ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
ตอนที่ ๑๗๒๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณฟองจันทร์ วอลช
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีการฟังจนกระทั่งเข้าใจ จะมีขณะที่กำลังกระทบแล้วรู้ว่าเป็นธรรมได้หรือ ก็เพียงแค่จำและตอบได้ แต่ขณะที่กำลังกระทบจริงๆ ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม จนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ธรรมก็ปรากฏเหมือนเดิม แข็งก็เป็นแข็ง วันนี้มีแข็งกี่ครั้งก็ต้องเป็นเช่นเดิม แต่ว่าเริ่มมีความเข้าใจในแข็งซึ่งเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เป็นหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์
สังสารวัฏฏ์ คือการเกิดดับสืบต่อของธรรมไม่มีที่สิ้นสุดเลย ตั้งแต่เกิดจนตายแล้วเกิดอีกแล้วก็ตายอีก คือการปรากฏของธรรมเพราะเป็นสิ่งที่จิตซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตาม ตามปกติเช่นนี้และวันไหน ขณะใดเข้าใจว่ามีแต่แข็งขณะนั้นเพราะแข็งเท่านั้นที่ปรากฏ นั่นคือเริ่มรู้แข็ง หมดความสงสัยหรือยัง ไม่หมดเพราะว่ามากมายเลย นี่เพียงนิดเดียวที่เพิ่งเริ่มจะเกิดเพราะว่ามีความเข้าใจ และกว่าจะเป็นธาตุรู้ที่กำลังรู้แข็ง ถ้าเป็นธาตุรู้ที่รู้แข็งก็เหมือนธาตุรู้ที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าลักษณะที่ถูกรู้นั้นต่างกัน คือสิ่งที่ถูกรู้อย่างหนึ่งเป็นแข็ง อีกอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น อีกอย่างหนึ่งเป็นเสียง อีกอย่างหนึ่งเป็นกลิ่น
เพราะฉะนั้นก็เห็นความเสมอกันของธาตุรู้ ซึ่งคือธาตุรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ จะเห็นขณะนี้ก็รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นเช่นนี้ จะได้ยินเสียง ขณะนี้เสียงปรากฏ ธาตุรู้คือรู้เสียงที่กำลังปรากฏ เมื่อครู่นี้เสียงก็ปรากฏแล้วผ่านไป แล้วก็ดับไป แล้วขณะไหนที่กำลังเริ่มเข้าใจว่าขณะนั้นเป็นแต่เพียงเสียง ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น หรือว่าจะรู้ลักษณะของสภาพรู้ที่กำลังได้ยินเสียง
ดังนั้น เป็นเรื่องของการอบรมเพื่อเข้าใจธรรมที่มีจริงเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไม่มีใครไปทำอะไร ไปเปลี่ยนก็ไม่ได้ เหมือนเดิมแต่ว่าความเข้าใจจากวันหนึ่งๆ ก็เพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงขณะที่บุคคลนั้นเริ่มเข้าใจว่า ขณะนั้นลักษณะที่ปรากฏเหมือนธรรมดากำลังปรากฏกับสติสัมปชัญญะ เพราะว่ามีความรู้และความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งเป็นการต่างกับขณะที่กระทบทั้งวัน เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ก็ไม่รู้ลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเป็นธรรม
