ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
ตอนที่ ๑๗๒๕
สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ทุกข์จะไม่รู้หนทางที่จะทำให้รู้ทุกข์ได้ไหม เมื่อทุกข์ลึกซึ้ง หนทางลึกซึ้งไหม เพราะเหตุว่าเป็นการรู้สิ่งที่เคยไม่รู้มาก่อน แล้วก็กำลังเป็นปกติอย่างนี้ด้วย เพราะฉะนั้นการฟังเวลานี้ ก็ฟังดูว่าธรรมเป็นอย่างนี้ แต่เพียงกำลังฟังให้เข้าใจ เพื่อที่จะถึงการค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นหนทาง และก็มีปัจจัยเดียวที่จะทำให้มรรค ซึ่งเป็นหนทางนั้นเกิดได้ คือ ความเข้าใจ ตั้งแต่ขั้นการฟัง หนทางของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก มีหนทางเดียว คือ หนทางให้ผู้ฟังเกิดความรู้ ความเข้าใจของตนเอง เพราะฉะนั้น ทุกขสมุทยอริยสัจจะ เมื่อกี้นี้ถามคุณอรวรรณตั้งแต่ต้นว่ากำลังติดข้อง รู้ไหม
ผู้ฟัง ยังไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เห็นไหม ละเอียดทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ ต้องละเอียดมาก ถึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นหนทางที่ถูก และตรง คือ ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคง ใช้คำว่า สัจจญาณ รู้ว่าความจริง คือ เดี๋ยวนี้ สภาพธรรมเป็นอย่างนี้ เปลี่ยนไม่ได้ ถ้ากล่าวถึง อริยสัจจ์ ๔ ก็มี สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ในปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ได้พบ ได้ฟังพระธรรม พระผู้มีพระภาคเสด็จไปที่ ไหน ทรงแสดงพระธรรม ตรวจสอบได้ทั้งหมดในพระไตรปิฎก ไม่ใช่บอกคนที่มาเฝ้าว่า นั่ง หลับตา แล้วรู้เอง ไม่มีเลย แม้แต่ปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่จะทำให้พระธรรมเคลื่อน เป็นไป อุปการะแก่ผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง ก็ต้องเป็นเรื่องของการทรงแสดงความจริง ให้คนนั้นเกิดปัญญาที่จะรู้ว่าหนทางเดียวจริงๆ ไม่ใช่ทางอื่น นอก จากเริ่มจากสัจจญาณ ซึ่งมาจากปริยัติ การฟังและรอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ใช่ฟังเผินๆ รู้แล้ว รู้แล้ว รู้แล้ว แล้วจริงหรือเปล่า นั่นคือ เผินมาก ถ้าเผินอย่างนั้น เกือบเพียงแค่ฟังแล้วรู้ พระผู้มีพระภาคไม่ต้องทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา สำหรับท่านพระปัญจวัคคีย์ เห็นไหม กี่วัน ที่ทรงแสดง ไม่ใช่รู้แล้ว วันแรกก็พอแล้ว ไม่มีเลย แล้วไม่ว่าจะเสด็จที่ไหน ทรงแสดงพระธรรมอุปการะแต่คนที่ได้สะสมปัจจัยมาแล้ว เพราะฉะ นั้น เราจะไปชักชวนใครสักเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเหตุว่าการกล่าวธรรมมีประโยชน์ที่สุด เพียงแค่ชีวิตประจำวัน กล่าวธรรมเล็กๆ น้อยๆ คนมีปัญญาสะสมมาก็สนใจที่จะรู้ให้มากกว่านั้น แต่ถ้าไม่สนใจเลย ก็หมายความว่าไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคนที่ไม่ได้สะสมมา เข็นครกขึ้นเขา ไหวไหม เขาใหญ่ ใครจะลอง เมื่อไหร่จะเสร็จ วันนี้ทั้งวัน ได้ไหม ก็ไม่ได้ นั่นยิ่งกว่าอีก ใช่ไหม เพราะว่าครกก็ไม่มี จะเข็นได้อย่างไร ใช่ไหม นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องละเอียด เพราะฉะนั้นหนทางที่จะรู้ธรรม ต้องรู้ว่าละเอียดด้วย ไม่ใช่ละเอียดแต่เฉพาะทุกขอริยสัจจะ ซึ่งเกิด ดับ ในขณะนี้ แม้แต่หน ทางก็เริ่มด้วย ไม่ใช่หนทางเพื่อได้ หรือเพื่อเอา ฟังธรรมได้เกียรติยศไหม ปัญญาเกิดขึ้นรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข หรือว่า เพื่อละ การยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เพราะรู้ความจริง ไม่มีเรา แต่มีธรรม