ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
ตอนที่ ๑๗๐๘
สนทนาธรรม ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี
วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นขอให้ความคิดในเรื่องของหัวข้อเรื่อง "ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมนุษย์" เป็นหัวข้อเรื่องที่ดีมาก เพราะเหตุว่าทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ว่ารู้ความจริงของมนุษย์มากน้อยเพียงใด และจะรู้ได้อย่างไรถ้าเราไม่ได้มีการฟังเรื่องของมนุษย์โดยละเอียด คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเกิดแล้วตายใช่หรือไม่ แล้วก็ยังสงสัยจากคำถามที่ว่าตายแล้วไปไหน ถูกต้องหรือไม่ เหมือนกับว่าขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่มีจิต เมื่อตายแล้วจิตไปไหน จากคำถามก็พอที่จะคิดว่าหมายความเช่นนี้ จิตเมื่อวานนี้มีหรือไม่ มี จิตเมื่อวานนี้ไปไหน จะมาเป็นจิตวันนี้ไม่ได้ เพราะตามความเป็นจริงคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีปัจจัยที่สมควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิดเป็นเช่นนั้น สิ่งนั้นจึงเกิดได้ เด็กเล็กๆ ก็พอที่จะเข้าใจใช่หรือไม่ กำลังเป็นๆ แล้วก็ตาย ความต่างกันคือคนเป็นๆ ก็เห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นสุข เป็นทุกข์ เคลื่อนไหวทำกิจการงานต่างๆ ได้ แต่คนตายไม่มีจิต ทำอะไรก็ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เดินไม่ได้ เห็นไม่ได้ พูดไม่ได้ คิดไม่ได้ ทำอะไรอีกต่อไปไม่ได้เพราะเหตุว่าไม่มีจิตนั่นเอง จิตปราศไป หมดไป สิ้นสุดความเป็นสภาพของบุคคลนี้
ตราบใดที่เกิดแล้วไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน คิดนึกต่างๆ ก็ตาม ก่อนที่จะสิ้นชีวิตยังมีจิตอยู่ทั้งนั้นเลย แล้วเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ แม้ในขณะนี้ก็เป็นเช่นนี้ จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเจ็บต่างๆ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริงเมื่อมีจิต แต่ถ้าไม่มีจิตก็คือเหมือนกับรูปซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย โต๊ะรู้อะไรไม่ได้ คนตายก็รู้อะไรไม่ได้ ไม่ต่างกับท่อนไม้ ซึ่งท่อนไม้ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก ความต่างของคนเป็นกับคนตายก็คือ คนตายไม่มีจิต แต่คนเป็นมีจิต ไม่ขาดจิตเลยตั้งแต่เกิดจนตายสักขณะเดียว เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ต้องคิดไตร่ตรอง ตอนหลับสนิทมีจิตหรือไม่ ถ้าฟังแล้วเข้าใจก็ตอบได้ใช่หรือไม่ เกิดแล้วยังไม่ตายเพราะยังมีจิต เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ตามประเภทของจิตนั้นๆ เพราะว่าจิตหลากหลายมาก จิตเห็นไม่คิด เพียงเห็น จิตได้ยินก็ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้คิด เพียงได้ยินเสียง
