ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715


    ตอนที่ ๑๗๑๕

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ จุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้นซึ่งเมื่อดับแล้วไม่เป็นปัจจัยให้มีปฏิสนธิ หรือจิตและเจตสิกใดๆ เกิดสืบต่อได้เลย เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ไปจนกว่าจะตาย เกิดเป็นนกก็เป็นนกไปจนกว่าจะตาย เกิดเป็นแมวก็ต้องเป็นแมวไปจนกว่าจะสิ้นสุดกรรมที่ทำให้เป็นแมว เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะเป็นจิตประเภทเดียวกัน กรรมเดียวกันที่ทำให้จิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตเกิด แต่ก็ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ แต่ทำภวังคกิจ นี่คือการที่เราจะรู้ว่าจิตแต่ละขณะทำอะไร เป็นอะไร เพราะอะไร

    เมื่อปฏิสนธิจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิด จิตเกิดมาไม่ทำอะไรได้หรือไม่ ดูเหมือนขยันมากแต่ความจริงเป็นธรรม เป็นธรรมเนียม เป็นธรรมชาติ ซึ่งจิตต้องเกิดขึ้นทำกิจการงาน จะหลับ จะตื่นอย่างไร ที่เราคิดว่าเราหลับ เราตื่น คือจิตซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ กันนั่นเอง เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิตไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ แต่ทำภวังคกิจ

    คนไทยได้ยินคำว่าภวังค์บ่อยๆ แต่ใช้กันโดยไม่รู้ความหมาย คำว่าภวังค์ หมายความถึงจิตซึ่งดำรงภพชาติ แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เพราะวันหนึ่งๆ ไม่พ้นจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง แต่เมื่อไรที่จิตไม่ได้เกิดทำกิจเหล่านี้ จิตก็ยังต้องเกิด เพราะกรรมยังไม่ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ด้วยเหตุนี้แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน จิตก็เกิดดับสืบต่อ ใช้คำว่า ดำรงภพชาติของการเป็นบุคคลนั้นที่กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายไม่ได้ทำภวังคกิจที่จะดำรงภพชาติ แต่ทำจุติกิจคือ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องของผลของกรรมทั้งนั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย

    จุติกิจของชาติก่อนเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิต ทำปฏิสนธิกิจของชาตินี้ ซึ่งเป็นเพียงขณะเดียวในหนึ่งชาติ ปฏิสนธิกับจุติ หนึ่งขณะ แต่สำหรับภวังคจิต ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับเป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อ ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่ได้มีการกระทบสัมผัส ยังไม่ได้คิดนึก เพราะฉะนั้นจิตนั้นไม่ได้ทำกิจเหล่านี้เลย แต่ทำภวังคกิจ ดำรงภพชาติหนึ่งขณะแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดอีกดำรงภพชาติจนกว่าจะถึงการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งหลังจากที่ภวังคจิตเกิดดับนับไม่ถ้วน ไม่มีการนับเลย ใครนับกระแสน้ำได้บ้าง ทีละหนึ่งอณูเล็กๆ ใครนับได้ ฉันใด ภวังค์คือการเกิดดับสืบต่อจนกว่าจะมีการรู้อารมณ์ ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ของปฏิสนธิและภวังค์เมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นจิตประเภทอื่นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อถึงกาลที่จะต้องทำหน้าที่นั้นๆ จึงมีคำว่า ปัญจทวาราวัชชนจิต และมโนทวาราวัชชนจิต ต่อจากภวังคจิต เพราะว่าระหว่างที่ไม่มีการเห็น การได้ยิน การคิดนึก ใดๆ เลย จิตเกิดดับสืบต่อเป็นภวังค์ดำรงภพชาติ แต่ขณะนี้ที่เห็นต้องมีจิตอื่นเกิดขึ้น และการเกิดขึ้นที่จะเห็นก็ต้องเป็นไปตามลำดับด้วย เกิดตามใจชอบไม่ได้เลย แม้แต่จิตได้ยินจะเกิดก็ต้องมีโสตปสาท มีเสียงกระทบ มีจิตและเจตสิกเกิดขึ้น เมื่อถึงวาระที่กรรมให้ผลจะต้องได้ยินเสียงนั้นจิตได้ยินจึงเกิดได้ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะเป็นอนัตตาทั้งหมด

