ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1713


    ตอนที่ ๑๗๑๓

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละอย่างก็เป็นหนึ่ง ในการเป็นหนึ่งนั้นหมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นหนึ่งคือ ไม่ปรากฏทางอื่นเลย เหมือนกับเสียงก็เป็นหนึ่งคือปรากฏว่ามี เมื่อมีจิตได้ยินเกิดขึ้นปรากฏได้ทางหูก็เป็นหนึ่ง กลิ่นก็เป็นหนึ่ง รสก็เป็นหนึ่ง เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ซึ่งกำลังปรากฏในขณะนี้ก็เป็นแต่ละหนึ่งจะปรากฏพร้อมกันไม่ได้เลย ทุกอย่างที่ปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงต้องปรากฏทีละหนึ่ง เช่น ถ้าคนตาบอด ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา หนึ่งนี้ไม่มี ถ้าคนที่หูหนวก เสียงไม่ปรากฏเลย หนึ่งนั้นก็ไม่มี ซึ่งแล้วแต่ว่าจะมีกลิ่นกระทบ หรือว่ารสกระทบ แต่ละหนึ่งๆ

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วที่เรากล่าวว่าชีวิตก็คือ การเกิดขึ้นของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทีละหนึ่งอย่างเร็วมาก โดยความไม่รู้ก็คิดว่าเป็นเราทั้งหมด ดูเหมือนกับว่าเราจะนับวันเวลาเป็นสั้นที่สุดคือหนึ่งวินาที ย่อยลงไปในหนึ่งวินาทีนั้นก็ยังมีสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากแต่ละหนึ่ง ซึ่งการกล่าวถึงความจริงนี้เป็นการแสดงถึงพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าใครจะรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเหมือนยังปรากฏอยู่ไม่ได้ดับไปเลย แต่ว่าตามความเป็นจริงในขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีเสียงปรากฏ

    ถ้าเป็นคนที่มีเหตุผลก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า เสียงกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ปรากฏพร้อมกันไม่ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีตา เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ไม่ได้ ก็จะมีแต่เฉพาะเสียง หรือถ้าไม่มีโสตปสาทที่สามารถกระทบเสียง ก็จะมีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วเงียบสนิท ในขณะที่คนอื่นก็ยังมีเสียงปรากฏให้รู้ว่า แม้ขณะที่เห็นก็เหมือนว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏทางหูคือเสียงต่างๆ ด้วย นี่คือการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากของธรรม ด้วยการบำเพ็ญพระบารมีหลังจากที่ทรงได้รับคำพยากรณ์ จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ว่าอีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์สุเมธดาบส จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม ระหว่างนั้นมีการได้เฝ้า ได้ฟังธรรมและพบพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งพระพุทธเจ้าทีปังกร ๒๔ พระองค์

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้เป็นจริงตามที่ได้ทรงตรัสรู้ และทรงพระมหากรุณาแสดงให้คนอื่นได้ยินได้ฟัง ได้เริ่มรู้ความจริงเพราะความจริงคือเมื่อเกิดแล้วต้องตาย แต่ว่าก่อนตายก็มีการเห็นได้ยินแล้วหมดไปๆ ไม่ได้ย้อนกลับมาอีกเลย ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วดับแล้วจะกลับมาอีกได้ ซึ่งก็เป็นอีกความหมายหนึ่งของแต่ละหนึ่งจริงๆ ภาษาบาลีใช้คำว่า ขันธะ หรือจะออกเสียงตามบาลี (ขันดะ)

    อ.คำปั่น เนื่องจากว่าคนไทยเวลาพูดบาลีก็เป็นบาลีไทย ออกเสียงตามอักขระคืออ่านว่า ขันธะ

