ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
ตอนที่ ๑๗๐๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านคล้ายจันทร์ จ.ระยอง
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรกิเลสเกิดได้เร็วเช่นนั้น
ผู้ฟัง เกิดจากสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เมื่อเช้ามาตั้งแต่ถึงเดี๋ยวนี้ กิเลสมากหรือไม่
ผู้ฟัง มาก
ท่านอาจารย์ ยังไม่หมดวันเลย รวมกับเมื่อวานนี้และพรุ่งนี้อีกใช่หรือไม่ แล้วจะไม่ให้เกิดง่ายๆ บ่อยๆ เร็วๆ ได้อย่างไร
ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ยังคิดถึงเรื่องอาหารเย็นเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงว่าเป็นธรรม ข้อสำคัญคือศึกษาแล้วลืมว่าเป็นธรรม ตรงนี้ที่จะทำให้เราห่างจากการเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง แต่ไม่ผิดใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ใครเป็นคนตัดสิน ใครจะบอกว่าผิด ใครจะบอกว่าถูก บอกได้หรือไม่ หรือตัวธรรมเป็นเช่นนั้นก็เข้าใจให้ถูกต้อง
ผู้ฟัง ถ้าถามตัวเองว่าสิ่งที่คิดถึงเมนูอาหารมื้อเย็น ไม่น่าเป็นสิ่งที่ผิด
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน รู้จักจิตหรือยัง
ผู้ฟัง รู้จัก อาจจะยังไม่ดี
ท่านอาจารย์ รู้จักชื่อจิต และเดี๋ยวนี้จิตอะไร จิตประเภทไหน
ผู้ฟัง เป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ แล้วโลภะดีหรือไม่
ผู้ฟัง น่าจะดี ทำให้คนอื่นมีความสุข
ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้นก็มีโลภะมากๆ ไม่ต้องให้หมดไป ต้องตรง
ผู้ฟัง เลือกแต่โลภะฝ่ายดีไม่ได้เลยหรือ
ท่านอาจารย์ โลภะดีไม่ได้เลย ตั้งแต่พระโสดาบันละโลภะที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด ไม่มีตัวเลย เป็นธรรม ก็ปั้นน้ำเป็นตัว เป็นธรรมจริงๆ แต่ออกมาเป็นคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ผิดหรือถูก ต้องรู้ว่าธรรมเป็นธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับและไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด มิฉะนั้นก็เป็นอัตตานุทิฐิ ความเห็นที่ตามไปคิดว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เห็นเป็นกิ่งไม้ใบไม้ ลืมว่ามีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เกิดดับซ้ำจนกระทั่งจำได้ในรูปร่างสัณฐาน แล้วก็นึกถึงแต่รูปร่างสัณฐานโดยสิ่งที่มีจริงๆ เกิดดับนับไม่ถ้วนเลย
ดังนั้นจึงมีคำว่านิมิตตะในขันธ์ ๕ เป็นรูป หรือรูปนิมิตตะ ขณะนี้ทั้งหมดที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นนิมิตของรูปซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็วสืบต่อ โดยที่ยังไม่ได้เข้าใจความจริงว่า แต่ละรูปเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นแต่ละขันธ์เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ถึงจะเข้าใจความหมายที่ใช้คำว่า ขันธ์ ว่างเปล่าจากตัวตน เพียงมีลักษณะที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