ความหลากหลายของจิตในวันหนึ่งๆ เกิดดับสืบต่อ ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดไม่หยุดเลย คนที่ทำงานมีเวลาเลิกใช่หรือไม่ ๘ โมงเช้าเลิก ๕ โมงเย็น เป็นต้น แต่จิตไม่เคยหยุดทำงานเพราะว่าจิตเกิดแล้วก็ดับ การดับไป ปราศไป หมดสิ้นไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด เพราะฉะนั้นขณะนี้จิตคือ สภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เกิดรู้แล้วดับไป แล้วเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตนั้นๆ คนตาบอดไม่มีจิตเห็น แต่มีจิตอื่น คนที่ไม่ได้ยินเสียง เสียงก็ไม่ปรากฏ เป็นโลกเงียบแต่มีเห็น
ดังนั้น ความหลากหลายของจิตมากแล้วเกิดดับอย่างเร็ว ลองคิดถึงสิ่งหนึ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับไป สิ่งที่เกิดต่อไปจะเป็นสิ่งเก่าได้หรือไม่ ไม่ได้เลย สิ่งใดก็ตามที่ดับไปแล้ว สิ่งนั้นไม่กลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดสืบต่อก็มีปัจจัยที่จะเกิด เหมือนเราเห็นไฟ ความจริงไฟเกิดจากเชื้อที่ทำให้เกิดไฟนิดเดียวแล้วดับ แล้วก็มีเชื้อที่ทำให้เกิดไฟต่อ สืบต่อไปจนเป็นไฟกองใหญ่แล้วก็ปรากฏนาน แต่ต้องเพราะมีเชื้อไฟจึงทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ ฉันใด จิตขณะนี้ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วดับไป แต่ก็มีธรรมที่จะทำให้จิตเกิดดับสืบต่อไม่หมดสิ้นเลย ไม่มีระหว่างคั่นด้วย ทันทีที่จิตหนึ่งดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อทันที
เพราะฉะนั้น จิตขณะนี้ไม่ใช่จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ใช่จิตเมื่อวานนี้ และไม่ใช่จิตเมื่อสักครู่นี้ด้วย นี่คือความรวดเร็วของสภาพธรรม ซึ่งถ้าไม่มีการฟังจะไม่มีการเข้าใจเรื่องจิต เข้าใจเผินๆ ว่ามีจิต แต่ไม่รู้จักจิต และอาจจะพูดเรื่องจิตตามความคิดของตนเอง แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงของจิต
คำถามที่ว่า นอนหลับมีจิตหรือไม่ มีแน่นอน ตราบใดที่ยังไม่สิ้นชีวิตเราจึงได้บอกว่า หลับแล้วตื่น เราไม่ได้บอกว่าตายแล้วเกิด แต่เราพูดว่าหลับแล้วตื่น เพราะว่ายังไม่ตาย เพียงแค่หลับเพราะอะไร เมื่อตื่น จิตก็เกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา หรือว่าได้ยินเสียง หรือคิดนึก หรือได้กลิ่น เป็นต้น ในความคิดของคนที่ไม่รู้จักเหตุปัจจัยก็จะเข้าใจว่า เมื่อจากโลกนี้ไปแล้วไม่มีโลกหน้า ตายแล้วสูญ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่า แม้จิตขณะนี้ก็ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดคือกิเลส ตราบนั้นยังต้องเกิดอีก วนเวียนไปแล้วแต่ว่าจะเกิดที่ไหน เพราะฉะนั้นบุคคลที่ตายแล้วไม่เกิดคือปรินิพพาน ได้แก่ พระอรหันต์ซึ่งดับเหตุที่จะให้เกิดคือกิเลสไม่เหลือเลย
ด้วยเหตุนี้แต่ละคำที่เราได้ยินต้องไม่เผิน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันตะ หมดสิ้นกิเลส ไกลจากกิเลส ไม่มีกิเลสที่จะแผ้วพานเข้าไปใกล้จิตอีกได้เลย และไม่ใช่เป็นแต่เพียงพระอรหันต์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่ใช่พระอรหันต์ที่เป็นสาวกที่หมดกิเลสเพราะการฟัง การอบรมปัญญาของตนเอง แต่ต้องเป็นผู้ที่อบรมปัญญาที่สามารถจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ และก็ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ว่าไม่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้เข้าใจตามที่พระองค์ได้เข้าใจโดยนัยประการต่างๆ ตลอด ๔๕ พรรษา