    ท่านอาจารย์ ก็ตรง ความหมายคือว่างเปล่า เพราะอะไร สิ่งที่กำลังปรากฏเหมือนมีอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เกิดปรากฏแล้วดับไปเร็วมากก็ว่างเปล่า คือไม่ได้กลับมาอีกเลย เหมือนในความว่างเปล่าก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีกอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ เราก็ได้เข้าใจความจริงว่าแท้ที่จริงคือ ตั้งแต่เกิดมาก็ว่างเปล่าไปทุกๆ ขณะจนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ ซึ่งว่างเปล่าจากการที่เคยเป็นคนนี้ เคยเห็น เคยสุข เคยทุกข์ เคยจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ระหว่างนี้ก็เป็นขณิกมรณะ ตายทุกขณะที่เกิดแล้วตายเพราะว่าไม่ได้กลับมาอีกจนกว่าจะถึงสมมติมรณะ คือที่สมมติว่าตายจากชาติหนึ่งคือจากชาตินี้ แต่ก็มีการเกิดไม่สิ้นสุดต่อไปอีกจนกว่าจะถึงสมุจเฉทมรณะ คือการตายของคนที่ไม่มีกิเลส เมื่อตายแล้วก็ไม่มีการที่จะเกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ

    ผู้ฟัง แล้วทำอย่างไรที่จะต้องละทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความติดข้องได้ เพราะว่าบางครั้งตื่นขึ้นมาก็อยากจะเปิดทีวี คงเป็นความรู้สึกที่ต้องการเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบเหตุว่าเพราะเหตุใดถึงต้องการ ถ้าไม่รู้เหตุก็ต้องการไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นที่เราเกิดมาเพราะความไม่รู้ หรือพร้อมกับความไม่รู้เลย ซึ่งความไม่รู้ที่นี่หมายความถึงว่า ความไม่รู้ซึ่งติดอยู่ในจิต แต่ยังไม่ได้ปรากฏว่าเป็นการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามแต่ เมื่อเราต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร จึงได้เกิดความต้องการขึ้น แต่จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงความต้องการก็เป็นสิ่งที่มีจริง พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นเรื่องของพุทธะ คือความเห็นถูก เป็นสภาพของความเข้าใจถูกซึ่งเป็นปัญญานั่นเอง แต่ขณะนี้มีใครบ้างที่จะรู้ว่า ขณะนี้เราเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้มีสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าก็ยังไม่รู้ เห็นหรือไม่ว่าความไม่รู้มากเพียงใด เมื่อมีความไม่รู้ก็อยากรู้ความไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดหมดสิ้นไปได้ นอกจากการเห็นถูกการเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏเสียก่อน

    ส่วนใหญ่เมื่อได้ยินว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่มีอะไรเหลือเลยตลอดชีวิต ก็เลยอยากที่จะไม่อยาก แต่ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่อยาก เพราะไม่มีปัญญาจึงอยาก ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้เข้าใจความจริงในสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ถึงจะรู้ความจริงเช่นนี้เพียงเท่านี้ก็ยังห้ามความอยากไม่ได้

    สิ่งที่ทุกคนพิสูจน์ได้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงคือ อะไรก็ตามที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิดแล้วแน่นอนจึงปรากฏมีจริงๆ เมื่อสิ่งนั้นมีจริงเกิดขึ้นปรากฏ ควรรู้ความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นการที่จะไม่อยากอีกต่อไป มีหนทางเดียวคือรู้ความจริง แต่ว่าการรู้ความจริงไม่ง่าย เพราะเหตุว่าความจริงมีตั้งแต่เกิดจนตาย ขึ้นอยู่กับว่าในระหว่างที่ยังไม่ตาย มีโอกาสที่จะได้ฟังเรื่องความจริงของสิ่งที่มีจริงขณะนี้จนกระทั่งเข้าใจจริงๆ หรือไม่ นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ไม่อยาก แต่ความจริงก็เป็นสิ่งที่น่าอยากใช่หรือไม่

    สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ มีใครบ้างไม่อยากเห็น เป็นสิ่งที่น่าพอใจ น่าดูด้วยใช่หรือไม่ ดอกไม้สวยๆ ก็มีความติดข้อง ต้องการเห็นอีกหรือไม่ หรือว่าเท่านี้พอแล้ว ไม่มีทางพอได้เลย อากาศที่เย็นสบาย เสียงที่น่าฟัง หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีเป็นที่ตั้งของความติดข้องต้องการในสิ่งนั้น เว้นจากว่าไม่มีสิ่งนั้น จะต้องการในสิ่งนั้นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเหตุผลซึ่งสำหรับคนที่เริ่มฟังธรรมจะยาก เพราะจะข้ามจากการที่เคยอยากไปสู่ความไม่อยากเลยเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าจากการไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏแล้วค่อยๆ รู้ขึ้น อยาก มีจริงแน่ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ และลักษณะของความอยากซึ่งเป็นความติดข้อง ก็ต่างกับลักษณะของสภาพธรรมอื่นๆ เช่น ความขุ่นเคืองใจตรงกันข้ามกับความอยาก

    ดังนั้นให้ทราบว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพื่อให้มีความเห็นถูกและความเข้าใจถูก บางคนก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลยน่าเบื่อมากๆ เลย พูดแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูเป็นของธรรมดา แต่ของธรรมดานี้เองเป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่าควรรู้ยิ่ง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโอกาสได้ฟังไม่ต้องเดือดร้อนในการฟังว่ายังไม่เข้าใจ หรือว่าเข้าใจน้อย หรืออยากจะเข้าใจมากกว่านี้ เพียงแต่ทุกครั้งที่ฟังให้ทราบว่า ได้ฟังสิ่งซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะกล่าวถึงความจริงของสิ่งที่ได้ฟังได้ นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพียงชื่อก็ต่างจากบุคคลอื่น ใช่หรือไม่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าชื่อย่อๆ คือพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็มีทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าคือผู้ที่รู้ความจริงด้วยตนเอง ไม่ต้องถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีได้มากกว่าหนึ่ง แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีได้เพียงหนึ่ง เมื่อตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรม จนกว่าพระธรรมจะอันตรธาน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง จนกว่าจะมีผู้ที่บำเพ็ญบารมีและสามารถที่จะรู้ความจริง เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงให้ทราบว่า เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง สำหรับผู้ที่อยากจะเข้าใจถูกต้องควรจะรู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และทรงแสดงธรรมอะไร

    ผู้ฟัง ถ้าศึกษาพระธรรมไปมากๆ พระธรรมสามารถที่จะเป็นสิ่งที่คุ้มครองเราได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าจะคุ้มครองให้เป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง ให้เข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏนั้นให้มากขึ้น

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เหมือนกับเกิดมาแล้วทุกคนก็ไม่ได้รู้อะไรมาตั้งแต่เกิด ใช่หรือไม่ ไปโรงเรียนแล้วมีความรู้ความสามารถตามวิชาชีพต่างๆ แล้วแต่การสะสมมา ก็ต้องอาศัยการศึกษาการรู้ทั้งนั้น เวลาที่มีสิ่งที่มีปรากฏให้เห็นตั้งแต่เกิดจนตาย สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับสิ่งนั้นๆ บ้าง หรือว่าเป็นทุกข์เดือดร้อนบ้าง แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย ต้องเกิดอีก เป็นเช่นนี้อีก ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควรจะเริ่มรู้บ้างหรือไม่ว่า สิ่งที่มีจริงๆ คืออะไร

    วิชาการทั้งหลายเป็นประโยชน์ทุกวิชา ไม่มีวิชาไหนที่ไม่เป็นประโยชน์ตามควรแก่วิชานั้นๆ แต่วิชาที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าใคร ที่ไหน ชาติ ศาสนาใดๆ ก็ตามแต่ ก็เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งกว่าอย่างอื่น ซึ่งแล้วแต่ว่าจะมีการคิดแล้วเข้าใจเช่นนี้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังจะได้เริ่มเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนทั้งๆ ที่มี ตาก็มี สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มี หูก็มี เสียงก็มี และไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งนั้นๆ เลย เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะได้ฟังและเข้าใจสิ่งที่มีจริงก็ควรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