ฟังอย่างไรๆ ก็ยังเป็นปัญญาขั้นฟัง แต่ไม่ได้เสียหาย และไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย ยิ่งฟัง ยิ่งไม่ลืม ว่าความจริงแล้วเป็นธรรม ต้องถึงความจริงว่าเป็นธรรม สัจจญาณก่อน จึงจะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะ จะใช้คำนี้ หรือไม่ใช่คำนี้ก็ได้ แต่เป็นขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม มีความเข้าใจในขณะนั้น ไม่ใช่ว่าเหมือนเดิม แข็ง ก็ แข็งเหมือนเดิม แต่มีการรู้ และเริ่มเข้าใจว่า ขณะนั้นไม่มีอะไรเลย นี่คือ สังสารวัฏฏ์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ เป็นหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ และก็สะสมสืบต่อไป เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังได้ฟังว่าขณะนี้เป็นธรรม คิดว่ามั่นคงพอหรือยังที่เป็นสัจจญาณ ถ้าไม่ไปไหน ไม่ไปทำอะไร แล้วก็รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ก็เริ่มที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าปกติธรรมดาทั้งวัน ก็มีเห็น มีได้ยิน แต่ไม่ได้รู้ลักษณะนั้นๆ เลยแม้แต่คิดนึกก็เป็นธรรม ก็ไม่ได้รู้ลักษณะที่เป็นธรรม สัจจญาณหรือยัง ถ้าไม่ลืม เข้าใจถูกต้อง ก็เริ่มจะมั่นคง เมื่อมีการมั่นคงขึ้น ก็สามารถที่จะแม้ขณะที่เห็นแล้ว ก็ไม่คิดอะไร อย่างอื่น เรื่องอื่นหมด รู้เฉพาะลักษณะของสิ่งที่ปรากฏซึ่งเป็นธรรม ค่อยๆ ชินกับลักษณะที่เป็นธรรมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นคือ กิจจญาณ จนกว่าจะรู้ความจริง ก็คือ กตญาณ รู้ว่าสภาพธรรมเกิดขึ้น และดับไป ลึกซึ้งไหม เพราะฉะนั้น จะไม่หลงทาง ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง เห็น ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แล้วขณะนี้ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็ลึกซึ้ง ที่จะต้องให้เข้าใจ ซึ่งเมื่อศึกษาก็เข้าใจ เห็น ขณะนี้ว่า ไม่ใช่เราเห็น ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นธรรม แต่ละลักษณะที่ปรากฏให้รู้ได้ ในตรงนี้ดูเหมือนว่าการศึกษาที่จะให้เข้าใจตรงนี้ เหมือนก็ต้องมั่นคงในความเป็นธรรม แต่ละลักษณะ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจริงๆ จึงจะค่อยๆ สะสมความเข้าใจที่จะให้รู้ตรงลักษณะที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ ได้
ท่านอาจารย์ และความละเอียด ลึกซึ้ง ก็คือว่า เผินคำที่ได้ฟัง ไม่ได้เลย ผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้ เช่น กล่าวว่า จิตขณะนี้เกิด จึงเห็น แล้วดับ แค่นี้จะข้ามไปไหน หรือเปล่า หรือว่ารู้ว่าขณะนี้เป็นอย่างนั้น ขั้นฟัง แต่ว่าสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนั้นได้ นั่นจึงจะกล่าวได้จริงๆ ว่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้ ก็เพียงฟัง แต่ผู้ที่รู้แล้ว จะกล่าวผิดจากนี้ ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงเห็นได้ว่าความจริงสำหรับผู้รู้ และก็เป็นทางที่เมื่อได้เข้าใจขึ้นๆ ก็จะรู้อย่างนั้นจริงๆ เป็นการพิสูจน์การที่พูดตามด้วยความเข้าใจขั้นฟังว่าไม่ใช่เพียงเข้าใจตามขั้นการฟัง แต่ยังสามารถที่จะรู้ความจริงในขณะที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น และดับไปด้วย ไม่อย่างนั้นก็เป็นโมฆะ ได้แต่พูดใช่ไหม แต่ถ้าค่อยๆ เข้าใจขึ้น ความมั่นคงก็จะเริ่มทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมทีละเล็ก ทีละน้อย มากเลย มากๆ เล็กน้อยมากๆ แต่ก็สะสมขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่รู้ว่าขณะนั้นเริ่มเจริญขึ้น