ผู้ฟัง จิตของคนเราสามารถออกจากตัวได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ เป็นคำถามที่ดี เพราะคงได้ยินบ่อยๆ ว่าตายแล้วจิตล่องลอยไป ใช่หรือไม่ แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องเข้าใจว่า สภาพธรรมเกิดแล้วดับ เวลาที่เราพูดว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย แสดงความไม่เที่ยงและความเปลี่ยนแปลง แต่ช้า ไม่เท่ากับการเกิดขึ้นและดับไปของจิต จิตเกิดขึ้นรู้แล้วดับทันที ขณะนี้กำลังเป็นเช่นนี้แล้วก็มีจิตที่เกิดดับสืบต่อ ออกไปไหนไม่ได้เลย
ได้ยินคำว่า หทัย เป็นอีกชื่อหนึ่งของจิตซึ่งอยู่ภายในที่สุด หาได้หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหน ในที่สุดของทุกขณะ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเกิดในภพภูมิคือ ในโลกที่ไม่ได้มีแต่นามธรรม มีรูปธรรมด้วย รูปธรรมคือ สภาพธรรมที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไรเลย เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จริงหรือไม่ ขณะใดที่จิตเห็นเกิดสิ่งนั้นต้องจริง เพราะว่าปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ เสียงมีจริงหรือไม่ ถ้าเสียงไม่ปรากฏกับคนที่ไม่มีโสตปสาท เขาจะรู้ว่าเสียงมีหรือไม่ แล้วเสียงจริงๆ ก็คือที่กำลังปรากฏเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งใดที่มีจริง เมื่อขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ แต่เสียงปรากฏแล้วหมดไปและไม่กลับมาอีกเลย
เพราะฉะนั้น ความจริงที่จริงๆ คือ ปรมัตถะ จริงแท้แน่นอนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับ ไม่มีสิ่งใดซึ่งเกิดและตั้งอยู่นานจนกระทั่งแก่ จนกระทั่งเจ็บ จนกระทั่งตาย แต่ทุกๆ ขณะนี้เอง จิตและเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนกับสิ่งที่เรามองเห็นซึ่งเกิดดับเร็วมาก เราก็เห็นเหมือนกับว่าสิ่งนั้นไม่ได้ดับไปเลย เช่นแสงไฟ หรืออะไรก็ตามแต่ เหมือนยังมีอยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตเป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วดับไป และการดับของจิตที่ดับสิ้นไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น จึงเหมือนกับว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่จะล่องลอยไปได้ ซึ่งความจริงจิตไปไหนไม่ได้เลย แต่ว่าจิตต้องเกิดที่รูปในภูมิ หรือในภพ ในโลกที่มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม จิตจะเกิดโดยไม่อาศัยรูป หรือไม่เกิดที่รูปไม่ได้เลย จริงๆ แล้วก็ยังมีภพภูมิซึ่งมีแต่นามธรรมไม่มีรูปก็ยังเกิดได้ แต่ว่าต้องเป็นจิตที่ไม่ใช่ในโลกนี้ที่มีทั้งรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่ปรากฏให้กระทบสัมผัส ด้วยเหตุนี้ให้ทราบความจริงว่า จิตล่องลอยไปไหนไม่ได้ จิตเคลื่อนย้ายที่ไม่ได้ จิตเกิดที่รูปใดก็ดับที่รูปนั้น ไม่ไปดับที่อื่น
(คำว่า) หทย นอกจากหมายถึงใจที่เราเข้าใจกันแล้ว ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่คือหมายความถึงหัวใจด้วย แต่ว่าใจกับหัวใจต่างกัน ใจคือจิตใจ เป็นธาตุรู้ หัวใจไม่รู้อะไรเลย เป็นแต่เพียงรูปซึ่งเป็นที่อาศัยเกิดของจิต เพราะว่าจิตใดๆ ก็ตามขณะนี้ ต้องเกิดที่รูปหนึ่งรูปใดที่กายนี่เอง เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้ไปไหน เกิดขึ้นที่ไหนก็ดับตรงนั้น