เวทนา ความรู้สึกก็เป็นนิมิตตะด้วย เพราะว่าขณะจิตหนึ่งที่มีความรู้สึกเพียงหนึ่งเกิดร่วมด้วยแล้วดับไป ไม่มีทางรู้เพราะเร็วมากและน้อยมาก ต่อเมื่อใดความรู้สึกนั้นเกิดซ้ำๆ เช่นความเจ็บปวด หรือความดีใจก็แล้วแต่ ปรากฏให้รู้เมื่อไรนั่นคือเวทนานิมิตตะ ไม่ใช่ตัวเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่เป็นการปรากฏการสืบต่อของเวทนาประเภทนั้นที่ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่า ลักษณะนั้นไม่ใช่รูปธรรม ไม่ใช่จิต แต่เป็นความรู้สึก และความรู้สึกก็มีหลายอย่าง ขณะนี้ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ก็มี หรือบางคนอาจจะเป็นทุกข์กายก็ได้แล้วแต่ ก็เป็นเวทนานิมิตตะ สัญญานิมิตตะ จำทีละหนึ่งขณะจิต ใครรู้ลักษณะของสัญญาที่จำทีละหนึ่งขณะจิตบ้าง แต่เมื่อจำได้ว่าเป็นใครนั่นคือสัญญานิมิตตะ สัญญาต้องเกิดดับสืบต่อในสิ่งเดียวที่จำได้ จนปรากฏว่าเป็นสัญญาที่เป็นนิมิตของสัญญา
สังขารธรรมทั้งหมด สังขารขันธ์ เจตสิก ๕๐ ก็เป็นสังขารนิมิต แต่ถ้าพูดถึงสังขารธรรมนิมิตคือทั้งหมด ถ้าพูดเฉพาะสังขารขันธ์ที่นี่หมายความถึง สังขารนิมิต แล้วแต่ว่าจะเป็นโลภะ ถ้าเล็กน้อยก็ไม่รู้ แต่เมื่อมากๆ ก็ปรากฏลักษณะของความติดข้องเป็นนิมิต ให้รู้ว่าเป็นธรรม แต่ก็ไม่รู้อีกใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมทั้งหมดที่มีแล้วไม่รู้ จึงจำแล้วเข้าใจว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดับ เที่ยงแล้วยังมีอยู่ ตอนเป็นเด็กคุณโป๊ดมีเพื่อนกี่คน
ผู้ฟัง เพื่อนสนิทคงมีไม่มาก แต่เพื่อนร่วมรุ่นมีหลายคน
ท่านอาจารย์ แล้วเพื่อนร่วมรุ่นตายไปบ้างหรือยัง
ผู้ฟัง ก็ตายไปบ้างแล้ว
ท่านอาจารย์ วันนี้ตายได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ โดยเราไม่รู้ เราก็ยังคิดว่าเขามีชีวิตอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีแล้ว แต่ความจำเรื่องราว จำเหมือนกับมีทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นความละเอียดของธรรมคือต้องรู้จริง อย่า (รู้) งูๆ ปลาๆ เพราะผิด ถ้ารู้จริงทีละหนึ่งๆ ลึกซึ้งขึ้นและละเอียดขึ้น เมื่อนั้นก็จะเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพียงชื่อหรือเรื่องราว แต่รู้จักตัวธรรมจริงๆ ที่กำลังเป็นธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ในขณะนี้
ศึกษาเพื่อเข้าใจ อะไรจะเกิดก็คือเกิดแล้วให้เห็นว่า เป็นธรรมที่สะสมมา เพราะฉะนั้นสะสมอกุศลมามาก อกุศลก็เกิด แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็สามารถจะเข้าใจขณะนั้นว่า เป็นลักษณะของธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อรู้ว่าไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง พูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ศึกษาควรจะต้องรู้ก่อนว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม อะไรต่างๆ จนเข้าใจตรงนั้นจริงๆ แล้วความเข้าใจในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือไม่ใช่ว่าเรามาพูดตามได้ว่า ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไรเท่านั้น ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ลืมไม่ได้เลย และขณะนี้ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ยังไม่ได้เข้าใจเลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรมก็คือ ไม่ข้ามสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ถ้าอยากจะรู้โดยชื่อ แต่ว่าจริงๆ แล้วควรจะเป็นความเข้าใจของตัวเอง ขณะที่ฟังธรรมเข้าใจ เป็นเราหรือว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ธรรมประเภทไหนที่เข้าใจ