    ปัญจทวาราวัชชนจิตหมายความถึง ปฏิสนธิจิตหรือไม่ ภวังคจิตหรือไม่ ไม่ใช่ หมายความถึงจิตที่ไม่ใช่ปฏิสนธิและภวังค์ แต่เป็นวิถีจิตแรก วิถีจิตหมายความถึงจิตที่รู้อารมณ์ทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ถ้าใช้คำว่าวิถีจิต ต้องเป็นการรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง แต่ถ้าไม่ใช่วิถีจิตก็คือภวังคจิต ดำรงภพชาติ ดังนั้นแต่ละชีวิตในแต่ละชาติ ชาติหนึ่งๆ จะมีจิตที่ไม่ใช่วิถีจิตกับจิตที่เป็นวิถีจิตเกิดสลับกันไป จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต ง่ายมากคือ ปฏิสนธิจิต ไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เลย เกิดขึ้นทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน

    จิตที่ไม่ใช่วิถีจิตมี ๓ คือ ปฏิสนธิจิต ๑ ภวังคจิต ๑ และจุติจิตคือ จิตขณะสุดท้ายก็ไม่ใช่วิถีจิต นอกจากนั้นแล้วทั้งหมดไม่ว่าจะมีชื่อว่าอะไรก็ตาม โลภมูลจิต กุศลจิต วิบากจิต หรือว่าอะไรก็ตามแต่เป็นวิถีจิตทั้งหมด แต่ว่าวิถีจิตแรกต้องเป็นปัญจทวาราวัชชนจิต หรือ มโนทวาราวัชชนจิต ก่อนวิถีจิตอื่นๆ ทั้งหมด เพราะคำว่า มโนหมายความถึงใจ คำว่า ทวารหมายความถึงทาง คำว่า วิถีคือจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางใจเมื่อไร จิตนั้นเป็นมโนทวารวิถีจิต ไม่ยากเลยใช่หรือไม่ มโนทวารคือใจ วิถีจิตก็คือจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางใจ คิดนึกไม่ต้องอาศัยตา ไม่ต้องอาศัยหู ไม่ต้องอาศัยจมูก ไม่ต้องอาศัยลิ้น ไม่ต้องอาศัยกาย แต่ต้องอาศัยใจ

    เพราะฉะนั้น อะไรเป็นมโนทวารของมโนทวารวิถีจิต ก็ต้องเป็นภวังค์ขณะสุดท้ายของกระแสภวังค์ ดับเมื่อไรก็เป็นปัจจัยให้วิถีจิตเกิดขึ้นทางทวารหนึ่งทวารใดใน ๖ ทวาร ถ้าเป็นทางใจก็มโนทวารวิถีจิต ถ้าเป็นทางตาก็จักขุทวารวิถีจิต ถ้าเป็นทางหูได้ยินเสียงก็เป็นโสตทวารวิถีจิต ถ้าเป็นกลิ่นภาษาบาลีใช้คำว่า ฆานะ สำหรับจมูก ฆานทวารวิถีจิต ถ้าเป็นรสต่างๆ ที่ปรากฏก็ต้องอาศัยลิ้น ภาษาบาลีคือชิวหา อาศัยชิวหาปสาทเป็นชิวหาทวาร และจิตที่อาศัยลิ้นก็เป็นชิวหาทวารวิถีจิต ถ้ามีทวารและไม่มีวิถีจิตได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะเป็นทวารของวิถีจิต

    จะบอกว่าจักขุทวารหมายความถึงปสาทรูป แต่จักขุทวารวิถีหมายความถึงจิต เพราะฉะนั้นจักขุทวารวิถีจิตคือ จิตทั้งหมดเลยกี่ขณะก็ตามแต่ที่รู้รูปที่กระทบทวารนั้นๆ ที่ยังไม่ดับไป เพราะทวารก็มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ แล้วรูปที่กระทบก็มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นรู้รูป รูปยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นรู้รูปเดียวกันที่ยังไม่ดับนั้นเอง แม้ว่า (จิต) ดับไปแล้ว รูปยังไม่ดับก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นรู้รูปที่ยังไม่ดับ จนกว่ารูปดับเมื่อไรก็สิ้นสุดกระแสของทวารนั้นๆ ก็เป็นภวังค์ต่อไป