การศึกษาเพื่อให้เข้าใจความจริง ความจริงเป็นความจริงถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจได้ เช่นจิตเห็นเป็นชาติไหน กำลังเห็น ชาติไหน ศาสนาไหน ไม่มีเลยใช่หรือไม่ แต่เป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงแท้ๆ ไม่ใช่ของใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย โลภะความติดข้องเกิดขึ้น เป็นชาติไหน เป็นศาสนาไหน หรือว่าเป็นธรรมซึ่งมีจริงๆ เพราะฉะนั้นการศึกษาสิ่งที่มีจริงจะทำให้รู้ว่า ความจริงคืออะไร ความจริงแท้ๆ ไม่ได้เป็นของใครเลยทั้งสิ้น และใครจะเปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้ด้วย เช่นเห็นเกิดแล้ว ใครจะไม่ให้เห็นเกิดขึ้นได้หรือไม่ ใครทำเห็นให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ ใครบังคับเห็นไม่ให้ดับไปหมดไป ได้หรือไม่ ไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น ดังนั้นศึกษาสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจความจริง โดยไม่ต้องใช้ชื่อใดๆ เลยทั้งสิ้น
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ได้พูดถึงไตรลักษณ์ทั้ง ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะถามว่าจิตเกี่ยวข้องกับทั้ง ๓ สิ่งนี้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิตเกิด จะดับได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสามัญลักษณะ ลักษณะทั่วไปของสิ่งใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นธรรมที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา สิ่งที่เกิดแล้วนั่นเองดับเป็นอนิจจัง และสภาพธรรมที่ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาได้ ไม่ให้ดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ ตามเหตุตามปัจจัย ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุว่าเปลี่ยนโดยที่ไม่มีใครต้องการ ทุกคนต้องการความเที่ยง ต้องการความยั่งยืน ต้องการจะเป็นบุคคลนี้ไปอีกนานเท่าที่หวัง หรือต้องการให้ความสุขไม่เปลี่ยนเลย ไม่หมดเลย ต้องการให้เป็นสุขอยู่ตลอดไป ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสภาพธรรมใดก็ตามที่เพียงเกิดแล้วดับ มีประโยชน์อะไร ไม่ชอบ ไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ใช่เช่นนั้นเลย แต่หมายความถึง ภาวะความเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงนั่นเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรยินดี สำหรับสุขควรยินดีใช่หรือไม่ พอใจในสิ่งนั้น แต่ทุกข์ก็ไม่ควรยินดี
เพราะฉะนั้น ความหมายของทุกขลักษณะหมายความว่า การเกิดดับนั่นเองเป็นทุกข์ เพราะว่าเกิดมาเพื่ออะไร เพียงเห็นแล้วดับไป เกิดมาเพื่ออะไร เพียงรสลิ้มอร่อยแล้วหมดไป เป็นชั่วคราวชั่วขณะเท่านั้นเอง ทุกข์จริงๆ ซึ่งใครก็บังคับบัญชาไม่ได้คือการเกิดดับของสภาพธรรม และทั้งหมดเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ต้องมีเหตุที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไปชั่วคราว จะถาวรไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ถามว่าพระผู้ที่ท่านทรงศีล เช่นสายธรรมยุต หรือสายพระป่า ที่ท่านสามารถทรงศีลบำเพ็ญภาวนาในการนั่งสมาธินานๆ ท่านสามารถรู้จิตใจของคนอื่นได้