ผู้ฟัง ปัญญาเจตสิก
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่ามีคำว่าปัญญาแล้ว ไม่เช่นนั้นเราก็ไปนำชื่อปัญญามา ศีล สมาธิ ปัญญา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังอยู่ ก็ไม่ใช่ปัญญาแน่นอนใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เข้าใจ ลักษณะที่เข้าใจเป็นสภาพที่ตรงกันข้ามกับไม่เข้าใจ ก่อนฟังจะไม่เข้าใจธรรม จะไม่เข้าใจลักษณะที่เป็นจริงของนามธรรมและรูปธรรม รู้จักแต่ชื่อ เรียกว่าสิ่งนี้เป็นรูปธรรม สิ่งนี้เป็นนามธรรม แต่ไม่รู้จักตัวนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังมีในขณะนี้
การฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ขณะที่กำลังเข้าใจเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่เรา ถ้าจะใช้ชื่อภาษาบาลีคือสัมมาทิฏฐิ หรือความเห็นถูก หรือปัญญาเจตสิก ที่เข้าใจเพราะเข้าใจแล้วดับ แล้วหายไปนานเลยอาจจะไม่เข้าใจไปทั้งวันก็ได้ จนกว่าจะนึกเมื่อไร เข้าใจเมื่อไร ความเข้าใจนั้นยังคงเป็นความเข้าใจที่ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นเข้าใจจากการฟัง เข้าใจจากการไตร่ตรอง จะนำไปสู่การเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นจริง คือเกิดดับในขณะนี้ตามลำดับขั้น
ในขณะที่กำลังฟังเข้าใจ มีความตั้งมั่นในขณะที่ฟังหรือไม่ มีความตั้งมั่น ไม่วอกแวกใช่หรือไม่ ไม่คิดเรื่องอื่นๆ ไม่เลื่อนลอยไปถึงต้นไม้ ดอกไม้ ที่นั่นที่นี่ ใช่หรือไม่ ขณะนั้นเป็นลักษณะอาการของสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาบาลีจะมีหลายคำ เช่นคำว่าสมาธิ หมายความถึงเอกัคคตาเจตสิก ถ้ากล่าวโดยสภาพธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย เกิดเมื่อใดก็คือตั้งมั่น จะมากหรือจะน้อยก็ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง เอกัคคตาเจตสิก
เพราะฉะนั้น เอกัคคตาเจตสิกเป็นนามธรรมที่เกิดกับจิตทุกประเภท ไม่ใช่ให้เราไปจำว่า จิตมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภทแล้วก็เอ่ยชื่อได้ แต่ต้องเข้าใจเจตสิกแต่ละอย่างด้วยว่า ขณะนั้นเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น ถ้าขาดอย่างหนึ่งอย่างใดจิตก็เกิดไม่ได้ เพราะเป็นสังขารธรรมต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ดังนั้นลักษณะขณะนี้มีสภาพของจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน โดยจิตไม่ใช่เจตสิก และเจตสิกแต่ละชนิดก็ไม่ก้าวก่ายปะปนกัน จะรวมกันเป็นอย่างเดียวไม่ได้ เช่น เอกัคคตาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ
ด้วยเหตุนี้ จิตแต่ละขณะจึงรู้ที่อารมณ์เดียวทีละอารมณ์ เพราะเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตใด ตั้งมั่นในอารมณ์ซึ่งจิตกำลังรู้เฉพาะอย่างเดียว เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภทก็เป็นขณิกสมาธิ ไม่มีการที่จะรู้ลักษณะของเจตสิกนี้ได้ เพราะเหตุว่ามีเจตสิกที่เกิดรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท แล้วจะไปรู้ประเภทไหนที่ไม่ปรากฏ ถ้าความรู้สึกปรากฏก็ยังรู้ว่าไม่ใช่จิต เป็นสภาพความรู้สึก สัญญาที่จำเกิดก็รู้ว่าเป็นสัญญา เป็นสภาพที่จำไม่ใช่เรา แต่เอกัคคตาเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ทีละหนึ่งอารมณ์ เราจะรู้ไม่ได้ถ้าไม่ปรากฏ แต่ถ้าเอกัคคตาเจตสิกนี้เกิดบ่อยๆ ในอารมณ์หนึ่ง เวลานี้เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิดนึก สั้นมาก แต่ถ้ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเอกัคคตาเจตสิกเกิดพร้อมจิตและตั้งมั่นในอารมณ์นั้นนานๆ ลักษณะที่ใช้คำว่าสมาธิก็เกิดปรากฏ
แต่แม้กระนั้นสมาธิก็มี ๒ อย่าง มิจฉาสมาธิมีในพระไตรปิฎก ไม่ใช่ไม่มี สัมมาสมาธิก็มีในพระไตรปิฎก ขณิกสมาธิคือสมาธิแต่ละขณะก็มี อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ นี่คือความเป็นจริง ซึ่งเมื่อสภาพธรรมนั้นมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นจริงอย่างไร ระดับของสมาธิจะใช้เหมือนกับขณิกสมาธิก็ไม่ได้ เพราะว่ามีความตั้งมั่นมากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ในขณะนี้ที่กำลังฟังธรรมเข้าใจขณะใดเป็นธรรม ความเข้าใจภาษาบาลีใช้คำว่าปัญญา เวลาที่ปัญญาเกิดมีเอกัคคตาเจตสิกหรือสมาธิเกิดร่วมด้วยหรือไม่ มี
เพราะฉะนั้น เอกัคคตาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกประเภทอยู่แล้ว แต่ปัญญาเกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ แล้วแต่ปัจจัย แต่ว่าทุกครั้งที่จิตเกิดต้องมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นกายก็ไม่ได้ไปประทุษร้ายอะไร ไม่ได้ไปเบียดเบียนด้วย ขณะนั้นก็มีกุศลศีล เพราะว่าปัญญาเป็นกุศลธรรม เจตสิกซึ่งเกิดกับจิตที่เป็นไปขณะนั้นก็เป็นกุศลศีล
ด้วยเหตุนี้การศึกษาพระไตรปิฎก ศึกษาเท่าไรก็ต้องพบความละเอียดเพิ่มขึ้นๆ เช่นศีลมี ๓ อย่างคือ อกุศลศีล กุศลศีล อัพยากตศีล โดยนัยหนึ่ง แล้วยังแยกเป็นจาริตศีล วาริตศีล ศีลที่วิรัติชื่อว่า วาริตศีล วิรัติทุจริต ศีลที่ควรประพฤติ ความอ่อนน้อม การช่วยเหลือ เหล่านี้เป็นจาริตศีล เป็นสิ่งที่ควรประพฤติทางกายเพราะเป็นกุศล และยังมีอีกหลายอย่างที่กว่าจะถึงศีลวิสุทธิ ปาริสุทธิศีลอีก เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมไม่มีจบ แต่ต้องด้วยความเข้าใจว่าเป็นธรรม แล้วถึงจะได้เข้าใจความละเอียดของธรรมนั้นๆ จริงๆ ไม่ใช่ไปจำชื่อ
ผู้ฟัง ขณะที่เกิดสติขึ้น ความรู้สึกก็ต้องเป็นความรู้สึกที่ผ่องใสและปีติ ซึ่งตรงนั้นโลภเจตสิก โมหเจตสิก หรือความไม่รู้ต่างๆ ก็สามารถที่จะสงบลงตามกำลังได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ สติขั้นใดและเกิดมากเพียงใดด้วย เวลานี้กำลังฟังธรรม สงบหรือไม่ คุณธิดารัตน์
อ.ธิดารัตน์ ขณะที่มีกุศลที่จะตั้งใจฟัง ขณะนั้นก็สงบ แต่ถ้าขณะที่วอกแวกไปในสิ่งรอบข้าง หรือว่าเป็นไปกับอกุศลก็ไม่สงบ
