ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
ตอนที่ ๑๗๑๑
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ จิตแต่ละอย่างแต่ละขณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อาศัยธรรมที่ต้องเป็นอย่างนั้นเกิดขึ้นเป็นไป คนอื่นไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย
ผู้ฟัง คำว่า นิพพาน กับ พระนิพพานต่างกันอย่างไร
อ.คำปั่น สภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม เป็นความจริงไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะของตน มี ๔ ประการ ประการที่ ๑ จิต ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ประการที่ ๒ ก็คือ เจตสิก เจตสิกนี่ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นนามธรรม เป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต และสำหรับในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็ต้องอาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต อันนี้ คือ เป็นปรมัตถธรรมที่ ๒ คือ เจตสิกปรมัตถ์ สำหรับปรมัตถธรรมที่ ๓ ก็คือ รูปปรมัตถ์ หมายถึงสภาพธรรมที่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย ทั้งหมดแล้วเป็นรูปปรมัตถ์ หรือว่าเป็นรูปธรรม และปรมัตถธรรมสุดท้าย ก็คือ นิพพานปรมัตถ์ บางครั้งก็จะใช้คำว่า พระนิพพาน ความหมายเหมือนกันเป็นสภาพธรรมที่ดับกิเลส เป็นสภาพธรรมที่ว่างจากสังขารธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ สำหรับผู้ที่จะประจักษ์แจ้งพระนิพพานซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับนั้น ก็ต้องเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปถึงพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นพระนิพพาน หรือว่านิพพานนั้นเป็นเรื่องที่ไกลมากเลย เพราะฉะนั้นการได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเหตุว่าเราอยู่ในโลกของความไม่รู้มานานแสนนาน ก็ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษา เพื่อความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง พอมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นธรรม เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างแต่ละอย่างเท่านั้นจริงๆ หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ ขอกล่าวถึงนิพพานกับพระนิพพานเล็กน้อย เพื่อที่จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น จะได้ยินทั้งสองอย่างใช่ไหม นิพพานก็ได้ยิน พระนิพพานก็ได้ยิน พระ ในภาษาไทยมาจากคำ วร หรือ วรัง ซึ่งหมายความถึง ประเสริฐ เวลาที่กล่าวถึงรัตนตรัย ทุกคนก็รู้ ใช่ไหม รัตนะ แก้ว สิ่งที่มีค่า สิ่งที่ประเสริฐ ไตร คือ ๓ หรือ ตรี พระรัตนตรัยก็ได้ใช่ไหม เมื่อมีการเคารพในธรรมที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าธรรมที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นกุศลก็มี แต่ธรรมใดที่จะเป็นธรรมรัตนะ เพราะเหตุว่ามีพุทธรัตนะ มีผู้รู้ ผู้ที่เป็นสาวก แต่พุทธรัตนะ หมายความถึง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระศาสดา ธรรมก็มีมากมายหลายอย่าง กุศลธรรมทุกอย่างก็เป็นธรรมที่ดี แต่ธรรมรัตนะ ธรรมที่เป็นรัตนะ ก็คือ ธรรมที่เป็นทางที่จะทำให้ไปสู่การดับกิเลส กิเลสประมาทไม่ได้เลย ทีละเล็กทีละน้อย วันนี้ตั้งแต่เช้ามาสะสมไว้มากมาย แล้วจะดับจนกระทั่งไม่เกิดอีกเลย ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ก็จะต้องมีธรรม ซึ่งสามารถที่จะทำให้เกิดปัญญารู้ความจริง แล้วก็สามารถที่จะดับกิเลสได้ ธรรมที่ทำให้นำไปสู่การดับกิเลสได้ ก็เป็นธรรมรัตนะ จะใช้คำว่า โพธิปักขิยธรรมก็ได้ แล้วสำหรับคำว่าสังฆะคือ หมู่ แต่ถ้าหมายความถึงสังฆรัตนะ หมายความถึงหมู่ของพระอริยบุคคล ซึ่งทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่ได้หมายความแต่เฉพาะเพศบรรพชิตเท่านั้นที่เราใช้คำว่า พระสงฆ์ แต่ความจริง สังฆะ ก็คือ หมู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่กล่าวถึงรัตนตรัยและพระรัตนตรัย กล่าวถึงตัวสภาพธรรมที่เป็นรัตนะ และก็กล่าวด้วยความเคารพสูงสุด คือ พระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงปรมัตถธรรม สิ่งที่มีจริงๆ ก็มี ๔ ประเภท คือ จิต ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ขณะนี้เห็น ไม่รู้เลยว่าขณะนั้นคือ เห็นนั่นแหละสามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ว่าเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นก็มีความชอบบ้าง ความไม่ชอบบ้างในสิ่งที่เห็น ความรู้สึกต่างๆ เกิดร่วมด้วย แต่ธาตุที่กำลังรู้ลักษณะที่ปรากฏ คือ เห็น ขณะนั้นเป็นธาตุที่ใช้คำว่า จิตปรมัตถ์ หรือว่าเป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ต้องเรียกพระจิตไหม ถ้ากล่าวถึงปรมัตถธรรม คือ สิ่งที่มีจริงก็ปรมัตถธรรม มีจิตและก็เวลาธาตุรู้ คือ เห็น ได้ยิน เหล่านี้เกิดขึ้น จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดปรากฏ จะต้องมีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย ปรุงแต่งเกิดพร้อมกันด้วย แม้ว่าไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่จะปรากฏได้ ก็ปรากฏได้ทีละอย่าง เพราะจิตซึ่งเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งใช้คำว่า อารมณ์ หรือ อารัมมณะ เมื่อจิตเป็นธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีจิตรู้เกิดขึ้น ก็ต้องมีอารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกรู้เกิด อย่างในขณะนี้เสียงปรากฏ เสียงปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีจิตที่เกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เสียงดนตรีนานาชนิด เสียงคนกี่คน จิตก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของเสียง แต่ขณะนั้นก็ต้องมีเจตสิก สภาพนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต จะไม่เกิดกับอย่างอื่นเลย นอกจากเกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต อาศัยจิตเกิดขึ้น เกิดในจิตนั่นเอง แม้ว่าขณะนั้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เช่น ขณะหนึ่งที่จิตเกิดขึ้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ใครรู้เจตสิก ๗ ประเภทนั้นบ้าง ในขณะที่กำลังเห็น หรือในขณะที่กำลังได้ยิน แม้มีก็ไม่รู้ จนกว่าลักษณะนั้นปรากฏเมื่อไหร่จึงสามารถที่จะรู้ได้
ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ก็คือ จิต และก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นนามธาตุ ถ้าพูดถึงนามธาตุซึ่งเกิด ต้องมีทั้งจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน และก็ดับพร้อมกัน แล้วก็รู้สิ่งเดียวกันด้วย เช่น ในขณะนี้จิตเห็น เจตสิกทั้งหมดก็มีสิ่งที่จิตกำลังเห็นนั่นแหละเป็นอารมณ์ หมายความว่าเกิดขึ้นพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกันและก็ดับ ธาตุรู้มองเห็นไม่ได้เลย ไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น นี่เป็นสิ่งซึ่งสามารถจะเข้าใจได้ จนกระทั่งสามารถจะรู้แจ้งได้ด้วย แต่ว่าต้องด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยความเป็นเราอยากรู้ พยายามที่จะรู้ทุกอย่าง แต่ว่าเรารู้อะไรไม่ได้เลย ต้องเป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูก ซึ่งภาษาบาลี ใช้คำว่า ปัญญา แต่ภาษาไทย หมายความถึงการเริ่ม แม้เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังว่า