ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
ตอนที่ ๑๖๙๑
สนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ แล้วถ้ามีความอดทน เหตุใดคนอื่นรู้แล้วได้ใน ๒,๕๐๐ กว่าปี เพราะฉะนั้นมาจากปัญญาที่มีความเห็นถูกเข้าใจถูก ค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย หลายท่านอยากมีสติ เมื่อไรจะมีสติ และสติระดับไหนด้วย อยากจะมีถึงขั้นที่สามารถจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ลืมทุกคำ ไม่ว่าจะเป็นสติ ไม่ว่าจะเป็นโทสะ ไม่ว่าจะเป็นอวิชชา เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา เมื่อสักครู่นี้ก็แค่เป็นธรรม แต่ถ้าเข้าถึงความเป็นอนัตตา อยากจะให้สติเกิด คิดทุกวัน แต่ว่าสติไม่ใช่เกิดเพราะความอยาก สติเป็นสภาพของกุศลธรรม ซึ่งวันหนึ่งๆ อกุศลเกิดมากกว่า
ซึ่งเมื่อเวลาที่กุศลเกิดก็มีสติขั้นต่างๆ เช่น สติขั้นให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ที่ใช้คำว่า ทาน คือ การให้ แล้วก็มีสติที่เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือคนอื่น ขณะนั้นเป็นไปทางกาย ทางวาจา เป็นระดับของขั้นศีล ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแม้เพียงกายหรือวาจา เห็นได้ว่าความละเอียดของกายวาจามี แต่ว่าเรามีกายวาจาในวันหนึ่งๆ เป็นไปในทางไหน ในทางที่เป็นกุศลหรือในทางที่เป็นอกุศล
ข้อความในอรรถกถาตอนหนึ่งท่านมีข้อความเปรียบเทียบว่า เคยใช้มือใช้เท้าวันหนึ่งๆ ในทางที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล วันนี้ตอนเช้าใช้มือใช้เท้าแล้ว รับประทานอาหาร ตื่นมาบริโภค ทำกิจการงาน แต่ก็มีการใช้ในทางที่เป็นกุศลด้วย ในทางที่เป็นทาน ให้สิ่งที่มีประโยชน์กับคนอื่น หรือช่วยเหลือสงเคราะห์แบ่งเบาภาระของคนอื่นด้วยจิตที่เป็นกุศล แต่นั่นก็เป็นกุศลที่เป็นไปในสังสารวัฏฏ์ เพราะเหตุว่ายังไม่ใช่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็ว จนกระทั่งลวงให้เห็นว่าเที่ยงและเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่หลงยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล มานานแสนนาน
เพราะฉะนั้น ถ้าฟังธรรมแล้วอยากจะมีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐานที่สามารถรู้สภาพที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ว่าเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างเลย และสิ่งที่ปรากฏซึ่งเคยเป็นคน เป็นสัตว์ ก็ละการที่เคยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะค่อยๆ รู้ความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้
การฟังธรรมจนกว่าสัญญาความจำจะมั่นคงในสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ส่วนใหญ่คนที่ฟังธรรมผิวเผิน คิดว่าจะทำหรือจะพยายาม หรือว่าอยากจะให้มีโดยเร็ว แต่ลืมจริงๆ ว่าธรรมเป็นอนัตตา แม้แต่สติสัมปชัญญะที่จะเกิดนั้นไกลหรือไม่ในชีวิตประจำวัน ใกล้ๆ ที่เป็นบ่อยๆ คืออกุศล ห่างไปอีกก็คือ นานๆ กุศลประเภททานหรือศีลก็เกิด
ห่างไปกว่านั้นอีกคือ อีกนานหรือไม่กว่าการที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ แล้วเริ่มเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรมตามที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ใช่เพื่อหวังที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิด ให้ปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่รู้ว่าเป็นการสะสมความเห็นถูก ซึ่งเห็นถูกในสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏนี้เอง แต่ว่าเมื่อไรจะเห็นถูกไม่ใช่โดยความหวัง แต่ต้องสะสมความเข้าใจที่มั่นคง แม้เพียงแต่จะเริ่มรู้ว่าเป็นอนัตตา
ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นอนัตตา ใครจะไปทำอะไรให้เกิดได้ แต่เมื่อสิ่งนี้คือสิ่งที่มีจริงๆ ฟังแล้วเข้าใจว่าเป็นธรรมและเข้าใจขึ้นอีกๆ โดยไม่หวัง หวังเมื่อไรขณะนั้นเป็นเครื่องกั้นทันที เพราะว่าธรรมที่ตรงกันข้ามกันคือ อวิชชา ไม่รู้ แล้วจะเป็นวิชชาที่ค่อยๆ เกิดรู้ หลังจากที่ไม่รู้มานานแสนนานเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปกติมีความติดข้องแล้วจะให้คลายความติดข้องในสิ่งที่เคยติดข้องมานานแสนนานได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่เห็นจริงๆ ว่าเป็นเรื่องจิรกาลภาวนา ต้องสะสมอบรมปัญญาด้วยความมั่นคงว่า เพื่อละ ไม่ใช่เพื่อต้องการ เรื่องต้องการไม่ยากเลยเพราะไม่รู้จึงติดข้องไปหมด เห็นอะไรก็ชอบหมด เห็นดอกไม้ประเภทหนึ่ง ชอบแล้ว ดอกไม้อื่นที่เห็นต่อก็สวย อย่างดอกกุหลาบที่นี่ ติดข้องหรือไม่ ดอกกล้วยไม้ ติดข้องหรือไม่ ยังมีดอกอะไรอีกตั้งหลายอย่าง แม้ว่าเรียกชื่อไม่ถูก ดอกสีม่วงๆ เล็กๆ เป็นช่อ ติดข้องหรือไม่ ก็ติดข้องหมดเลย แล้วเมื่อไรถึงจะสามารถคลายความติดข้องได้ ไม่สามารถที่จะเป็นไปได้เลยถ้าไม่มีปัญญาที่ค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เจริญ ค่อยๆ อบรม จนรู้ว่ากี่ภพกี่ชาติก็มีแต่สิ่งที่ปรากฏให้หลงเข้าใจผิด และให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แล้วไม่สามารถที่จะพ้นไปจากสุขบ้างทุกข์บ้าง เกิดแล้วต้องตาย ต้องมีการพลัดพรากจากไป ซึ่งแต่ละคนในที่นี้มาจากไหน คงไม่ใช่บอกว่ามาจากลำพูน มาจากสันกำแพง หรืออะไร แต่ว่าในสังสารวัฏฏ์นี้ไม่ทราบ ไม่ทราบเลยว่ามาจากไหน ต่างคนต่างมาแต่ได้มาพบกัน ณ กาลครั้งหนึ่ง
เวลาที่เราพูดถึงนิทานเราจะบอกว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง แต่กาลครั้งหนึ่งจริงๆ คือ ชั่วขณะที่กำลังเป็นอย่างนี้แล้วจะไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่านานแสนนาน ๒,๕๐๐ กว่าปีก็ยังน้อย ถอยไปเกินกว่านั้น อย่างพระชาติต่างๆ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงถึงตั้งแต่สมัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ พระปทุมุตตระ พระกัสสปะ หลายพระองค์ก็เป็นชื่อ เพียงสมมติชื่อ แต่สภาพธรรมแต่ละอย่างมีจริงเกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย
ดังนั้นการที่จะสะสมปัญญาก็ต้องเห็นจริงๆ ว่า ถึงเราจะมีความพอใจในอะไรก็ตาม ในมิตรสหาย ในญาติพี่น้อง ในทรัพย์สมบัติ ในเกียรติยศ ในคุณความดี หรือว่าในอะไรทั้งหมดก็ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป สืบต่อสะสม เพราะเหตุว่าสภาพธรรมแต่ละธรรม เมื่อใช้คำว่าธรรม เป็นสิ่งที่ต้องน่าอัศจรรย์ ถ้าเป็นคนนั้นคนนี้จะแปลก จะอัศจรรย์หรือไม่ ไม่น่าอัศจรรย์เลย แต่เมื่อเป็นธรรมน่าอัศจรรย์ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะบันดาลได้ จะทำให้เกิดก็ไม่ได้ จะทำให้ดับไปหมดไปก็ไม่ได้ เพราะธรรมเป็นธรรม
เมื่อมีปัจจัยที่ธรรมใดจะเกิด ธรรมนั้นก็เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก แต่น่าอัศจรรย์ที่ว่า ธาตุรู้ เป็นธาตุพิเศษ นอกจากไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลย จะหารูปสักรูปหนึ่งที่จะเข้าไปอยู่รวมกับธาตุรู้ไม่ได้ แต่ธาตุรู้ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดแล้วก็ดับ