    ผู้ฟัง เรื่องสีผม คือถ้าพูดถึงเรื่องสีก็ต้องพูดถึงเรื่องแสงก่อน ถ้าไม่มีแสง คงจะไม่เห็นสีแน่นอน ลูกค้าบางคนอาจจะชอบผมที่ออกน้ำตาลอมบลอนด์ น้ำตาลอมเขียว น้ำตาลอมแดง ซึ่งเป็นการปรุงแต่งจิตของช่างทำผมและลูกค้าให้เป็นกิเลสมากขึ้นหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แสงเปล่าๆ ยังไม่เป็นสีนั้นสีนี้ ก็ติดแล้วใช่หรือไม่ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีที่ปรากฏเป็นที่ตั้งของความติดข้องต้องการ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ข้อสำคัญที่สุดดูเหมือนว่าเราอยากไม่มีในสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ คืออยากไม่มีโลภะความติดข้อง อยากไม่โกรธ หรือว่าอยากไม่ตาย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือ รู้ความจริงแล้วสามารถที่จะรู้ได้ ค่อยๆ พิจารณาว่า ตั้งแต่เกิดจนตายมีสิ่งที่เราติดข้องมากเพิ่มขึ้นทุกวัน มีชีวิตยืนยาวต่อไปเพื่ออะไร ลองคิดดีๆ เพื่อติดข้องเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ แล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความติดข้องอย่างมากมายมหาศาล ชาติก่อนยังไม่ถึงชาตินี้ก็ติดข้องมาแล้วมากและยังมาเพิ่มเติมในชาตินี้อีก

    เพราะฉะนั้น ทางที่จะพ้นจากความติดข้องเป็นไปไม่ได้นอกจากมีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏว่า เราติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วคราวแสนสั้น แล้วไม่เหลือเลยและไม่กลับมาอีก เป็นเช่นนี้ตลอดไม่ว่าจะกำลังเห็น หรือว่ากำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรสอร่อยๆ กำลังคิดนึก ก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้นทางที่จะพ้นจากการที่จะต้องเป็นเช่นนี้แต่ละวัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ละชาติที่ผ่านมาก็มากมายนับไม่ได้ แล้วยังจะมีชาติต่อไปอีก นับไหวหรือไม่ว่ามากมายเท่าไร ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ต้องเป็นไปไม่รู้จบ

    ผู้ที่มีปัญญาศึกษาวิชาอะไรๆ ก็ศึกษาไป และก็ศึกษาวิชาที่ทำให้รู้จักสิ่งที่มี ที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา ซึ่งความจริงไม่ใช่ให้เข้าใจขึ้นในแต่ละภพแต่ละชาติ เพราะว่าจะเข้าใจทีเดียวทั้งหมดในชาตินี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องค่อยๆ เข้าใจเหมือนกับไปเรียนเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะไปเรียนทำกับข้าว ทำอาหาร ทำผม หรือว่าการแพทย์อะไรต่างๆ ก็เรียนเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งอีกไม่นานคำสอนนี้จะอันตรธาน

