ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707


    ตอนที่ ๑๗๐๗

    สนทนาธรรม ที่ บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าจิตดวงก่อนยังไม่ดับ จิตขณะต่อไปเกิดไม่ได้เลย จิตที่เกิดก่อน ต้องหมดไป ดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ถ้วยหรือกล่องใส่กระเทียมสับ นำกระเทียมออกไปให้หมดยังมีกลิ่นกระเทียมหรือไม่ กลิ่นนั้นมาจากไหน ไม่เห็นตัวกระเทียมเลยแต่ก็ยังคงมีกลิ่นของกระเทียม นั่นเป็นเรื่องรูปซึ่งหยาบกว่านามธรรม ดังนั้นให้ทราบว่าจิตเป็นธรรมที่สะสมสืบต่อทั้งกรรม กิเลส เพื่อที่จะให้เกิดวิบาก มิฉะนั้นก็ไม่มีการเห็นและได้ยินเดี๋ยวนี้เลย แต่ได้ยินมาจากไหน เห็นมาจากไหน หรือแม้แต่ความคิดดี คิดชั่ว มาจากไหน ก็ต้องมีการสะสมสืบต่อนานแสนนานเป็นปัจจัยซึ่งเป็นที่อาศัยที่มีกำลังเป็นปกติ ใช้คำว่า ปกตูปนิสสยะ หมายความว่า เป็นที่อาศัยที่มีกำลังตามปกติที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นไปเพราะว่ายังไม่หมด แสดงให้เห็นว่าธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าไม่รู้ (เช่นนี้) อาจจะคิดว่าวันหนึ่งๆ อกุศลไม่เกิดเลย แต่เป็นเช่นนั้นได้หรือไม่ ตราบใดที่เชื้อของอกุศลทั้งหลายยังไม่ได้ดับไป เพราะฉะนั้นการที่จะดับกิเลสได้ต้องดับเชื้อของกิเลส เมื่อดับเชื้อของกิเลสแล้ว ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้กิเลสใดๆ เกิดได้เลย

    ผู้ฟัง ขออนุญาตถามเรื่องสมาธิ เพราะว่าจากการที่ได้ศึกษาธรรมมาจากหลายๆ ที่จะมีการฟังธรรม แล้วมีการที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมก็คือการนั่งสมาธิด้วย เพื่อที่จะให้จิตสำรวมหรือว่าให้จิตตั้งมั่นขึ้น ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าวิธีการที่ถูกต้องเพื่อจะเจริญสมาธิคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ การศึกษาพระพุทธศาสนา หรือการประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นผู้ที่ตรงตั้งแต่ต้นเลย ต้องทราบว่าที่พูดถึงคำว่า ปฏิบัติ หมายความถึงอะไรและเพื่ออะไร เพราะว่าพระพุทธศาสนาคือ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔๕ พรรษา เพื่อที่จะให้คนฟังเกิดความรู้ความเข้าใจถูกของตนเอง ซึ่งเป็นพระมหากรุณาที่ไม่ใช่เพียงแต่พูดและให้คนอื่นเชื่อ แต่ว่าต้องเป็นคำพูดที่จริงในเรื่องที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ประโยชน์สูงสุดคือ เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น นี่คือความตรง เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะชื่อว่าศึกษาพระพุทธศาสนาต้องเป็นผู้ที่รอบคอบและไม่ประมาท ในขณะที่ฟังต้องรู้ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยเพียงใด

    เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดแต่ละคำ เช่นคำว่า ปฏิบัติ หรือคำว่า สมาธิ เป็นต้น แต่ก่อนอื่นศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร นี่เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อจะได้ตรงกับจุดประสงค์ พอจะทราบหรือไม่ คือเราคงจะไม่พูดถึงคนอื่น ต่างคนก็ต่างใจ ไม่ทราบเคยปฏิบัติมาหรือยัง