ขณะที่รู้ว่าเป็นธรรมก็ตรงกับปกติ แต่ไม่ใช่ไปนึกถึงชื่อว่านี่เป็นธรรม แต่ห้ามได้หรือไม่ นึกก็เป็นธรรม คนนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะที่นึกไม่ใช่รู้แข็งหรือรู้เสียง ขณะนั้นก็เป็นธรรมอีกอย่าง เป็นปกติในชีวิตประจำวันทุกอย่าง แต่ความละเอียดของความเข้าใจธรรมจะค่อยๆ เริ่มขึ้นจากความเข้าใจที่จะเป็นผู้ตรงว่า สภาพธรรมปรากฏเหมือนเดิมกับขณะที่ความเข้าใจไม่เคยมี จากการฟังจนกระทั่งสภาพธรรมก็ปรากฏเหมือนเดิม ฟังแล้วเกิดนึกขึ้นมาได้ว่าเป็นธรรม ก็เริ่มมีความเข้าใจนิดหนึ่งที่ทำให้สามารถคิดได้ว่า ขณะนั้นเป็นธรรม และต่อไปแม้ไม่คิดลักษณะนั้นก็ปรากฏ
แสดงให้เห็นว่าความรู้ลักษณะของธรรมที่ปรากฏ ต่างกับเวลาที่ธรรมปรากฏแล้วไม่ได้รู้ตรงลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นธรรมก็ปรากฏปกติ ปรากฏกับธาตุรู้ตามปกติคือ แข็งปรากฏกับกายวิญญาณ ไม่มีสติสัมปชัญญะก็หมดแล้ว เวลานี้ก็หมดไปเรื่อยๆ แต่เวลาที่แข็งปรากฏกับกายวิญญาณก็แข็งนั่นเอง แต่มีการรู้ตรงลักษณะนั้นเพิ่มขึ้นต่างกับเวลาที่มีแต่เฉพาะสภาพที่รู้แข็ง ผู้นั้นก็รู้ความต่างโดยไม่ต้องเรียกชื่อ แต่รู้ว่าขณะนั้นกำลังเข้าใจแม้เพียงนิดเดียว ในลักษณะที่ต่างของขณะที่หลงลืมสติ คือสติไม่เกิด กับขณะที่สติเกิดแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ยังไม่มีการรู้ชัด ผู้นั้นก็อบรมเจริญปัญญาจนกว่าจะชินกับลักษณะของสภาพธรรม ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม จนกระทั่งสภาพนั้นปรากฏกับจิตที่รู้แล้วละ ซึ่งจะต้องเป็นการอบรมอย่างเดียวจริงๆ จากการฟังเข้าใจขึ้นเป็นปกติด้วย
ผู้ฟัง เวลาที่ฟังอาจารย์ ส่วนมากจะคิดถึงเรื่องราวของธรรมที่เคยเห็นมา แต่ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่กำลังเห็น จนวันนี้เริ่มที่จะเข้าใจเลยว่าที่ท่านอาจารย์พูดทุกคำ หรือทุกขณะเป็นธาตุซึ่งกำลังมีจริงๆ ให้ศึกษาให้เข้าใจเดี๋ยวนี้จริงๆ ขั้นที่จะเริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ จะเห็นได้จากวันนั้น จนกว่าจะถึงวันนี้ก็ได้ยินคำเก่าๆ เหมือนเดิม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สภาพธรรมปรากฏเพราะมีธาตุที่กำลังรู้สภาพนั้นๆ แล้วดับไป ก็พูดเช่นนี้ ฟังไปจนกว่าจะถึงกาลนั้นซึ่งอีกนาน ต่อจากขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจลักษณะซึ่งเป็นสภาพนามธรรมและรูปธรรม แต่ก็ไม่พ้นจากปกติ ถ้าผิดปกติคือไม่ใช่ของจริง เพราะว่าของจริงต้องแม้สติก็เกิดโดยความเป็นอนัตตา
ขณะนี้อยากให้สติเกิดหรือไม่ มีใครอยากให้สติเกิดหรือไม่ แต่ก่อนอยากมากเลย ฟังนิดเดียวอยากให้มีสติมากๆ มีปัญญามากๆ ไม่รู้เลยว่านั่นอะไร เพราะความไม่รู้จึงมีความต้องการ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าเป็นอนัตตา เพียงคำเดียวกว่าจะมั่นคงจริงๆ จะหวั่นไหวหรือไม่ ไม่ว่าสิ่งที่เกิดแล้วเป็นอกุศล เกิดแล้ว เป็นเช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไรได้ ดับแล้วด้วยก็ไม่รู้แต่อยากไม่ให้เกิด อยากให้มีสติ อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากให้เป็นเช่นนี้
อริยสัจจ์ที่ ๒ ทุกขสมุทยอริยสัจจะก็คือ โลภะหรือความติดข้อง จะรู้เลยว่าเมื่อมีความต้องการคือผิด เพราะว่าขณะนั้นไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรม ขณะนั้นจึงหวังโดยที่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ดังนั้นจะขาดความเข้าใจได้หรือไม่ แม้อริยสัจจะที่ ๓ ทุกขนิโรธอริยสัจจะหมายความถึงนิพพาน เป็นธรรมอย่างเดียวที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เพราะไม่เกิด โลภะจะไปติดข้องในสิ่งที่ไม่เกิดนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ใครก็ตามที่บอกว่ารู้นิพพานโดยไม่เข้าใจ คิดดูก็แล้วกัน จริงหรือ ถูกหรือ สำคัญที่สุดคือความเข้าใจ แม้แข็งปรากฏ รู้ว่าเป็นธรรมเพราะอะไร เพราะเข้าใจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็บอกว่าแข็งเป็นธรรม แต่ว่าไม่เข้าใจลักษณะนั้นว่าเป็นธรรมเพราะปรากฏเกิดแล้ว ไม่ได้มีใครไปทำเลย ทุกอย่างในขณะนี้ไม่มีใครไปทำได้ เกิดแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความหมายของธรรมมั่นคงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ในเวลาที่ผู้มีพระภาคทรงแสดงปฐมเทศนาได้กล่าวถึงสัจจญาณ กิจญาณ กตญาณ ในอะไร ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ จึงเป็น ๑๒ ไม่ให้มีความเห็นผิด ไม่ให้มีความเข้าใจผิดว่าความรู้ไปรู้อื่นที่ไม่ใช่ขณะนี้ แม้เช่นนั้นก็ต้องเป็นความมั่นคงจริงๆ เป็นสัจจญาณ จึงจะทำให้สามารถที่จะเกิดการเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมด้วยกิจของสติสัมปชัญญะและปัญญา จึงเป็นกิจญาณ แต่ยังไม่แทงตลอดเพราะว่าสภาพธรรมยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง จนกว่าจะถึงวาระหรือกาลเวลาที่สมบูรณ์ของปัญญา ที่สามารถแทงตลอดลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทีละหนึ่ง ไม่มีอะไรปรากฏเลย
ลองคิดดูว่าในขณะนี้มีคนตั้งหลายคน มีบ้าน มีประตู มีหน้าต่าง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีดอกไม้ มีกระเป๋า แต่ว่าเวลาที่เป็นความจริงเป็นปัญญาแท้ๆ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากสภาพธรรมที่ปรากฏ ขณะนั้นต้องชัดเจนเพราะว่าไม่มีอย่างอื่นปะปน ลักษณะของนามธาตุซึ่งธาตุรู้ปรากฏ จะไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น มีความเป็นใหญ่ในการที่แม้ในความมืดสนิทก็มีธาตุที่สามารถจะรู้ เป็นธาตุรู้ ขณะนั้นจะเห็นความต่างของจิตและเจตสิก โดยไม่ต้องเรียกชื่อ เพราะว่าลักษณะที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้คือจิต แต่เวลาที่เกิดทุกขเวทนา ขณะนั้นเกิดได้หรือไม่ มีกายปสาท ปกติธรรมดาขณะนี้เมื่อยตรงไหน เจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่ ถ้ามีปัจจัยเกิด จะไม่ให้เกิดได้หรือไม่ ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ลักษณะของทุกขเวทนาไม่ใช่จิต เริ่มเห็นชัดในความต่างกันของที่เราเรียกว่าจิตและเจตสิก เพราะว่าเจตสิกไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรม แต่เป็นลักษณะของธาตุที่ไม่มีรูปเจือปนเลย ทีละอย่าง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยทุกความรู้สึก เจ็บเปลี่ยนไม่ได้ เกิดแล้วขณะนั้นไม่ใช่จิต จึงมีจิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะทุกคนมีรูป หรือรูปที่เกิดพร้อมนามธรรม ตั้งแต่เกิดมีจริงๆ เกิดเพราะสมุทฐานต่างๆ แต่ว่ารูปเป็นรูป รูปไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น