ท่านอาจารย์ เราบอกว่าสงบแล้วลักษณะที่สงบปรากฏหรือไม่ เพราะฉะนั้นเราเรียนชื่อ เมื่อบอกว่าขณะใดที่สติเกิด โสภณเจตสิกอื่นเกิดร่วมด้วย อกุศลทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ ขณะนั้นสงบ แต่เดี๋ยวนี้ที่บอกว่ากุศลเกิดบ้าง อกุศลก็เกิดบ้าง แล้วสงบหรือไม่ ทฤษฎีบอกว่าสงบ แต่ลักษณะของความสงบปรากฏหรือไม่ หรือเหมือนเดิมแล้วยังมีความรู้ขึ้นมานิดหน่อยว่าสลับกัน แต่ไม่รู้ว่าตอนไหนเป็นตอนไหน นี่คือความจริง
การฟังเรื่องธรรมก็เป็นเรื่องของธรรม แต่ว่ายังไม่ได้รู้จักตัวธรรม ซึ่งการที่จะมีการรู้จักธรรมได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจเรื่องของธรรมก่อน เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะรู้ได้ เหมือนเราจะไปสวนผลไม้แล้วเราไม่เคยเห็นต้นทุเรียนเลย มีแต่ต้นที่ยังไม่มีลูกทุเรียนเราจะบอกได้หรือไม่ว่า ต้นไหนเป็นต้นทุเรียนถ้าเราไม่รู้เลย แต่ถ้าเราได้ฟังมาแล้วว่าต้นนี้ต่างกับต้นนั้นเพราะใบเป็นอย่างไร อะไรต่ออะไร เมื่อไปเห็นเราก็สามารถที่จะเข้าใจได้
ขณะนี้ได้ยินคำว่าธรรมแล้วฟังต่อไปก็เข้าใจว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ มีจริงๆ เมื่อไร เดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย ซึ่งธรรมก็หลากหลายมากแต่ไม่เคยคิดเลยว่าทุกอย่างเป็นธรรม เช่น เห็นเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรม เสียงเป็นธรรม คิดเป็นธรรม มากมายไปหมดเลยแล้วต่อกันสลับกันอย่างเร็วมาก แล้วลักษณะไหนที่เรากำลังรู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง ในขั้นของการฟังเป็นไปไม่ได้เลย แล้วเมื่อบอกว่าเวลาที่สภาพธรรมฝ่ายดีเกิดก็สงบ เราก็จำ แล้วเดี๋ยวนี้ขณะใดสงบ ตรงกำลังเห็นสงบหรือไม่ กำลังคิดสงบหรือไม่ ขณะนี้มีอกุศลประเภทใด หรือมีกุศลประเภทใด ก็ไม่รู้หมดเลย
เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของการฟังธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะฟังกี่ภพชาติ พระสูตร หรือว่าพระอภิธรรม พระวินัย อรรถกถา ทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม และธรรมแต่ละอย่างก็มีลักษณะที่ต่างกัน จึงเป็นเหตุที่เพราะอะไรเราต้องฟังนาน ฟังบ่อยและฟังแล้วฟังอีก เพราะเหตุว่าเราไม่คุ้นเคยที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นธรรม เข้าใจว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นโลก เป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้ เป็นสิ่งของ เสียงก็เป็นเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เข้าใจว่าแต่ละลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น เสียงกับคิด ได้ยินอะไร ได้ยินเสียงหรือได้ยินคำ ไม่รู้ว่าพูดว่าอะไรใช่หรือไม่ เพราะว่าเสียงต้องดับไปก่อน แล้วสภาพของเสียงนั้นเอง สภาพที่จำเสียงนั้นได้ก็รู้ว่าหมายถึงอะไร เร็วมากจนไม่ต้องมีการคิด การแปล การอะไรเลยทั้งสิ้น เมื่อฟังก็เข้าใจไปเลย นี่คือความรวดเร็วของธรรม แต่การฟังธรรมเพื่อที่จะได้รู้จริงๆ ใช้คำว่ารู้จริง ไม่ใช่รู้ปลอมๆ ไม่ใช่รู้เล่นๆ ไม่ใช่รู้หลอกๆ ดังนั้นเป็นเรื่องที่ฟังแล้วกว่าจะเข้าใจในขั้นการฟัง ถ้ามีคนเขาบอกเราว่าต้นทุเรียนสูง บอกเท่านี้แล้วให้ไปหาเอง จะเจอต้นทุเรียนได้หรือไม่ ต้นไม้ก็สูงๆ ๆ กันทั้งนั้น
