ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
ตอนที่ ๑๗๓๓
สนทนาธรรม ที่ สถาบันบำราษนราดูร
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่กำลังได้ฟังเนี่ยเป็นความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย เช่นโทสะเกิดขึ้นใครไปเปลี่ยนโทรศัพท์ที่เกิดแล้วดับ ไม่มีทางเลยนะค่ะเกิดแล้วแบบแล้วเร็วกว่าการที่ใครจะคิดไปจัดการไม่ว่าจะไปทำอะไรกับโทรศัพท์แต่สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริงได้ว่าไม่ใช่ของใครค่ะเพียงเกิดขึ้นปรากฏชั่วคราวแสนสั้น และก็หมดไปแต่ว่าความไม่รู้นะคะ ก็จะยึดถือทั้งหมดที่เกิดว่าเป็นราว เรียกว่าเป็นของเราซึ่งตามความเป็นจริงถ้าฟังมีความเข้าใจแล้วนะคะ ก็จะรู้ว่ากว่าจะละคลายความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรามานานแสนนานไหม แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวนะคะ เพราะเห็นว่าหลายชาติมาแล้ว ไม่วาดนานแสนนานสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้ความจริงของเห็นของได้ยินซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปก็เข้าใจว่าเป็นเราเห็นเป็นเราได้ยินเราโกรธเรารักเราชังชื่อยึดถือสภาพธรรมะทั้งหมดว่าเป็นเราทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้อ่ะคะที่ว่าเป็นเราเนี่ยอยู่ที่ไหน เราคิดดูนะคะ เข้าใจว่ากำลังนั่ง ใช่ไหมคะจริงหรือเปล่าคะ รีบแค่คิด ว่ามีราว หนังเรียกว่าแค่คิดว่านี่แขนเราฆ่าเราอยู่ตรงนั้นตรงนี้โดยที่ว่าลักษณะนั้นไม่ปรากฏเลย หรือปรากฏค่ะ ที่ตัวเวลานี้มีอะไรปรากฏบ้าง เห็นมั้ยคะแค่นี้เราก็ยังต้องคิดเหรอ เพราะฉะนั้นธรรมะทั้งหมดนี้ค่ะแจ่มแจ้งเมื่อไตร่ตรอง และคิด และเป็นผู้ที่ตรงด้วยขณะนี้ที่เคยเป็นเราคิดว่ามีเราเรายังมีตามีหูมีแขนมีขามีร่างกายกำลังนั่งอยู่ตรงนี้นะคะ ความจริงมีอะไร ขณะที่กำลังเห็น แขนขาเราอยู่ที่ไหนคะ กำไรเห็นค่ะ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง ถูกต้องมั้ยคะ เวลาที่เท้ากระทบพื้นซึ่งขณะนี้เดิมก็เข้าใจว่าเป็นเท้าของเรากระทบพื้น แต่ความจริงนะคะ มีแต่แข็ง ตรงแข็งนะคะ เป็นเล็บหรือเป็นเช้า หรือว่าเป็นแข็ง เนี่ยค่ะคือธรรมะค่ะ กว่าที่ว่าไม่มีเราเราจะจำว่ามีเรา กำไรน่าอยู่แข็งปรากฏ ตรงนั้นนะคะ นี่ผมไม่มีผมของเราไหม มีด้วยกันค่ะ มีแข็งปรากฏถ้ารู้อย่างนั้นจริงๆ นะคะ เราไม่มีแต่มีสภาพธรรมะที่ปรากฏชั่วคราวแล้วก็ประมวลรวมกัน และจ้างไว้อย่างแน่นหนาวะเป็นเราหรือของเรา เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริงว่าเป็นธรรมะไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราได้นะคะ ก็จะต้องอาศัยการฟังการอบรม จนกระทั่งสภาพกลับมานั้นปรากฏจริงๆ ว่าชั่วคราวคือเกิดขึ้น และก็ดับไป ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย ที่วัดแข็งนะคะ ที่ตรงเท้าหรือว่าตรงข้อสอบที่มือก็ตามในขณะนี้ที่กำลังกระทบนะคะ เกิดดับหรือเปล่าคะ ประจักษ์ และยังเหลือเพียงแต่ฟังว่าต้องเกิดระดับ เราจะยังเกิดดับไม่ได้เลยถ้าตราบใดที่ลักษณะของแข็งที่ปรากฏไม่ปรากฏตามความเป็นจริงว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ จริงด้วยค่ะ ช่วยกายนะคะ สามารถที่จะแตกย่อยออกไปอย่างละเอียดที่สุดนะคะ เพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แล้วเราอยู่ที่ไหนอากาศที่แทรกคั่นอยู่เป็นเราหรือหรือวัดแข็ง และที่สุดแต่ละกลุ่มของโรค เหล็กบึงเลยนะคะ ที่อากาศธาตุแทรกคั่นอยู่แค่นั้นหรือเป็นเรา แข็งเป็นราวหรือว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมะที่มีจริง เพราะไม่รู้ความจริงนะคะ เพื่อร่วมกันก็เป็นร่างกายของเราเป็นตาของเราเป็นผมของเราเป็นแขนของเราแต่เพียงจะคิดว่านะคะ ทั่วกายก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ละเอียดยิบ และก็เกิดขึ้น และดับไปอย่างรวดเร็วด้วยนี่คือพระปัญญาคุณของพระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดโดยประกาศทั้งโอนะคะ ให้มีความเห็นถูกในขั้นฟังซึ่งใช้คำว่าอ่ะเลี้ยงติ หมายความถึงการรอบรู้จัดการฟังไม่ใช่ฟังเพลินเข้าใจเพลินนะคะ แปรงฟังแล้วก็ไตร่ตรองพิจารณาแล้วก็รอบรู้ในสิ่งนั้นตามความเป็นจริง จนกว่าจะถึงปฏิบัติ ซึ่งทุกคนในสมัยนี้ยุคนี้นะคะ จะชอบใช้คำว่าปฏิบัติเรียกว่าปฏิบัติธรรมะแต่ไม่รู้เลยค่ะปฏิบัติคืออะไรแล้วทำไมคืออะไรเพราะฉันไปทำอะไรก็คือไม่รู้ทำไปก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็คือไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้า เพราะว่าพระอรหันต์จะสามารถสร้างพระเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้ผู้ฟังนะคะ เกิดความเข้าใจของตัวเองจริงๆ ในสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังพูดเรื่องความจริงเดี๋ยวนี้นะคะ คือเห็นมีได้ยินมีแข็งมีโฮมีเสียงมีแต่ว่าเป็นแต่ละหนึ่ง รวมกันไม่ได้เลยคะเสียงจะเป็นแข้งใหม่ เสียงเป็นเสียงกลิ่นจะเป็นรสไม่ได้กลิ่นเป็นกลิ่นรสเป็นรส เพราะฉะนั้นกล่าวถึงธรรมะที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ อย่างละเอียดหญิงซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นธรรมะแต่ละอย่างเนี่ยจะมากมายสักแค่ไหนแล้วก็ไปยึดถือสภาพธรรมะด้วยความไม่รู้ว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังนะคะ รู้ว่านี่คือพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทรงพระมหากรุณาแสดงก็ต้องอาศัยความศรัทธาที่มั่นคงที่เห็นประโยชน์นะคะ แล้วก็รู้ได้ว่าอักเสบที่ได้ยินได้ฟังไหมคะเป็นความจริงแท้เส้นไม่เปลี่ยนแปลงใครจะเปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้ เพราะฉะนั้นทำไมไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมะในขณะนี้ทั้งๆ ที่ผู้ที่ทรงตรัสรู้แสดงว่าสภาพธรรมะในการ สั้นมากนะคะ ชั่วคราว อย่างเปรียบไม่ได้เลยวะรวดเร็วแค่ไหนเพราะว่าเพียงเกิดขึ้น และก็ดับไปแต่ว่าต่อกันนะคะ จนกระทั่งไม่ปรากฏว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดดับไปเลยเพราะการสืบต่ออย่างรวดเร็วแต่เมื่อเป็นความจริงสามารถฟังสามารถเข้าใจสามารถค่อยๆ รักความไม่รู้จนกระทั่งสามารถที่จะ บริจาคความจริงซึ่งขณะนี้กำลังเกิดดับได้นั่นคือปฏิบัติ เพราะว่าปกติแปลว่าเฉพาะปัตติแปลว่าจริง เพราะฉะนั้นขณะนี้นะคะ ปฏิปฏิหรือเปล่า ไฟเรื่องธรรมะเกิดดับแต่ยังไม่ถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะที่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น และดับไป เพราะฉะนั้นจะเชื่อว่าปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ได้ แต่พระเอกว่าเราไม่ได้ศึกษาพระธรรมนะคะ เราฟังคนอื่น แต่ว่าถ้าไม่ศึกษาเองจะรู้ได้ยังไงว่าคนนั้นพูดถูกหรือผิด เรียกว่าเป็นความคิดความเห็นของผู้นั้นเองเพราะว่าภาษาไทยเราเนี่ยจะใช้คำว่าปฏิบัติหมายความว่าทำ คนก็เลยคิดว่าถ้าไม่ทำก็ไม่ใช่ปฏิบัติ แต่ความจริงไม่ใช่นะคะ ธรรมะไม่ใช่อย่างนั้นธรรมะต้องมีการฟังจนกระทั่งเป็นความเข้าใจก่อนจึงจะเป็นเหตุปัจจัยให้สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่ละหนึ่งซึ่งกำลังปรากฏในขณะนี้นะคะ ซึ่งเป็นปฏิบัติ สิ่งเฉพาะแต่ละลักษณะจริงๆ ซึ่งกำลังเกิดแบบจริง เพราะฉะนั้นกล่าวไปนี้นะคะ เข้าใจปฏิบัติ และใช่ไหมคะไม่ใช่ทำแต่เป็นความเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมะไม่ใช่ขั้นรอบรู้คือปริยติแต่ต้องเมื่อรอบรู้แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง เช่นขณะนี้นะคะ เห็นไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น สิ่งที่ปรากฏไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยแต่เห็นเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเห็นคือรู้ว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นอย่างนี้เหมือนเสียงนะคะ เวลาเสียงปรากฏก็มีธาตุคือสภาพรู้คือจิตเจตสิกเกิดขึ้นนะคะ ได้ยินเสียงเฉพาะที่ปรากฏ ในขณะนั้นได้ขั้นฟังแต่ถ้าเป็นปฏิปัตติถึงเฉพาะขณะที่ได้ยินกำลังปรากฏ และเข้าใจถูกต้องว่านั่นเป็นธรรมะที่ปรากฏ และเข้าใจถ้าที่กำลังได้ยินว่าเป็นคณะที่ เกิดขึ้นนะคะ รู้สิ่งที่ปรากฏคือได้ยินแล้วก็ดับไป ดับหรือเปล่าเคยได้ยิน เพิ่งกลับไปแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะก็คือเพื่อที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงจนกว่าจะไม่ใช่เรานะคะ ไม่ใช่ของเรา และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย สนทนาธรรมที่ว่างพญาไทวันที่๒๑กันยายนพุทธศักราช๒๕๕๔ สำหรับการศึกษาธรรมะได้ค่ะให้ทราบว่าศึกษาได้เมื่อมีโอกาสได้ฟัง แต่ถ้าไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมะเลยก็ไม่สามารถที่จะคิดเอง และก็ไม่สามารถที่จะรู้ด้วยว่าการศึกษาธรรมะจริงๆ มันคืออะไร ทุกคนจะได้ยินแต่คำว่าศึกษาธรรมะแต่ว่าศึกษาธรรมะคืออะไรนี่เป็นความละเอียดมากนะคะเพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเป็นผู้ที่ศึกษาเพื่อเข้าใจ แต่ละครั้งซึ่งลึกซึ้งมากค่ะเช่นคำว่าธรรมะ ทุกคนได้ยินนะคะ แต่ว่าจะมีสักกี่คนที่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าธรรมะคืออะไร และธรรมะอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความลึกซึ้งนะคะ ไม่ประมาทว่าธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เราได้ยินแล้วเข้าใจเอาเองว่าธรรมะคืออย่างนั้นอย่างนี้ แต่ธรรมะหมายความถึงพลาดผาสุขสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัยเมื่อเกิดขึ้น และปรากฏให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นก่อนอื่นค่ะขอให้ทราบว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ฟังจริง ไม่ทรงแสดงพระธรรมที่ได้ทรงตรัสรู้แล้วนะคะ เป็นว่าจีสัจจะ ทุกคำนะคะ เป็นคำที่แสดงความจริงที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้เพื่อที่จะให้ผู้ฟังเกิดความเห็นถูกความเข้าใจถูกนะคะ ซึ่งเป็นย่านะสัจจะปัญญาที่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่นะคะ การรู้แจ้งสภาพธรรมะที่เราเคยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ว่าอริยสัจจะธรรม ธรรมะของผู้เจริญเพราะว่าอบรมปัญญาจนสามารถที่จะดับกิเลสหมด เป็นสมุทรเจดไม่เกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากนะคะ พระเอกว่าทุกคนมีเกม แต่ก็จะมีสักกี่คนที่เห็นอันตรายของกิเลสเห็นโทษของกิเลส และก็คิดที่ชนะกิเลส ถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้นะคะ ก็ไม่ใช่สาวกโพธิญาณหรือสาวกบารมีเพราะเหตุว่าการที่ได้ฟังพระธรรมแล้วสาวกคือผู้ฟังนะคะ ต้องอบรมเจริญปัญญาความเห็นถูกเพื่อที่จะรู้ความจริง และก็สามารถที่จะรับกิเลสได้ เพราะฉะนั้นก่อนเองนะคะ ก็ขอให้ทราบว่าขณะนี้มีธรรมะ ไม่เคยขาดเลยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามนะคะ เพราะเห็นว่าธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ต้องเป็นผู้ที่ไตร่ตรองค่ะอะไรมีจริงในขณะนี้เห็นขณะนี้มีจริงจริง เป็นพูดตรงๆ คือสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมะพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของเห็นขณะนี้หรือเปล่า เมื่อเห็นสิ่งที่มีจริง และปัญญาสามารถที่จะมีความเห็นถูกเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงในขณะที่สิ่งนั้นกำลังมีจริงๆ ด้วย เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงนะคะ ของเห็นจึงเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ของได้ยินซึ่งเป็นธรรมะอีกอย่างหนึ่งของความคิดซึ่งเป็นธรรมะอีกอย่างนึงแต่ละอย่างแต่ละอย่างนะคะ ก็เป็นธรรมะที่มีจริงๆ นะคะเพราะฉะนั้นมีธรรมะอยู่ตลอดเวลาแต่ว่าไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมะแล้วไม่รู้ความจริงด้วยว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม จึงเกิดปรากฏในขณะนี้มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นแต่เกิดแล้วก็หมดไปนะคะ ไม่มีอะไรที่ไม่โหมดไปเลยเมื่อวานนี้ก็หมดไปแล้วเมื่อเช้านี้ก็หมดไปแล้วเมื่อกี้นี้ก็หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างนะคะ กำลังหมดไปหมดไปแสดงความจริงคืออนิจจัง ทุกขังอนัตตาซึ่งชาวพุทธได้ยินบ่อยๆ นะคะ อนิจจังคือไม่เที่ยงหมายความว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเมื่อมีการเกิดขึ้นสิ่งนั้นไม่เที่ยงคืออย่างไรเกิดแล้วก็ดับไปไม่เหลือเลยถ้าเถียงคือยังมีอยู่ยังไม่หมดไปแต่ว่าสภาพธรรมะทั้งหมดเนี่ยค่ะ กำลังเกิดขึ้นในระดับไปโดยต้องเป็นผู้ที่ฟังธรรมะเข้าใจธรรมะ และก็อบรมปัญญาจนสามารถที่จะเห็นความจริงนี้ได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะก็เป็นการศึกษาตลอดชีวิตนะคะ เพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงจนสามารถจะมีความเห็นถูกต้องจริงๆ ว่าได้รู้จักธรรมะ ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงสามารถที่จะฟัง และเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงได้ค่ะ ขออนุญาติเรียนถามนะฮะเพราะที่แล้วผมถามอาจารย์ถึงเรื่องของ มีตรรกะสตรีแล้วก็มานะสิการานะครับ ผมก็มีปัญหาอีกว่า ในจำนวน๗๐เนี่ยที่เป็นสัปปะสาธารณะเจตสิกเนี่ย อักษะเวทนาสัญญาเจตนาเอกัตามรสิการายเนี่ยอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลัง คำถามที่หนึ่งนะครับ หรือเกิดความพร้อมกันคำถามที่สองคือว่าจะทำโยธิ๐๐:๐๐ระมีวิถีทางทำอย่างไร ครับเมื่อเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจนะคะ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลยทั้งเส้นค่ะ เพราะฉะนั้นคำถามข้อแรกนะคะ ก็คือกล่าวถึงเจตสิก ทุกคนที่เกิดมาแล้วนะคะ ก็จะได้ยินคำว่าจิ แตงน้อยคนจะได้ยินคำว่าเจตสิก เพราะฉะนั้นเจตสิกคืออะไรเจตสิกก็คือธรรมะนะคะ ซึ่งไม่มีใครมองเห็นเลยค่ะแต่ว่ามีจริงๆ เกิดขึ้นทำกิจการงานหน้าที่ของธรรมะอันนั่นเช่นความโกรธมีจริงๆ นะคะ แต่ไม่ใช่เจ็บ๑๐เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งเสียงที่กำลังปรากฏในขณะนี้เช่นเห็นแต่ไม่เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่กำลังปรากฏชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่จิตนะคะ แต่เกิดกับจิตบ้านขณะ เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งประเภทก็จะมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยนะคะ มากน้อยแตกต่างกัน อย่างน้อยที่สุดนะคะ อย่างที่ได้กล่าวแล้วก็คือว่าจิตจะมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย และเชื่อแปลกๆ เราคงไม่เคยได้ยินนะคะ ผัสสะ เวทนา สัญญาเจตนาเอกัคตาชีวิติดินระยะมันนะซิก้า เหมือนกับว่าจะจำยังไงไหวนะคะ แม้เพียง๗ชี้ก็แปลกแต่ว่าถ้ารู้จัก และเข้าใจสภาพธรรมะทั้ง๗ก็จะไม่มีความสงสัยนะคะ ว่าสภาพธรรมะเหล่านี้มีจริงๆ และก็เจตสิกทั้ง๗นะคะ เกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตไม่ว่าจิตเห็น ไม่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดนะคะ เจตสิกทั้ง๗ก็เกิดพร้อมกันรู้สิ่งเดียวกันแต่ว่าทำหน้าที่ต่างๆ กันเพราะว่าหน้าที่ของเจตสิกแต่ละหนึ่งไม่ใช่หน้าที่ของจิต เพราะฉะนั้นสำหรับสภาพธรรมะนะคะ ที่จะเกิดได้เนี่ยเพียงสั้นๆ ที่เกิดแล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง ว่าต้องมีปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมะนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ตามปัจจัยเช่นขณะใดก็ตามนะคะ ที่มีความโกรธเกิดขึ้น เป็นอื่นได้ไหมคะ เปลี่ยนโกรธไม่ได้เพราะว่าโกรธเกิดแล้วเป็นโกรธแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงความจริงของสภาพธรรมะก็ถือว่าสิ่งที่มีจริงนี่แหละนะคะ เกิดเองก็ไม่ได้ค่ะแต่ต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และปัจจัยก็คือบางปัจจัยเนี่ยเกิดก่อนแล้วก็ทำให้ผลเกิดทีหลัง แต่บางปัจจัยก็เกิดขึ้นพร้อมกันอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่อาศัยกัน และกันเกิดขึ้นนะคะ เดี๋ยวนี้ในขณะนี้ก็คือจิต และเจตสิ ไม่ใช่ทุกคนมีแต่จิต ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และไม่ใช่ทุกคนมีแต่๗ cไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยแค่๗๐แต่ละประเภทแนะก็หลากหลายต่างกันนะคะ ทั้งหมดมี๗๕ ๑๒ประเภทโดยประมวลค่ะโดยลักษณะแท้ๆ แต่ว่าความแรงกล้า และความอ่อนของเจตสิกแต่ละอย่างเนี่ย แตกต่างกันไปเช่นความโกรธเล็กน้อยคือความขุ่นใจกับความโกรธรุนแรงมากจนกระทั่งเป็นความอาฆาตพยาบาทก็ต่างกันแต่ก็คือเจตสิกชนิดหนึ่งซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าโทสะ เจตสิกนะคะเพราะฉะนั้นให้ทราบว่าเจตสิกทั้งหมดไม่ว่าจะกี่ประเภทก็ตามที่เกิดพร้อมกันกับจิ๊บไม่มีเกิดก่อนหลังเลยค่ะหมายความว่าทันทีที่จิตเกิดเจตสิกเหล่านั้นก็ต้องเกิดพร้อมกันแล้วกระดับพร้อมกันเพื่อเป็นสภาพรู้เช่นเดียวกับจิตนะคะ แต่หน้าที่ต่างกับจิต แต่เมื่อเป็นสภาพรู้ก็ต้องรู้สิ่งเดียวกันเช่นจิตเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดความพอใจไม่พอใจในสิ่งที่จิตเห็นไม่ใช่สิ่งอื่นขณะนี้มีเสียงเกิดแล้วดับแล้วจิตได้ยิน และเจตสิตซึ่งเกิดพร้อมกันนะคะ ก็รู้เสียงนั้นแหละ ในกระดับไป เพราะฉะนั้นเจตสิกหนึ่งนะคะ ก็คือภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิก สัญญาที่นี่ไม่ใช่ประสานใครคะภาษาบาลีหมายความถึงสภาพที่จะขณะนี้ค่ะจังเห็นอะไรก็จำเราจึงสามารถที่จะรู้ได้ไหมคะว่าอะไรเป็นอะไรไม่ว่าจะเป็นเสียงก็จะเสียงใครๆ ต่างกันยังไงก็รู้ได้กลิ่นเกิดขึ้นจิตรู้กลิ่นสัญญาเจตสิกกจัง เพราะฉะนั้นเกิดพร้อมกัน และระดับพร้อมกันนะคะ ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ จะขาดการ หนุ่มจิตเกิดขึ้น และก็กำลังเห็นหรือกำลังได้ยินทั้งหมดเนี่ยค่ะเป็นธรรมะแต่ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่านะคะ เราพูดถึงจิตจริงแต่ว่าถ้าศึกษานะจะรู้ว่าไม่ได้มีแต่จิตค่ะมีเจตสิกเกิดพร้อมกันด้วยแล้วก็จะพร้อมกันด้วย