ดังนั้น จะต้องมีรูปซึ่งเป็นธรรมที่ก็ต้องรู้ด้วยเพราะเคยยึดถือรูปว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่สภาพธรรมแต่ละอย่างปรากฏก็ต้องรู้ตามความเป็นจริง ใครไม่ยึดถือรูปว่าเป็นเราบ้างตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ร่างกายของใคร ของเราหมดเลยใช่หรือไม่ แต่ความจริงรูปแต่ละรูปแตกย่อยออกไปแล้ว มีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียด อายุก็สั้นจริงๆ เพียงแค่จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปที่เกิดรูปหนึ่งก็ดับแล้ว
ขณะนี้เราพูดว่า รูปเกิดดับ อย่าไปคิดว่าเร็วเพียงใด เพราะเรายังไม่รู้การเกิดดับของจิตว่าเกิดดับรวดเร็วยิ่งกว่ารูปมากมาย ขณะนี้นับไม่ถ้วนเลย เพราะปรากฏเหมือนกับว่าทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งคิด ซึ่งเป็นจิตคนละขณะแต่ละประเภทแล้ว เพราะฉะนั้น ให้คิดถึงสภาพธรรมที่แสนจะเล็กน้อยมากคือ รูป มีอายุสั้นเพียงใดเพียงเกิดขึ้นและดับ แต่จิตเร็วกว่านั้นคือจิตเกิดดับไป ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจึงดับ แล้วเราอยู่ที่ไหน ทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกย่อยทำลาย แต่เมื่อยังไม่แตกย่อยทำลายก็เราทั้งตัวเลย ผมก็เรา ตาก็เรา แขนก็เรา ทุกอย่างเราหมด แม้ความจริงในชีวิตประจำวันก็ลืม ตัดเล็บทิ้งไป นำเราทิ้งไปหรือไม่ หรือว่าเป็นแต่เพียงรูป ซึ่งเวลาที่ยังไม่ออกไปจากที่รวมกันอยู่ก็เป็นเล็บของเรา แต่เมื่อพ้นจากการที่ประชุมรวมกันก็เป็นแต่ละอย่างซึ่งไม่ใช่เรา เพราะอะไรต้องคอยจนถึงเวลานั้น หรือแม้แต่ถึงเวลานั้นก็ยังไม่รู้อีก
แต่การฟังพระธรรม สามารถที่จะเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นพระบริสุทธิคุณในการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างพระองค์ แต่สามารถที่จะฟังแล้วพิจารณาและรู้ตามได้ เห็นพระมหากรุณาคุณ บำเพ็ญบารมีทั้งหมดไม่ใช่เพื่อการที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมพระองค์เดียว แต่ยังคิดถึงสัตว์โลก เวลานี้เราคิดถึงคนที่ไม่ได้ฟังพระธรรม เท่านี้ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคิดถึงทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในภพไหนภูมิไหนที่ไม่ได้ฟังพระธรรม
บางคนอาจจะคิดเพียงญาติพี่น้อง อยากให้ลูกเข้าใจธรรม อยากให้เพื่อนเข้าใจธรรม อยากให้พี่น้องเข้าใจธรรม แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้ ทุกคนที่ไม่รู้ (พระองค์) อยากให้เขาได้เข้าใจ ได้รู้ตาม เพราะเหตุว่าถ้าเขาไม่มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ชีวิตเขาเป็นอย่างไร เราจะเห็นได้ว่า แต่ละคนหลากหลายมากเพราะความไม่รู้แล้วสะสมความติดข้อง โลภะไม่หมดเลย เมื่อวานนี้ต้องการอะไร ได้แล้วพอหรือยัง เย็นนี้ต้องการอีกแล้วยังไม่ทันจะถึงพรุ่งนี้เลย ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นไม่มีวันจบเลย นี่คือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นความติดข้อง ฟังธรรมอยากได้อะไรหรือไม่
