ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
ตอนที่ ๑๗๑๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณฟองจันทร์ วอลช
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ผู้ฟัง เท่าที่พอจะจำได้แล้วประมวลเรื่องราว ความจริงที่จะให้เข้าใจได้คือทางที่รู้อารมณ์มี ๖ ทาง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เวลานี้ท่านบอกว่าพูดถึงทางรู้อารมณ์ทางไหน ขอให้เข้าใจทางนั้นให้ถูกต้อง อย่างเช่น เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตรงนี้เป็นจุดที่ยากเพราะเนื่องจากว่าเริ่มต้นไม่ถูก เพราะไม่ได้ฟังเพื่อความเข้าใจ ขอให้ท่านอาจารย์ย้ำในเรื่องนี้อีกสักครั้ง
ท่านอาจารย์ คุณศุกลมีตาหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง รู้ว่าเป็นตา แต่ว่าเป็นธรรมหรือไม่ ยังไม่มั่นคง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มี คุณศุกลทำให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้ทำตาให้เกิดขึ้นได้หรือไม่
ผู้ฟัง เมื่อก่อนคิดว่าทำได้ แต่เดี๋ยวนี้เมื่อมีความเข้าใจแล้วคือทำไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงเกิดเพราะเหตุปัจจัย หรือว่าใครไปทำให้เกิดขึ้น
ผู้ฟัง ตอนนี้มีความเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยบ้างเล็กน้อย
ท่านอาจารย์ หมายความว่าสิ่งใดก็ตามซึ่งเกิด ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เฉพาะสิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น เช่น ตาจะไปเป็นหูไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้ตาเกิดแล้ว ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เกิดแล้ว
ท่านอาจารย์ รู้ได้อย่างไร
ผู้ฟัง เพราะเป็นเรื่องของการเห็นแล้ว
ท่านอาจารย์ ตามความเป็นจริงละเอียดกว่านั้นอีกมาก แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราเพิ่งได้ยินได้ฟังยังไม่พอ เพราะฉะนั้นจะรู้ได้เลยว่า ใครๆ ก็ทำให้ตาเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่มีตัวตน แต่กรรมเป็นปัจจัยให้ตาเกิดขึ้น เริ่มเห็นปัจจัยหนึ่ง คือถึงจะพูดเรื่องเดียวก็ตาม แต่ว่าทำให้เราสามารถที่จะเห็นความเป็นอนัตตาของสิ่งนั้น เพราะว่าทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา พูดเท่านี้ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้เพราะเกิดแล้ว เพียงแต่ฟังแล้วเข้าใจและคิดไตร่ตรอง แต่ว่าความจริงแม้แต่สิ่งที่กำลังพูดถึงอย่างเดียว ถ้าพูดถึงด้วยประการต่างๆ จะทำให้เห็นความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น เพราะเหตุว่า พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกันที่ทรงประจักษ์แจ้งความจริงว่า ทุกอย่างมีจริงๆ เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ซึ่งคนที่ฟังจะมีจิตศรัทธาเลื่อมใสที่จะเข้าใจคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่รู้ตัวว่าถึงจะเกิดมามีอะไรๆ ก็ตามปรากฏ แต่ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งนั้นเลย
เพราะฉะนั้นรู้กับไม่รู้ก็ต่างกันมากเลย เช่น เมื่อพูดถึงตา มีตาทุกคน แต่ไม่รู้ว่าตามาจากไหน ตาเกิดขึ้นได้อย่างไร ตาเกิดแล้วดับไป ให้เห็นความเป็นอนัตตาของตาเมื่อพูดถึงตา ถ้าพูดถึงหูก็เห็นความเป็นอนัตตาของหู พูดถึงความจำก็ให้เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพที่จำ พูดถึงคิด พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อให้เข้าใจความเป็นอนัตตา ไม่เช่นนั้นแล้วเพียงแต่พูดจะมีประโยชน์อะไร นอกจากพูดแล้วให้คนฟังมีความเข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น