    ผู้ฟัง เคยปฏิบัติ ทำมาตอนเด็กๆ คุณพ่อพาไปนั่งสมาธิ ปฏิบัติมา

    ท่านอาจารย์ และตอนนั้นเพื่ออะไร

    ผู้ฟัง ก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ทราบก็คงไม่ทราบ เพราะว่าเริ่มจากการไม่ทราบซึ่งก็หมดเรื่องไป แล้วตอนนี้คิดที่จะปฏิบัติหรือทำสมาธิหรือไม่

    ผู้ฟัง มีบางครั้งที่จิตจะวุ่นวาย จิตจะฟุ้งซ่าน ก็ใช้สมาธิทำให้จิตสำรวมขึ้น ทำให้จิตเรียกว่าสงบขึ้น

    ท่านอาจารย์ อยากได้ผลชั่วคราวเล็กๆ น้อยๆ หรือว่าอยากได้ผลที่มั่นคง

    ผู้ฟัง อยากได้ผลที่มั่นคง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นผลที่มั่นคงก็คือ ไม่ใช่หวังว่าจิตจะสงบเพราะขณะนั้นวุ่นวาย ซึ่งผลเล็กน้อยมาก แต่ผลที่มั่นคงคือต้องรู้ว่า ความไม่สงบของจิตเกิดจากอะไร และมีหนทางใดที่จะทำให้ไม่เกิดอีกเลย ไม่ใช่เพียงแต่ระงับไว้ชั่วคราว ซึ่งเป็นคำสอนของพวกฤาษีชีไพรคนในครั้งก่อนพุทธกาล ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาสามารถเพียงระงับอกุศลแต่ต้องด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ ด้วยความอยากที่จะให้ขณะนั้นอกุศลที่เป็นประเภทที่วุ่นวายไม่เกิด แต่มีอกุศลที่พอใจในความสงบ เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็ไม่ใช่กุศลจริงๆ เพราะเหตุว่าไม่ได้เห็นโทษของอกุศล แต่ว่าหลังจากที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมแล้ว ทรงอนุเคราะห์ให้ทุกคนที่ได้สะสมความเห็นถูกพิจารณาว่า การที่เกิดสิ่งที่มีในขณะนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งนั้นต้องมีเหตุปัจจัย จะสงบก็ต้องมีเหตุปัจจัย จะไม่สงบก็ต้องมีเหตุปัจจัย จะเป็นกุศลก็ต้องมีเหตุปัจจัย เป็นอกุศลก็ต้องมีเหตุปัจจัย ถ้าไม่ดับเหตุ ไม่มีทางที่สิ่งเหล่านั้นจะดับได้เลย

    ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงถึงการดับเหตุที่จะเกิดอกุศลทั้งหลายไม่ใช่เพียงชั่วคราว แต่ว่าต้องดับได้ด้วยปัญญา ความเห็นความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน เพราะฉะนั้นขณะนี้จุดประสงค์จะเปลี่ยน จากต้องการปฏิบัติโดยไม่รู้ว่าคืออะไร เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย และรู้ว่านั่นคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสามารถจะทำให้ผู้ฟังพิจารณาไตร่ตรอง และเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ เป็นเช่นนี้หรือยัง หรือว่าอยากจะทราบเรื่องของสมาธิ

    ผู้ฟัง เพราะว่าเห็นท่านพูดเรื่องสมาธิไว้มากในหลายๆ ที่

    ท่านอาจารย์ ในพระไตรปิฎกมีคำว่า มิจฉาสมาธิ กับสัมมาสมาธิ ไม่ควรจะเผิน ไม่ใช่เมื่อได้ยินคำว่าสมาธิก็ชอบ อยากจะมีสมาธิ ขณะนั้นจิตตั้งมั่นคงไม่วอกแวก แต่ถ้าไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย แม้ขณะนั้นก็ไม่สงบ เพราะว่าจริงๆ แล้วเวลาที่เราต้องการจะทำอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นต้องการจะอ่านหนังสือ ไม่อยากให้มีใครรบกวน ขณะนั้นก็เห็นลักษณะของสมาธิได้ แต่ว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่กุศล ถ้าศึกษาละเอียดจะต้องรู้ว่าสภาพธรรมที่เกิด การที่จิตหนึ่งขณะเป็นธาตุรู้จะเกิดขึ้นรู้สิ่งเดียว เพราะมีสภาพของเจตสิกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้

