคือเป็นที่ยึดถือของจิตว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงธรรมชนิดหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่มีธรรมเลย อะไรๆ ในโลกก็ไม่มี โดยเฉพาะนามธาตุ ถ้ามีแต่เพียงรูปธาตุอย่างเดียว ไม่มีนามธาตุเลย ไม่มีการเดือดร้อนเลย จะน้ำท่วมหรือว่าโลกจะแตก หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่มีความสำคัญ เพราะว่าไม่มีสภาพที่รู้

    ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ ธาตุรู้ ใช้คำว่า ธาตุ น่าอัศจรรย์มาก ใครทำให้เกิดได้ ใครมีอำนาจพิเศษ สามารถที่จะทำให้ธาตุหนึ่งธาตุใดเกิดได้หรือไม่ ใช้คำว่า ธาตุ แสดงความเป็นอิสระไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดจริง เกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัย รูปยังเกิดได้ เป็นรูปต่างๆ เช่น กลิ่นกับเสียงไม่เหมือนกันแล้ว เกิดเป็นกลิ่นอย่างหนึ่ง เกิดเป็นเสียงอย่างหนึ่ง ไม่มีใครไปทำให้เป็นกลิ่นเกิดขึ้นได้ หรือว่าเป็นเสียงเกิดขึ้นได้ เราอาจจะเข้าใจผิดว่าเราทำได้ แต่ความจริงไม่มีทางที่จะทำได้เลย เกิดเพราะเหตุปัจจัยเป็นรูปธาตุ

    รูปธาตุยังเกิดได้ แล้วทำไมนามธาตุจะเกิดไม่ได้ เพียงแต่ว่านามธาตุเป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดเมื่อใดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เราสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะนี้เห็นเป็นนามธาตุ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ได้ยินก็เป็นนามธาตุเพราะว่าเสียงปรากฏ แสดงว่ามีธาตุที่รู้เสียงว่าเสียงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในขณะที่รู้ก็เป็นนามธาตุ

    เราสามารถที่จะรู้ลักษณะของธาตุ ไม่ใช่ไปจำชื่อว่าเสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม และว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นสีสันวัณณะต่างๆ เป็นรูป และเห็นเป็นนาม ไม่ใช่ให้ไปนึกจำ แต่ในขณะนี้สามารถที่จะเข้าใจธรรมที่ปรากฏ สิ่งที่มีต้องมี และเมื่อสิ่งนั้นไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งนั้นก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งทางตาธาตุชนิดนั้นกำลังปรากฏให้เห็นว่าลักษณะนี้ คือ สามารถให้เห็นได้ เท่านั้นเอง แล้วเราก็ไปนึกว่าเป็นภูเขา เป็นต้นไม้ เป็นทะเล เป็นฟ้า แต่ความจริงเพียงปรากฏให้เห็น ลองดู ถ้าหลับตาก็ไม่เห็น แต่เมื่อลืมตาก็ปรากฏให้เห็นได้แล้วยังนึกคิด ที่คุณณรงค์ถามว่าแล้วมโนทวารอยู่ที่ไหน เพราะเหตุว่าทางปัญจทวารปิดบังมโนทวาร คิดต่อทันทีก็ไม่รู้เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏเหมือนไม่ดับ

    ดังนั้น ทางปัญจทวารปิดบังทางมโนทวารเพราะว่า เห็น ปิดบังมโนทวารแล้ว ทันทีที่รูปดับ จิตก็นึกถึงสิ่งที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่นี้แล้วก็ยังมีเสียงด้วย เสียงเกิดดับก็ยังนึกถึงเสียง เวลานี้ทุกคนได้ยินเสียง กำลังคิดถึงเสียงสูงๆ ต่ำๆ และความคุ้นเคยที่จะเข้าใจเสียงนั้นทำให้สามารถที่จะรู้ว่า ได้ยินอะไร พูดว่าอะไร เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นมโนทวารก็ถูกปิดบังด้วย ทั้งทางตาและทางหู ไม่ว่าจะทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ชอบคิดหรือไม่ ชอบคิดเรื่องอื่น แต่ว่าควรจะคิดสิ่งที่กำลังได้ฟังแทนที่จะคิดเรื่องอื่น แต่เดี๋ยวนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ที่กำลังฟัง

    เพราะฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนจากการคิดเรื่องอื่นมาเป็นคิด คือ ไตร่ตรองคำที่ได้ยิน เป็นคำที่ไร้สาระหรือว่าเป็นคำที่มีประโยชน์ หรือเป็นคำที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลยถ้าไม่มีการฟังเรื่องราวของธรรมที่มีจริงๆ ก่อน จนกระทั่งเข้าใจได้

    ขณะนี้ทุกคนก็เข้าใจความหมายที่ว่า ปัญจทวารปิดบังมโนทวารแล้ว เพราะว่ามโนทวารเกิดสลับเร็วมาก ต่อทันทีเลยกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เวลาที่อารมณ์ทางปัญจทวารไม่ได้ปรากฏเลย แต่ก็คิดได้ ธรรมดาที่สุดเลย ชีวิตประจำวัน ใช่หรือไม่

