ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1727


    ตอนที่ ๑๗๒๗

    สนทนาธรรม ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

    วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    พอใจในความเสื่อมของคนอื่น ใช้คำว่าสมน้ำหน้า หรือสะใจหรืออะไร ก็เป็นสภาพของอกุศล สวนดุสิต สยานี้ก็คือ ความไม่สบายใจที่บุคคลอื่นได้ลาภยศ สรรเสริญ สุข ได้สิ่งที่ดีก็ต้องเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกันใช่ไหม เพราะว่าลักษณะของความริษยา ขณะนั้น ใจก็ไม่ไม่สบาย เป็นโทสะมือถือ เป็นโทสะมูลจิต ดังนั้นก็สมน้ำหน้านี้ก็เป็นลักษณะของโลภะ ที่พอใจในความเสื่อมของคนอื่นใช่ไหม ส่วนริษยา ก็คือ ไม่พอใจในความได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ของคนอื่น ข้างๆ นี่มีเสียงว่าถ้าหมั่นไส้หรือเป็นยังอยากรู้ชื่อเรียกว่าขณะที่กำลังหมั่นไส้ บางทีก็แปลก ใช้คำซึ่งเราก็ยังหาไม่เจอเลย ถ้าคนที่ไม่ค่อยจะหมั่นไส้ใคร พอเค้าบอกหมั่นไส้แล้วก็เอ๊ะ มันเป็นอย่างไร หมั่นไส้ ใช่ไหม แต่ถ้าคนที่หมั่นไส้เก่งๆ เขารู้ดีเลยขอพูดถึงก็รู้เลยว่าหมั่นไส้เป็นอย่างไร แต่คนที่ไม่ค่อยจะหมั่นไส้ นึกไม่ค่อยออก เพราะไม่ได้เคยหมั่นไส้ใช่ไหมไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่หมั่นไส้เป็นอย่างไร ท้อเสียแล้ว อาจารย์แน่นอน ขณะใดก็ตามที่จิตประกอบด้วยความไม่สบายใจ ขณะนั้นเพราะโทสะต้องมีโทสเจตสิกเกิด และก็สภาพธรรม เล่นก็เกิดกับโทสะขณะนั้น แล้วแต่จะเป็นอิสสามัจฉริย กุกุฏจะ เอสซา ก็คือ ไม่ยินดีด้วย ไหนการที่บุคคลอื่นได้ลาภยศสรรเสริญสุขแทนที่จะเกิดจิตที่เห็นผลคำของเขาก็กลายเป็นไม่มีความสุข เขาได้ดูแล้วเราไม่มีความสุขในเรื่องอะไร แค่เขาได้เราก็ไม่มีความสุขแย่มาก

    กราบท่านอาจารย์ครับ โสภานี้ครับปลูกประมาณเหมือนกับเพื่อนที่สนิทมาก ซึ่งถ้าพิจารณาในชีวิตจำวันนะครับ ก็รู้ว่าความพอใจย่อมเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ใจแต่ว่าก็ยังมีความยินดีมีความพอใจนั้นอยู่โดยที่ไม่เห็นโทษของความยินดีพอใจนั้นเลยครับอาจารย์

    เพราะฉะนั้น ปัญญา รับอะไรก่อน เป็นคันแรก เห็นกำลังของโลภะอย่างที่คุณวิชัยกล่าวไหม รู้ทั้งรู้ก็ยังมีโลภะ ทรงแสดงว่าโลภะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความจริง ภาพไม่มีความติดข้อง ไม่มีความรัก ไม่มีความโลภ ทุกข์ก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นเวลาที่มีแล้วจะไม่ให้ทุกข์เกิดได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่รู้อย่างนี้ ก็ยังมีโลภะ แสดงให้เห็นว่าเพียงกำลังของปริยัติ เตะความเข้าใจสภาพธรรม โดยเหตุ โดยผล โดยในประการต่างๆ แต่ยังไม่รู้จักตัวธรรม ซึ่งไม่ใช่ใครสักคนหนึ่ง เป็นแต่เพียงลักษณะของธรรมแต่ละอย่าง มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เปลี่ยน ไม่ได้โลภะเกิด ก็เป็นโลภะโทสะเกิด จะให้โทสะ เป็นโนสกอร์ไม่ได้ ก็ต้องเป็นโทสะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ของกิเลสทั้งหมดที่จะแบบได้จริงจริงไม่เกิดอีกต้องเป็นการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเป็นเราหรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้ายังมีอยู่ตราบใด จะดับกิเลสใดๆ ไม่ได้เลยทั้งสิ้นแม้ว่าจะเข้าใจเรื่องราวถ่องแท้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยอมรับทุกอย่าง ขณะนี้ที่เห็นเกิดระดับก็รู้โดยขั้นฟังแต่ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์ ก็ยังรักความเป็นเราในขณะที่เห็นในขณะที่ได้ยินไม่ได้ในบรรดาอกุศลธรรมทั้งหมด อกุศลธรรมที่จะดับเป็นสมุทเฉจ ก่อนก็คือ ฐิความเห็นผิด สักกายทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ และรวมทั้งฐิติอื่นๆ ด้วย และดับวิจิกิจฉา ความสงสัยในสภาพธรรม เวลานี้ เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม หมดสงสัย ไม่หมดเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็รู้จักว่าสงสัยเป็นสภาพธรรม เพราะฉะนั้นสงสัยว่าแข็ง เกิดแบบไม่กำลังแข็งแกร่ง กดเนี่ยเดี๋ยวนี้ แข็งที่ปรากฏให้เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตลอดเวลา แสนเร็วด้วยสงสัยไหม ก็สงสัยสิ่งที่กำลังปรากฏทั้งปลาที่เห็นเป็นโต๊ะ เก้าอี้ อะไร ความจริงเป็นเพียงนิมิตของสภาพธรรมที่เกิดดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ถ้าไม่มีสภาพธรรมเกิด รักนี้ไม่ของการที่จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นดอกไม้เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ก็ไม่มีขั้นฟังไม่สงสัย แต่เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น หมดความสงสัยหรือยังว่าเกิดจริง และจริงๆ ก็ยังมีความสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้นสำหรับโสดาปฏิบัติ พิจิตร พระอริยะบุคคลขั้นแรก กลับ สักกายทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ และทิฏฐิอื่นๆ ทั้งหมด และวิจิกิจฉาก่อนที่จะสามารถดับโลภะ ความติดข้อง ในสิ่งที่จะนำความทุกข์มาให้ทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งประจักษ์ ก็ยังมีปัจจัยที่จะให้โลภะเกิด โทสะเกิดตามกำลังของการสะสม เพราะฉะนั้นความหนาแน่นความมากมายล้นเหลือนับไม่ถ้วน ไม่มีที่จะเก็บ ถ้าเป็นรูปธรรม ก็แสดงให้เห็นว่าการที่จะค่อยๆ หมดสิ้นไปได้ ไม่ใช่หมดไปทันทีพร้อมกันหมดแต่ผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง ก็คือ เมื่อมีความเห็นถูก จนประจักษ์ความจริงก็สามารถที่จะดับความสงสัย และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนโดยรู้ตามความเป็นจริงว่ากิเลสอื่นยังมีมากเพราะมีปัจจัยเกิดยังดับไม่ได้จนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้นอีกรู้ความจริงซึ่งเป็นอริยสัจจะจึงสามารถที่จะดับอกุศลธรรมเอ็นเอ็นได้อีก หนทางนี้เป็นหนทางที่ละเอียด เพราะว่าบางคนแค่ฟัง สงสัยว่าในเมื่อรู้อย่างนี้แหละยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์หรือ เพราะเค้าไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นทำให้หลงทางได้ไม่รู้ เมื่อไหร่ ก็คือ ลงเพราะฉันก็คิดว่าหนทางอื่นจะทำให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ โดยไม่รู้อะไรแล้วก็กล่าวอ้างว่าเป็นพระอรหันต์แต่ความจริงก็คือว่าไม่รู้ว่าขณะนั้น สภาพธรรมที่กำลังปรากฏเกิดดับแล้วก็ต้องละอกุศลธรรม ตามลำดับกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์ การสนทนาธรรมแต่ละครั้งก็เป็นไปเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ อย่างความกลัวตัวที่ควรมีก็คือกลัวต่อความไม่รู้หรือกลัวต่อกิเลสทั้งหลายทั้งปวงก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ได้ กล่าวถึงประเด็นนี้เพิ่มเติมด้วยครับ แม้แต่จะพูดว่ากลัว แม้ก็ขณะนี้ทุกคนที่กำลังนั่งฟังธรรม เพราะมีความละอายที่จะไม่รู้ธรรม แล้วก็มีการเห็นโทษว่าการไม่รู้ธรรมนี้ ที่เราเห็นชีวิตของแต่ละคนหลากหลายกันไปก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่รู้ธรรมก็จะมีความติดข้อง โลภะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโทสะ ความขุ่นเคืองใจเวลาที่ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจซึ่งเป็นชีวิตประจำวันทุกครั้งเลยไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ไม่รู้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นหลากหลาย น่าคิดน่าสนใจไหมว่าทำไมถึงได้เป็นใยดีเกิดจากอะไรมีอะไรเป็นเหตุเพราะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่ไม่มีใครคิดเห็นแต่ว่าสิ่งนี้เป็นภัยมีน้ำท่วมมีไฟไหม้ มีเหตุการณ์ต่างๆ ร้ายแรง แต่ว่าเกิดขึ้นได้ยังไงต้องมีเหตุเกิดขึ้นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทุกคนก็ไม่ชอบที่ใช้คำว่ากลัวแต่ก็ควรจะรู้ด้วยว่า เกิดแล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะให้เกิดเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็สามารถที่จะทำให้เหตุที่ไม่พอใจไม่ชอบ ลดน้อยลง เพราะฉะนั้นการศึกษาก็มีการศึกษาหลายอย่างแต่การศึกษาทั่วไป เป็นประโยชน์เพื่อชีวิตเท่านั้นเอง คือศึกษา และก็จะได้มีเงินมีทรัพย์สมบัติมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะได้แต่ว่าไม่รู้จักตัวเองเลยแล้วก็ แต่ละคนก็ยังอยากที่จะมีสุข และก็ไม่อยากที่จะมีทุกข์ นี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่สุดของการที่จะรู้จักตัวเอง และรู้จักคนอื่นด้วยว่าเหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่ตัว ไม่ใช่มีแต่เพียงอยากซบแล้ว ก็ไม่ชอบทุกข์เท่านั้น มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างมากมาย ซึ่งสมควรที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้องแล้วก็ไม่มีใครในโลก และในจักรวาลที่สามารถที่จะให้ได้ศึกษาได้เข้าใจจริงๆ โรงเรียนที่ไหนวิชาไหนก็ไม่ได้สอนเรื่องนี้เลยนอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงพระมหากรุณาเห็นประโยชน์ในการที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจธรรม คือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่ใช่แต่เฉพาะที่เรายึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นข้าวเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะมีอะไรปรากฏเกิดขึ้นทรงแสดงให้เข้าใจความจริงทำให้พ้นจากความไม่รู้ ซึ่งทุกข์ทั้งหมด เกิดจากความไม่รู้ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นก็จะเห็นได้ว่าความทุกข์เพราะความไม่รู้จะค่อยๆ ลดลงตามกำลังของปัญญา แต่ปัญญาที่จะรู้ความจริง ต้องเป็นปัญญาที่อบรมจากไม่มีเลย แล้วจะมีมากๆ ได้อย่างไรไม่ใช่ว่าไม่มีเลยแล้วก็อยู่ดีๆ ก็มีขึ้นมาพอที่จะเข้าใจโลกแล้วไม่เป็นทุกข์เลย แต่จากไม่รู้อะไรเลย ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเพราะว่าสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็คือสิ่งที่มีจริงจริง และกำลังปรากฏ ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรที่ไหนเลยเพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด ก็คือเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ กราบเรียนท่านอาจารย์ครับวิพากษ์ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องของไหนเช่นยาใหม่ต่างๆ ที่พระวิหารเชตวันเนี่ยก็ตอบทางภิกษุว่าถ้าบุคคลนำไปเผาไฟภิกษุเนี่ยก็ไม่มีความเดือดร้อนใจเลย พอเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ได้เนื่องด้วยตนเองก็ไม่คิดถึงว่าเราที่เห็นบุคคลอื่นเดือดร้อนนะครับ ก็ไม่เหมือนกับตัวเราเองที่เดือดร้อนใช้ความรู้ที่มีความเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เรา ความรู้เพียงที่ทรงแสดงอย่างนั้นนะครับ จะให้เข้าใจยังไง กาละในในเวลาที่ใครเห็นอย่าพังก็ไม่เดือดร้อนทั้งนั้นใช่ไหม เพราะยาไม่มีความรู้สึก แต่ว่าคนเรา มีความรู้สึก เพราะฉันจะเดือดร้อนหรือ ไม่เดือดร้อนก็อยู่ที่ขณะที่กำลังเห็น ยาในขณะนั้นยากที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ ยาอื่นๆ ก็ไม่เดือดร้อนเพราะเหตุว่าทุกอย่างไม่มีความรู้สึก ไม่มีธาตุรู้ แต่มนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้นที่เป็นมนุษย์ก็เพราะเหตุว่ามีจิต มีธาตุรู้มีสภาพรู้ และก็ไม่ว่าจะรู้อะไรขนาดไหนก็ตามก็จะมีสภาพธรรม อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมกับจิตเลย สภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ก็ใช้คำว่า เจตสิกหรือเจตสิกะในภาษาบาลี เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดพร้อมกันเลย ด้วยเหตุนี้เจตสิกทั้งหมดมี ๕๓ ประเภท ไม่ใช่จิต จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง และก็จิตก็หลากหลายตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยธาเจตสิกที่ไม่ดีเกิดกับจิตก็ไม่ดี เท่าเจตสิกที่ดี เกิดกับจิต จิตก็ดีเพราะว่าจิตไม่ใช่เจตสิกด้วยเหตุนี้เจตสิกหนึ่งซึ่งเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่เว้นเลย ทำหน้าที่ได้ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีความเข้าใจถูกเป็นพื้นฐานที่มั่นคงตั้งแต่ต้น