    เพราะฉะนั้น จิตจึงรู้อารมณ์เดียวทุกๆ ขณะเรียกว่า ขณิกสมาธิ มาจากคำว่า ขณะกับสมาธิ มีสมาธิทุกขณะเพราะจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทีละหนึ่งคือ ตั้งมั่นในอารมณ์ทีละหนึ่ง ลักษณะของสมาธิทุกๆ ขณะไม่ได้ปรากฏว่าเป็นสมาธิตามที่เข้าใจกัน แต่ถ้ามีความตั้งมั่นในอารมณ์ใดนานๆ พอสมควร ลักษณะความตั้งมั่นในอารมณ์นั้นก็ปรากฏ ที่ใช้คำว่า สมาธิ แต่ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาก็เป็นอกุศล ดังนั้นวันหนึ่งๆ อาจจะเข้าใจว่าอกุศลเป็นกุศล แต่ถ้ามีปัญญาก็จะรู้ได้ว่าขณะนั้นไม่ใช่กุศล โลภะเกิดเป็นอกุศล โทสะเกิดเป็นอกุศล โลภะโทสะเกิดเพราะโมหะความไม่รู้ ตราบใดที่ยังไม่รู้วันนี้ทั้งหมด ขณะนั้นก็เป็นปัจจัยให้อกุศลเกิด ยังสนใจเรื่องการปฏิบัติหรือเรื่องสมาธิอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าชั่วคราวก็ไม่สนใจ

    ท่านอาจารย์ ระหว่างสมาธิกับปัญญา ควรจะอบรมเจริญอะไร

    ผู้ฟัง เจริญปัญญา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญญาต้องเกิดจากการฟัง เพราะว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เป็นสาวกผู้ฟังทั้งนั้น ทุกคำที่ได้ยินถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ตรัสไว้ ไม่มีใครสามารถที่จะพูดได้สักคำเดียวถึงเรื่องขณะนี้เป็นธรรม เป็นสภาพที่เกิดจึงปรากฏ เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นชั่วขณะ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เกิดเป็นเช่นนั้นแล้วดับไปหมดไป นี่คือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าฟังและเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏให้ถูกต้องก็รู้ว่า เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชา หรือว่าทำให้เกิดขึ้นได้ ถ้าฟังต่อไปก็จะรู้ว่า ทุกอย่างทั้งหมดเลยเป็นธรรมที่มีลักษณะต่างๆ เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตรงกับคำที่ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" แล้วที่ท่านผู้ที่ปฏิบัติหรือเจริญสมาธิบอกว่าได้ผลนั้นคืออะไร

    ผู้ฟัง ท่านว่าได้ผลคือ จิตรวมเสร็จแล้วสามารถจะมีปัญญาเกิดขึ้นพิจารณาธรรมในขณะนั้น

    ท่านอาจารย์ จิตหนึ่งขณะเกิดแล้วดับ จะไปรวมกับอะไร แล้วปัญญาจริงๆ ปัญญารู้อะไร ถ้าไม่บอกให้ชัดเจนก็ไม่มีความเข้าใจเลย ปัญญาๆ แต่ปัญญารู้อะไรก็ไม่รู้ ต้องตรง ต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วไม่รู้นั่นคืออวิชชา ในสิ่งเดียวกันที่เคยไม่รู้ที่กำลังปรากฏ ปัญญาคือมีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูกในสิ่งนั้น นั่นคือปัญญา