ขณะที่ทุกคนนอนเเต่ยังไม่หลับ คิดหรือไม่ มีรูปร่างอะไรปรากฏในขณะที่กำลังคิดหรือไม่ แต่ก็คิด มืดหรือสว่างขณะที่คิด ตอนนี้ทุกคนตอบได้แน่นอน ถ้าเปิดไฟ มีเห็น จิตที่เห็น มืดหรือสว่าง จิตจะมืดบ้างสว่างบ้างได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะจิตเป็นธาตุรู้ แม้มืดสนิทธาตุรู้ก็เกิดขึ้นรู้แล้วแต่ว่าจะรู้อะไร แล้วก็หมดไป ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ ทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เตรียมมีอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดแล้วดับ และเมื่อมีปัจจัยพร้อมที่จะเกิดอีก จึงเกิดแล้วดับไป แต่ว่าปัญญาไม่สามารถที่จะถึงการเข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรม
ทุกอย่างเป็นธรรมจริง แต่ขึ้นอยู่กับปัญญาที่สามารถค่อยๆ เข้าใจความเป็นธรรมละเอียดขึ้น แล้วไม่หวังที่สติปัฏฐานจะเกิด หรือปัญญาระดับไหนจะเกิด เพราะถ้าไม่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ ถูกต้อง ตรงยิ่งขึ้น สติปัฏฐาน หรือการที่จะเข้าถึงลักษณะที่เป็นธรรมของธรรมที่กำลังเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ก็เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเราเพียงแต่ฟังแล้วยังคงเป็นเรา แล้วยังคงคิดเรื่องเรา หรือหวังว่าจะเป็นเราอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เริ่มที่จะมีความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรม แล้วแต่ว่าจะสะสมความเข้าใจเกิดขึ้นมากน้อยเท่าไร ใครก็ยับยั้งไม่ให้การที่จะเข้าถึงสภาพธรรมด้วยสติสัมปชัญญะที่รู้ความจริงขณะนั้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าปัญญามีพอที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งใช้คำว่า สติสัมปชัญญะ หรือสติปัฏฐาน เห็นความเป็นอนัตตาหรือไม่
ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ก็สามารถที่จะทำให้ไม่เป็นทาสของโลภะ ตัณหาทาโส ซึ่งเป็นทาสมานาน ดิ้นรนกระเสือกกระสนที่จะพ้นสักเท่าไรก็พ้นไม่ได้ อยู่ในกรงของกิเลสซึ่งมองไม่เห็นเลย กิเลสก็มองไม่เห็นเพราะว่าเป็นนามธรรม จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ รู้ จึงจะเป็นหนทางที่จะออกไปจากกิเลส พ้นจากความเป็นทาสของโลภะตามระดับขั้น ถ้าเป็นพระโสดาบันคือ เพียงพ้นจากการที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ใช้คำว่า อัตตสัญญา
ขณะนี้จะรู้หรือไม่ว่า ยังคงเป็นทาสของการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นอัตตสัญญาอยู่ แม้ว่ากำลังฟังก็เพียงเริ่มเข้าใจ ซึ่งจะต้องอบรมอย่างมั่นคงที่จะไม่ลืม แล้วจะมีการเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมได้นั้นไม่ใช่เพียงแต่จำชื่อ หรือเรื่องของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อเข้าใจ เพื่อเห็นถูก บางท่านที่ได้ฟังธรรมครั้งแรกๆ ท่านบอกว่ายากมาก ไม่เข้าใจ แต่ท่านรู้ว่าจริงแล้วสามารถที่จะอบรมความเข้าใจได้ ท่านจึงไม่ได้ปรารถนาอะไรเลย นอกจากขอกุศลทำให้ท่านมีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรมขึ้น เพราะรู้ว่าเป็นหนทางเดียวคือ เป็นปัญญาที่เมื่อเข้าใจแล้วจะเจริญ จนกระทั่งสามารถที่จะแทงตลอดลักษณะที่แท้จริงของสภาพธรรมที่กำลังเป็นอย่างนี้ในขณะนี้ได้ โดยไม่หวัง