แต่ละคำที่ฟัง ฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจจริงๆ ว่า เป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครและเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมทีละคำหรือธรรมทีละหนึ่งจะมีประโยชน์กว่าการที่เราได้ยินทั่วๆ ไปว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา แต่เห็นเมื่อไรก็ไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้นว่าอะไรเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ถ้าจะอธิบายหรือมีคำขยายสักเล็กน้อยว่า อัตตาจริงๆ คืออะไร แล้วเพราะอะไรถึงมีคำที่ตรงกันข้ามว่า อัตตาบ้าง อนัตตาบ้าง
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องของคำ แต่เป็นเรื่องความเข้าใจ เมื่อครู่นี้ทุกคนยอมรับว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่มีจริงเป็นอนัตตา ถ้าเข้าใจเช่นนี้แล้วจะมีความคิดว่าเป็นอัตตาหรือไม่ คือธรรมเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม จะรู้ได้ว่าคนพูดมีความเข้าใจระดับไหน ยังมีความสงสัยอยู่หรือไม่ หรือว่าฟังธรรมเพื่อเข้าใจขึ้น จากการที่เริ่มเข้าใจจนกระทั่งเข้าใจอย่างมั่นคง ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดเลยและเป็นอนัตตาด้วย ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงเช่นนี้ จะคิดว่าธรรมเป็นอัตตาหรือไม่
ผู้ฟัง ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอัตตา
ท่านอาจารย์ รู้แน่ว่าเป็นอนัตตา แต่ยังไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นอนัตตา เพียงแต่เริ่มฟังเข้าใจ ขั้นเข้าใจนี้ไม่สงสัยเลย ใครจะบอกว่าขณะนี้เป็นอัตตา เราสร้าง เราทำขึ้นมา เราบังคับบัญชาได้ คนที่ฟังเข้าใจแล้วบอกว่าไม่จริง ใช่หรือไม่ แต่ในขณะที่บอกว่าไม่จริงก็รู้ว่า แม้แต่คำว่าอนัตตา แม้แต่คำว่าธรรม ก็เพียงขั้นฟังเข้าใจ มิฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน จนกว่าจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ของสิ่งที่มีจริงๆ แล้วทรงแสดงความจริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ทุกคำเป็นความจริงแต่ผู้ฟังจะรู้ได้มากน้อยเพียงใด เช่น จิตเห็น เกิดเห็นแล้วดับ ไม่ใช่จิตได้ยิน
แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ละคำก็ต้องคิดแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก แต่ถ้าไม่เห็นเช่นนี้ก็คือความเข้าใจผิด เห็นผิด เช่นที่คุณศุกลถามว่าอัตตาคืออะไร ก็คือความเห็นผิด ความเข้าใจผิด เห็นอะไรผิด เข้าใจอะไรผิด ก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏไม่ตรงตามความเป็นจริง เป็นแต่เพียงความเห็นเพราะไม่เข้าใจ ทุกอย่างต้องสืบเนื่องกันทั้งหมดทั้ง ๓ ปิฎก เพราะว่าเป็นความจริงที่ทรงแสดงโดยนัยต่างๆ
ผู้ฟัง เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้ายังไม่มีการฟัง ความเจริญและความรู้ก็มีไม่ได้ ฟังแล้วไม่ใช่เพื่อความหวัง แต่ฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ฟังเรื่องอะไรก็ให้เข้าใจเรื่องนั้นๆ ตามความเป็นจริง ตรงนี้ยากมาก
ท่านอาจารย์ จริงๆ ก็พูดแล้วพูดอีกว่ายาก แล้วจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ยากก็ต้องยาก ยากจะเป็นง่ายไปไม่ได้เลย ชาติหน้าเมื่อเกิดมาได้ฟังธรรมกี่เดือน กี่วัน กี่ปี ลืมชาตินี้แล้วใช่หรือไม่ ฟังมาก่อนนั้น ฟังมาก่อนที่จะเกิดชาติหน้าแล้วก็ไปนั่งนับว่าฟังมาแล้วกี่วัน กี่เดือน กี่ปี จะต้องไปนับอะไรในเมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏ เคยฟังมาแล้วก็จริงแต่ความเข้าใจที่เคยฟังมาแล้วนั้นเพียงใด นี่คือความยากยิ่งของธรรมซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี
กาลใดที่ไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้ความจริงนี้ได้ เพราะฉะนั้น กาลใดที่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทรงประกาศ ทรงแสดงพระธรรม ก็เป็นโอกาสของคนที่ได้ฟังมาแล้วมากหรือน้อยก็ตามแต่ คงไม่ใช่เพิ่งมานั่งฟังแล้วนั่งนับไปว่าฟังมาแล้วนานเท่าไร เพราะว่าแต่ละครั้งที่ฟังต้องมั่นคงขึ้น ธรรมคือเดี๋ยวนี้ ถ้าสามารถที่จะแม้ฟังเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ก็เป็นประโยชน์ยิ่ง เพราะว่าเมื่อปัญญาเจริญขึ้นก็รู้ความจริงของธรรมเดี๋ยวนี้เอง ไม่ใช่ธรรมขณะอื่น
แต่ละขณะเป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับเร็วมากและไม่ได้กลับมาอีกเลย ชาติหน้าจะอยู่ที่ไหน จะฟังเรื่องอะไร ก็เป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปเช่นนั้น จะเข้าใจมากขึ้นก็เพราะเคยฟังมาแล้วแล้วไม่ลืมและรู้ว่าธรรมยาก ค่อยๆ ฟังไป ในขณะที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมจะเป็นใคร ชาติไหน อยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะเป็นปัญญาความเห็นถูกที่สะสมมาสามารถที่จะแทงตลอดความจริงของสภาพธรรม ซึ่งเมื่อเข้าใจว่าเกิดดับ ปัญญาก็สามารถที่จะประจักษ์แจ้งการเกิดดับด้วย ไม่เช่นนั้นจะไปรู้อะไรหรือความจริงที่ไหนอีกนอกจากขณะนี้ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ในพระสูตรที่มีชื่อว่า ฉิคคฬสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ได้ยาก เวลานี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและมีคำสอน เมื่อเป็นคำสอนก็จะต้องเป็นคำสอนที่ถูกแล้วเป็นประโยชน์ ทำให้เกิดความเข้าใจที่เจริญขึ้น แต่ว่าฟังแล้วไม่ค่อยจะเกิดความประทับใจเท่าไรนอกจากพูดตามเรื่อง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไร หวังว่าจะให้ประทับใจมากๆ หรืออย่างไร
ผู้ฟัง น่าจะมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ น่าจะ ใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่หวังแต่ยังไม่มี สิ่งที่ถูกต้องคือพระธรรมยากหรือไม่ ยิ่งแสดงความยากและความลึกซึ้ง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเพื่อละความต้องการ ฟังวันนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้เข้าใจ แล้วเราจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปอีกกี่ชั่วโมงก็ตามแต่ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยนิดเดียวที่เพิ่มขึ้นก็ไร้ประโยชน์ คือนั่งกันไปแล้วก็มาฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ความเข้าใจของเราแม้เพียงเล็กน้อยที่มั่นคงขึ้น เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะละความต้องการ ละความไม่รู้ มีหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่ฟัง แต่ว่าถ้าเรานั่งฟังเช่นนี้ไปอีก ๒-๓ ชั่วโมงก็เหมือนเดิม แล้วเราก็บอกว่าเมื่อไรเราจะเห็นความลึกซึ้ง คือเราไม่คิดถึงความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยซึ่งเกิดขึ้น อย่าไปหวังอะไรมากมายเลย เพราะเหตุว่าความไม่รู้ที่สะสมมานานแสนนานจนกระทั่งไม่รู้ ไม่รู้ ฟังก็ไม่รู้ ไม่รู้ ฟังแล้วก็ยังอยาก ฟังแล้วก็ทำอย่างไร ฟังแล้วก็หาวิธี ก็เลยไม่ได้เกิดความเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยที่จะทำให้มั่นคงขึ้น