ดังนั้น ธรรมเป็นธรรมแต่ละอย่างที่ละเอียดยิ่งขึ้น แล้วใบเป็นอย่างไร กิ่งก้านเป็นอย่างไร ต้องมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น เดี๋ยวนี้กำลังฟังว่าเสียงมีจริง เป็นเสียงเท่านั้น แต่เสียงที่มีจริงสูงต่ำหลากหลายมากมาย และเมื่อมีเสียงที่เกิดดับสืบต่อจนกระทั่งปรากฏว่าต่างกัน สภาพที่จำๆ ๆ ตั้งแต่ต้นเกิดกับจิตทุกขณะก็จำเสียงต่างๆ เช่น เป็นเด็กเกิดมาใหม่ๆ ก็ได้ยินเสียง แต่ไม่รู้ว่าเสียงอะไร ใช่หรือไม่ จนกระทั่งชินหูถึงสามารถที่จะรู้ว่าหมายความถึงอะไร แต่เราชินแล้วเราก็ไม่รู้เลยว่า ตามความเป็นจริงต้องได้ยินเพียงเสียงก่อน และต่อจากนั้นการที่เราจำได้อย่างเร็วชำนาญมาก เราก็คิดว่าเราได้ยินคำทันที แต่ลืมตอนที่เราเพียงได้ยินแต่เสียงไป แล้วยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงอะไร
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมต้องรู้ละเอียด อย่างไรๆ ก็ต้องรู้ว่า เสียงเป็นเสียง แต่ความคิดถึงเสียงสูงๆ ต่ำๆ และความหมายของเสียง หลังจากที่เสียงนั้นเกิดแล้วดับแล้วด้วย ตราบใดที่เสียงยังไม่ดับจะไม่มีการคิดการจำเป็นคำหรือความหมายได้เลย นี่คือชีวิตประจำวันเร็วเช่นนี้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ยินเสียงเลยยังคิดถึงได้ พาราณสี สาวัตถี พระวิหารเชตวัน เพียงเท่านี้ คิดไปต่างทิศต่างทางหมดเลยใช่หรือไม่ พาราณสี พระวิหารเชตวัน ก็ไกลกันมากแล้วคนละความหมายด้วย แต่ว่าความจำ แม้แต่เพียงคำแต่ละคำก็สามารถที่จะทำให้แม้เสียงไม่ปรากฏ นึกถึงเสียง ความหมายก็ยังต่างกัน
นี่คือชีวิตประจำวันซึ่งสลับซับซ้อนลึกซึ้ง จนกระทั่งต้องเป็นปัญญาจริงๆ จึงสามารถที่จะรู้ว่าเป็นธรรม ค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรม เป็นธรรม จึงจะตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้เรามีความเห็นถูกต้องในธรรมแต่ละอย่าง
ผู้ฟัง แล้วเสียงเกิดขึ้นจากอะไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีของแข็งที่กระทบกัน เสียงจะมีหรือไม่ ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมเลย เสียงจะมีหรือไม่ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นรูปธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ใช้คำว่า มหาภูตะ ความจริงภูตะคำเดียวมีหลายความหมาย แต่ที่นี่จะพูดแต่เฉพาะมหาภูตรูป หมายความถึง รูปซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานของรูปทั้งหมด ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔ รูปใดๆ ก็มีไม่ได้เลยทั้งสิ้น และมหาภูตรูป ๔ เรามองไม่เห็นเลย
ธาตุดิน หมายความถึง สภาพธรรมที่แข็งปรากฏเมื่อกระทบสัมผัส ธาตุไฟคือ ลักษณะที่เย็นหรือร้อน ธาตุลมคือ ลักษณะที่ตึงหรือไหว ธาตุน้ำเกาะกุมรูป ๓ รูปนี้ไม่ให้แยกจากกันเลย เพราะฉะนั้นมหาภูตรูป ๔ ไม่ได้แยกจากกันเลย แล้วถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔ ก็ไม่มีสิ่งที่จะมาปรากฏกระทบตา คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ แต่ต้องมีมหาภูตรูป เคยเห็นพระอาทิตย์หรือไม่ เดี๋ยวคำถามง่ายๆ เลยกลายเป็นงง ธรรมดาจริงๆ เคยเห็นพระจันทร์หรือไม่