หวังเมื่อไร ทำเมื่อไร ต้องการเมื่อไรคือ ไม่รู้ว่าเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่ลืม คือ ฟังพระสูตรไหน พระอภิธรรม พระวินัย เรื่องราวชาดกต่างๆ มากสักเท่าไร ก็เพื่อให้เห็นความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาอย่างมั่นคง ไม่ต้องไปจำเรื่องมากๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจในความเป็นอนัตตา เพื่อที่จะพ้นจากความเป็นทาสของโลภะ
ผู้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องของวิบากกรรมว่า วิบากกรรมจะเกิดได้เฉพาะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ยกเว้นใจ สงสัยว่า เพราะเหตุใดยกเว้นใจ
อ.ธิดารัตน์ ถ้าพูดถึงวิบากหรือว่าผลของกรรมจะเป็นจิตชาติวิบาก อย่างเช่น ขณะที่เห็น จิตเห็นเป็นผลของกรรม เป็นชาติวิบาก นอกจากจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรสแล้ว ยังมีจิตที่เป็นผลของกรรม ซึ่งเป็นชาติวิบากอื่นๆ ที่ทำกิจได้อีก ยกตัวอย่างเช่น ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต เป็นผลของกรรม เป็นชาติวิบาก ส่วนจิตที่สามารถที่จะรู้อารมณ์ในโลกนี้มีอยู่ ๖ ทาง ทางตา สามารถที่จะมีวิบากจิตเกิดได้ เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนทางใจหรือมโนทวาร สามารถที่จะมีวิบากจิตเกิดขึ้นได้แค่เพียงทำตทาลัมพนกิจเท่านั้น
ผลของกรรม นอกจากให้ผลเป็นนามธรรมซึ่งเป็นจิตชาติวิบากแล้ว ยังให้ผลเป็นรูปธรรมด้วย อย่างเช่น จักขุปสาทที่เราสนทนากัน เป็นรูปที่เกิดจากกรรม ถ้าไม่มีกรรมที่ทำให้มีจักขุปสาท โสตปสาท การเห็น การได้ยิน เหล่านี้ก็มีไม่ได้
ถ้าจะลองสังเกตดู การเห็น การได้ยิน เหตุใดถึงเห็นสิ่งที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง คือผลของกรรมที่ทำให้จิตเห็น เป็นผลของกุศลบ้าง หรือว่าเป็นผลของอกุศลบ้าง ถ้าเป็นผลของกุศล เราก็เรียกจิตเห็นนั้นว่ากุศลวิบาก คือ เห็นสิ่งที่ดี ถ้าเห็นสิ่งไม่ดี จิตเห็นก็เป็นอกุศลวิบาก คือผลของกรรมที่ไม่ดี ที่ทำให้ต้องเห็นต้องได้ยินสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้
ท่านอาจารย์ เพียงแค่จำใช่หรือไม่ว่าเห็นเป็นวิบาก แต่ถ้าจะเข้าใจตามความเป็นจริงก็คือ ใครสามารถที่จะยับยั้งจิตเห็นไม่ให้เกิดได้ เพราะฉะนั้นเวลาธรรมที่เป็นวิบากเกิดขึ้นจะใช้คำว่า อุปปัตติ เกิดขึ้นเหมือนอย่างที่เราใช้คำว่า อุบัติเหตุ เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครตั้งใจที่จะให้เกิด แต่มีปัจจัยพร้อมที่สภาพนั้นจะเกิด สภาพนั้นก็ต้องเกิด
จะเห็นได้ว่า เห็นเกิด อุปปัตติเกิดขึ้น เพราะเหตุว่าถึงกาลที่กรรมจะให้ผล เวลาที่ถึงกาลที่กรรมจะให้ผล ใครเลือกได้ว่าจะเห็น หรือว่าจะได้ยิน จะได้กลิ่น จะลิ้มรส จะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะว่าแม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ก็มีการคิดนึก แล้วจะว่าคิดนึกเป็นวิบากของอะไร ไม่มีรูปที่จะปรากฏให้เห็นที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ แต่เวลาที่มีการคิดนึก คงไม่รู้ว่าเพราะจำเรื่องที่คิด จึงคิดในขณะนั้นตามการสะสม ซึ่งแต่ละคนแล้วแต่ว่า สะสมอะไรมามากน้อยทางไหน เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลระดับไหน จิตที่คิดก็เป็นไปอย่างนั้นตามกุศลและอกุศลที่สะสมมา ไม่เกี่ยวกับการเห็น การได้ยินเลย