    เพราะฉะนั้นมโนทวารวิถีจิต ได้แก่ ภวังคจิตขณะสุดท้ายก่อนที่วิถีจิตจะเกิด (ทางใจ) สำหรับจักขุทวารได้แก่ จักขุปสาทรูป โสตทวารได้แก่ โสตปสาทรูป ฆานทวารได้แก่ ฆานปสาทรูป ชิวหาทวารได้แก่ ชิวหาปสาทรูป กายทวารได้แก่ กายปสาทรูป มีคำว่า ปสาทะ กายทวารเป็นทาง แต่ทางไม่ใช่ดิน น้ำ ไฟ ลม ทั่วตัวไปเลย ถ้าจักขุทวารก็ต้องหมายความถึงรูปที่เป็นจักขุปสาทที่อยู่ตรงกลางตา มองไม่เห็น แต่ว่าเป็นรูปที่สามารถกำลังกระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นก็มีคำว่า ทวาร มีคำว่า วิถี มีคำว่า ปสาทะ

    ขอทบทวน ที่นี่มีทวารมากหรือไม่ คุณโป๊ด

    ผู้ฟัง ทวารเป็นทางที่ทำให้มีทางไป ไปแล้วก็ได้เห็นทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีทางที่จิตจะเกิดขึ้นไปสู่สิ่งที่ปรากฏได้ทางนั้น ทางปรากฏของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาคือ จักขุปสาท รูปพิเศษ ปสาทะแปลว่าใส ถ้าเดินผ่านกระจกเงาก็มีเงาในกระจก แต่ถ้าไม่ใช่กระจกเงา โต๊ะ เก้าอี้ ใครเดินผ่านจะมีเงาที่โต๊ะ เก้าอี้ หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่า ปสาทะ หมายความถึงใส ใสที่นี่ไม่ใช่ใสแบบที่เราเข้าใจ แต่หมายความถึงใสโดยคุณลักษณะของรูปนั้นที่สามารถกระทบเฉพาะสิ่งที่กระทบได้ เช่น จักขุปสาทรูป ถ้าใช้คำว่าตาทั้งหมด มีตาขาว ตาดำ ตาสีขาวและสีดำทั้งหมดไม่ใช่ปสาทรูป นอกจากเฉพาะส่วนที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ได้ ซึ่งจักขุปสาทอยู่กลางตา ไม่ใช่อยู่ขอบตาซ้ายขวา แต่ว่าเป็นรูปที่ใครๆ ก็มองไม่เห็น เพราะว่าธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนามธรรม รูปธรรม ประการใดก็ตาม มีธรรมอย่างเดียวที่สามารถที่จะเห็นได้ทางตาคือ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เห็นจริงๆ มีจริงๆ ปรากฏจริงๆ ว่าเป็นเช่นนี้จริงๆ

    หลับตาแล้วยังได้ยินเสียง ใช่หรือไม่ หลับตาแล้วก็ยังได้กลิ่น หลับตาแล้วก็ยังลิ้มรส หลับตาแล้วก็ยังรู้ว่าอะไรอ่อน อะไรแข็ง หลับตาแล้วก็ยังคิดนึก ไม่ต้องลืมตา ไม่ต้องมีจักขุปสาท รูปอื่นใดก็สามารถจะปรากฎได้ แม้จิต เจตสิก แม้ความรัก ความชัง ความโกรธ ดีใจ เสียใจ ก็ยังปรากฏโดยไม่ต้องอาศัยตา แต่สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จะปรากฎได้ก็ต่อเมื่อมีรูปที่สามารถกระทบ แต่รูปนั้นไม่เห็น รูปเป็นรูป รูปธรรมทั้งหมดไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถึงมีตา ลืมตา เช่นบางคนนอนหลับแต่ลืมตา เห็นอะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นกรรมหรือไม่ที่อยากหลับเหลือเกิน แต่หลับไม่ได้