ว่าจิต ไม่ใช่เจตสิก และเจตสิกที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ มีเจตสิกหนึ่งซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า เวทนาเจตสิก แต่ภาษาไทยใช้คำว่า ความรู้สึก ไม่ว่าจิตเกิดเป็นธาตุรู้ กำลังมีสิ่งที่จิตกำลังรู้ เวทนาความรู้สึกต้องเกิดกับจิตนั้นในขณะนั้นทุกครั้ง แต่ว่าเวทนาด้วยความรู้สึกได้ ก็จะต่างกันเป็นกาย และใจ สภาพของเวทนาซึ่งเกิดกับจิตไม่ได้เกิดกับกาย เกิดกับจิต แต่อยู่ที่กายรู้สิ่งที่กระทบกาย ขณะนั้นก็จะมีความรู้สึกสองอย่าง คือ ไม่สุข ก็ทุกข์ เพื่อทำพิสูจน์ได้ เดี๋ยวนี้มีไหม มีกายมีความรู้สึกที่กายสุขหรือทุกข์ เมื่อคืนนี้หนาวไหม ขณะนี้น้ำไม่ ถ้าไม่มีกาย จะรู้สึกในความหนาวไม่ใช่เวลาที่รู้สึกหนาวแล้ว สุขหรือทุกข์ เพราะฉะนั้นความรู้สึกก็มีสองอย่าง ที่คนไทยทั่วไปใช้คำว่ารู้สึก หมายความถึง เย็นก็รู้สึกว่าเย็น รู้สึกในความเย็น แต่ในขณะที่กำลังรู้สึกเย็นความรู้สึกเป็นทุกข์มีด้วย ชอบไหม เย็นพอดีๆ กับถ้าเย็นมากเกินไปก็ทุกข์ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม เป็นเรื่องละเอียด เพราะเหตุว่าธรรมละเอียด ยิ่งมีทั้งธรรมที่ปรากฏให้เห็นได้ กับธรรมที่ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพรู้ก็มี หรือว่าเป็นธาตุที่ไม่รู้ แต่ก็ละเอียดมาก เช่นขณะนี้ ถามว่าทุกคนมีตา ไม่ตอบว่ามีอยู่ที่ไหนก็ตอบได้ไม่ใช่อยู่ข้างหลัง ไม่ใช่อยู่ที่แขน ไม่ใช่อยู่ที่เท้า แต่เห็นตาหรือเปล่า ไม่มีทางที่จะเห็นตาเลย สิ่งเดียวที่สามารถจะปรากฏให้เห็นได้ก็คือ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ และรู้ว่าตรงกลางตา ที่เรียกว่าตา คือ ตาดำ ตาขาว ทั้งหมด ก็จะเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏละเอียดกว่าที่เราคิดไหม บางคนก็อาจจะคิดว่าพระธรรมคงจะไม่มีอะไรก็แค่ไม่ทำชั่วแล้วก็ทำความดีเท่านั้นเอง แต่ความจริง พระธรรมที่ทรงแสดง แสดงถึงพระปัญญาคุณที่ได้อบรมบารมีจนสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงดูเป็นธรรมดา เห็นข่าว ข่าวอย่าเกียจคร้าน ตรัสถามภิกษุว่าเป็นทุกข์ไหม มีใครเป็นเธอไม่กล้าพระภิกษุในขณะนั้น หรือเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เพราะไม่ได้พาตัวแต่เผาหญ้า เพราะฉะนั้นจะเป็นทุกข์ก็ต่อเมื่อพาตัวไม่ใช่เผาหญ้า เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความจริงว่าเราไม่เคยยึดถือสภาพธรรมอื่น นอกกายว่าเป็นเรา แต่ว่าสภาพธรรมที่เกิดที่เรายึดถือว่าเป็นกายของเราทั้งหมด ความจริงก็เป็นส่วนประกอบของสภาพธรรม แต่ละอย่างซึ่งละเอียดมากแล้วก็รวมกันอยู่จึงทำให้เข้าใจว่ามีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สุข และทุกข์ก็เพราะมีกาย แต่กายไม่สามารถที่จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์หรือรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ได้เพราะกายไม่ใช้จิตไม่ใช่เจตสิกแต่เป็นโรค เพราะฉะนั้นสภาพที่กำลังรู้สึกไม่ว่าจะรู้สึกคันเจ็บกลายไม่ได้รู้สึกคันเลย