    การเรียนไม่เสียหายเลยใช่หรือไม่ และเป็นความจริงที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในขณะนี้ แต่ยากมาก มีใครว่าง่ายบ้างหรือไม่ ปรากฏเช่นนี้ ได้ยินคำว่าอวิชชาก็ท่องไป ปฏิจจสมุปบาท คนที่แก่วัดและอ่านตำรับตำรามากก็จะได้ยินคำว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารคือ กุศลก็เป็นสังขาร อกุศลก็เป็นสังขาร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่จะเป็นเหตุที่จะให้มีการเกิดขึ้นต่อไปก็เป็นสังขาร ซึ่งหมายความถึงเจตนาที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง ฟังแล้วก็ยังไม่ได้เข้าใจอะไร ทั้งๆ ที่สิ่งกำลังพูดกำลังมีทั้งหมดเลย อวิชชาก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย ไม่ต้องไปหาที่ไหนทั้งสิ้น เพียงมีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้แล้วเกิดความติดข้องเพราะความไม่รู้ นั่นคืออวิชชา ถ้าบอกว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ต้องเกิดจึงปรากฏ เริ่มเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ เพียงเข้าใจว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏต้องเกิดขึ้น ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นเลย จะปรากฎได้หรือไม่ ไม่ได้ แม้เช่นนี้ก็ไม่เห็นการเกิดขึ้นของสิ่งที่กำลังปรากฏ และไม่เห็นการหมดสิ้นไปคือการดับไปของสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นเพียงแต่ได้ยินได้ฟังว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้ที่ปรากฏ สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้วด้วย นี่คือการเริ่มฟังและพิสูจน์ได้ว่า ต้องยากมากกว่าที่จะรู้ความจริง ฟังจนกระทั่งมีความมั่นคงเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นปริยัติ การรอบรู้ในสิ่งที่มีจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งใครก็คิดไม่ถึง จนกระทั่งเป็นสัจจญาณ ญาณคือ ปัญญาที่มั่นคงจริงๆ ได้ยินคำว่า ปัญญาในพระพุทธศาสนา ในภาษามคธีหรือภาษามคธ ซึ่งเราใช้เป็นภาษาที่ดำรงพระศาสนา จึงเรียกภาษานั้นว่าพระบาลี หรือว่าภาษาบาลี ได้ยินคำว่า ปัญญา แล้วภาษาไทยก็นำคำว่าปัญญามาใช้ แต่ถ้าถามว่าปัญญารู้อะไร ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมก็ตอบไม่ได้เลย ปัญญาคือ สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏว่าสิ่งนี้เกิดปรากฏแล้วหมดไป

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นแน่ๆ แล้วก็หมดไป อย่างเช่นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละอย่างที่ปรากฏ ปรากฏแล้วดับไป ก็ไม่ต้องไปติดข้องกับสิ่งที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้อง นี่คือใคร อวิชชา ไม่ต้องไม่ได้เพราะว่ากำลังติดข้อง แม้แต่คำว่า "ก็ไม่ต้องไปติดข้อง" ก็ไม่ใช่ว่ารู้ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดคิดคำว่า "ก็ไม่ต้องไปติดข้อง" ถ้าจิตไม่เกิดคิดคำเหล่านี้ต่างๆ ก็ไม่มี แสดงให้เห็นจริงๆ ว่าต้องตั้งต้นเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ แม้แต่ความนึกคิด เวลานี้ไม่ได้คิด แต่เมื่อคิดเกิดก็มีคำที่คิด แล้วแต่ว่าจะคิดถึงคำอะไร คิดถึงเรื่องอะไร แสดงว่าต้องมั่นคงจริงๆ ว่า สภาพธรรมมีเมื่อเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป แต่ว่าปัญญาของผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถที่จะคิดและเข้าใจเช่นนี้ได้ จนกว่าจะฟังเข้าใจและมีความมั่นคงว่าเป็นเช่นนั้น และความรู้ความเข้าใจในสภาพธรรมที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