ด้วยเหตุนี้เห็นกำลังเห็น หวังที่จะประจักษ์การเกิดดับของเห็นหรือไม่ แต่ความเข้าใจแม้เล็กน้อยนิดเดียวที่มั่นคง ค่อยๆ สะสมที่จะหยั่งลงไปถึงอนุสัยกิเลสที่มากสะสมมานานแสนนานอยู่ในจิต พร้อมที่จะเกิดทุกขณะด้วยความไม่รู้ ถ้าเรามีความมั่นคงขึ้น เราจะไม่สนใจเลยว่าจะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี จะเป็นเต่าที่ได้แอกหนึ่งหรืออะไรก็ไม่สนใจ เพราะขณะนั้นคือความเข้าใจถูกว่า ขณะนี้มีธรรมซึ่งลึกซึ้งแต่ว่าสามารถที่จะรู้ได้ด้วยการละเพราะเข้าใจ นิดหนึ่งก็ยังดี หน่อยหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไปสะสมความหวัง ความต้องการและความไม่รู้ เพราะว่าอยากจะรู้เท่าไรก็ยิ่งไม่รู้เท่านั้น เพราะ "อยาก" เกิดจากความไม่รู้ แต่ความรู้ ความเข้าใจ แม้เล็กน้อยก็จะค่อยๆ ชะล้างความไม่รู้ได้ แม้น้อยมากแต่ว่าสามารถที่จะหมดได้ในวันหนึ่งเมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการฟังธรรมคือ มาสนทนาเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ฟังแล้วให้มั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ให้เข้าใจเท่านั้นเองว่า ทางตาเห็น เห็นอะไร ทางหูได้ยิน ได้ยินอะไร ได้ยินแล้วชอบหรือไม่ชอบก็จะสั่งสมความที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ควรจะต้องทำคือ ละความที่ไม่ชอบเท่านั้นเอง ให้เป็นความที่เข้าใจที่ถูกต้อง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ละความไม่ชอบนั้นนานมาก ต้องถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล แต่เพราะเข้าใจ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งข้ามไม่ได้คือ เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังและกำลังปรากฏ ถ้ามีความเข้าใจมากขึ้นๆ ไม่ต้องห่วงอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะว่าอะไรจะมากั้นความเข้าใจ แม้สิ่งนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่เป็นสิ่งอื่นซึ่งเกิดมีปัจจัยก็ปรากฏต่อไป ความเข้าใจก็ติดตามไป จากกำลังเข้าใจสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ ไปถึงความเข้าใจแม้สิ่งซึ่งจะเกิดต่อไปด้วยเมื่อมีปัจจัย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล และเมื่อมีความเข้าใจแล้วความเข้าใจจะเข้าใจยิ่งขึ้น
ผู้ฟัง แม้กระทั่งถ้าเกิดเป็นปุถุชนธรรมดา สามารถที่จะเข้าใจได้ทุกทาง ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วการฟังธรรมจะมีอุปสรรคอยู่ที่ความไม่รู้และความไม่เข้าใจมาก จนกระทั่งแม้แต่ได้ยินได้ฟังก็ยังไม่เข้าถึงลักษณะของธรรม เช่น เราบอกว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางของอะไร เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ไตร่ตรอง ไม่คิดเอง ก็เพียงแต่อยากจะฟังแล้วอยากจะให้มีคนบอก แต่ถ้าเราได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วขณะนี้เห็น ไม่ต้องใช้คำว่าทางไหนเลยทั้งสิ้น ดีกว่าไปยุ่งเกี่ยวคิดว่าทางตา เมื่อเสียงปรากฏก็มานั่งคิดว่าทางหู เมื่อกลิ่นปรากฏก็ทางจมูก คือเป็นเรื่องคิด แต่ลักษณะของสภาพธรรมเป็นจริงเช่นนั้น แต่ไม่ใช่ให้ไปคิด ลักษณะของสภาพธรรมกำลังปรากฏ เช่นเห็น ยากมากเพราะอะไร เห็นมานานแสนนาน และไม่เคยรู้สภาพความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับสภาพเห็น แต่ก็ยังเห็นอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่รู้อยู่เรื่อยๆ ทางจมูกก็ไม่นานเท่าเห็น หรือเสียงก็ไม่เหมือนกับทางตาที่ปรากฏเหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลย แต่ความจริงต้องเป็นความจริง ต้องเสมอกันหมดทุกทาง เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจธรรมในขั้นต้นยังไม่ต้องคิดถึงทาง ยังไม่ต้องพูดถึงทาง