แล้วก็กายก็ไม่รู้สึกเจ็บด้วย แต่ว่าที่กายนั่นแหละมีรูป ซึ่งจิตเกิดขึ้นรู้รูปที่ปรากฏที่กายด้วยความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ นี่ก็คือ ความละเอียด ที่กายขณะนี้มีแต่ถ้าไม่รู้อ่อนหรือแข็งเย็นหรือร้อนตึงหรือไหวตรงไหนขณะนั้นไม่มีจิตที่กำลังรู้ตรงนั้นแต่เมื่อไหร่ตรงไหนปรากฎว่าอ่อนที่กาย หรือที่ไหนก็ตามเพราะจิตเกิดขึ้นรู้ตรงนั้นลักษณะที่อ่อนหรือแข็งนั้นจึงปรากฏ แต่ในขณะที่กำลังรู้รูปที่กาย ไม่เหมือนรูปข้างนอกใช่ไหม ดอกไม้ ไม่มีกายปสาท แต่ที่กายของทุกคนจะมีรูปหนึ่ง เป็นรูปพิเศษ ซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วกาย แม้ภายในพอรู้สึกเจ็บ ไม่ได้ภายนอกก็มี ไม่ใช่ที่ผิวหนังภายนอกแต่ภายในก็รู้สึกเจ็บได้ใช่ไหม ขณะนั้นก็เพราะมีกายปสาท ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ซึ่งไม่ใช่ของใครเลย ทั้งหมดรูปนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นสมุทฐาน เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวาระที่กรรมใดจะให้ผล ก็เป็นปัจจัยให้รู้รูปที่กระทบกาย เมื่อรู้รูปที่กระทบกาย สภาพที่กำลังรู้เป็นนามธรรม คือ จิต และมีเจตสิกที่เกิดพร้อมกันในขณะนั้น คือ ความรู้สึกต่างๆ พอกระทบกาย ขณะนั้น รู้สึก ร้อน กำลังมีรสปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังรู้ร้อนๆ ปรากฏไม่ได้ในขณะที่ธาตุรู้ร้อนเกิดขึ้นปรากฏ ขณะนั้นมีความรู้สึกเกิดพร้อมกับจิตที่กำลังรู้ร้อน คือ ทุกขเวทนา เร็วสุด ถ้าร้อนมากๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะทีนี้ เมื่อไม่รู้ความจริง ก็ฟังธรรมให้รู้ความจริงว่าความจริงเป็นอย่างไร ก็คือทราบว่าเมื่อรู้ ก็ละความไม่รู้ แต่ที่นี่ดูเหมือนกิเลส ไม่ได้มีแค่ไม่รู้อย่างเดียว ก็มีกิเลสหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ทะลักความไม่รู้แล้วก็ยังโกรธยังโล่งอย่างอิสซ่ายังริษยาอะไร

    อาจารย์คะแสดงว่าความไม่รู้ไม่ใช่กรธ แล้วก็ความไม่รู้ไม่รู้อะไร ตามลำดับข้างมิฉะนั้นก็คิดว่ามีแค่นี้เอง แต่ความไม่รู้นิมากมายมหาศาล

    ค่ะยังไงคะอาจารย์คะ

    ยังไงก็คือว่าความไม่รู้เปล่าเปล่าๆ ก็อคือไม่รู้อย่างเดียว ถูกต้องไหม ไม่รู้ไปหมดเลย ไม่รู้ความจริง เท่านั้นเอง แต่เวลาไม่รู้แล้ว ก็พอใจ เพราะความไม่รู้ ลองคิดดู สิ่งที่ปรากฏ เหมือนไม่ได้ดับไปเลยสักอย่าง ยังเหมือนเดิมน่าพอใจ สีสันต่างๆ ดอกไม้รูปร่างต่างๆ กลิ่นต่างๆ รถต่างๆ น่าพอใจ หมดเพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดแล้วดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้ารู้อย่างนี้จะติดข้อง ต้องการพอใจไหม ในสิ่งซึ่งเพียงปรากฏแล้วหายไปเลย ไม่เหลือเลยสักนิดเดียว แล้วพอใจอะไรในสิ่งที่เพียงแต่เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป ถ้าจะก็หมายความว่าถ้ารู้จริงก็จะไปติดข้องอะไรกับสิ่งที่เหมือนกับไร้สาระจริงๆ คือ เกิดสั้นๆ แล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นความรู้แค่ไหน