    อ.อรรณพ ตอนรับประทานอาหารเที่ยง พี่เดือนฉายเล่าว่าฟังเรื่องนายเกสีฝึกม้าซึ่งโดยสรุปก็คือ บางครั้งพระองค์ทรงแสดงเรื่องของกุศลธรรมคือ ฝึกอย่างละมุนละม่อม คือแสดงกุศลธรรม คุณของกุศลทั้งหลาย ถ้าฝึกอย่างรุนแรงคือแสดงอกุศล โทษของอกุศลธรรมตามความเป็นจริง ถ้าแสดงโดยทั้งละมุนละม่อมและโดยรุนแรงคือ แสดงทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ทั้งคุณของกุศลธรรมและทั้งโทษของอกุศลธรรม หรือว่าถ้าแสดงแล้วบุคคลนั้นไม่สามารถที่จะได้รับประโยชน์เลยก็คือ ฆ่าออกจากพระธรรมวินัย คือเพียงแต่ไม่สนใจ ซึ่งดูเหมือนกับว่าไม่เห็นจะเป็นการรุนแรงอะไรเลย เมื่อแสดงโทษของอกุศลธรรม ไม่เห็นในความที่เป็นการฝึกอย่างรุนแรงในการแสดงอกุศลธรรม และโทษของอกุศลธรรม

    ท่านอาจารย์ ใครชอบอกุศลบ้าง

    อ.อรรณพ ไม่ชอบอกุศล

    ท่านอาจารย์ ไม่ชอบ อยากให้พูดเรื่องอกุศลบ่อยๆ หรือไม่ อย่าลืมว่าไม่ชอบ เพราะฉะนั้นจะให้พูดเรื่องอกุศลบ่อยๆ ดีหรือไม่

    อ.อรรณพ ก็แล้วแต่ปัญญาของคนนั้น

    ท่านอาจารย์ ไม่ชอบอกุศล แล้วจะให้พูดเรื่องอกุศลบ่อยๆ หรือไม่ เพราะเหตุว่าไม่ชอบอกุศล

    อ.อรรณพ ก็ไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่อยากให้พูดเรื่องอกุศลบ่อยๆ ใช่หรือไม่ แต่ว่าคนที่มีอกุศลมากๆ มากกว่ากุศลมากเลย แล้วจะรู้ตัวได้อย่างไรว่ามีอกุศลระดับที่ตกนรกเลย อเวจีเลย โลกันตรนรกเลย หรือไม่ก็เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นก็ต้องให้รู้ตามความเป็นจริง คนที่มีอกุศลมากๆ แล้วไม่ชอบอกุศล ไม่อยากฟังเรื่องอกุศลใช่หรือไม่ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ชอบฟังเรื่องดีๆ เรื่องสวรรค์ เรื่องพรหม เรื่องสวนนันทวันต่างๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรเมื่อไม่ได้ไป ไปนรกใช่หรือไม่ ดังนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดให้คนที่จะต้องไปนรกฟัง

    ด้วยเหตุนี้แม้ว่าอกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ แต่ก็ควรที่จะรู้จักตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงไม่มีเรา แต่ละหนึ่งขันธ์ซึ่งเกิดแล้วดับไป ถ้าเป็นนามธรรมก็ทำให้นามธรรมขณะต่อไปเกิดสืบต่อ สะสมทุกสิ่งทุกอย่างจากจิตและเจตสิกซึ่งดับไปแล้ว ไม่ได้หายไปไหนเลย เพราะว่าจิตขณะนี้เกิดจากจิตขณะก่อน แล้วที่สะสมอกุศลมา อยากรู้หรือไม่ว่ามากเพียงใด เน่าเหม็น สะอาด หรือสกปรก แล้วใครที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่ ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริง คิดที่จะมีหิริโอตตัปปะหรือไม่ ไม่ควรเลยที่จะมีอกุศลถึงเช่นนี้ และตราบใดที่อกุศลยังไม่ได้ดับเป็นสมุจเฉท ใครจะประกันได้ว่าจะไม่มีการกระทำที่น่ารังเกียจ เป็นโทษเป็นอันตรายอย่างมาก เช่นท่านพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง ตอนที่ท่านเกิดมาเป็นเจ้าชายก็ไม่ได้คิดว่า วันหนึ่งท่านจะถึงกับคิดประทุษร้ายพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ระดับขั้นที่คิดจะปลงพระชนม์ ขนาดไหน เพราะฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นเช่นท่านพระเทวทัตเมื่อไร วันไหน ใครรู้ เพราะเหตุว่าสะสมอกุศลมามากมายเหลือเกิน

    ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรประมาท เวลาพูดถึงนรก พูดถึงอกุศล พูดถึงการกระทำซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ เมื่อสะสมอกุศลไว้มากๆ จะเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับการพูดที่รุนแรงเพราะว่าไม่มีใครอยากฟัง แต่เป็นเรื่องจริง ถ้าผู้ที่มีกุศลมากๆ มีการขัดเกลามากๆ เป็นคนใจดีมีเมตตาประมาณไม่ได้ ไม่ว่าจะพบ ใครก็ตาม รู้จักหรือไม่รู้จัก ที่ไหน อย่างไร ก็มีความหวังดีพร้อมที่จะเป็นมิตรและช่วยเหลือ การกระทำทางกายทางวาจาก็บ่งถึงความเป็นผู้ที่สะสมกุศล ไม่ประมาท แล้วก็อาจจะมีทาน มีศีลอะไรที่เป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น ควรที่จะให้ผู้นั้นได้รู้ถึงกุศลที่ควรจะบำเพ็ญให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นอีกที่สามารถจะเป็นไปได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปกล่าวถึงเรื่องของที่รุนแรงที่เป็นอกุศล ใช่หรือไม่ คือให้ผู้นั้นมีความโน้มเอียงในการที่จะสะสมกุศลขึ้น และกุศลที่ควรเจริญก็คือปัญญา เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล ในมนุษย์ดูว่ามีมาก มีเกียรติยศ มีลาภ มีอะไร แต่ถ้าเทียบกับสวรรค์แล้วทุกอย่างของมนุษย์น้อยมากเทียบกันไม่ได้เลย แม้แต่อาหารของมนุษย์กับอาหารของเทวดา

    ถ้าเกิดที่เทวโลกในสวรรค์ชั้นต่างๆ ขณะนั้นจะแสนสบายสักเพียงใด แต่ก็ต้องกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้สภาพธรรมที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างชั่วขณะที่สั้นมากเล็กน้อยมาก เราเกิดมามีอายุก็คงจะไม่นาน ๑๐๐ ปี หรืออย่างมาก๑๒๐ ปี ในครั้งก่อน ๑๕๐ปี คนในสมัยนี้จะมีอายุเท่าไรก็ไม่ทราบ แต่เทียบแล้วสั้นมากเมื่อเทียบกับสังสารวัฏฏ์ เป็นบุคคลนี้เพียงชั่วคราวจริงๆ เกิดมาแล้วจะทำอะไรกับชีวิตสั้นๆ ถ้าจะไม่ทำความดี เพราะฉะนั้นถ้าพูดเรื่องความดีให้จิตใจเบิกบาน ให้คล้อยตามไปในการที่จะสะสมกุศลให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งปัญญาความเห็นที่ถูกต้องด้วย นั่นคือคำกล่าวสอนที่ไม่รุนแรง แต่ถ้าใครไม่ฟัง เราก็หวังดีกับทุกคน เห็นใครเดินมาฟังธรรมก็อนุโมทนา ไม่ว่าเป็นใครทั้งนั้น ไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร มาอย่างไร ไปอย่างไรก็ตาม แต่มีกุศลจิตที่จะฟังจึงควรแก่การอนุโมทนา