การที่เราจะให้ใครเข้าใจธรรม ถ้าเราตั้งต้นผิด ไปบอกเรื่องราวแล้วไม่ได้แสดงว่า เดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งยังไม่รู้ เราเข้าใจชื่อได้ ภาษาต่างๆ ก็เข้าใจได้ แต่ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ยังไม่รู้ แทนที่จะคิดถึงเรื่องราวก่อน ให้รู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ควรจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ แทนที่จะนำชื่อมาบอกแล้วมาทำให้ไม่รู้ว่า ขณะนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่กำลังมีให้เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะไปใช้เรื่องอื่นหรือคำอื่นมาบัง ก็ให้มีการเข้าใจว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏซึ่งกำลังสนทนา กำลังพูดถึงเพื่อที่จะให้มีความเข้าใจขึ้นโดยที่ไม่มีอะไรมากั้น ขณะนี้พูดถึงเห็น ถ้าเราไปคิดถึงว่า "ทางตา" กั้นหรือไม่ ไปหาแล้ว จักขุ ตา แต่ว่าถ้าขณะนี้กำลังเห็น เวลาที่มีเห็นกำลังปรากฏขณะนี้ เรากำลังฟังเรื่องเห็น ตรงหรือไม่
ผู้ฟัง ตรง
ท่านอาจารย์ ที่กล่าวถึงทางตาบ้างหรืออะไรบ้างภายหลัง เพื่อที่จะให้รู้ว่า แม้เห็น ขณะนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่มีตาเป็นปัจจัยก็เกิดไม่ได้ แต่ก่อนอื่นให้รู้ว่ามีเห็น ตรงเห็นที่กำลังเห็น เพื่อที่จะได้ฟังเรื่องเห็นแล้วไม่ได้ไปคิดถึงเรื่องหู เรื่องจมูก แต่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏและเห็น สองอย่างขณะนี้ เพื่อที่เมื่อใดที่ฟังแล้วจะเริ่มเข้าใจเห็นได้ เพราะว่ายิ่งฟังไปยิ่งออกไปนอกจากเห็น เป็นหน้านั้น บรรทัดนี้ แล้วก็เลยไม่เข้าใจสภาพที่กำลังเห็นในขณะนี้
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ยังไม่พูดถึงอะไรเลยนอกจากสิ่งที่มีจริงๆ เพื่อให้ยืนยันรับรองว่า มีจริงแน่นอน ใช่หรือไม่ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดถ้าใช้คำว่าจริงคือ เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีจะใช้คำว่า ธาตุ หรือ ธา-ตุ ก็ได้ หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ของใคร แข็งก็แข็ง ร้อนก็ร้อน เห็นก็เห็น คิดก็คิด เริ่มแตกย่อย สิ่งที่เคยรวมกันว่าเป็นเรา ให้รู้ว่ากำลังพูดถึงตัวธรรมจริงๆ แต่ละอย่าง
ดังนั้นแม้แต่การฟังที่จะให้เข้าใจว่า ฟังเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้จริงๆ ไม่ต้องเปิดตำราเล่มนั้น หน้านั้น บรรทัดนี้ ปรมัตถธรรม หรืออภิธัมมัตถสังคหะ หรืออะไร ไม่มีชื่อแต่ว่ามีธรรมซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วมีผู้ที่ได้จำสืบต่อกันมาก็เกื้อกูลบุคคลรุ่นหลัง โดยการที่รวบรวมจารึกไว้ให้เข้าใจ แต่ไม่ใช่เราไปติดที่ตัวหนังสือ ต้องทราบเลยว่าในครั้งนั้นไม่มีหนังสือเลย แต่พูดถึงธรรมที่กำลังมีเพื่อที่จะให้คนได้คิดถึง ได้เข้าใจว่าเป็นสิ่งซึ่งมีแต่ยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นแทนที่จะบอกว่า "ทางตา" ตัด "ทางตา" ออก เมื่อเสียงปรากฏไม่ต้องไป "ทางหู" ตัวเสียงนั่นเองเป็นลักษณะของธรรมอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่ ขณะนี้ที่กำลังเห็น ไม่ต้องใช้คำว่าทางตาก็มีเห็น
เพราะฉะนั้น กว่าเราจะมาถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ เพื่อที่จะรู้ว่า ธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไม่ได้เกี่ยวข้องกับธรรมอื่นๆ แต่ละหนึ่งๆ เลย จึงจะสามารถละความเป็นตัวตนได้ เพราะว่าตราบใดที่เห็นก็ยังอยู่ตรงนี้ ตรงกลางตา หูก็อยู่ตรงกลางหู ก็มีตัวใช่หรือไม่ ซึ่งยังไม่ได้เพิกอิริยาบถ เพราะเหตุว่ารวมกันแล้วก็นั่งบ้าง นอนบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง เป็นรูปร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดไป ค่อยๆ ละไป ค่อยๆ เข้าใจไปคือว่า พูดถึงธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งแต่ละหนึ่งจริงๆ เกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก จะเป็นของเก่ากลับมาได้อย่างไร นอกจากหนึ่งนั้นเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก จึงสามารถที่จะละความเป็นตัวตนหรือการยึดถือสภาพธรรมได้ นี่คือความเข้าใจที่สะสมเจริญขึ้น จนกระทั่งค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมโดยเข้าใจจากสิ่งที่กำลังฟัง เพราะกำลังพูดถึงเรื่องเห็นก็จะได้เข้าใจเห็น ซึ่งขณะนี้อย่างไรๆ ยังไม่สามารถประจักษ์เห็นว่าเป็นธรรม เพราะเหตุว่าเพียงขั้นฟังและเริ่มที่จะรู้ว่า กำลังฟังเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้จริงๆ