    แต่ในขั้นต้นที่ฟังแล้วไม่ใช่ให้เชื่อ ไตร่ตรองพิจารณาว่าเป็นความจริง ซึ่งกว่าจะรู้ความจริงเช่นนี้ได้ไม่ไช่วันสองวันหรือในชาตินี้จะรู้ได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ ที่กำลังรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้เกิดแล้วดับ แล้วเกิดอีก แล้วก็ดับ แล้วก็เกิดอีก แล้วดับสืบต่อ ไม่ใช่เพียงขณะที่สั้นแสนสั้นจะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานได้ แต่ต้องมากมายหลายขณะจึงจะปรากฏสีสันที่ต่างกัน เป็นรูปร่างต่างๆ กันทำให้จำแต่ละอย่างว่าเป็นอะไร นี่คือการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วมากของสิ่งที่มีจริง ซึ่งปกปิดไม่ให้มีการเข้าใจถูกจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

    ผู้ฟัง บางคนที่บอกว่า อยากได้บุญมากๆ โดยการไปเข้าวัด ตักบาตร หรือว่าทำสมาธิ ท่านอาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เรื่องยาวเลย แต่ขอทราบความหมายของบุญก่อน คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น โดยอรรถของคำว่า บุญ คือสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด

    ท่านอาจารย์ แสดงว่าจิตต้องสกปรกมาก การฟังพระธรรม ถ้าฟังครั้งเดียวไปยาวมากๆ เราจะขาดการไตร่ตรอง แต่ถ้าฟังแล้วคิดพิจารณาเราก็จะเห็นความจริง เช่นคำว่า บุญ หมายความถึง สภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด แปลว่าจิตต้องสกปรก ไม่มีใครมองเห็นจิตเลยและไม่รู้ด้วยว่า จิตสกปรกมากเพียงใด และสกปรกด้วยอะไรบ้าง แต่ก่อนอื่นคือยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ในสภาพธรรมที่เราเรียกว่า จิต ทุกคำเป็นสิ่งที่เผินๆ ไม่ได้เลย เหมือนกับการศึกษาธรรมถ้าข้ามไปถึงเรื่องบุญ เรื่องสมาธิ เรื่องอะไรต่างๆ แต่ว่าจะเข้าใจแม้แต่คำที่ได้ยินคำเดียวว่า จิต หรือไม่ ชำระจิต ยังไม่ได้รู้จักจิต ยังไม่ได้เข้าใจจิต แล้วจะชำระจิตก็เป็นสิ่งที่สุดวิสัยที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้ารู้ว่ามีจิตทุกคน แม้ว่ายังไม่ได้เข้าใจถึงสภาพลักษณะของจิต แล้วชำระจิตให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด ก็ต้องแปลว่าขณะนั้นจิตไม่สะอาด ไม่สะอาดด้วยอะไร ความไม่รู้สะอาดหรือไม่ เพราะไม่รู้ เพียงไม่รู้ อย่าประมาทว่าเล็กน้อย เพราะความไม่รู้นั่นเองจะนำมาซึ่งสิ่งสกปรกทั้งหมด เช่น ความติดข้องพอใจ ต้องการอยากได้

    ลองคิดดูถึงจิตซึ่งไม่มีความติดข้อง กับจิตที่ติดข้อง ยังไม่ต้องพูดถึงจิตของใครเลยทั้งสิ้น เพียงแต่พิจารณาในเหตุผล จิตที่ไม่ติดข้อง กับจิตที่ติดข้อง อะไรดีกว่ากัน ตอบได้ทุกคนเลย ถ้าเป็นคำตอบก็ตอบได้ ไม่ติดข้อง สบายหรือไม่ ค่อยๆ คิด ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องแสวงหา เมื่อไม่ได้แล้วก็กลุ้มใจ เป็นทุกข์อีกด้วย ใช่หรือไม่ ดังนั้นความไม่รู้ก็นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ตั้งแต่เพราะไม่รู้จึงติดข้อง ปรารถนา ต้องการ แสวงหา ถ้าได้ดีหรือไม่ ก็ติดข้องมากขึ้นเพราะเป็นของเรา ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นที่จิตจะสะอาดจริงๆ ก็ต้องจากการรู้ความจริง


    ปรากฏทีละหนึ่ง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 197
    3 พ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