ไม่รู้จักจิต
ทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ว่ารู้ความจริงของมนุษย์มากน้อยแค่ไหน และจะรู้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้มีการฟังเรื่องของมนุษย์โดยละเอียด คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเกิดแล้วตายใช่ไหม แล้วก็ยังสงสัยจากคำถามที่ว่าตายแล้วไปไหน ถูกต้องไหม เหมือนกับว่าขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่มีจิต แล้วตายแล้วจิตไปไหน
ถามอย่างนั้น หรือว่าจากคำถามก็พอที่จะคิดว่าหมายความอย่างนี้ จิตเมื่อวานนี้มีไหม มี จิตเมื่อวานนี้ไปไหน จะมาเป็นจิตวันนี้ ไม่ได้ เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริง ก็คือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีปัจจัยที่สมควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิดเป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นจึงเกิดได้ เด็กเล็กๆ ก็พอที่จะเข้าใจใช่ไหม กำลังเป็นๆ แล้วก็ตาย
ความต่างกัน ก็คือว่าคนเป็นๆ ก็เห็น ก็ได้ยิน ก็คิดนึก ก็เป็นสุขเป็นทุกข์ เคลื่อนไหวทำกิจการงานต่างๆ ได้ แต่คนตายไม่มีจิต เพราะเหตุว่าทำอะไรก็ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เดินไม่ได้ เห็นไม่ได้ พูดไม่ได้ คิดไม่ได้ ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไป เพราะเหตุว่าไม่มีจิตนั่นเอง จิตปราศไปหมดไป สิ้นสุดความเป็นสภาพของบุคคลนี้
ตราบใดที่เกิดแล้วไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน คิดนึกต่างๆ ก็ตาม ก่อนที่จะสิ้นชีวิต ยังมีจิตอยู่ทั้งนั้นเลย แล้วก็เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับเร็วมาก สุดที่จะประมาณได้ แม้ในขณะนี้ก็เป็นอย่างนี้ จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเจ็บต่างๆ นี่ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเมื่อมีจิต
ถ้าไม่มีจิต ก็คือเหมือนกับรูปซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย โต๊ะรู้อะไรไม่ได้ คนตายก็รู้อะไรไม่ได้ ไม่ต่างกับท่อนไม้ ซึ่งท่อนไม้ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก ความต่างของคนเป็นกับคนตาย ก็คือว่า คนตายไม่มีจิต แต่คนเป็นมีจิต ไม่ขาดเลยตั้งแต่เกิดจนตายสักขณะเดียว
ธรรมเป็นเรื่องที่ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ต้องคิดไตร่ตรอง ตอนหลับสนิทมีจิตไหม ถ้าฟังแล้วเข้าใจก็ตอบได้ใช่ไหม เกิดแล้วยังไม่ตาย เพราะเหตุว่ายังมีจิตเกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ตามประเภทของจิตนั้นๆ เพราะว่าจิตนี่หลากหลายมาก จิตเห็นไม่คิดเพียงเห็น จิตได้ยินก็ไม่ได้กลิ่นไม่ได้คิด เพียงได้ยินเสียง
ความหลากหลายของจิตในวันหนึ่งวันหนึ่ง เกิดดับสืบต่อตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดไม่หยุดเลย คนที่ทำงานก็มีเวลาเลิกใช่ไหม ๘ โมงเช้า เลิก ๕ โมงเย็น หรืออะไร แต่จิตไม่เคยหยุดทำงาน เพราะว่าจิตเกิดแล้วก็ดับ การดับไป ปราศไป หมดสิ้นไปของจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ จิต คือ สภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เกิดรู้แล้วก็ดับไป แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตนั้นๆ คนตาบอดไม่มีจิตเห็น แต่มีจิตอื่น คนที่ไม่ได้ยินเสียง ก็เสียงไม่ปรากฏ เป็นโลกเงียบแต่มีเห็น
ความหลากหลายของจิตมาก แล้วก็เกิดดับอย่างเร็ว ลองคิดถึง สิ่งหนึ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับไป สิ่งที่เกิดต่อไปจะเป็นสิ่งเก่าได้ไหม ไม่ได้เลย สิ่งใดก็ตามที่ดับไปแล้ว สิ่งนั้นไม่กลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดสืบต่อก็มีปัจจัยที่จะเกิด เหมือนเราเห็นไฟ ความจริงไฟเกิดจากเชื้อที่ทำให้เกิดไฟนิดเดียวแล้วก็ดับ แล้วก็มีเชื้อที่ทำให้เกิดไฟต่อ สืบต่อไปจนเป็นไฟกองใหญ่แล้วก็ปรากฏนาน แต่ต้องเพราะมีเชื้อไฟ จึงทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ฉันใด จิตขณะนี้ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป แต่ก็มีธรรมที่จะทำให้จิตเกิดดับสืบต่อ ไม่หมดสิ้นเลย ไม่มีระหว่างคั่นด้วย ทันทีที่จิตหนึ่งดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อทันที
จิตขณะนี้ไม่ใช่จิตขณะแรกที่เกิดขึ้นในโลก และไม่ใช่จิตเมื่อวานนี้ด้วย และไม่ใช่จิตเมื่อสักครู่นี้ด้วย นี่คือความรวดเร็วของสภาพธรรม ซึ่งถ้าไม่มีการฟังจะไม่มีการเข้าใจเรื่องจิต เข้าใจเผินๆ ว่ามีจิต แต่ไม่รู้จักจิต และอาจจะพูดเรื่องจิตตามความคิดของตนเอง แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงของจิต
คำถามที่ว่านอนหลับมีจิตไหม มี แน่นอน ตราบใดที่ยังไม่สิ้นชีวิต เราจึงได้บอกว่าหลับแล้วตื่น เราไม่ได้บอกว่าตายแล้วเกิด แต่เราพูดว่าหลับแล้วตื่น เพราะว่ายังไม่ตายเพียงแค่หลับเพราะอะไร พอตื่นจิตก็เกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา หรือว่าได้ยินเสียง หรือว่าคิดนึก หรือว่าได้กลิ่น เป็นต้น
จากโลกนี้ไปแล้ว ในความคิดของคนที่ไม่รู้จักเหตุปัจจัย ก็จะเข้าใจว่าไม่มีโลกหน้า ตายแล้วสูญ แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าแม้จิตขณะนี้ก็ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดคือ กิเลส ตราบนั้นยังต้องเกิดอีก วนเวียนไปแล้วแต่ว่าจะเกิดที่ไหน เพราะฉะนั้นบุคคลที่ตายแล้วไม่เกิด คือ ปรินิพพาน ได้แก่ พระอรหันต์ ซึ่งดับเหตุที่จะให้เกิด คือ กิเลส ไม่เหลือเลย
ด้วยเหตุนี้แต่ละคำที่เราได้ยิน ต้องไม่เผิน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันตะ หมดสิ้นกิเลส ไกลจากกิเลส ไม่มีกิเลสที่จะแผ้วพานเข้าไปใกล้จิตอีกได้เลย และไม่ใช่เป็นแต่เพียงพระอรหันต์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องไม่ใช่พระอรหันต์ที่เป็นสาวก ที่หมดกิเลสเพราะการฟังการอบรมปัญญาของตนเอง แต่ต้องเป็นผู้ที่อบรมปัญญาที่สามารถจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ และก็ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ว่าไม่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกให้เข้าใจตามที่พระองค์ได้เข้าใจโดยนัยประการต่างๆ ตลอด ๔๕ พรรษา