ท่านอาจารย์ ถ้าจะทบทวนคำถามก็ไม่รู้ตั้งแต่ต้น ใช่หรือไม่ ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร สติปัญญาคืออะไร ก็ยังไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่ก็ไปคิดเรื่องราวของคนที่เข้าใจเองว่า เป็นผู้ที่สามารถที่จะรู้เรื่องจิตมากมาย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว แต่ละคำเป็นสิ่งที่ควรที่จะเข้าใจก่อน
สติคืออะไร ได้ยินบ่อยๆ คนไทยใช้ภาษาบาลีโดยที่นำเพียงคำมา แต่ไม่ได้เข้าใจตัวธรรมจริงๆ ซึ่งเป็นสติ เพราะเหตุว่าถ้ากล่าวถึงสติ สติมีจริงๆ แต่ว่าไม่ได้เกิดตลอดเวลา หรือว่าไม่ได้เกิดเช่นที่เราคิดว่า ขณะที่ข้ามถนนแล้วเดินดีๆ ระวังตัว มีสติแล้วจะได้ไม่ถูกรถชน นั่นคือเราคิดเอง แต่ว่าความจริงธรรมละเอียด แทบจะกล่าวได้ว่าละเอียดยิบ เพราะอะไร เพราะเหตุว่าแต่ละคนก็มีจิตแต่ละหนึ่ง แล้วจิตแต่ละหนึ่งหลากหลายมากมาย แต่ละขณะด้วยซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปรู้ทั่วในจิตซึ่งกำลังมีในขณะนี้
ก่อนอื่นต้องทราบ สติคืออะไร สติมีแน่นอน สติไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่หวาน ไม่ใช่เปรี้ยว สติเป็นสภาพธรรมที่สามารถที่จะรู้ขณะนั้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น รู้ดี รู้ชั่ว ต่างกับจิต เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ไม่ลืมว่าเพราะจิตเกิดรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ แต่ขณะที่กำลังเห็นขณะนี้ไม่ได้มีสติเกิดร่วมด้วย
ได้ยินคำว่า จิต ไม่ใช่สภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต พร้อมกับจิต เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้ แม้ว่าจะเป็นธาตุที่รู้ด้วยกันแต่ก็ต่างเป็นสองอย่างคือ ธาตุชนิดหนึ่งรู้จริง เป็นใหญ่เป็นประธานคือ ไม่มีหน้าที่อื่นใดทั้งสิ้น นอกจากเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏแล้วดับไป แต่ว่ามีธาตุรู้ที่เกิดพร้อมกันคือ ธรรมที่อาศัยจิตเกิดขึ้น เช่น โลภะ โทสะ หรือความเมตตา ความกรุณา ความริษยา ทั้งหมดที่เรากล่าวว่า จิตใจคนนั้นเป็นอย่างไร หมายความว่า ดีหรือชั่ว ก็เพราะธรรมที่เกิดกับจิตในขณะนั้นเป็นเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้มีธาตุอีกชนิดหนึ่ง หรือธรรมที่มีจริงซึ่งเกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต ภาษาบาลีใช้คำว่า เจตสิกะ หมายความถึงธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่ว่าจะเกิดตามลำพังไม่ได้เลย ต้องอาศัยจิตเกิดขึ้น เกิดพร้อมจิตและรู้สิ่งเดียวกับที่จิตรู้ ก่อนอื่นคือ สติไม่ใช่จิต เห็นเป็นขณะที่กำลังรู้ว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏทางตาเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น นั่นคือจิต ได้ยินเสียง เสียงมีหลายเสียง แต่เสียงที่กำลังปรากฏให้ได้ยินเป็นเสียงหนึ่งไม่ใช่เสียงอื่น เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังรู้ ซึ่งต่างๆ กันไปหลากหลาย ไม่ใช่เจตสิก เป็นจิตนั่นเองที่สามารถที่จะรู้ทุกอย่างได้