ผู้ฟัง อยากได้ความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ แต่ตอนแรกไม่เป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่ กว่าจะเพียงขอให้เข้าใจธรรม ก็กลายเป็นเมื่อไรจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิดบ่อยๆ เมื่อไรปัญญาจะรู้ความจริงคือ หนีไม่พ้นความไม่รู้และความต้องการ ด้วยเหตุนี้ตราบใดที่ยังมีความต้องการเพราะไม่รู้ ไม่มีทางที่จะถึงอริยสัจจ์ที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธอริยสัจจะคือ นิพพานที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ต้องตามลำดับจริงๆ แล้วการที่ยิ่งรู้ว่าพระธรรมสุขุม ละเอียด ลึกซึ้ง หนทางเดียวที่จะไม่ติดข้องและไม่หวัง เพราะว่าหวังอย่างไร ปัญญาไม่มี หวังไปเพื่ออะไร แต่ว่าเข้าใจขึ้นๆ เมื่อไรก็เมื่อนั้น แล้วเป็นผู้ที่ตรงด้วยว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญาที่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น ที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ซึ่งเป็นตามที่ได้ฟังทุกอย่าง
ผู้ฟัง อยากทราบว่าจะรู้ในปริยัติได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าปริยัติคืออะไร ปริยัติไม่ใช่เป็นคำที่ไร้สาระหรือว่างเปล่า แต่เป็นคำที่กล่าวถึง บ่งถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เมื่อฟังแล้วก็รู้ว่า ขณะนี้สิ่งที่กำลังฟังเป็นเรื่องของสิ่งที่มีจริง เพื่อคนฟังจะได้พิสูจน์ว่าจริงเช่นนั้นหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่บังคับให้เชื่อ แต่ว่าทุกคำที่ได้ฟังสามารถที่จะพิสูจน์หรือเข้าใจได้เมื่อเข้าใจแล้วว่าจริงเช่นนี้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น กว่าจะเข้าใจลักษณะของธรรมจริงๆ ไม่ใช่รู้ว่าแข็งเป็นธรรมโดยฟัง แต่เวลาแข็งปรากฏไม่ได้รู้เลยว่าเป็นธรรม คนที่จะกล่าวว่ารู้นิพพานเข้าใจในขณะนั้นหรือไม่ หรือว่ามีนิพพานแล้วก็รู้แต่ไม่เข้าใจ นี่เป็นความต่างกัน เหมือนมีแข็ง ขณะนี้รู้แข็ง แข็งปรากฏแล้วไม่รู้ว่าเป็นธรรมได้หรือไม่
ผู้ฟัง บางคนก็ได้ บางคนก็ไม่ได้ บางคนก็รู้ บางคนก็ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้กล่าวถึงบางคน คนเดียวกันบางครั้งก็รู้ว่าเป็นธรรม บางครั้งก็ไม่รู้ ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนอื่น ไม่ใช่เขาคนนั้นที่รู้ แต่ต้องเป็นสติและปัญญาที่เกิดขณะนั้นที่รู้และเข้าใจ เมื่อมีนิพพานเป็นอารมณ์ รู้และเข้าใจนิพพาน ไม่ใช่ว่าในขณะนั้นมีนิพพานเป็นอารมณ์แต่ไม่เข้าใจ เช่นนั้นจะชื่อว่าปัญญาหรือไม่
จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เจริญขึ้น โดยการเข้าใจลักษณะที่กำลังมีในขณะนี้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น ดังนั้นวันนี้เข้าใจแข็ง จะมีการรู้แข็งว่าเป็นธรรมหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่ามีปัจจัยพอหรือไม่ วันรุ่งขึ้นก็มีแข็งอีก วันต่อๆ ไปก็มีแข็งอีก เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่ได้เคยเข้าใจแล้วๆ ๆ จากการฟัง จะสามารถเข้าใจแข็งว่า เป็นธรรม ทันทีในขณะนั้นได้หรือไม่ ในเมื่อเคยฟังและเข้าใจมาแล้ว จนกระทั่งขณะนั้นสามารถที่จะเข้าใจแข็งได้ แต่ต้องมาจากการเข้าใจขึ้นๆ ๆ ไม่ใช่ไม่เข้าใจเลย วันดีคืนดีก็มารู้ว่าแข็งเป็นธรรม เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ฉันใด อริยสัจจ์ ๔ ก็ฉันนั้น