รู้จนกระทั่งเห็นโทษ หรือว่ารู้ว่าไม่เที่ยงที่เคยเป็นเราด้วยความจริงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นความไม่รู้ก็มีมากมาย ถ้ากล่าวถึง เจตสิก อวิชชา ในค่ำคืน โมหเจตสิกหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าอกุศลด้วยว่ากิเลส ไม่ได้มีเพียง อวิชชาอย่างเดียว อกุศล และเจตสิกทั้งหมดมี ๑๔ ประเภท โลภะ ความติดข้อง ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เพราะไม่รู้ จึงติดข้อง ตามลำดับคาดไว้ ติดข้องในอะไร ติดข้องด้วยความเป็นตัวตน มีความเห็นผิดว่าเที่ยง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นความเห็นว่าสิ่งนั้น ไม่ได้ดับไปเลย เป็นอัตตสัญญา หรือว่า อัตตานุทิฏฐิ ความเห็นต่างสิ่งที่ปรากฏ เหมือนว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เที่ยงหรือยั่งยืน ยิ่งสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา และไม่ดับสักที ก็เห็นอยู่อย่างนี้แหละ เพราะไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาในความจริงดับเร็วมาก มากจนปรากฏเหมือนไม่ได้ พัดลมที่กำลังหมุน จะมองเห็นใบพัดลมไหมแต่ละหนึ่ง ไม่เห็นเลยเพราะเร็วมาก นี่เร็วยิ่งกว่านั้น สุดที่จะประมาณได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาที่ได้สะสมมา ที่จะตรัสรู้ความจริงนี่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครจะรู้ได้ แต่เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ปัญญาสามารถที่จะรู้ได้แต่ต้องเป็นปัญญาที่อบรมแล้ว สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็ค่อยๆ ดับกิเลสไปจนกว่าจะหมดตามลำดับของการรู้แจ้งอริยสัจ๔ ซึ่งมี๔ ขั้น ขั้นที่หนึ่ง ประจักษ์แจ้ง อริยสัจ๔ เป็นพระโสดาบัน ขั้นที่สองประจักษ์แจ้งอริยสัจ๔ เป็นพระสกทาคามีบุคคล ขั้นที่๓ รู้แจ้ง เรียนสัสสี เป็นพระอนาคามิบุคคล ขั้นสุดท้ายรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระอรหันต์ คือ ดับกิเลสหมด ไม่เหลืออีกเลย จัดพระโสดาบัน ซึ่งดับกิเลสยังไม่หมด พระสกทาคามีก็ดับกิเลสที่เหลือจากพระโสดาบัน แต่ยังไม่หมด พอถึงพระอนาคามีก็ดับกิเลสที่เหลือจาก ความเป็นพระสกทาคามี แต่ยังไม่หมด จะหมดจริงๆ ไม่เหลือเลย ก็คือ อรหัตมรรค เกิดมาก็ได้ยินใช่ไหม คำว่าพระอรหันต์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักพระอรหันต์หรือเปล่าว่าเป็นใคร อย่างไรก็ไม่รู้จัก ก็ไปคิดว่าไปฟังธรรม แล้วก็ต้องไม่มีกิเลสก็เลยกลายเป็นพระอรหันต์ไป ซึ่งไม่ถูกต้องเลย ได้ยินคำว่าปุถุชนรู้จักไป ทั่วไปเลย พูนายังไงก็หนาด้วยกิเลสความไม่รู้แต่ก็ไม่รู้ว่าความต่างของปุถุชนกับพระโสดาบัน และไม่รู้ความต่างของพระโสดาบัน และพระอรหันต์ด้วย ทั้งหมดพูดโดยไม่รู้จักจนกว่าได้ฟังธรรม เมื่อไหร่ จะรู้จักจะเข้าใจสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วก็คิดเอง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    30 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