ผู้ฟัง สิ่งที่เห็นที่ปรากฏทางตาก็ให้เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏนั้นๆ ไม่ต้องไปคิดนึก
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ "ไม่ต้อง" ห้ามไม่ได้ แต่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงได้ เห็นอะไร
ผู้ฟัง เห็นคุณสพรั่งเดินเข้ามา
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน เห็น เมื่อครู่นี้ไม่มีคุณสพรั่งในห้องนี้ แต่มีเห็น
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ต่างกันแล้ว ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นคุณสพรั่งมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็เห็นคุณสพรั่งได้อย่างไร เมื่อครู่นี้ไม่มี ในห้องนี้ก็มีแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะอะไรก็ตามแต่ เห็นสิ่งที่มีแล้วคิดไปก็จริง แต่เกิดเห็นคุณสพรั่งด้วย ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา เห็น มาแล้ว ที่ไหน จากประตู มาอีกแล้ว ใช่หรือไม่ มีทั้งประตู มีทั้งคน และมีทั้งเข้ามาด้วย แล้วก่อนนั้นเหตุใดไม่มีอะไรเช่นนี้
ผู้ฟัง ก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมาจากไหน ความคิดนี้มาจากไหน
ผู้ฟัง เพราะว่าเป็นตัวเราที่จำได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เห็น จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้แน่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีเห็นเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีหรือไม่ ไม่มี แต่เมื่อเห็นเกิด แล้วเห็นอะไร ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น และสิ่งที่ถูกเห็นจริงๆ มาจากไหน นี่คือความไม่รู้ ซึ่งไม่รู้ไปหมดทุกเรื่องเลย ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สีสันวัณณะจะปรากฏหรือไม่ ไม่ปรากฏ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่คุณสพรั่ง เห็นก็คิดว่าเป็นสิ่งนั้น มาจากไหน ก็ต้องมาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้าไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีสิ่งที่ปรากฏกระทบตาให้จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ เท่านี้เราก็ไม่รู้แล้วว่าคือจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นธรรมล้วนๆ ที่จะกล่าวว่าทุกอย่างเป็นธรรม ต้องละเอียดสักเพียงใดกว่าที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเป็นเรื่องยาวเลย ใช่หรือไม่ มีประตู มีอะไรๆ ทุกอย่างทั้งหมดเลย แต่ความจริงก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้
ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจเช่นนี้จริงๆ จะเข้าใจถึงธรรมเป็นอนัตตา เกิดขึ้นและดับไป ทั้งๆ ที่ได้ยินตั้งแต่เช้าเลยว่า ทุกอย่างเป็นธรรมเกิดดับ สิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นเป็นหนึ่งซึ่งจะเป็นสองไม่ได้ จะเป็นของเก่าไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกทั้งนั้นในสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ เดี๋ยวนี้หรือในกาลไหนๆ ก็เป็นเช่นนี้มาแล้ว และต่อไปก็เป็นเช่นนี้ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเป็นเช่นนี้ เหมือนกับมีคนนั่งอยู่ ใช่หรือไม่ แต่ต้องมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740