    ท่านอาจารย์ คำตอบที่ชัดเจน คือวิปากจิต คือจิตที่เป็นผลของกรรมทั้งหมดต้องเกิดเพราะกรรม ถ้าจะถามว่าเกิดเพราะกรรมหรือไม่ เช่นจิตเห็น ใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ภาษาบาลีต้องออกเสียง วิญญาณะ จักขุวิญญาณเป็นธาตุรู้ซึ่งอาศัยจักขุเกิดขึ้น ถ้าไม่มีตาไม่มีทางเห็นเลย เพราะฉะนั้น คุณโป๊ดเลือกจะเห็นสิ่งที่อยากเห็นได้หรือไม่ ถ้าถามว่าเป็นเพราะกรรมหรือไม่ ต้องรู้ว่าขณะนั้นจิตเป็นอะไร แม้แต่จิตเห็นก็เลือกเห็นไม่ได้ บางครั้งเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นเลย ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ถึงวาระที่กรรมจะทำให้เห็นเกิด ต้องเห็น บางคนนอนหลับตื่นมาเห็นฟ้าแลบ ในขณะที่คนอื่นหลับต่อไปไม่เห็นก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เลือก แต่กรรมเมื่อถึงวาระที่จะรู้รูปที่ไม่น่าพอใจ รูปนั้นด้วย เลือกไม่ได้เพราะรูปก็เกิดดับ

    รูปที่เกิดดับถึงวาระที่กรรมจะให้ผลต้องเห็น ก็ทำให้จักขุปสาทกระทบรูปนั้น เลือกได้หรือไม่ว่าจะให้กระทบรูปนั้น กระทบรูปนี้ เลือกไม่ได้เลย เมื่อกระทบแล้วเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นโดยอาศัยการกระทบกันนั่นเอง เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ทางตา ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า รูปารัมมณะ ภาษาไทยก็เรียกว่า รูปารมณ์ แต่สิ่งที่ปรากฏจริงๆ มีคำอื่นมากกว่านั้น เช่นคำว่า นิภา หรือ วรรณ หมายความถึงแสงสว่าง หรือสีสันต่างๆ ซึ่งมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    ขณะนี้ทุกคนทราบว่า กรรมเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เลือกไม่ได้เลย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะน่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ ก็แล้วแต่ว่าเป็นผลของกรรมใด ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าพอใจ จักขุปสาทก็ไม่ได้กระทบสิ่งนั้น เมื่อไม่ได้กระทบก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะให้จิตเกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้นกุศลกรรมไม่เกิดขึ้นที่จะเป็นปัจจัยให้วิบากเกิด กุศลกรรมนั้นไม่เป็นปัจจัยที่จะให้ถึงกาลที่จะให้ผล คือจักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากเกิด เช่นนี้แล้วจะไม่เห็นพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยหรือ ได้เข้าใจ ได้รู้ ในสิ่งซึ่งคนอื่นก็ไม่สามารถที่จะรู้ความเป็นไปของชีวิตแต่ละหนึ่งขณะ หนึ่งขณะละเอียดยิ่งกว่าเสี้ยววินาทีมากมาย

    เพราะเหตุว่าขณะนี้ที่เห็นเป็นดอกไม้ เห็นเป็นคน นี่คือจิตละหนึ่งขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อซ้ำ จนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำได้ว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร นี่คือธรรมทั้งหมดเลย เกิดแล้วต้องเป็นไป มีใครเกิดมาแล้วไม่เห็น ไม่ได้ยินบ้าง ไม่คิดนึกก็เป็นไปไม่ได้ แล้วจะให้คิดนึกในสิ่งที่ดีงามเป็นกุศลก็เป็นไปไม่ได้ จะไม่ให้ติดข้องก็เป็นไปไม่ได้เพราะทุกอย่างเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามเรื่อง อเหตุกจิต

    ท่านอาจารย์ ชื่อของจิตหลากหลายมากมาย อเหตุกจิตเป็นอีกชื่อหนึ่ง ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น อเหตุกจิต หมายถึงจิตที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ซึ่งต้องอธิบายใช่หรือไม่ว่า เหตุคืออะไร เหตุเป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิก ๖ ประเภท คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ และอโมหะคือปัญญา คือสภาพธรรมที่เป็นเหตุ ซึ่งได้แก่เจตสิก ๖ ประเภท แต่ถ้าจิตใดก็ตามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ๖ ประการนี้เกิดร่วมด้วย จิตประเภทนั้นเรียกว่า อเหตุกจิต ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น ในขณะนี้ที่กำลังเห็นก็เป็นอเหตุกจิต เพราะว่าจิตเห็นในขณะนั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียงแค่ ๗ ประเภทเท่านั้น ไม่มีเหตุเจตสิกใดๆ เลยเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจิตเห็นก็เป็นอเหตุจิต ซึ่งโดยประเภทแล้วอเหตุจิตมีทั้งหมด ๑๘ ดวง หรือว่า ๑๘ ประเภท แต่ว่าโดยชื่อแล้วก็คือ จิตที่ไม่มีเหตุใดๆ เกิดร่วมด้วยเลย

    ท่านอาจารย์ คำว่า อเหตุกะ หมายความถึง ธรรมที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นธรรมอะไรก็ตามทั้งหมดที่ไม่มีเหตุ คือเจตสิก ๖ ประเภทเกิดร่วมด้วย เจตสิก หมายความถึง นามธรรมซึ่งไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต เกิดในจิต เกิดพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวคือสิ่งที่จิตรู้ด้วยกัน จิตรู้อะไร เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยรู้อย่างเดียว รู้สิ่งนั้นสิ่งเดียวเหมือนกัน เข้ากันสนิท คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แล้วรู้อารมณ์เดียวกันด้วย

    เจตสิกเป็นธรรมซึ่งเกิดกับจิตทั้งหมดมี ๕๒ เจตสิก แต่เจตสิกที่เป็นเหตุมีเพียง ๖ คือ โลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ เป็นอกุศลเหตุ เกิดเมื่อไรจิตเป็นอกุศลทันที เป็นผลก็ไม่ได้ เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ นอกจากต้องเป็นอกุศลเท่านั้น เพราะฉะนั้นเหตุ ๖ ที่เป็นอกุศลมี ๓ แต่อีก ๓ เป็นโสภณะ ไม่ใช้คำว่า กุศล ใช้คำว่า โสภณะเพราะเกิดกับจิตที่เป็นเหตุก็ได้ เกิดกับจิตที่เป็นผลก็ได้ แม้จิตของพระอรหันต์ซึ่งไม่ใช่กุศลและอกุศล เป็นกิริยาก็ยังมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้

    ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมต้องละเอียด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องท่องแต่สามารถที่จะเข้าใจทันที ถ้าได้ยินคำว่า อเหตุกะ หมายความว่า ธรรมนั้นไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วย เหตุที่นี่หมายความถึงเจตสิก ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศลเหตุ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นโสภณเหตุ รวมเป็นเจตสิก ๖ ฝ่ายอกุศล ๓ และฝ่ายโสภณะ ๓

    เจตสิกมี ๕๒ ประเภท หลากหลายเป็นประเภทต่างๆ ทั้งที่เกิดกับจิตทุกประเภทก็มี เกิดกับจิตบางประเภทก็มี เมื่อเกิดเมื่อไรก็เป็นอกุศลอย่างเดียวก็มี แต่ถ้าเป็นทางฝ่ายดีเป็นกุศลก็ได้ เป็นผลของกุศลก็ได้ แม้เป็นกิริยาที่เป็นโสภณะ เช่น จิตของพระอรหันต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นการฟังธรรม เราไม่รีบร้อนฟัง เพราะว่าเราจะข้ามแล้วจำไม่ได้และไม่เข้าใจ เพราะเราคิดว่าต้องไปท่องหรือต้องไปจำ แต่ความจริงท่องไม่มีประโยชน์ ท่องแต่ไม่เข้าใจจะมีประโยชน์อะไร จำโดยไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์ จำไปเพื่ออะไร ถ้าไม่เข้าใจก็เสียเวลาเปล่าๆ