จากฟังและการรู้ลักษณะของสภาพธรรม และเมื่อเริ่มเจริญขึ้นแล้ว ขณะที่รู้ ก็คลายการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แม้ยังไม่ประจักษ์ แต่ก็รู้ว่าลักษณะของธรรมต่างกัน ไม่ใช่ขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็ละเอียดเข้ามาถึง ไม่ใช่ขณะเดียวกัน เผินไม่ได้อีกแล้ว ใช่ไหม ก็จะต้องรู้ความจริงว่าจะรู้ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน ก็ต่อเมื่อรู้เฉพาะทีละหนึ่ง จึงจะรู้ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน
อ.วิชัย การที่จะตั้งจิตไว้ชอบในการที่จะฟังพระธรรม โดยความที่จะให้เกิดความรู้ความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพียงแต่อาศัยการที่จะฟังเยอะๆ แต่ว่าไม่มีความรู้ ความเข้าใจโดยละเอียด
ท่านอาจารย์ ก็ต้องมาตรงที่ ฟังธรรมด้วยความจริงใจ สัจจะ ความตรง คือ เพื่อเข้าใจ เพราะว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ และการที่จะเข้าใจธรรม ก็ไม่ได้ง่ายเลย เพราะเหตุว่าสะสมความไม่รู้มานานมาก เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรง และจริงใจ ที่จะรู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ ฟังเรื่องก่อน ใช่ไหม เพราะว่าเคยเห็นแล้วก็ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมมานานมาก เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าพอฟังแล้ว จะเข้าใจธรรมตรงตัวลักษณะของสภาพธรรม เพียงแต่ว่า แต่ละคำที่ได้ยิน ไม่ผ่านไป ใช่ไหม แต่ละคำที่ได้ยิน ก็ไตร่ตรอง เช่น ธรรม แค่นี้ รู้ว่ายังไม่รู้ธรรม ถูก เพราะว่าฟังแล้ว รู้ว่าทุกอย่างขณะนี้เป็นธรรม ซึ่งเกิด ดับ เพราะฉะนั้นยังไม่รู้ธรรม ยังไม่รู้ลักษณะของธรรมเลย เพียงแต่เรื่องของธรรม นี่คือ ความตรง ประการแรก คือ กำลังฟังเรื่องของธรรม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ขณะที่สามารถจะเข้าใจลักษณะของธรรม ซึ่ง เกิด แล้วก็ดับ จริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าฟังไปเรื่อยๆ ให้เข้าใจ บางคนก็เลยฟังไปเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่าเรื่อยๆ แล้วก็จะเข้าใจความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ฟังไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มเข้าใจขึ้นในแต่ละคำที่ได้ยินด้วย คือ ไม่เผิน และไม่ข้าม คือ ความจริงขณะนี้ ก็คือว่า เริ่มต้นมีธรรมแน่นอน กำลังปรากฏแน่นอน และกำลังฟังเรื่องธรรมด้วย แต่ยังไม่ถึงเวลาที่สามารถที่จะกำลังรู้ลักษณะที่เป็นธรรม แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นธรรมเลย ก็ไม่มีวัน ไม่มีทางที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมด้วยปัญญาอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจขึ้นเท่านั้น แล้วก็แต่ละคนจะเข้าใจขึ้นได้มากน้อยเท่าไหร่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะหวัง หรือเราจะคาดคะเน ว่าเราฟังอีกสักเดือนหนึ่ง เราคงจะเข้าใจมากกว่านี้ นั่นก็คือ ไปหวัง แต่ว่าฟังเมื่อไหร่ จะรู้ได้ว่าเข้าใจขึ้นมากน้อยเท่าไหร่ ก็คือ ในขณะที่กำลังฟังนี่เอง จะรู้ว่าเข้าใจแค่ไหน ขอทราบความรู้สึกของคนที่ได้เริ่มเข้าใจธรรม เพราะว่าได้ฟังธรรมมานานมาก เรื่องธรรมทั้งหมด และขณะนี้ก็มีธรรม แล้วก็กำลังฟังเรื่องของธรรม ขอทราบว่าเข้าใจธรรมขึ้นมากน้อย แค่ไหน
ผู้ฟัง คือ พอรู้ตัวว่าค่อยๆ เข้าใจธรรมมากขึ้น ก็รู้ตัวว่าไม่ได้เข้าใจธรรมมากอย่างที่คิด
ท่านอาจารย์ แค่นี้ ถูกต้อง
ผู้ฟัง ยิ่งเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่ายิ่งรู้ตัวเองว่ารู้น้อย กับอวิชชาที่มีมาก
ท่านอาจารย์ เพราะมีความรู้มากขึ้น ใช่ไหม แต่ว่าถ้าไม่รู้จริงๆ จะเข้าใจว่าเรารู้แล้ว หรืออาจจะคิดว่า เราเข้าใจแล้ว แต่ที่เข้าใจ แม้แต่เรื่องราวของธรรม จะเห็นได้ว่าละเอียดขึ้นหรือเปล่า แม้เรื่องราว ถ้าเรื่องราวละเอียดขึ้น ก็แสดงว่าธรรมจริงๆ ก็ต้องละเอียดขึ้นด้วย เรื่องราวถึงได้ละเอียดอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นเพียงขั้นฟังเรื่องราว จะเห็นได้ว่า ตอนต้นๆ เราก็ฟังแล้วรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจบ้าง ยิ่งฟัง ก็ยิ่งมีความละเอียดของเรื่องราวเพิ่มขึ้น เพื่อให้เข้าใจความจริงว่าธรรมเป็นอย่างนั้น นี่คือ ขั้นปริยัติ เพื่อให้เข้าใจความจริงว่า ธรรมเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไปรู้ธรรมนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่าง และเห็นประโยชน์ของทั้งสองอย่าง ว่าถ้าไม่มีการฟังจนกระทั่งเข้าใจเรื่องราวของธรรมที่ละเอียดขึ้นๆ การที่จะโน้มไปสู่ความเห็นว่าเป็นธรรม ก็ไม่มี แต่เมื่อไหร่ที่เรายิ่งเข้าใจเรื่องราวของธรรมที่ละเอียดขึ้น ไม่ใช่เพียงฟัง แต่เข้าใจ แล้วก็ละเอียดขึ้น ก็จะเห็นความลึกซึ้งของธรรม ก็จะทำให้เราไม่หวัง และก็ไม่คิดจะรู้แจ้งธรรม โดยไม่รู้อะไร เป็นไปไม่ได้เลย แต่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ความเข้าใจจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่จะบอกได้ไหมว่าฟังเรื่องราวของธรรม เข้าใจขึ้นแล้วเข้าใจตัวธรรม เดี๋ยวนี้ เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องของการอบรมความรู้ เพื่อละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าถามคนอื่นว่าเค้ารู้แค่ไหน หรือมานั่งวัดเอง เรารู้แค่ไหนแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่สามารถเข้าใจเรื่องที่ได้ฟัง และค่อยๆ เข้าใจตัวธรรม เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็แสดงว่านั้นเป็นผลของการเข้าใจเรื่องราวของธรรม
ผู้ฟัง คือ ในขณะที่ฟังเข้าใจ ก็จะมีการที่จะคิดถึงธรรมที่ได้ฟังอยู่เสมอ และท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาเตือนว่า ส่วนใหญ่ก็คิดเองก็มี คิดผิดก็มีด้วย ตรงนี้ท่านอาจารย์จะอนุเคราะห์ประโยชน์สำหรับการฟังที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังธรรม คิดถึงธรรมที่ได้ฟัง หรือว่าคิดต่อไปเรื่องอื่น อาจจะเอาเรื่องอื่นมาปะติดปะต่อ ชื่อนั้น ชื่อนี้ แล้วก็เลยคิดไปโดยเป็นความคิดของตัวเอง ไม่ใช่การไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟัง เช่น พอบอกขณะนี้เป็นธรรมเลย มีธรรมให้รู้เลย นั่นคือประโยชน์ที่ได้รับจากการฟัง แล้วไม่ลืมว่าฟังเพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังเป็นอย่างนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้มากขึ้น แล้วไม่ลืม ก็เริ่มจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม แต่ละอย่าง ทางตา มี ขณะนี้ปรากฏ ทางกาย มี แข็งปรากฏ แล้วเราก็ฟังเรื่องอย่างนี้ แต่เป็นเรื่องของธรรมนั้นๆ แต่เวลาที่กำลังรู้แข็ง ขณะนั้นมีความเข้าใจ คือ รู้ว่าขณะนั้น สิ่งนี้มีแน่นอน แข็งมีแน่ๆ แล้วเราเคยสนใจ หรือกำลังรู้ลักษณะที่แข็งหรือเปล่าก่อนนี้
ผู้ฟัง ก่อนนี้ มีแข็ง แต่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปหมดเลย
ท่านอาจารย์ นี่แสดงว่าไม่เคยมีการที่จะเริ่มเข้าใจลักษณะที่แข็ง เพราะฉะนั้นเป็นความรู้ของคนที่ฟังเอง ใช่ไหม ที่ไม่เหมือนกันเลย ตอนที่เราฟังเรื่องแข็ง แต่ไม่รู้ตรงสภาพที่กำลังแข็ง เยอะ บ่อย ก็ฟังเรื่องนี้แหละ แต่ว่าขณะใดก็ตาม ที่กำลังรู้ตรงแข็งที่กำลังปรากฏ นั่นเพียงการเริ่มต้น และก็จะมีความต่างด้วยว่าฟังเรื่องแข็ง เป็นสิ่งที่สามารถกระทบกายปสาท ขณะใดก็ตามที่แข็งปรากฏ ขณะนั้นแข็งมีจริงๆ และก็กำลังมีสภาพที่รู้แข็ง แข็งจึงปรากฏได้ นี่คือ ฟังๆ ๆ เข้าใจจริงๆ อย่างนี้ จนกำลังรู้ลักษณะแข็ง แต่ว่าสั้นมาก น้อยมาก เพราะเป็นการเริ่ม และสิ่งที่จะรู้มากมายเลย เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เกิดแล้ว ดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งใหม่ซึ่งเกิดที่สามารถที่จะเข้าใจ แต่ก็คือ แข็งก็เป็นแข้ง เห็นก็เป็นเห็น เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย จนกว่าจะรู้ความจริงว่าเริ่มรู้ลักษณะของสภาพธรรม โดยความเป็นอนัตตา แต่ถ้าจงใจวันนี้จะต้องรู้แข็งให้มากๆ ก็ผิดแล้ว แต่ว่าเมื่อไรก็ตามที่แข็งเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจในความเป็นอนัตตาของแม้สติที่กำลังรู้ตรงแข็ง ก็รู้ว่าเลือกไม่ได้เลย หรือว่าขณะที่เสียงกำลังปรากฏ นิดเดียว หมดแล้ว ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ไม่ได้คิดอะไรเลย รู้เฉพาะเสียง เพราะฉะนั้นจะได้ยินคำว่า ตามรู้ ในมหาสติปัฎฐาน สติปัฏฐาน หรือว่า สติสัมปชัญญะ เป็นสภาพที่ใช้คำว่า ตามรู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ฟังจนกระทั่งเข้าใจถูกต้อง จะมีตัวตนที่พยายามจะรู้ ตามไปหมดเลย อะไรปรากฏแต่ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ตามรู้ คือ ลักษณะนั้นที่ปรากฏนั่นแหละ อย่างแข็ง ลักษณะแข็งนั่นแหละ ขณะที่รู้ตรงแข็งนั้น คือ ตามรู้ เพราะว่าไม่มีอะไรมาคั่น โลภะ โทสะ เรื่องราวต่างๆ ยังไม่มีในขณะนั้น มีเฉพาะลักษณะนั้นที่ปรากฏกับกายวิญญาณ เมื่อปรากฏแล้วก็มีการรู้ ตรงนั้น นั่นคือ ตามทันที ไม่ได้ทิ้งลักษณะที่กำลังปรากฏ เพราะเกิดแล้ว แต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นจะเป็นขณะที่สั้น และเร็ว พร้อมกับการเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมนั้น แต่ถ้ายังไม่ชำนาญ เรากำลังรู้ มาแล้ว คิด และกำลังตามรู้ด้วย บางทีก็คิดเป็นคำนั้นด้วย แต่ความจริงเมื่อไหร่ที่จะค่อยๆ ชิน จนกระทั่งคลายการยึดถือ และสามารถที่จะละความรู้สึกว่าเป็นเรา จนเกลี้ยง ไม่เหลือเลย นั่นคือ เริ่มมีความเข้าใจว่าต้องอาศัยการฟัง การเข้าใจ และการเริ่มรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ มีจริงๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่าขณะนั้นตามแล้ว กำลังรู้ลักษณะที่ปรากฏในขณะนี้ แต่ละลักษณะ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่า ธรรมนี้ก็ใหม่อยู่เสมอ ไม่มีของเดิมกลับมาเกิดเลย ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า ขันธ์ ใช่ไหม ขันธ์ แต่ละหนึ่งๆ
ผู้ฟัง แต่ละหนึ่งที่ใหม่
ท่านอาจารย์ แต่หลากหลายด้วย ไม่เหมือนเก่าด้วย
ผู้ฟัง นี่ก็คือ ความวิจิตรของธรรม หรือว่าท่านอาจารย์กำลังพูดถึงขันธ์ด้วย ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพื่อให้รู้ความจริงว่าเราติดข้องในอะไร แค่ติดข้องในสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แล้วก็ได้ยิน ได้ฟัง ว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิด อายุ ๑๗ ขณะจิต สามารถปรากฏได้ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ดับแล้ว ไม่กลับมาอีก นี่คือความเข้าใจเรื่องขันธ์ เพราะว่าเกิดแล้วดับ และก็หลากหลายด้วย อันใหม่ ก็ไม่ใช่อันเก่า ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความจำ ความคิดนึก หรือการเห็น หรือการได้ยิน ทุกอย่าง ที่ใช้คำว่า ดับ คือ ไม่เหลือเลย แล้วกลับมาอีกไม่ได้เลย ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนี้ วันนี้เรายังไม่คิดหน่ายแน่ๆ แต่ความเข้าใจความจริง ก็ทำให้เราเริ่มเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงว่าเป็นความจริง จนกระทั่งมั่นคงขึ้น ที่จะเข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม ฟังมาก แต่ก็มาเริ่มต้นที่ลักษณะที่เป็นธรรม