แล้วก็รู้สิ่งเดียวกันด้วยแต่เป็นไปอย่างเร็วมากนะคะ เหมือนกับว่าพร้อมกันเช่นในขณะนี้ค่ะเหมือนทั้งเห็น และได้ยิน และคิดนึกแต่ความจริงนะคะ จิตซึ่งเป็นนามธาตุไม่มีรูปร่างลักษณะเลยที่จะแบ่งแยกให้ละเอียดเมื่อหนึ่งรูปนะคะ เพราะว่าจิตเป็นธาตุรู้ แต่แม้กระนั้นค่ะจิตก็ตั้งเกิดขึ้นทีละหนึ่ง รามกับเจตสิกนะคะ มันก็ดับไป เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะที่ปรากฏเสมือนว่าทั้งเห็นด้วยได้ยินด้วยคลิปเล็กด้วยความจริงจิตเห็นเป็นหนึ่งจิตได้ยินเป็นหนึ่งจิตคิดนึกเป็นหนึ่งนะคะและทุกอย่างที่เกิดจากจิตเห็นต้องจับค่ะ พรจิตได้ยินนักศึกษาต่อไปก็จะทราบว่านะคะ ปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตเห็นกับปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตได้ยินเนี่ยต่างกัน เพราะฉะนั้นจะพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ได้เลยทั้งหมดนี่ค่ะคือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ซึ่งไประรานก็สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์ให้ผู้ที่ได้ฟังนะคะ มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกในธรรมะซึ่งตลอดชีวิตเป็นธรรมะทั้งหมด เมื่อกี้ที่ถามถึงเรื่องโยนิโสมนัสสิกาละยังช่วยอธิบายว่าจะทำอย่างไรให้เกิดอันนี้ขึ้นมา ค่ะเสร็จแล้วค่ะ ช่วงขณะจิตเพื่อเหตุป้ายน่ะสิการะ๗๐นะคะ เป็นเจตสิกหนึ่งใน๗ประเภทที่เกิดกับจิตทุกขณะไม่เว้นเลย ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดจนจริงขนาดสุดท้ายนะคะ จิ๊บทุกประเภทนะคะ จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด๗นั่นน่ะสิการันตีเสมอเป็นหนึ่งใน๗นะคะเพราะฉะนั้นใครก็ทำไม่ได้ก็เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ก็เกิดแล้ว และก็เกิดแล้วเกิดแล้วอยู่ตลอดเวลา ตามเหตุตามปัจจัยนะคะ ถ้าเข้าใจถูก นั่นคือสามารถที่จะรู้ความจริงว่าเป็นธรรมมะแมวมันน่ะสิการะนะคะ ก็เป็นธัมมะเชิญคุณคำปั่นให้ความหมาย และคำแปลของคำว่ามะสิการะซึ่งเป็นภาษาบาลี ครับสำหรับคำว่ามะสิการะก็เป็นคำภาษาบดีนะครับ มาจากภาษาบาลีตรงตัวก็คือมาลาศรีการะมาจากคำสองคำนะครับ คือคำแรกคือหม่านศรีหมายถึงในใจแล้วก็การะคือการกระทำเมื่อแปลรวมกันแล้วนะครับ แปลว่าการกระทำไว้ในใจ แต่เมื่อแปลโดยอรรถพระแล้วนะครับ หมายถึงการใส่ใจ แต่ที่จะแตกต่างกันเพิ่มขึ้นมาอีกก็คือโยนิโสมาณะสิการะเพราะว่ายูนิโสมนัสสิการะไม่ใช่เรื่องการที่จะไปทำให้เกิดขึ้นเพราะว่าทุกขณะที่เป็นกุศลเป็นโยนิโสมารสิการะเพราะว่ามีการกระทำไว้ในใจโดยถูกต้องโดยแยกขาย เพราะฉะนั้นเดี๋ยววันนี้สูงมาสิการะก็เป็นธรรมะที่มีจริงนะครับ เป็นสภาพธรรมะที่ใส่ใจโดยถูกต้องในขณะที่เป็นกุศลนะครับ อือของภาษาก็เป็นเรื่องที่ต้องฟังแล้วจะพิจารณานะคะ เพราะเห็นว่าภาษาหนึ่งก็ใช้รูปประโยคอย่างหนึ่งอีกภาษานึงก็ใช้รูปประโยคอีกอย่างหนึ่งซึ่งยากต่อการที่จะเข้าใจภาษาอื่นถ้าไม่เข้าใจตัวธรรมะจริงๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740