ธรรมเป็นสิ่งซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมจึงละเอียดมาก ได้ยินคำว่าสติ แต่ไม่รู้ว่าสติคืออะไร แล้วก็เชื่อคนที่พูดว่าเขามีสติและปัญญา แต่สติไม่ใช่ปัญญา สติเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ปัญญาเป็นเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังมีทั้งจิตและเจตสิก เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงเพียงคร่าวๆ ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเพราะจิตเป็นสภาพรู้ สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ และรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏด้วย แต่เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเจตสิกคือ โลภะบ้าง โทสะบ้าง ซึ่งเป็นอกุศลฝ่ายไม่ดีงามให้โทษ และถ้ากล่าวถึงธรรมที่ดีงามซึ่งเกิดกับจิตก็มี
ด้วยเหตุนี้จิตจะดี จะชั่ว ก็เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ถ้าใช้คำว่า สติ ต้องเป็นฝ่ายดี ขณะกำลังรับประทานอาหาร มีสติหรือไม่ เพราะเหตุว่าสติต้องเป็นไปในทางที่ดี กำลังรับประทานอาหาร ทำความดีอะไรหรือไม่ กำลังร้องเพลงเพลิดเพลิน กำลังฟังเสียงเพลงเพราะๆ ขณะนั้นเป็นอะไร สภาพธรรมที่ดีหรือไม่ดี เท่านี้เราก็ไม่รู้แล้ว แสดงว่าเกิดมาเราไม่สามารถที่จะรู้ความละเอียดยิ่งของจิตแต่ละขณะ เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริง ธรรมใดที่เกิด ธรรมนั้นดับ อนิจจังไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงนั่นเองเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
เพราะฉะนั้นถ้าจะศึกษาอะไร ฟังให้เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่กำลังฟัง เดี๋ยวนี้มีจิต มีเจตสิก สองอย่างซึ่งเป็นสภาพรู้ซึ่งเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ใครก็ตามที่บอกว่ามีสติปัญญา ถ้าเขาไม่สามารถที่จะบอกว่า สติคืออะไร ปัญญาคืออะไร คนนั้นมีความรู้จริงๆ ในเรื่องสติและปัญญาหรือไม่ และถ้าเขาไม่พูดให้มีความเข้าใจขึ้น แสดงว่าเขารู้จักสติและปัญญาจริงๆ หรือไม่ ถ้าไม่รู้จักและเขาจะถึงธรรมอะไรที่อ้างอิง ก็เป็นสิ่งที่คนอื่นรู้ได้ว่า ตราบใดที่ยังไม่ใช่ความรู้จริงๆ ของคนนั้น คนนั้นก็เพียงแต่ใช้คำซึ่งทำให้คนอื่นไม่เข้าใจ
ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยเพราะเหตุว่า จิตเป็นสภาพรู้อารมณ์ เมื่อสักครู่นี้เรายังไม่ได้พูดถึงคำนี้เลย แต่ให้ทราบว่าอารมณ์ในภาษาไทย มาจากภาษาบาลีว่า อารัมมณะ แต่เพราะไม่ได้ศึกษาความหมาย จึงเข้าใจตามความคิดของตัวเองว่าหมายความถึงอะไร เช่น วันนี้อารมณ์ดีหรือไม่ คนไทยเข้าใจเท่านี้เองคือ อารมณ์ดี หรืออารมณ์ไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าอารมณ์ในภาษาบาลีหมายความถึง สิ่งที่จิตรู้ เพราะเหตุว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ด้วย เพราะฉะนั้นการที่เราจะศึกษาธรรมให้เข้าใจจริงๆ เราต้องเข้าใจความหมายที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษามคธี ภาษาของชาวมคธ ซึ่งเมื่อทรงแสดงแล้วภาษามคธก็เป็นภาษาที่ชาวโลกได้ฟังต่อมา มีความเข้าใจและจดจำรักษาพระศาสนาไว้ จึงใช้คำว่า ปาละ หรือปาลี หมายความถึง ภาษาที่ดำรงความหมายของพระธรรม