ดังนั้นความเข้าใจแม้ขณะหนึ่งจากการฟัง และยังไม่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ฟังอีกๆ ก็เข้าใจเรื่องราวของสภาพธรรม แต่ยังไม่เข้าใจธรรม แต่อาศัยความเข้าใจนี้เองจะถึงวันหนึ่งซึ่งเข้าใจลักษณะของธรรมคือแข็งในขณะนั้นได้ เพราะเข้าใจมาแล้วทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยมาเลย อยู่ดีๆ จะให้มีความเข้าใจว่า ขณะนั้นเป็นธรรม ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจสำคัญที่สุดแม้เพียงเล็กน้อยก็สะสมขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นความเข้าใจสภาพนี้เมื่อไรที่ปรากฏได้เพราะเข้าใจ
ผู้ฟัง พระอริยบุคคลที่เป็นตามลำดับขั้นที่ขจัดความไม่รู้ออกไปเป็นขั้น เป็นตอน หมายถึงว่าตัวเจตสิกเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นอีกในจิต
ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงธรรมเกิดดับเป็นธรรมดาแต่ก็มีปัจจัยที่จะเกิดอีก แต่เมื่อปัญญาเกิดรู้ความจริงจนดับไม่เกิดอีกเลย หมายความว่า ถ้ามีความไม่รู้ในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เช่น ขณะนี้เห็นกับสิ่งที่ปรากฏทางตา แข็งกับสภาพที่กำลังรู้แข็ง ถ้าไม่มีความรู้เช่นนี้เลย จะดับความไม่รู้ได้หรือไม่ แต่เมื่อรู้ขึ้นจนประจักษ์แจ้ง จนแทงตลอด จนหมดความสงสัยเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ความไม่รู้จะเกิดอีกไม่ได้เลย เพราะรู้มาทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งไม่เข้าใจผิด ไม่เห็นผิดในสภาพธรรม เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับไปเห็นผิด ยึดถือสภาพธรรมด้วยความเป็นตัวตน
โสตาปัตติมรรคจิตดับทิฐิเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก โลกุตตรปัญญาเท่านั้นที่จะดับกิเลสได้ และโลกุตตรปัญญาก็มีกุศลและวิบาก โสตาปัตติมรรคจิตเป็นกุศล โสตาปัตติผลจิตเป็นจิตที่เป็นผลของโสตาปัตติมรรค ทันทีที่โสตาปัตติมรรคจิตดับ โสตาปัตติผลจิตเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นเป็นกุศลที่ไม่ต้องรอกาลเวลาที่จะให้ผล ทันทีที่กุศลดับ วิบากเกิดสืบต่อ จิต ๒ จิตนี้ไม่ใช่จิตประเภทเดียวกัน เพราะโสตาปัตติมรรคจิตเป็นกุศล เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล ผลคือโสตาปัตติผลจิตเกิดสืบต่อทันที ความต่างคือโสตาปัตติมรรคจิตดับกิเลส โสตาปัตติผลจิตดับกิเลสแล้ว (กิเลสดับแล้ว) ดังนั้นลักษณะของสภาพแม้มีนิพพานเป็นอารมณ์ด้วยกันก็ต่างกัน เพราะขณะของโสตาปัตติมรรคดับกิเลส แต่โสตาปัตติผลมีกิเลสที่ดับแล้วไม่เกิดอีก
ผู้ฟัง กรณีที่เป็นพระอรหันต์แต่ยังมีร่างกายอยู่
ท่านอาจารย์ เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากที่ตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ผู้ฟัง ตัวเจตสิกต่างๆ ก็จะต้องลดน้อยลง