ด้วยเหตุนี้ การที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่เป็นวิบากก็คือต่างกัน เห็นกับคิดต่างกัน เห็นบังคับไม่ให้เกิดไม่ได้ หรือใครบังคับได้ มีใครบังคับให้ได้ยินเสียงที่กำลังได้ยินในขณะนี้ได้หรือไม่ บางคนก็ได้ยิน บางคนก็ไม่ได้ยิน เพราะอะไร เพราะเหตุว่าแม้ว่าจะมีหูแล้วก็มีเสียง แต่ถ้าไม่ถึงกาลที่กรรมให้ผลให้ได้ยิน ก็ได้ยินไม่ได้ ถ้ากรรมทำให้จักขุปสาทรูปไม่เกิด คนนั้นก็ตาบอด เเม้อยากจะเห็นก็ไม่เห็น อยากไม่ใช่เห็น ใช่หรือไม่ และเห็นเกิดตามเหตุตามปัจจัยด้วย จึงต้องรู้ว่าจิตที่เป็นผลของกรรมขณะแรก ครั้งแรกคือ ปฏิสนธิจิต หมายความถึง จิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เป็นผลของกรรมแน่นอน แม้ว่าไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่กรรมนั้นทำให้การเกิดต่างๆ กันตามประเภทว่าเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม แม้อกุศลกรรมทำให้เกิดเป็นเปรตรูปร่างยังต่างๆ กัน นี่คือความวิจิตรของกรรมประมวลมาซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้วิบากเกิดขึ้น โดยปรุงแต่งจนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้
เกิดเป็นสุนัข ทุกตัวเหมือนกันหรือไม่ เป็นผลของอกุศลกรรมซึ่งส่องไปถึงเหตุว่า แม้เหตุที่จะทำให้เกิดเป็นสุนัขเป็นอกุศลกรรมก็จริง แต่ต่างกันตามจิตในขณะนั้นที่แรงด้วยโทสะ หรือด้วยความเพียร หรือว่าด้วยอะไรก็ตามแต่ ซึ่งทำให้เวลาให้ผลเกิดขึ้นไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า กรรมสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นเป็นไปได้ต่างๆ แม้ว่าเกิดเป็นเปรต รูปร่างก็ไม่เหมือนกันแล้วแต่กรรมอีก เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ถึงความวิจิตรของแต่ละกรรมที่ได้กระทำแล้วประมวลมา ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต่อไปก็ไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในชีวิต จะเห็นอะไร จะได้ยินอะไร เลือกไม่ได้เลย จึงเป็นวิบากที่เห็นจริงๆ ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอุปปัตติ
รูป คือจักขุปสาทรูปและสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ ทั้งสองอย่างต้องยังไม่ดับ ทั้งๆ ที่มีอายุที่สั้นมาก แต่ถึงเวลาที่กรรมที่จะให้ผลให้เห็นเกิดขึ้นก็ต้องเห็น นอนหลับก็ยังต้องตื่นขึ้นมาเห็น ใครต้องการเห็นแสงฟ้าแลบบ้าง อยากเห็นหรือไม่ แล้วเพราะอะไรถึงเห็น ไม่ได้เลือกด้วยว่าเมื่อไร ที่ไหน นี่คือความหมายของคำว่าสภาพธรรมที่เป็นผลของกรรมเกิดขึ้นเป็นวิบาก วิบากต้องเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน แต่เมื่อเห็นแล้ว พระอรหันต์ก็ต่างกับพระอนาคามีบุคคล ต่างกับพระสกทาคามีบุคคล ต่างกับพระโสดาบัน ต่างกับปุถุชน ทั้งๆ ที่เห็นสิ่งเดียวกัน แต่ปัจจัยที่จะทำให้จิตที่หลังจากเห็นดับไปแล้ว เป็นการคิดนึกรู้เรื่องต่างๆ ก็ต่างกันตามการสะสม ต้องใช้คำว่า ตามการสะสม
ในขณะที่กำลังฟังขณะนี้ มีทั้งกิเลสวัฏเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมวัฏ และกรรมวัฏเป็นปัจจัยให้เกิดวิปากวัฏ กิเลส กรรม วิบาก เมื่อเห็นแล้วจบหรือไม่ กิเลสวัฏเริ่มอีก ก็เป็นกรรมวัฏอีก และก็เป็นวิบากอีก จบหรือไม่ ไม่จบ เห็นแล้วกิเลสเกิด จบหรือไม่ ไม่จบ เป็นปัจจัยให้เกิดกรรม จบหรือไม่ ก็ไม่จบ กรรมก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก ต้องเข้าใจความจริงว่า วิบากเป็นจิตซึ่งเป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก
ผู้ฟัง ฟังแล้วเหมือนว่า วิบาก เป็นเฉพาะ ๕ ทาง แต่ไม่ได้ให้ผลทางใจ