ขณะนี้มีธรรมซึ่งหลากหลายมาก มีจิตนี่แน่นอน เพราะว่ามีเห็น มีได้ยิน แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ถ้ารู้สึกง่วง มีจริงๆ หรือเปล่า เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก เห็นไหม ก็ค่อยๆ ศึกษาไปแล้วก็จะค่อยๆ รู้ว่าขณะนั้นที่จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอะไรบ้าง แต่ว่าทั้งหมดนี้ จิตเจตสิกเป็นสภาพรู้ แต่ก็ยังมีธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดและไม่รู้อะไร ซึ่งใช้คำว่า รูป หรือ รูปธรรม
ปรมัตถธรรมที่เกิดดับเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ก็คือ จิต เจตสิก รูป แต่ก็มีธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาที่ได้อบรมเจริญแล้ว จนละคลายความติดข้องและความไม่รู้ ในสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ จึงสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้ปรากฏ แต่ว่าจะปรากฏกับปัญญาที่ละคลายความติดข้องและความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้าถาม ฟังธรรมทำไม กำลังฟัง ฟังเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าถ้ารู้แล้วไม่ฟัง เพราะฉะนั้นขณะนี้ฟังแล้ว รู้ขึ้นนิดๆ หน่อยๆ ก็ละความไม่รู้นิดๆ หน่อยๆ แต่จริงๆ แล้วยังไม่ได้รู้จักตัวธรรม เพียงแต่ฟังเรื่องราวของธรรม
เพราะฉะนั้นจะเห็นความลึกซึ้งของธรรมได้ว่า เพราะความลึกซึ้ง พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา โดยละเอียดยิ่ง ทุกคำจะนำไปสู่ความเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องเป็นเรื่องที่มีศรัทธาและก็มีวิริยะ มีความอดทนที่จะรู้ว่า รู้อะไรจะดีกว่ารู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ไม่ว่าจะรู้อะไรทั้งหมด ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้นเลย แต่การสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ จะทำให้เมื่อได้ฟังธรรมก็จะเข้าใจเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ปรมัตถธรรม ๔ ก็คือ จิต เจตสิก รูป ที่นั่นใช้คำว่า นิพพาน คือความจริงที่เป็นปรมัตถธรรม แต่ถ้าจะกล่าวโดยความเคารพในความเป็นรัตนะ ก็จะเป็นรัตนตรัย และก็ใช้คำว่า พระนิพพาน
ผู้ฟัง คำว่า ปรินิพพาน ไม่ทราบว่าใช้กับพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือว่าใช้กับพระอรหันต์ทั่วไป
อ.คำปั่น หลายท่านก็คงจะได้ยินคำว่า ปรินิพพาน ขออนุญาตแยกศัพท์ก่อนว่ามาจากคำว่าอะไรบ้าง คำแรก ก็คือ ปริ หมายถึง โดยรอบ บวกกับคำว่า นิพพานะ หรือว่า นิพพาน หมายถึง การดับ เมื่อแปลรวมกันแล้ว แปลมาจากข้างหลัง หมายถึง การดับโดยรอบ ปรินิพพานนั้นมี ๒ นัย นัยแรกก็คือ กิเลสะปรินิพพานหรือกิเลสปรินิพ พาน หมายถึงการดับโดยรอบซึ่งกิเลสทั้งหลายทั้งปวง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ขันธปรินิพพาน หมายถึงการดับโดยรอบซึ่งขันธ์ เป็นการปรินิพพานของพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย ใช้คำนี้เหมือนกัน แต่ด้วยความเคารพ ด้วยความระลึกถึงพระคุณของพระองค์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้สูงสุดในโลก ก็จะใช้คำว่า เสด็จดับขันธปรินิพพาน แต่ถ้าพระอรหันต์ทั่วๆ ไปก็จะเป็นดับขันธปรินิพพาน หรือว่า ขันธปรินิพพาน นั่นเอง เป็นการตายของพระอรหันต์เป็นการดับโดยรอบซึ่งขันธ์ ไม่มีขันธ์เกิดขึ้นอีกเลย ไม่มีจิต เจตสิก เกิดขึ้นอีกเลย ไม่มีรูปเกิดขึ้นอีกเลย เป็นการดับวัฏฏะได้อย่างเด็ดขาด เป็นการสิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง
ท่านอาจารย์ ขอโอกาสที่จะพูดถึงเรื่องการดับกิเลส มีใครคิดว่าน่าดับไหม กิเลส หรือว่ามีแล้วก็มีไป เกิดมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เพราะยังไม่เห็นโทษของกิเลส จึงไม่รู้ประโยชน์ของการที่จะไม่มีกิเลส ด้วยเหตุนี้จึงมีคำว่า นิพพาน คือ ดับกิเลส ดับความยินดี ดับความติดข้อง เพราะความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีปัญญาที่ได้สะสมอบรมมา ใครจะรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย แต่ละขณะนี่หลากหลายมาก ไม่ได้มีปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาที่ได้อบรมมาโดยความดี คำว่า ปารมี หรือ บารมี ธรรมที่จะให้ถึงการดับกิเลส การถึงความเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลสได้ ต้องเพราะความดี ความชั่วหรือความไม่ดีไม่สามารถที่จะทำให้ดับกิเลสได้เลย เพราะกิเลสเป็นความไม่ดี จะไปดับด้วยความไม่ดีไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เมื่อได้บำเพ็ญบารมี คือ ความดี ถึงกาลที่ต้องมากมายมหาศาลสักเท่าไหร่ จึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ในขณะนี้ เพราะว่าขณะนี้ไม่ได้มีแต่เห็น ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี สุข ทุกข์ ทางกายก็มีมากมาย นี่เป็นแต่เพียงสิ่งที่รู้ได้ แต่สิ่งที่ไม่รู้ระหว่างจิตหนึ่งขณะจากเห็นไปสู่จิตที่ได้ยิน มีจิตอื่นเกิดคั่นมาก ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นว่า กิเลสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเดือดร้อน เพราะว่าความเดือดร้อนทั้งหลายจะไม่มาจากสิ่งที่ดี ถ้ายังคงมีอกุศล มีกิเลสอยู่ตราบใด ที่จะไม่เป็นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรอย่างไรเหตุไม่ดีต้องนำแต่สิ่งที่ไม่ดีมาให้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าได้เข้าใจประโยชน์ของการที่จะยังไม่ได้ดับกิเลส แต่ก็รู้จักกิเลส เห็นโทษของกิเลส และก็คลายกิเลสทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าถึงกาลที่สามารถจะดับได้ด้วยปัญญา เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะไปดับกิเลสที่สะสมมามากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เช้าถึงเดี๋ยวนี้ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประมาณไม่ได้เลย ย้อนไปแสนโกฏิกัปจะมากสักเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นการดับกิเลสเป็นสิ่งที่มีได้ แต่ต้องเป็นด้วยการที่อบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีที่กำลังปรากฏ ถึงแม้ว่าดับกิเลสแล้วแต่ยังไม่สิ้นชีวิต มีไหม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วก็หลังจากนั้นขณะสุดท้ายที่ดับขันธปรินิพพาน หมายความว่า จุติ หรือสิ้นชีวิตอย่างธรรมดาที่เราใช้กัน และก็ไม่มีการเกิดอีกเลย เป็นการดับโดยรอบ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้คำในภาษาบาลี ก็มี สอุปาทิเสสนิพพาน คือ กิเลสดับหมด แต่ว่าขันธ์ยังไม่ดับ เพราะเหตุว่ายังมีปัจจัยที่ยังไม่ถึงกาลที่จะถึงขณะจิตสุดท้ายที่เกิดแล้วทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น ก็ยังจะต้องมีจิตขณะอื่นๆ เกิดดับสืบต่อจนกว่าจะถึงขณะสุดท้าย ซึ่งเมื่อเกิดแล้วไม่มีปัจจัยใดๆ ที่จะทำให้สภาพธรรมเกิดต่อไปอีกได้เลย