    เพราะฉะนั้นเมตตาไม่จำกัด จะไปจำกัดของดีๆ เพื่ออะไร แผ่ไปให้กว้างๆ ให้มากๆ และจิตใจจะสบายแน่นอน ไม่มีศัตรูเลย เป็นมิตรตลอด โดยที่คนอื่นเขาไม่ชอบเราก็เรื่องของเขา ใช่หรือไม่ แต่เราไม่ได้เกลียด ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ชัง ไม่ได้ไม่ชอบเขาเลย พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเวลา และเราจะเป็นศัตรูกับใครหรือไม่ ใจของเราจะไม่เป็นศัตรูกับใครเลย แต่ใครก็ตามที่ยังไม่เห็นประโยชน์ของการเจริญกุศลเช่นนี้ และเขาสามารถที่จะเห็นโทษเสียก่อนได้แล้วก็เริ่มเจริญกุศลขึ้น เพราะว่าบางคนก็สะสมอัธยาศัยมาต่างๆ กัน บางคนเป็นทานุปนิสัย ให้ทานง่าย แต่ว่าทางวาจาก็ยังเบียดเบียนคนอื่น มีหรือไม่ก็สะสมมาที่จะเป็นเช่นนี้ ให้ได้หมดแต่ต้องพูดว่าเสียก่อน หรือบางทีก็ว่าไป ให้ไป หรืออะไรเช่นนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ ใช่หรือไม่ หลากหลายมากทีเดียว ถ้าเห็นคุณของกุศลทุกประการ มีหรือที่จะไม่เจริญกุศลทุกประการ ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจา ดังนั้นก็เป็นคำสอนซึ่งไม่รุนแรง

    แต่สำหรับใครก็ตามที่เราหวังดีก็แล้ว ปรารถนาดีก็แล้ว แต่รู้แน่ๆ ว่าคนนี้ไม่ฟังแน่ๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก ให้เห็นว่าแม้ศรัทธาจิตที่ผ่องใสพร้อมที่จะรับฟังเหตุผล แล้วมีความเข้าใจประโยชน์ของการเข้าใจสิ่งซึ่งกำลังปรากฏก็ยาก เพราะฉะนั้นศรัทธามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในทานบางขณะ ศรัทธามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในกาลของศีล ศรัทธามีบ้างเล็กๆ น้อยๆ เวลาที่จิตไม่สงบก็เกิดระลึกถึงพระธรรมได้ จะตายอยู่แล้วมานั่งโกรธกันเพื่ออะไร น่าที่จะเป็นเพื่อนกันดีกว่า หรืออะไรเช่นนี้ เพราะว่าใครได้รับประโยชน์ในขณะที่กำลังโกรธ ไม่มีสักคนเดียว คนโกรธก็ไม่ได้รับประโยชน์เลยสักนิด คนถูกโกรธก็ไม่ได้รับประโยชน์เลย แล้วจะโกรธเพื่ออะไร แล้วจะผูกโกรธเพื่ออะไร ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้จิตก็ไม่ผูกโกรธ ขณะนั้นกุศลจิตเจริญได้มากขึ้นจริงแต่ก็ไม่มีศรัทธาที่จะฟังพระธรรม

    จะเห็นศรัทธาของแต่ละคนที่เกิดมาในโลกหลากหลายมาก บางคนก็เป็นคนดี ไม่ได้ว่าร้ายใครเลยแล้วมีการให้ทานแต่ก็ไม่ฟังพระธรรม และใครจะไปทำให้เขาฟังได้ เพราะฉะนั้นก็ฆ่าเสียดีกว่าเหนื่อยเปล่าเพราะไม่มีทางเลย ก็อดทนเป็นคนที่มีเมตตาคอยต่อไป วันใดวันหนึ่งเขาจะเกิดสนใจขึ้น ขณะนั้นคำพูดที่ดีก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเขายังไม่พร้อม แม้คำพูดที่ดีก็เป็นคำพูดที่ไม่ดีสำหรับเขา เช่นทาน การให้มีประโยชน์ พูดไป เขาจะให้หรือไม่ บางคนมีของเก็บไว้มากมายไม่ให้ใครเลย ใช่หรือไม่ เก็บไว้เพื่ออะไร ในเมื่อสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น แม้เพียงชิ้นเดียว ๒-๓ ชิ้น ยิ่งมากก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับคนหลายคนใช่หรือไม่ เหตุใดไม่ให้สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ จะเก็บไว้จนกระทั่งสิ่งนั้นใช้ไม่ได้หรือว่าไร้ประโยชน์ ขณะนั้นถ้าเขาทำไม่ได้ก็คือยังไม่มีศรัทธาที่จะทำเช่นนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แม้แต่เรื่องของศีล แม้แต่เรื่องของความสงบของจิต อย่าไปโกรธเขาเลย พูดไปก็ยังโกรธ ก็ช่วยไม่ได้ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะเขาไม่ได้เห็นประโยชน์ว่า ถ้ามีความเข้าใจพระธรรมจริงๆ ปัญญานั่นเองเป็นแสงสว่างที่จะนำทางให้เห็น ขณะใดเป็นประโยชน์ ขณะใดเป็นโทษ แต่ถ้าไม่มีปัญญาก็อยู่ในความมืด