    นอนหลับ ไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่ก่อนหลับอะไรก็ยังไม่ปรากฏ ไม่ได้ลืมตา เสียงก็ไม่มี แต่ว่าคิด ถ้าคิดโดยไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ได้ ขณะนั้นคือไม่มีปัญจทวารมาปิดบัง แต่เวลาที่สิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างเช่น เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏปิดบังมโนทวาร แม้คิดต่อเป็นเรื่องเป็นราว เป็นคนนั้นคนนี้ ก็ไม่รู้เพราะยังเห็นอยู่เรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวก็มีได้ยินเสียง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่มีอะไรที่จะมาปิดบัง ก็สามารถที่จะเข้าใจคิดว่า แม้ไม่มีสิ่งปรากฏให้คิดก็คิดเองได้

    ผู้ฟัง อย่างเช่นตอนนี้ ถ้าพยายามคิดถึงคนที่กรุงเทพ ตรงนี้เราก็จะรู้เลยว่า นี่คือคิด

    ท่านอาจารย์ ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงคนที่กรุงเทพฯ เห็นชัดเลยว่าคิด เพราะว่าที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ

    ผู้ฟัง โดยที่ไม่ต้องฟังธรรม เรื่องนี้ก็รู้ว่าคิด

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน คิดถึงคนที่กรุงเทพฯ แม้เป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เป็นชีวิตประจำวัน

    ผู้ฟัง แต่รู้ว่าเป็นคิด

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเราคิด แล้วคนนั้นก็ยังมีอยู่ที่กรุงเทพฯ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะคิดถึงคนที่กรุงเทพฯ

    ผู้ฟัง แต่ว่าหลังเห็น หลังได้ยิน แล้วคิด ได้ฟังตรงนี้แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่านี่เราคิด

    ท่านอาจารย์ เพราะเร็วมาก เห็นคุณณรงค์ คนที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกแล้วไม่คิดเลย จะรู้ จะจำได้หรือไม่ เมื่อเห็นอีกจะรู้หรือไม่ว่าเคยเห็นที่ไหน ไม่คิดเลย เพียงแค่เห็น เพราะฉะนั้น แม้แต่คิดแล้วก็ไม่รู้ว่าคิดแล้ว เป็นคุณณรงค์ไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นคุณณรงค์ไปแล้ว เร็วมาก

    ผู้ฟัง แสดงว่าคิดจริง

    ท่านอาจารย์ ต้องคิด เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ว่าคิดเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เห็น ทางตากับทางใจก็ติดกันแล้ว ปัญญาสามารถจะค่อยๆ เข้าใจ อย่าไปพยายามแยกเพราะผิด ไปพยายามทำให้ช้าก็ไม่ได้ ไปพยายามทำอะไรไม่ได้ทั้งหมดเลย ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ละการยึดถือ นอกจากเข้าใจถูกว่าความจริงเป็นอย่างนี้ จนกระทั่งไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ

    มีข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า พระภิกษุท่านเดินบิณฑบาต ไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มีความรู้ในขณะนั้นว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เป็นไปได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ ถ้าอบรม รูปูปาทานขันธ์ ยึดถือรูปว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็แล้วแต่ ถ้าเป็นภายในก็เป็นตัวตนของเรา ถ้าเป็นภายนอกก็เป็นคนอื่น หรือเป็นสิ่งอื่น ความรู้สึกเกิดขึ้น ยึดถือหรือไม่

    ผู้ฟัง ยืดถือ

    ท่านอาจารย์ เป็นอุปาทานขันธ์ ถ้ายึดถือในความรู้สึก ซึ่งภาษาบาลีไม่มีคำที่เราพูดว่า ความรู้สึก แต่มีคำว่า เวทนา และเป็นที่ยึดถือ เพราะฉะนั้นเป็นเวทนูปาทานขันธ์ เวทนา กับอุปาทาน กับขันธ์ คุณณรงค์จะบอกว่าชั่วหนึ่งขณะจิต หรือหลายขณะของเวทนาที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง หนึ่งขณะ

    ท่านอาจารย์ หนึ่งขณะจิตไม่พอที่จะรู้ ให้เห็นความเล็กน้อย ถ้าใส่เกลือนิดหนึ่ง เกล็ดหนึ่งในน้ำแก้วใหญ่ๆ แล้วให้ชิม รู้หรือไม่ว่าเค็มระดับไหน แต่อย่างไรต้องมีรสของเกลือ เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงความรู้สึก เพียงแค่หนึ่งขณะจิตที่เกิดร่วมกับจิตนั้นจะรู้ได้หรือไม่ หรือว่าจิตที่ประกอบด้วยความรู้สึกนั้นเกิดดับ จนกระทั่งความรู้สึกนั้นปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เป็นนิมิตของเวทนา

    ในพระไตรปิฎกจึงมีคำว่า รูปนิมิต เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต แสดงว่าการเกิดดับของธรรมเร็วมาก ปรากฏเพียงนิมิตให้รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    12 ก.พ. 2569