ด้วยเหตุนี้จึงมี ๒ คำ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ ธาตุซึ่งไม่มีกิเลสใดๆ เหลือเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะจิตเกิดขึ้นเป็นการเห็น การได้ยิน หรือการที่จะช่วยเหลือบุคคลใดแสดงธรรมที่ใดๆ ก็ตาม ทั้งหมดเป็นการกระทำที่เป็นกิริยา ไม่ใช่เป็นกรรมซึ่งเกิดจากกิเลส เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ผล คือ ไม่ทำให้วิบากจิตเกิดขึ้น อันนี้สำหรับผู้ที่ศึกษาและก็พอจะเข้าใจความหมายของคำว่า วิบาก คือ ผลของกุศลหรืออกุศล อกุศลที่ได้ทำแล้วเป็นปัจจัยให้จิตที่เป็นผลเกิดขึ้นเป็นอกุศลวิบาก และกุศลที่ได้ทำแล้ว ไม่ไร้ผล เป็นปัจจัยให้กุศลวิบากเกิดขึ้น อกุศลจิตจะทำให้กุศลวิบากเกิดไม่ได้ กุศลจิตก็จะไปทำให้อกุศลวิบากเกิดไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นก็มีคำที่ใช้ที่เกี่ยวกับนิพพาน ถ้าเป็น สอุปาทิเสสนิพพาน ไม่ใช่ปรินิพพาน แต่ถ้าเป็นจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น ก็ใช้คำว่า อนุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่าไม่มีธาตุที่จะเกิดหลังจากที่ได้ดับโดยรอบแล้ว
อ.คำปั่น สำหรับที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง ปรินิพพาน ๒ อย่าง ก็คือ สอุปาทิเสสนิพพาน แยกศัพท์ก่อน นิพพานอยู่คำหลัง หมายความถึง การดับ สะ อยู่คำหน้าหมายถึงแปลว่า มี อุปาธิ หมายถึง ขันธ์ หมายถึง สภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก รูป และก็มีคำว่า เสสะ ด้วย เสสะ หมายถึง เหลือ เมื่อแปลแล้ว หมายถึง การดับกิเลสที่ยังมีขันธ์เหลืออยู่ ประการที่ ๒ คือ อนุปาทิเสสนิพพาน อนุ คำหน้ามาจากคำว่า นะ หมายถึง ไม่มี บวกกับอุปาทิ หมายถึง ขันธ์ เมื่อ นะ มาบวกกับอุข้างหน้าก็เป็นอนุปาทิ หมายถึง ไม่มีขันธ์ เสสะ คือ เหลืออยู่ นิพพาน ก็คือ การดับกิเลส เพราะฉะนั้น เวลาแปลก็แปลมาจากข้างหลังเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง การดับกิเลสที่ไม่มีขันธ์เหลืออยู่แล้ว ก็หมายถึง การดับขันธปรินิพพานนั่นเอง
ท่านอาจารย์ เห็นความละเอียดของธรรม จิตขณะนี้มีกิเลสลึกมาก หนาแน่นมาก ก็ไม่รู้ จนกว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นปรากฏเมื่อไหร่ ก็รู้เมื่อนั้น แต่การที่จะถึงการดับกิเลสได้หมด ต้องยาก แต่แม้กระนั้นก็ยังดับขันธ์ไม่ได้ เพราะเหตุว่าแม้กิเลสจะดับหมดแล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยที่จะทำให้มีการเกิดขึ้นของจิต เจตสิก รูป ต่อไป จนถึงกาลที่ไม่มีปัจจัยอีกต่อไปที่จะทำให้เกิด คือ ปรินิพพาน
ผู้ฟัง ถึงแม้จะรู้ว่ามีโลภะอยู่ด้วย แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะสภาพอย่างนั้นได้เลย เพราะอะไร จะมีวิธี หรือว่าจะสามารถที่จะรู้ได้ไหม
ท่านอาจารย์ มีตัวคุณวรศักดิ์ใช่ไหม หรือว่าทุกอย่างเป็นธรรม
ผู้ฟัง ทุกอย่างเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะคิดเรื่องธรรม หรือว่าขณะนั้นมีลักษณะของธรรมปรากฏ แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม
ผู้ฟัง ก็ต้องมีลักษณะธรรมปรากฏ ถึงจะเข้าใจว่าเป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ไปนึกเรื่องราวมากมายใช่ไหม แต่กำลังมีลักษณะใดที่เป็นธรรมปรากฏ ก็ให้รู้ลักษณะที่ต่างๆ กัน เพราะเหตุว่ามีลักษณะของธรรมหลายอย่างปรากฏสืบต่อทีละหนึ่งอย่าง เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ ก็ต่อเมื่อเริ่มเข้าใจลักษณะที่กำลังปรากฏ ไม่มีหนทางอื่น ไม่มีวิธี แต่ว่าเริ่มเข้าใจ ฟัง ปริยัติ รอบรู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อได้ฟังมากเข้าใจมาก ก็เริ่มรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่กำลังปรากฏนี่เป็นธรรมแน่นอน จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีลักษณะแต่ละอย่างที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะนี้อะไรปรากฏ แล้วก็จะไปพยายามนึกถึงโลภะ โดยที่โลภะไม่ปรากฏ จึงไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมซึ่งเป็นโลภะ เพราะขณะนั้นโลภะไม่ได้ปรากฏ แต่ขณะนี้มีอะไรปรากฏ เริ่มเข้าใจถูกในลักษณะที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏจริงๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่งในสังสารวัฏ เพราะว่าสังสารวัฏไม่ใช่ขณะเดียว หนึ่งขณะเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็มีขณะอื่นเกิดสืบต่อนานแสนนาน ก็ไม่มีสภาพธรรมที่เป็นอย่างเดียวที่เที่ยง แต่ว่ามีลักษณะของธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับสืบต่อ แต่ละภพ แต่ละชาติก็มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นจะไม่มีอื่น นอกจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่รู้ลักษณะที่เป็นธรรมก่อน แล้วเราพยายามจะไปเข้าใจลักษณะของโลภะ ขณะที่โลภะไม่ปรากฏ แต่เวลานี้มีไหม ปรากฏหรือเปล่า ถ้าปรากฏ ลักษณะนั้นก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งต่างกับเห็น ต่างกับได้ยิน ต่างกับคิดนึก เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งก็มีธรรมที่ละเอียดหลากหลายมากมายเกิดดับ แล้วแต่ว่าอะไรจะปรากฏ ก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้ในขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งสามารถที่จะรู้ได้เข้าใจได้ว่าเป็นธรรม แม้ไม่ต้องพูด ก็เป็นสิ่งที่มีจริงที่ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะว่าไม่ปรากฏการเกิดดับ จนกว่าจะมีความเข้าใจตรงตามที่ได้ฟัง และก็จะเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ใช่ใครทั้งสิ้น อีกนานไหมกว่าจะรู้ความเป็นธรรมที่เห็น ไม่ใช่เราเห็น
ผู้ฟัง อีกนาน
ท่านอาจารย์ นานโดยเราคิดเท่านั้น หรือว่าโดยการฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง โดยการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่จะรู้
ผู้ฟัง ก็จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ บอกได้ไหมว่าเมื่อไหร่
ผู้ฟัง บอกไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่เริ่มเข้าใจขึ้นทีละน้อย รู้ได้เลย ทีละเล็กทีละน้อยมาก จนเหมือนกับว่าไม่มีการก้าวหน้า บางคนก็บอกว่าฟังมาตั้งยี่สิบสามสิบปี ก็ยังเหมือนเดิม แต่ความจริงไม่เหมือน เพราะว่าถ้ามีความละเอียดและมีความเข้าใจขึ้น ก็จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง และธาตุที่กำลังเห็นก็มีจริง ขณะนี้กำลังเห็น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ไปรู้โลกอื่น เป็นเรื่องเป็นราว ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือเรื่องชื่อต่างๆ ของธรรม ในขณะที่ตัวธรรมจริงๆ ก็เกิดดับ เพราะความหลากหลาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา ๔๕ พรรษา ด้วยคำมากมาย แต่ละคำมีคุณค่า เมื่อพิจารณาแล้วก็จะรู้ตามความเป็นจริง แต่ว่าถ้าเราเป็นคนที่ไม่ละเอียด เราก็ข้ามไปเรื่อยๆ แม้กำลังเห็นก็อยากจะรู้เรื่องอื่น เช่น ชื่อต่างๆ เป็นต้น แต่ว่าถ้าตามความเป็นจริง เริ่มเข้าใจสิ่งที่ปรากฏเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คือ ผลของการฟัง และก็ทำให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในการที่จะเข้าใจว่า ธรรมคือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แต่ว่าเพราะยังไม่ได้รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงต้องอาศัยการฟังมาก และก็อีกนานด้วยกว่าจะเริ่มรู้ความจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏได้ แต่เมื่อมีจริง เป็นจริง ปรากฏจริง จะรู้ไม่ได้หรือ และคิดว่าจะไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ปรากฏ ซึ่งเมื่อไม่ปรากฏจะเป็นจริงได้อย่างไร และก็ไปพยายามทำให้คิดจะรู้สิ่งซึ่งไม่มีในขณะนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งที่มีในขณะนี้ เกิดแล้วเป็นอย่างนี้แล้ว เป็นความจริงอย่างนี้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740