    ทุกวันนี้เราจะเห็นคนที่อยู่ในความมืด รักกัน ชังกัน โกรธกัน แสวงหาผลประโยชน์กัน ฆ่ากัน ทำร้ายกัน ในความมืดโดยไม่รู้เลยว่า กำลังทำอะไรและผลจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละคนต้องเป็นผู้ที่มีเมตตาที่จะรู้ว่า ความหวังดีทั้งหมด อดทนและช่วยเมื่อถึงโอกาสถึงกาล แต่ถ้าขณะนั้นยังไม่มีการที่จะสนใจหรือมีศรัทธาเลย คำพูดที่ดีก็เป็นคำพูดที่ไม่ดี ก็ไม่ต้องพูดดีกว่า เพราะว่าบางทีพูดไปแล้วก็กลายเป็นคำพูดที่ไม่ดี ดังนั้นศรัทธาจึงมีตั้งแต่เล็กน้อยนิดหน่อย จนกระทั่งมีความเห็นถูกเพิ่มขึ้นศรัทธาก็เพิ่มขึ้น กว่าจะถึงสัทธินทรีย์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไม่ได้ขาดปัญญาเลยต้องเกิดพร้อมกัน ในขณะที่ฟังธรรมและรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่ปรากฏซึ่งเกิดแล้วดับ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ศรัทธาก็จะเจริญต่อไป รู้ความจริงมากขึ้น จนกระทั่งถึงศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยของพระโสดาบัน ซึ่งศรัทธาของผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงขึ้นก็มากกว่าตามลำดับขั้นด้วย

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอกุศลมาก แล้วพระธรรมแสดงเรื่องอกุศล แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อนในอกุศลนั้นจึงสมควรถูกฆ่า คือว่าไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรม ไม่สมควร ไม่มีค่าแก่การที่จะได้รับการแสดงธรรมจากผู้ที่เป็นบัณฑิต ถ้าเขาไม่สนใจจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ผู้ใดมีความกรุณามากที่สุดเหนือบุคคลใด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์ยังไม่ปรินิพพาน มีผู้ที่มีความเห็นผิดมากมายหรือไม่ มาก รู้ว่าบุคคลนั้นไม่สามารถที่จะเกื้อกูลได้ เช่น ครูทั้ง ๖ มักขลิโคสาล สัญชัย เป็นต้น ก็แล้วแต่สมัยนั้นยุคนั้น เมื่อถึงสมัยนี้ยุคนี้คนเหล่านั้นไปไหนกันหมดแล้ว

    อ.อรรณพ ก็เกิดอยู่ปนๆ กัน

    ท่านอาจารย์ แถวไหน อยู่ปนๆ กันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความเห็นผิด ยากที่จะอนุเคราะห์ แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้เสด็จไปอนุเคราะห์ผู้ที่มีความเห็นผิดเช่นนั้น

    อ.อรรณพ ถ้าเราถูกฆ่าให้ตายด้วยอาวุธหรืออะไร (โดย) ผู้ที่ (ไม่) มีปัญญาก็ไม่กระไรนัก แต่ถ้าถูกฆ่าโดยผู้ที่เป็นบัณฑิต ท่านฆ่าเราทิ้งเสียแล้วก็แย่เลยถ้าสะสมมาถึงขนาดนั้น และพวกเราคงจะไม่สะสมมาถึงขนาดที่จะถูกพระอริยเจ้าท่านฆ่าทิ้ง ถ้าตราบใดที่เรายังมีศรัทธาศึกษาพระธรรม ท่านคงเมตตาแล้วแสดงกุศลบ้าง แสดงอกุศลบ้าง ให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    3 พ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