ท่านอาจารย์ อกุศลเจตสิกเกิดไม่ได้เลยสักประเภทเดียวเพราะดับหมดแล้ว และโสภณเจตสิกซึ่งเคยเป็นกุศลก็ไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล จึงเป็นกิริยาจิต ไม่ใช่กุศล เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์จะมีจิตเพียง ๒ ชาติคือ วิบากจิต ซึ่งเป็นผลของอดีตกรรมก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ และกิริยาจิต คือแทนที่จะเป็นกุศล ความดีทั้งหมดไม่ให้ผลจึงเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล
ฟังแล้วก็รู้ว่า ขณะนี้เป็นสภาพธรรมจริงๆ แต่สติก็ไม่ระลึก ถูกต้องหรือไม่ เพราะอะไร อกุศลเกิดแล้ว เกิดเล่า เกิดบ่อย ตั้งแต่เช้ามาปริมาณนับไม่ถ้วน แล้วจะให้สติสัมปชัญญะมีกำลังพอที่จะเกิดเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมได้หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าบารมีหมายความถึงความดี ขณะใดที่เป็นกุศลเกิด ขณะนั้นไม่ใช่อกุศล และถ้ากุศลคือความดีเกิดบ่อยๆ ๆ มากขึ้นๆ ก็มีกำลังที่จะทำให้สติสัมปชัญญะ เพราะได้เข้าใจธรรม มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น เพราะไม่มีอกุศลเป็นเครื่องกั้น แต่วันนี้ตั้งแต่เช้ามามีเครื่องกั้นคืออกุศลมากเพียงใด แล้วจะให้เกิดการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม วันรุ่งขึ้นอกุศลก็มากอีกและทุกวันก็เป็นเช่นนี้ แล้วจะให้รู้ลักษณะของสภาพธรรม เป็นไปได้หรือไม่
แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ความดีก็มีกำลังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถที่ว่า ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นไม่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นถ้าดีๆ ๆ บ่อยขึ้นๆ ๆ เครื่องกั้นน้อยลงไปก็มีโอกาส ซึ่งเมื่อฟังเข้าใจแล้วไม่มีอะไรมาขัดขวางหรือว่ามากั้น เพราะสามารถที่จะรู้ได้ว่าสติปัญญาไม่ได้เกิดตามความต้องการ แต่เพราะมีความเข้าใจและเป็นเรื่องละโดยตลอด พระธรรมที่ทรงแสดงไม่ต้องแสดงให้ใครติดข้องเลย ไม่ต้องให้ติดก็ติดแล้ว จะให้ติดอีกเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ แต่อะไรที่จะสามารถละความติดข้องได้ก็ต้องด้วยปัญญา ซึ่งละเอียดมากจึงสามารถที่จะเห็นประโยชน์ของกุศลทุกประเภท แล้วเห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อยที่เกิดในวันหนึ่งๆ เหมือนผงอย่างละเอียดซึมซาบลงไปเป็นอนุสัยอยู่เรื่อยๆ แล้วจะให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมก็เป็นไปไม่ได้ แต่ขณะใดก็ตามกุศลเกิด ขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้ แล้วลองคิดดูว่า ถ้ากุศลเกิดบ่อยๆ ขึ้น กุศลนั้นก็มีกำลัง ทางอกุศลก็น้อยลงไป เพราะฉะนั้นเครื่องกั้นก็น้อย
ด้วยเหตุนี้ประโยชน์แม้ของความดี หรือกุศลเพียงเล็กน้อยก็ประมาทไม่ได้ แต่ถ้าประมาท สะสมอกุศลโดยไม่รู้ตัวเลย ไม่ต้องหวัง ไม่ได้ต้องการก็เกิดแล้วมากมาย จะมีอะไรไปละ ไปทำลายได้ เพราะฉะนั้นบารมีไม่ใช่มีเพียงหนึ่ง ไม่ใช่ปัญญาบารมีอย่างเดียว
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740