ท่านอาจารย์ เวลานี้ใครสามารถจะรู้จิตอื่น นอกจากเห็นบ้างหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีจิตอื่นๆ เกิดสืบต่อจากเห็น จักขุวิญญาณดับ วิบากอื่นเกิดต่อ รู้หรือไม่ว่าชื่ออะไร ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเราจะไปรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏ แล้วไปคิดเรื่องสิ่งที่ยังไม่สามารถรู้ได้ ถึงแม้ว่าฟังแล้วว่าวิบากที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เวลาที่ดับไปแล้ว ใจก็เกิดขึ้นรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาที่ดับไปแล้วนั้นต่อ และเวลาที่เป็นกุศลหรืออกุศลแล้วยังสามารถที่จะเกิดวิบาก หลังจากที่กุศลจิตหรืออกุศลจิตนั้นดับแล้ว แล้วเราไปรู้หรือ แล้วเราสงสัยว่าวิบากทางใจมีหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่คนจะปะปนกุศลกับอกุศล โดยเข้าใจว่าแม้คิดก็เป็นวิบาก บางคนเขาบอกว่าคิดตามกรรมที่ได้สะสมมา หมายความว่า กรรมสะสมมาที่จะให้คิดอย่างไรก็คิดอย่างนั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง
กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบากจิต แต่หลังจากที่วิบากเกิดแล้ว กุศลหรืออกุศลเกิดตามปัจจัย คือ การสะสมของกุศลและอกุศล ไม่ใช่ตามกรรมที่จะทำให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ศึกษาความละเอียดจริง เมื่อเราเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วเพราะเหตุใดเราศึกษาเรื่องวิบากมีกี่ประเภท เกิดทางทวารไหน เพื่อให้เห็นความเป็นธรรมเท่านั้นเอง และสามารถจะเป็นผู้ตรงต่อตัวเองว่าเราสามารถจะรู้ได้เพียงใด
มีใครสามารถจะรู้วิบากที่เกิดทางใจบ้างหรือไม่ แต่ขณะเห็นขณะนี้พอที่จะรู้ได้ เห็นแม้สิ่งที่ไม่ต้องการจะเห็น ได้ยินเสียงซึ่งไม่ต้องการจะได้ยิน แต่ต้องได้ยินเพราะว่าเป็นผลของกรรม และสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ต่างกันเป็นสิ่งที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง เพราะขณะนั้นถึงกาลที่กรรมจะให้รู้สิ่งที่น่าพอใจ เนื่องจากกุศลกรรมทำมาที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่หลังจากนั้นรู้หรือไม่ อะไรที่เป็นวิบากต่อจากนั้นอีก ที่เราใช้คำว่า ตทาลัมพนจิต รับรู้ต่อจากชวนะ เป็นวิบากทางใจ เราก็ไม่รู้
แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่รู้ มี แต่ใครรู้ เมื่อมีผู้ที่รู้ทรงแสดงความละเอียดเพื่ออะไร เพื่อให้คนที่ได้ฟังเข้าใจถูกในความละเอียดยิ่งของธรรม ซึ่งต้องเกิดตามลำดับด้วย แม้ว่าเราจะไม่รู้ลำดับ ซึ่งขณะนี้ก่อนจิตเห็น ไม่มีเห็นใช่หรือไม่ แต่มีจิตที่เกิดก่อนแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะแค่นี้เห็น แต่ไม่รู้ถึงจิตที่เกิดก่อนเห็น แต่ทรงแสดงไว้ว่ามีจักขุปสาทเป็นรูป ขณะที่ไม่มีสิ่งใดกระทบรูปที่จะทำให้เกิดการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องมีจิตที่เกิดดับดำรงภพชาติ เป็นภวังค์ เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม เเต่ว่าผลของกรรมที่ไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อย่างที่กล่าวถึงคือ ขณะเกิด และขณะที่เป็นภวังค์ และขณะสุดท้ายของจิต คือ จุติ และเราจะรู้อะไรเท่าไร นอกจากสิ่งที่เราสามารถที่จะรู้ได้ว่าปฏิสนธิจิตของทุกคนต้องมีแล้ว ถ้าไม่มีจะไม่อยู่ที่นี่ แต่ขณะที่จิตนี้เกิดเป็นขณะแรก ใครรู้ มีใครรู้หรือไม่ ไม่รู้เลย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้หรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740