ผู้ฟัง เคยเห็น
ท่านอาจารย์ เคยเห็นดาวหรือไม่
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีตัวดวงอาทิตย์คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะปรากฏให้เห็นว่าเป็นพระอาทิตย์หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งปรากฏให้เห็นจำได้ว่าเป็นพระจันทร์ก็ไม่มีพระจันทร์ ไม่ใช่หมายความว่ามีแต่สิ่งลอยๆ ที่มาปรากฏกระทบตา แต่รูปที่สามารถกระทบตาได้ปรากฏให้เห็น ต้องอยู่ที่มหาภูตรูปนั่นเอง เพราะฉะนั้นทางที่จะรู้สิ่งที่ปรากฏมี ๕ ทาง คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มีรูปกระทบเมื่อไร จิตเกิดเมื่อไร ก็รู้ แต่ใจสามารถที่จะรับรู้ทุกอย่างได้ เห็นแล้วยังนึกได้ ยังจำได้ ยังคิดถึงได้ เหมือนกับที่เคยเห็นเลย เช่น ในฝัน ไม่ได้เห็นอะไรเลยสักนิดเดียว ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลย แล้วถ้าไม่มีความจำสิ่งนั้นก็ฝันไม่ได้ แต่ความฝันก็เลอะเทอะเพราะใครก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะฝันอะไร ฝันประหลาดๆ ฝันสนุกๆ หรือฝันอะไรก็ไม่ทราบ
มีผู้หญิงสวยคนหนึ่ง ฝันเมื่อไรเป็นนักรบทุกครั้ง อยู่กลางสมรภูมิรบยิงรันฟันแทง เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้เป็นผู้หญิงสวย แต่มีความสามารถหลายอย่าง กระโดดร่ม อะไรต่ออะไรก็ทำได้ แต่ในฝัน ฝันว่าอยู่ในสงครามตีรันฟันแทงรบกัน เป็นสิ่งที่ใครคิดบ้างว่าจะฝันเช่นนั้น มีปัจจัยที่จะทำให้นึกและจำในสิ่งที่กำลังคิด ซึ่งสังขารขันธ์ปรุงแต่งจากเพียงสิ่งที่เห็นก็ให้เป็นความคิด เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ เพราะฉะนั้นแต่ละสิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด แต่ก็ไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผู้ฟัง ช่วยอธิบายคำว่า อวินิพโภครูป ๘
ท่านอาจารย์ อวินิพโภครูป ๘ หมายความถึง รูป ๘ รูปที่แยกออกจากกันไม่ได้เลย ลองคิดถึง "แยกออกจากกันไม่ได้เลย" ใครจะไปพยายามแยกสักเท่าไรก็แยกไม่ได้ รวมกันอยู่ แยกกันไม่ได้ แต่ไม่ใช่รูปเดียวกันเลย เป็น ๘ รูปที่อยู่รวมกัน ได้แก่ ธาตุดิน ๑ ธาตุน้ำ ๑ ธาตุไฟ ๑ ธาตุลม ๑ คือมหาภูตรูป ๔ แล้วที่ใดมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่นั่นมีสิ่งที่สามารถกระทบตาปรากฏให้เห็นได้หนึ่งรูป ภาษาบาลีใช้คำว่า วัณณะ หรือวัณโณ รูปารัมมณะ หรือนิภา อะไรก็แล้วแต่ภาษาที่จะใช้ แล้วก็ต้องมีกลิ่น กลิ่นจะลอยๆ มาโดยที่ไม่มีที่ตั้งของกลิ่นไม่ได้เลย ถึงแม้มองไม่เห็นกลิ่น แต่กลิ่นต้องกระทบฆานปสาท คือรูปที่อยู่กลางจมูกแล้วยังไม่ดับ และจิตได้กลิ่นเกิดขึ้นได้กลิ่นตรงนั้นแล้วดับ นี่คือชั่วขณะที่กลิ่นปรากฏ
เพราะฉะนั้น มี ๔ รูปที่เป็นมหาภูตรูป และมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏให้เห็นได้หนึ่งรูป แล้วก็มีกลิ่นอีก หนึ่งรูป เป็น ๖ แล้วใช่หรือไม่ แล้วก็มีรสที่เรารับประทาน จะรู้ต่อเมื่อกระทบปสาทที่อยู่กลางลิ้น และจิตก็เกิดขึ้นลิ้มรสจึงสามารถที่จะรู้ว่าเป็นรสอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740