ด้วยเหตุนี้ ต้องเข้าใจคำภาษาบาลีตรงตามคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เช่น อารัมมณะ คนไทยชอบตัดสั้นๆ ก็ใช้คำว่า อารมณ์ สุขะก็เป็นสุข ทุกขะก็เป็นทุกข์ ทั้งหมด จนกระทั่งถ้าจะใช้ภาษาบาลีเป็นภาษากลางของชาวพุทธ ชาวพุทธทั่วไปจะไม่เข้าใจภาษาบาลีที่คนไทยพูด เพราะเหตุว่าเราตัดเปลี่ยนเป็นภาษาไทย เพราะฉะนั้น แต่ละคำขอให้มีความเข้าใจจริงๆ ว่า อารัมมณะในภาษาบาลี ที่ภาษาไทยใช้คำว่า อารมณ์ เคลื่อนจากความหมายเดิม เพราะความหมายเดิมหมายความว่า เมื่อจิตเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จะรู้และไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้เลย เมื่อจิตกำลังรู้สิ่งใด สิ่งที่จิตรู้นั่นเองเป็นอารมณ์ ขณะที่กำลังได้ยินเสียง เสียงปรากฏโดยไม่รู้เลยว่าต้องมีสภาพได้ยิน เสียงนั้นจึงปรากฏว่าเป็นเสียงนั้น ไม่เป็นเสียงอื่น เสียงข้างนอกก็มี เสียงในป่าก็มี แต่ไม่ได้ปรากฏ
เสียงเป็นเสียง เสียงจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นไม่ได้ เสียงจะเปลี่ยนเป็นรสไม่ได้ เสียงต้องเป็นเสียง แต่ว่าขณะใดก็ตามที่จิตไม่ได้ยินเสียง เสียงก็เป็นเสียง แต่ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่อารัมมณะซึ่งจิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นเสียงมีจริง แต่เสียงใดที่ไม่ปรากฏเพราะจิตไม่เกิดขึ้นรู้ เสียงนั้นไม่ใช่อารมณ์ของจิต ซึ่งภาษาบาลีจะใช้คำว่า สัททารมณ์ เพราะภาษาบาลีไม่มีคำว่าเสียง แต่มีคำว่าสัททะ ซึ่งเป็นอารมณ์จึงเป็นสัททารมณ์ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อจิตเกิดรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้
ถ้าวันนี้เห็นดี อารมณ์ดีใช่หรือไม่ จิตใจดี ไม่เดือดร้อน ได้ยินเสียงดี ได้กลิ่นหอม ได้รสอร่อย ได้กระทบสัมผัสที่สบาย ไม่ร้อนจัดเย็นจัด เรื่องราวที่รับฟังก็เป็นเรื่องดีๆ จิตใจในขณะนั้นเราบอกว่า วันนี้อารมณ์ดี ตื่นขึ้นมาอารมณ์ดี ต้องมีสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่มีอะไรปรากฏจะบอกว่าดีได้อย่างไร ใช่หรือไม่ และสิ่งที่ทำให้อารมณ์ของเราในภาษาไทย รู้ว่าอารมณ์ดีก็เพราะสิ่งที่จิตรู้เป็นสิ่งที่ดี ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้ก็ไม่พ้นจากตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง
เมื่อได้เข้าใจคำนี้แล้วไม่เปลี่ยน กลิ่นเป็นอารมณ์เมื่อไร เมื่อจิตกำลังได้กลิ่นและกลิ่นนั้นปรากฏ กลิ่นนั้นเท่านั้นที่กำลังเป็นอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นได้กลิ่นในขณะนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดแต่ตรง และแต่ละคำขอให้เริ่มมีความสนใจที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนหมด แม้แต่คำว่าสติ หรือปัญญา หรืออารมณ์ เพราะเหตุว่าไม่ได้รู้ภาวะซึ่งเป็นธรรมของสิ่งนั้นจริงๆ อีกคำหนึ่งที่อยากจะให้เข้าใจขึ้นก็คือ นามธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740