ผู้ฟัง แม้ว่าฟัง แต่ก็ยังไม่หน่าย แต่ก็ฟังต่อไปอีก
ท่านอาจารย์ เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เราหน่าย แต่ว่าเพื่อเข้าใจขึ้นๆ ถ้าเข้าใจว่าสิ่งที่เราพอใจทางตา เพียงปรากฏ แล้วหมดไป ถ้าปัญญาสะสมมาถึงระดับที่จะละความติดข้อง อย่างท่านพระพาหิยะ หรือท่านพระสารีบุตร สะสมความเข้าใจถูก และการอบรมเจริญปัญญา จนมีความเข้าใจที่มั่นคง ทันทีที่ฟังปัญญาสามารถที่จะละได้เลยแต่ว่าปัญญาที่สามารถละได้ ก็คือ ปัญญาที่ได้อบรมมาแล้วนานมาก จนถึงวาระที่จะได้เป็นพระอัครสาวก หลังจากที่สะสมปัญญามา หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ ถึงเวลา ก็คือ พอได้ฟังแล้ว การเข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะไม่ติดข้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ทำให้ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม คือ การเกิดขึ้นและดับไป จนกระทั่งเห็นเป็นภัยเห็นเป็นโทษ ในขณะนั้น ไม่ใช่ต้องเป็นคำเลย แต่ปัญญานั่นเองสามารถที่จะถึงการคลาย การหน่าย สาระอะไรกับการที่หลงติดในสิ่งที่เพียงปรากฏ แล้วก็หมดไป แต่เพราะความไม่รู้ในสิ่งที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก จนทำให้ยึดมั่นว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจริงๆ อย่างเมื่อวานนี้ เราก็พยายามที่จะให้เห็นความไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ถูกต้องไหม หรือว่าจะไปให้เข้าใจว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ถามว่าพระเชตวัน มีไหม
ผู้ฟัง ยังจำว่ามี
ท่านอาจารย์ แค่ยังจำว่ามี ยังจำไว้ทุกอย่างว่ามี เป็นอัตตสัญญาทั้งหมด จำ คือ สัญญา จำว่ามี คือ อัตตะ ยังไม่ได้ดับ ยังไม่ได้หมดไป ยังมีอยู่ ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นที่จะรู้ว่าเป็นอนัตตสัญญา พระเชตวัน หรือที่นี่ เป็นธรรม ถูกต้องไหม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ที่ไหนก็ได้ เทวดา มนุษย์ สวรรค์ ที่ไหน ก็ต้องมีธรรม ที่มีจริงๆ ธรรมที่มีจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือว่า พระเชตวัน เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม
ผู้ฟัง ถ้าเป็นพระเชตวัน ก็เป็นกล่องของรูปธรรม
ท่านอาจารย์ นี่ก็ค่อยๆ กว่าจะถึงการที่เราหลงเข้าใจว่า มีพระเชตวัน โดยการรู้ว่าต้องเป็นธรรม ซึ่งไม่รู้อะไรเลย ถูกต้องไหม เป็นรูปธรรม ที่สามารถจะปรากฏให้เห็นทางตา หรือสามารถจะปรากฏให้เห็นทางกาย จนกระทั่ง ใจในคิดถึง คำว่า เชตวัน หรือแม้ไม่คิด ก็จำว่า ตรงนี้ต่างกับตรงนั้น แต่ความจริงแท้ก็คือ เห็นเป็นเห็น สิ่งใดก็ตาม จะตรงไหนก็ตาม เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ เพื่อที่จะได้ละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้ายังคงเป็นพระเชตวันก็เป็นอัตตสัญญา เหมือนกับที่นี่ก็ยังคงเป็นเขาใหญ่ ถ้าเป็นอัตตสัญญาว่าเป็นเขาใหญ่จริงๆ เหมือนกับพระเชตวันจริงๆ แต่จริงๆ แล้วก็คือว่า ต้องมีสิ่งที่ปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1681
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1682
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1683
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1684
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1687
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1689
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1691
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1692
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1693
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1694
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1695
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1696
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1697
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1698
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1699
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1701
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1702
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1703
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1704
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1705
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1706
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1707
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1708
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1709
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1710
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1711
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1712
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1714
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1715
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1716
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1717
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1718
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1719
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1720
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1721
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1722
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1723
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1724
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1725
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1726
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1728
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1729
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1730
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1731
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1732
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1733
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1734
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1735
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1736
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1737
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1738
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1739
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1740