    ที่สำคัญที่สุด ภาษาบาลีไม่มีคำว่าเข้าใจ แต่มีคำว่าปัญญา ภาษาไทยเราเวลาพูดถึงปัญญา คนไม่รู้ว่าหมายความถึงเข้าใจ เข้าใจถูก แม้แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่มีใครไปสร้างขึ้นมาได้เลย เป็นธรรม สิ่งที่มีจริง เช่นที่เคยกล่าวถึงเมื่อครู่นี้แต่อาจจะเร็วไป ก็คือต้องมีมหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จึงมีสีสันวัณณะที่สามารถกระทบจักขุปสาทได้ ไม่เช่นนั้นสีสันวัณณะที่จะมากระทบกับจักขุปสาทจะมาจากไหน แต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม กระทบจักขุปสาทไม่ได้ แต่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีรูปที่สามารถกระทบจักขุปสาท และปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงปรากฏว่ามีที่มหาภูตรูปนั่นเอง

    นี่คือการฟังธรรม ไม่มีวันจบจนกว่าจะเป็นความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงขั้นฟังที่ใช้คำว่า ปริยัติ รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ใช้คำว่า รอบรู้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วจะเป็นปริยัติ ซึ่งการฟังธรรมโดยที่ไม่พิจารณาแล้วไม่เข้าใจจะเสียเวลามาก แต่ไม่ว่าจะฟังคำใดก็ตามขอให้เข้าใจ ไตร่ตรองคำนั้นจนกระทั่งหมดความสงสัย แม้แต่คำว่า อเหตุกะ จิตไม่ใช่เจตสิก จิตเป็นธาตุรู้เป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้านับแล้วเป็นหนึ่งก็ได้ ในเมื่อเจตสิกเป็นนามธรรม จิตก็เป็นนามธรรม แต่ความต่างกันคือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ส่วนเจตสิกไม่ใช่จิต เป็นนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต แต่เจตสิกต่างกันมีลักษณะเป็น ๕๒ ประเภท ไม่ปะปนกันเลย

    โลภะเป็นอย่างหนึ่ง เจตสิกหนึ่ง โทสะเป็นเจตสิกหนึ่ง ความจำไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก ความรู้สึกก็ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก ซึ่งมีชื่อในภาษาบาลีเพื่อแสดงให้เห็นความต่าง และความหลากหลายของธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องแยกนามธรรมมีจิตและเจตสิก จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ไม่ว่าเกิดเมื่อใดเห็นแจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง ดังนั้น อเหตุกจิตก็คืออย่างเช่น จิตที่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเสียงที่ปรากฏ เราจึงใช้คำว่าได้ยิน ถ้าไม่มีลักษณะของเสียงนั้นปรากฏ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีเสียง แต่ที่เสียงจะปรากฎได้ก็ต่อเมื่อมีจิตได้ยินเสียงนั้น หรือจะใช้คำว่า ธาตุรู้ได้ยิน ธาตุรู้คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เสียงมีหลากหลายมาก เพราะอะไรถึงรู้ว่าเสียงต่างๆ กัน เสียงคน เพียงแค่พูดก็รู้แล้วว่าใครเพราะเสียงหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นจิตเป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ๒ สีนี้ต่างกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ต่างกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นในเรื่องของสี

    ท่านอาจารย์ แม้ว่าจะใกล้เคียง เช่นกลีบดอกไม้ดอกเดียวตั้งแต่โคนกลีบจนถึงปลายกลีบ สีหลากหลายแล้วใช่หรือไม่ เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีความหลากหลายเลย ด้วยเหตุนี้ จิตจึงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง รสก็มีหลายรส กลิ่นก็มีหลายกลิ่น ทุกอย่างเพราะจิตรู้ลักษณะที่ต่างๆ หลากหลาย คือรู้แจ้งในลักษณะนั้น เป็นหน้าที่ของจิตอย่างเดียว จิตไม่จำ จิตไม่โกรธ จิตไม่อะไรเลยทั้งหมด แต่ว่ามีนามธาตุ หรือนามธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับจิต เพราะจิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้ ไม่มีสภาพธรรมใดสักอย่างหนึ่งซึ่งเกิดล้วนๆ เฉพาะตนเองได้เลย แต่ต้องมีธรรมซึ่งอาศัยกันและกันเกิดพร้อมกัน เกิดด้วยกัน แม้แต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็แยกกันไม่ได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    15 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